จากห้องปฏิบัติการสาขาสมองกลสู่เวทีระดับโลก เบื้องหลังความสำเร็จนักเรียนไทย ใน RoboCup 2026

จากห้องปฏิบัติการสาขาสมองกลสู่เวทีระดับโลก เบื้องหลังความสำเร็จนักเรียนไทย ใน RoboCup 2026

จากห้องปฏิบัติการของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สู่เวทีแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก เรื่องราวของการเรียนอาชีวะที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด ลงมือทำ และเติบโตผ่านประสบการณ์จริง

ที่ชั้นสองของอาคารที่เรายืนอยู่ คือห้องปฏิบัติการของนักเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยี ระบบ สมองกลฝังตัว สถานที่ซึ่งนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (Chitralada Technology Institute – CDTI ใช้เป็นพื้นที่พัฒนาและทดสอบหุ่นยนต์สำหรับการแข่งขัน RoboCup 2026 เวทีแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกที่จัดขึ้น ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้าไม่กี่วัน เด็กกลุ่มนี้เพิ่งเดินทางกลับจากเกาหลีใต้พร้อมผลงานที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อทีม Born2Shine และ ทีม Be-Star ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนระดับ ปวช. ปี 2 และปี 3 สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และอันดับ 5 จากการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยได้สำเร็จ

ทีม Be-Star และทีม Born2Shine นักเรียนสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาที่เข้าร่วมแข่งขัน สมาชิกได้แก่ เบส – นายณัฐภาส ชัยสมศรี ปวช. / สตางค์ – นายพัทรการ หอมขจร ปวช.3 / บอส – นายธนัตถ์วิชญ์ กิตธรรมรัตน์ ปวช.3 / มิวเซียม–นายชวัลวิทย์ สุขสมบูรณ์ / เซน – นายอธิกานต์ สุขศรีบูรณ์อำไพ ปวช.2 / พุท – นายศุภกฤต เตือนตรานนท์ ปวช.2 / ข้าว – นายพันภัต เจริญศรีชัยรัตน์ ปวช.3 / เซบาส – นายศรัญณัฐพงษ์ แอมเบอร์ ปวช.3

บอส – ธนัตถ์วิชญ์ กิตธรรมรัตน์ นักเรียนชั้นปี 3 ทีม Be-Star และ พุท-ศุภกฤต เตือนตรานนท์ นักเรียนชั้นปี 2 ของทีม Born2Shine เป็นตัวแทนพาพวกเราเดินชมรอบๆ ห้องภาควิชา ท่ามกลางเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน ใครหลายคนบอกเราว่า 2-3 เดือนก่อน พวกเขาใช้เวลาในห้องปฏิบัติการนี้มากกว่าห้องเรียนเสียอีก

“เราลองผิดลองถูกกันที่นี่ครับ หุ่นยนต์หนึ่งตัวไม่ได้มีเพียงการประกอบชิ้นส่วนให้เคลื่อนที่ได้ แต่ต้องออกแบบตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน การเคลื่อนผ่านพื้นผิวลาดเอียงจำลอง ไปจนถึงระบบตรวจจับและแขนกลสำหรับหยิบจับวัตถุ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนต้องทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ และเป็นโจทย์ที่การแข่งขันใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน” บอส – ธนัตถ์วิชญ์ อธิบาย

การพัฒนาหุ่นยนต์คือผลลัพธ์จากทักษะต่างๆเช่น  การออกแบบ: เขียนแบบทั้งตัวหุ่นยนต์และชิ้นส่วนย่อย (เช่น ล้อ, สายพาน, แขนกล) โดยใช้ 3D printing ซอฟต์แวร์: การเขียนโปรแกรม/โค้ด (เช่น C, Python) สำหรับการควบคุม การตรวจจับ (Detection) การอ่าน QR Code รวมถึงพื้นฐานอิเล็กทรอนิกส์: ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การควบคุมมอเตอร์บอร์ด การเชื่อมต่อ การแก้ปัญหาเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางไฟฟ้า

ห้องปฏิบัติการที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาก็น่าจะเป็นอีกสถาบันที่มีความพร้อมไม่แพ้ที่ใด ที่นี่ครบครันด้วยชุด เครื่องมือช่าง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ เซ็นเซอร์  และชิ้นส่วนที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลอง โดยที่ถัดไปอีกห้องคือพื้นที่สำหรับ สารพัดเครื่องจักรที่นักประดิษฐ์ทั้งหลายจะจินตนาการได้ ทั้งเครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องCNC และโต๊ะปฏิบัติการที่พร้อมเปลี่ยนแบบร่างในคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นชิ้นงานจริง ซึ่งบรรยากาศนี้ไม่ต่างอะไรกับห้องวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้า

พุท-ศุภกฤต เตือนตรานนท์ นักเรียนชั้นปี 2 ของทีม Born2Shine บอกว่า เขาและเพื่อนร่วม สาขาวิชา หลงใหลในการพัฒนาหุ่นยนต์ โดยที่เขากับเพื่อนใช้ความรู้และทักษะที่สั่งสมมาตั้งแต่เข้าเรียนเพื่อพัฒนางานออกมาให้ดีที่สุด พร้อมๆกับสร้างจุดเด่นให้โปรเจคของพวกเขา เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยเหลือซึ่งให้กล้องตรวจจับภาพอ่านโค้ดพิกัด การใช้แขนกลคีบวัตถุส่งกล่องยังชีพจำลอง ซึ่งเมื่อครั้งลงแข่งทำให้ทีมทำคะแนนเสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนด ทำให้ผลงานของทีมติดกลุ่มคะแนนโซนบนเคียงคู่ไปกับทีมมหาอำนาจด้านหุ่นยนต์อย่างเยอรมนี จีน หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาในรอบแบ่งกลุ่ม

“ผมดีใจที่ได้เอาผลงานไปแข่งขันที่ต่างประเทศ มันเหมือนกับเรามีเป้าหมาย ผมชอบที่จะเรียนไปพร้อมๆกับลงมือปฏิบัติ อยากทำงานจริง ทดลองจริง ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มาเลือกเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา”

บรรยากาศในห้องห้องนวัตกรรม ที่เปิดให้นักเรียนนำไอเดียมาผลิตเป็นชิ้นงานจริง
อุปกรณ์การเรียนเกรดอุตสาหกรรม ที่เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนการสอน และพัฒนาศักยภาพนักเรียน

เบื้องหลังความสำเร็จ

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เป็นสถาบันวิชาชีพที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันดี แนวคิดสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คือการจัดการศึกษาในรูปแบบ “เรียนคู่งาน งานคู่เรียน” เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จากการทำงานจริงตั้งแต่ระหว่างศึกษา จุดเด่นของการเรียนการสอนคือ การฝึกทักษะในสถานประกอบการจริง โดยมุ่งยกระดับการศึกษาสายอาชีพให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถ พร้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดสู่นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

เป้าหมายของสถาบันมีผลงานของนักเรียนเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผลการแข่งขันในเวทีต่างๆ ซึ่งอธิบายถึงความเอาจริงเอาจัง การลงทุนของสถาบัน ตัวอย่างเช่น ความสำเร็จและการควบคุมหุ่นยนต์ในการแข่งขันของทั้งสองทีมในสนามระดับโลกซึ่งมีเบื้องหลังคือการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ระดับสากล

ครูปัณฑิตา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ครูที่ปรึกษาโครงงานหุ่นยนต์ บอกว่า การพัฒนาหุ่นยนต์เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมปลายทาง แต่จุดเริ่มต้นคือการค้นหาความถนัดเพื่อส่งเสริมและเติมเต็มทักษะที่จำเป็นให้ตรงจุดพื้นฐานของนักเรียนแตกต่างกัน เช่น บางคนมีพื้นฐานมาบ้าง บางคนมีความสนใจอย่างเดียว แต่ทุกคนจะได้รับการปรับพื้นฐานให้เท่ากันก่อนจะพัฒนาสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  โดยเฉพาะการส่งส่งเสริมตามทักษะและศักยภาพของนักเรียน เรียกได้ว่ามีแผนพัฒนาศักยภาพนักเรียนคนต่อคนเลย ทำให้นักเรียนมีทักษะ ในการพัฒนาทั้ง ฮารต์แวร์ ซอฟต์แวร์ และใช้งานเชิงลึกรวมถึงการควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำนักเรียนเข้าแข่งขันในระดับต่างๆทั้งในและต่างประเทศ

“ข้อดีของการเรียนที่นี่คือ การได้ฝึกคิดและได้ทดลองทำจริงๆ   เราไม่ได้คำนวณความเป็นไปได้แค่ในกระดาษ หรือเขียนโค้ดในคอมพิวเตอร์ แต่เราเอาคำสั่งนั้นมาป้อนในหุ่นยนต์ที่พัฒนาจริง เกิดผลงานจริง มันเหมือนกับการเรียนที่มีเป้าหมายว่าเราจะรู้สิ่งนั้นไปเพื่ออะไร” สมาชิกของทั้ง 2 ทีมที่ร่วมเข้าแข่งขันสรุปให้เรา

โรงเรียนเชื่อว่าการเรียนไม่ใช่แค่ในห้องเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย  แต่คือการฝึกทักษะเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญในอาชีพที่ต้องการ แม้หลักสูตรจะ “เรียนหนัก” แต่การแข่งขันที่จัดขึ้นตลอดปีเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้นักเรียนมีเป้าหมายที่ชัดเจน การเรียนรู้จากการลงมือทำและเห็นผลลัพธ์จริง สร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องพัฒนาตนเองตามรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก

ครูปัณฑิตา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ครูสาขาเทคโนโลยีระบบสมองกลฝังตัว และที่ปรึกษาทีม

อาชีวะนักวิชาการ

เราอาจยังมีภาพจำว่า นักเรียนอาชีวะคือกลุ่มคนที่ไม่ชอบเรียนหรือเรียนไม่เก่ง แต่ภาพดังกล่าวไม่ตรงกับนักเรียนของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาที่เราสัมผัส

สมาชิกในสาขาวิชาเทคโนโลยี ระบบ สมองกลฝังตัวหลายคนมีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ในเกณฑ์ดี และไม่น้อยมาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการ ก่อนตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพด้วยตัวเอง

มิวเซียมชวัลวิทย์ สุขสมบูรณ์ บอกว่า เขาและเพื่อนหลายคนมาจากโรงเรียนสายสามัญ แต่เลือกเรียนที่สถาบันแห่งนี้ เพราะมองว่าสายอาชีพเป็น “ทางเลือก” สำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้จริง

ผลงานจากโครงงานและการแข่งขันยังสามารถนำไปใช้สร้างแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อแสดงความสามารถและจุดแข็งของตนเอง เมื่อสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยผ่านระบบพอร์ตโฟลิโอและการสัมภาษณ์

“ถึงเราจะชอบการปฏิบัติและลงมือทำ แต่การเรียนในระดับสูงที่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน จะมองเพียงการปฏิบัติอย่างเดียวคงไม่ได้ วิชาพื้นฐานสำคัญอย่างคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และภาษาอังกฤษ เราต้องจริงจัง ตอนอยู่มัธยมต้นผมทำได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อมาเรียนระดับ ปวช. ก็ต้องรักษามาตรฐานนั้นไว้ ซึ่งการเรียนที่นี่คุณครูพยายามให้พวกเราบาลานซ์ทั้งสองอย่างไปด้วยกัน” มิวเซียมกล่าว

การเรียนอาชีวะจึงไม่ได้หมายถึงการทิ้งวิชาการ ตรงกันข้าม การทำงานกับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งต้องใช้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา และการคิดวิเคราะห์ เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ได้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ความรู้แต่ละวิชาจะถูกนำไปใช้อย่างไร

บรรยากาศการเรียน และชุดฟอร์มสีม่วงสำหรับวิชาที่ต้องลงมือปฏิบัติ

ห้องสมุดในสถาบัน คลังความรู้จากทั้งในและนอกประเทศ

บอส – ธนัตถ์วิชญ์  บอกว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ชายซึ่งเป็นศิษย์เก่าของสถาบัน หลังเรียนจบ พี่ชายสามารถศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์และมีโอกาสทางอาชีพที่ดี ทำให้บอสตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่แทนการเดินตามเส้นทางสายสามัญทั่วไป

นักเรียนคนอื่น ๆ ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า พวกเขาไม่ได้เลือกเรียนสายอาชีพเพราะต้องการหลีกหนีวิชาการ แต่เลือกเพราะต้องการพัฒนาความชำนาญเฉพาะด้าน และเดินไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

อาจารย์ปัณฑิตามองว่า แนวคิดของนักเรียนในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม จากข้อมูลของสถาบันพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีเป้าหมาย รู้จักความชอบและความถนัดของตนเอง และเลือกสถานศึกษาที่สามารถพาไปสู่อาชีพที่ยั่งยืน

การเลือกเรียนอาชีวะของเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ได้เกิดจากการมีทางเลือกน้อยกว่า แต่เกิดจากการมองเห็นเส้นทางของตัวเองชัดเจนกว่า

ความสำเร็จใน RoboCup 2026 จึงมีความหมายเพราะสิ่งที่เด็กกลุ่มนี้พิสูจน์ให้เห็นคือ นักเรียนระดับ ปวช. สามารถใช้ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี และทักษะปฏิบัติ พัฒนาผลงานที่ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับประเทศชั้นนำของโลกได้

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการศึกษาสายอาชีพที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้คิด ออกแบบ ทดลอง และสร้างผลงานด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ง่ายกว่า

แต่เลือกเส้นทางที่ทำให้รู้ชัดว่ากำลังเรียนอะไร เรียนไปเพื่ออะไร และต้องการนำความสามารถของตัวเองไปได้ไกลเพียงใด

เรื่องและภาพ

กองบรรณาธิการ National Geographic ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : เยี่ยมชม KOSEN-KMITL พูด เรียน คิด แบบวิศวกรญี่ปุ่น สู่การเป็นนวัตกรเพื่ออุตสาหกรรมไทย

 

Recommend