เป็นระยะเวลากว่า 140 ปีที่มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ตระหง่านโดดเด่นอยู่เหนือท้องถนนในเมืองบาเซโลนา ในที่สุด ปีนี้ซึ่งเป็นการครบรอบหนึ่งทศวรรษแห่งการมรณกรรมของสถาปนิก อันตอนี เกาดี พอดี มหาวิหารแห่งนี้ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ทางศาสนจักรและเทศบาลเมืองได้ร่วมกันวางแผนจัดงานเฉลิมฉลองตลอดทั้งปีเพื่อระลึกถึงวาระสำคัญนี้ หอคอยกลางซึ่งประดับยอดด้วยกางเขนที่ตกแต่งด้วยแก้วและกระเบื้องเคลือบ ตั้งตระหง่านสูงกว่า 500 ฟุตเหนือเมืองท่าแห่งนี้ ส่งผลให้ ซากราดา ฟามีเลีย กลายเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในโลก (โดยได้โค่นตำแหน่งของวิหารอูล์ม มุนสเตอร์ ของเยอรมันนีลงได้ในระหว่างการก่อสร้างเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา) นำมาซึ่งความรู้สึกอิ่มเอมใจที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้เดินทางมาถึงบทสรุปที่สมบูรณ์เสียที
ในยุโรปช่วงยุคกลางและยุคเรเนซองค์ มหาวิหารต่างๆ ใช้เวลาก่อสร้างนานหลายศตวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้รูปแบบสถาปัตยกรรมวิวัฒนาการไปตามยุคสมัยที่สร้าง ในแง่นี้มหาวิหารซากราดา ฟามีเลียจึงถือเป็นการสืบทอดขนบธรรมเนียมดังกล่าว มหาวิหารที่ดูแปลกตาและเปี่ยมด้วยจินตนาการแห่งนี้ไม่ได้แสร้งว่า ทุกรอยสิ่วที่สลักลงไปเป็นฝีมือของเกาดีทั้งหมด แต่กลับประกาศตนอย่างชัดเจนว่า ที่แห่งนี้เปรียบดังจารึกที่ถูกเขียนทับ และซ้อนด้วยการตีความเจตนารมณ์ของสถาปนิกผู้ล่วงลับผ่านมุมมองของคนรุ่นหลังสืบต่อกันมา
ทว่าการสร้างให้เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความหมายอย่างไร สำหรับสิ่งก่อสร้างที่ทั้งการออกแบบและการให้ความ สำคัญได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ จากเดิมที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาทางศาสนา สู่การเป็นสัญลักษณ์ของเมืองบาร์เซโลนาเอง แล้ววิสัยทัศน์ของเกาดียังคงอยู่ตรงจุดไหนในโครงการที่ดำเนินสืบเนื่องมายาวนานเกินกว่าชั่วชีวิตของเขาเช่นนี้ การสานต่อผลงานของเกาดีให้เสร็จสิ้นจึงเปรียบเสมือนการร่ายรำที่ซับซ้อนระหว่างภาพฝันของเขาและวัสดุสมัยใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาผ่านงานสถาปัตยกรรมอย่างแท้จริง
“เหตุผลพื้นฐานที่มหาวิหารซากราดา ฟามีเลียไม่สามารถสร้างให้เสร็จสิ้นได้ในชั่วชีวิตของเกาดีนั้น” ไมเคิล โอว์ด นักประวัติศาสตร์และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของสถาปนิกผู้นี้เริ่มอธิบาย “นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่มีเงินทุนที่มากพอ”
ที่จริงแล้ว มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ไม่ได้ริเริ่มโดยเกาดี แต่เป็นผลผลิตความคิดของพ่อค้าหนังสือชาวบาเซโลเนียนคนหนึ่ง หลังจากที่ได้ไปเยือนกรุงโรมในปี 1872 เขาตั้งใจให้การก่อสร้างใช้เงินทุนทั้งหมดจากภาคเอกชน แทนการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ หรือคลังเงินของวาติกัน ส่วนแบบร่างดั้งเดิมได้รับอิทธิพลจากเสาค้ำยันลอยและรูปปั้นหินของสถาปัตกรรมแบบนีโอโกธิก ดังเช่นมหาวิหารเซนต์แพทริกแห่งมหานครนิวยอร์ก หรือพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ที่บูรณะในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนเมื่อเกาดีก้าวเข้ามารับช่วงโครงการนี้ต่อในช่วงต้นทศวรรษที่ 1880 จึงได้ปรับเปลี่ยนสไตล์การออกแบบให้เป็นออกแนวรุ่มรวยตามแบบฉบับตนเอง เขายังวาดฝันไว้ว่า มหาวิหารแห่งนี้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งทศวรรษ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่วางไว้ห่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างมาก
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ของบาร์เซโลนา บรรดามหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางอุตสาหกรรมต่างกระตือรือร้นที่จะว่าจ้างคนให้มาสร้างคฤหาสน์อันโอ่อ่าหรูหรา ซึ่งเกาดีเองก็ได้รับออกแบบอยู่หลายแห่ง แต่บรรดาเศรษฐีเหล่านี้กลับไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะบริจาคเงินสร้างมหาวิหารอันยิ่งใหญ่ “พวกเขาเคร่งครัดศรัทธาในศาสนา” โอว์ด ตั้งข้อสังเกต แต่ความศรัทธาของพวกเขายังไม่แรงกล้าพอที่จะสนับสนุนเงินทุนอย่างต่อเนื่องให้กับอภิมหาโปรเจกต์ที่ทะเยอทะยานเช่นนี้ ส่งผลให้กระแสเงินบริจาคเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเกาดีเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุรถรางชนในปี 1926 ขณะกำลังเดินทางไปสารภาพบาป เวลานั้นมหาวิหารแห่งนี้ยังคงสร้างเสร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น ในห้องทำงานของเขายังคงเต็มไปด้วยแบบจำลอง ภาพวาด และหุ่นปูนปลาสเตอร์ที่แสดงรายละเอียดวิสัยทัศน์ส่วนที่เหลือของเขาเอาไว้ ทว่าในอีก 10 ปีต่อมา ในช่วงเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองสเปน กลุ่มอนาธิปไตยได้ลอบวางเพลิงห้องใต้ดินและทำลายเอกสารจดหมายเหตุส่วนใหญ่ของเขาจนหมดสิ้น แม้ในเวลาต่อมา บรรดาลูกศิษย์ของสถาปนิกผู้นี้จะพยายามกอบกู้และฟื้นฟูบันทึกที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่แนวทางที่ชัดเจนสำหรับผลงานเมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็ยังคงเป็นเรื่องคาดเดาได้ยาก ดังนั้นการก่อสร้างตลอดหลายทศวรรษถัดมาจึงดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ โดยมีกลุ่มศิลปินและสถาปนิกมากมายมารับช่วงต่อ เพื่อพยายามสร้างสมดุลระหว่างสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเกาดีกับองค์ประกอบทางสุนทรียศาสตร์แบบร่วมสมัย
หอคอยกลางเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันยิ่งใหญ่ของเกาดี ที่มีต่อมหาวิหารซากราดา ฟามีเลียมาโดยตลอด ในผังเชิงสัญลักษณ์ของเขา มหาวิหารแห่งนี้จะมีหอคอยทั้งสิ้น 18 ยอด ประกอบด้วย 12 ยอดสำหรับอัครสาวก 4 ยอดสำหรับผู้นิพนธ์พระวรสาร 1 ยอดสำหรับพระแม่มารี และยอดที่สูงที่สุดในบรรดาทั้งหมดคือ ยอดของพระเยซูคริสต์นั่นเอง หอคอยพระเยซู ซึ่งเพิ่งมีการครอบส่วนยอดไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สูงโดดเด่นขึ้นจากใจกลางมหาวิหารราวกับภูเขาหิน โดยตั้งใจให้สูงกว่าหอคอยล้อมรอบ แต่ยังคงเตี้ยกว่าเนินเขามองต์จูอิค (Montjuïc) ในบาร์เซโลนาเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความถ่อมตนในทางสถาปัตยกรรม โดยเกาดีเชื่อว่าผลงานของมนุษย์ไม่อาจสูงส่งไปกว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น การครอบยอดหอคอยนี้ถือเป็นความสำเร็จทางเทคนิคครั้งใหญ่ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิหารระบุว่า มีการใช้ “ระบบโครงสร้างหินแรงตึงสูง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหินและเหล็กกล้า” นี่คือวิธีการก่อสร้างสมัยใหม่ที่สอดสายเคเบิลเหล็กผ่านเข้าไปในแผ่นหิน ผลลัพธ์ที่ได้คือหอคอยที่สามารถต้านทานแรงลมได้ดี ในขณะที่ยังคงมีน้ำหนักเบาพอที่ฐานรากดั้งเดิมของเกาดีจะสามารถรองรับได้
ที่ยอดสูงสุดของหอคอยพระเยซูคือ กางเขนซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากแก้วและเซรามิกเคลือบสีขาวที่เพิ่งติดตั้งครอบลงไป โดยมีความกว้างจากปลายข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งราว 43 ฟุต กางเขนนี้สร้างขึ้นในเยอรมนีแต่นำมาประกอบอย่างประณีตบรรจงภายในพื้นที่ของมหาวิหารซากราดา ฟามีเลียนี่เอง การฝังระบบแสงไฟไว้ภายในช่วยให้กางเขนเรืองแสงยามค่ำคืน เปลี่ยนจุดสูงที่สุดของมหาวิหารให้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่ส่องสว่างโชติช่วงจนมองเห็นได้จากทั่วทั้งบาร์เซโลนา แทนที่จะเป็นเพียงวัตถุที่ทึบตัน กางเขนนี้ยังมีรูปทรงเรขาคณิตอันละเอียดอ่อน พร้อมผิวหน้าตัดที่รังสรรค์จากแก้วเพื่อคอยจับแสงตะวันและกระจายแสงลงไปบนพื้นหินสีอ่อนของหอคอย
โอล์ด กล่าวว่า แนวคิดนี้ยังคงซื่อตรงต่อวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของสถาปนิก แม้ว่าวัสดุที่ใช้จะมีความทันสมัยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม เกาดีได้จินตนาการให้มหาวิหารแห่งนี้เป็นการหลอมรวมกันระหว่างธรรมชาติ แสงสว่าง และความศรัทธา ซึ่งไม้กางเขนแก้วและเซรามิกเคลือบสีขาวก็ได้สืบสานแนวคิดนั้นต่อมาด้วยกระบวนการวิศวกรรมแห่งศตวรรษที่ 21 บนยอดหอคอยที่สูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาสำหรับโบสถ์แห่งนี้ ไม้กางเขนดังกล่าวได้เติมเต็มการออกแบบแนวแกนดิ่งที่เกาดีได้ริเริ่มไว้เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อนให้เสร็จสมบูรณ์ นั่นคือการไต่ระดับจากพื้นโถงวิหารที่มืดสลัว ผ่านเสาหินที่แตกกิ่งก้านสาขาขึ้นไป สูงพาดผ่านไปถึงหมู่หอคอยเชิงสัญลักษณ์ และในที่สุดก็ไปบรรจบที่ไม้กางเขนอันส่องสว่างโชติช่วง ซึ่งสูงเด่นอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าของเมืองบาร์เซโลนา
แม้เจ้าหน้าที่จะประกาศถึงความสำเร็จในการก่อสร้างตามแผนการของเกาดีในปี 2026 แต่ทว่าอีกด้านหนึ่งของมหาวิหารก็ยังคงค้างคาไม่เสร็จสิ้น ในบรรดาการออกแบบฟาซาด หรือองค์ประกอบหน้าทางเข้าออกอาคารอันยิ่งใหญ่ทั้งสามด้านของมหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย มีเพียงฟาซาดอาคารด้านพระคริสตสมภพเท่านั้นที่สร้างจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ในช่วงชีวิตของเกาดี ฟาซาดอาคารด้านนี้เป็นการพรั่งพรูของรายละเอียดอันน่าอัศจรรย์ มีเต่าทำหน้าที่เป็นฐานรองรับเสา เหล่าทูตสวรรค์ล่องลอยจากแมกไม้ และพระครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางพุ่มพฤกษาและเหล่าสรรพสัตว์ที่สลักเสลาอย่างประณีต ด้านนี้ยังเป็นจุดที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดจากบรรดานักท่องเที่ยวนับล้านคนที่มาต่อแถวรอกันทุกวันตามถนนคาเรีย เดอ มัลลอร์คา และยังดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาเยือนบาร์เซโลนาจากภาพถ่ายจำนวนมากที่ถ่ายทอดผลงานอันโด่งดังที่สุดของเกาดี
สำหรับฟาซาดฝั่งพระทรมาน ซึ่งเริ่มก่อสร้างขึ้นหลายทศวรรษหลังการเสียชีวิตของเกาดี และเพิ่งแล้วเสร็จในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นั้น กลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยรูปประติมากรรมที่ผอมเกร็งและเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม ซึ่งรังสรรค์โดยศิลปินโจเซฟ มาเรีย ซูบิแรชส์ จนทำให้นักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยต่างโต้แย้งว่า สไตล์โมเดิร์นนิสม์นี้ช่างดูขัดแย้งกับความอ่อนช้อยที่เป็นธรรมชาติของผลงานในแบบฉบับของเกาดีเสียเหลือเกิน
“ผู้คนมากมายกล่าวว่า สิ่งที่ปรากฎอยู่นี้ไม่ใช่สิ่งที่เกาดีต้องการ” โอว์ด ตั้งข้อสังเกต “แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดหรอกว่าเขาต้องการอะไร” ซึ่งบางทีเกาดีเองก็อาจจะไม่รู้เช่นกัน เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องการด้นสดในเนื้องานส่วนใหญ่ โดยเก็บรายละเอียดของดีไซน์ไว้ในหัวมากกว่าที่จะวาดลงบนกระดาษ เขาใช้วิธีปรับแต่งและขัดเกลารูปแบบผ่านแบบจำลองแขวนเชือกที่ถ่วงด้วยน้ำหนัก เพื่อค้นหาเส้นโค้งและรูปทรงในอุดมคติ
ฟาซาดส่วนที่สามซึ่งมีชื่อว่า พระสิริรุ่งโรจน์ ยังคงสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ และอาจเป็นเช่นนั้นต่อไปอีกหลายปี เกาดีได้จินตนาการถึงทางลาดขนาดใหญ่สำหรับขบวนแห่ที่ทอดยาวออกมาจากตัวโบสถ์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนการก้าวขึ้นสู่สวรรค์ของมวลมนุษยชาติ การจะทำให้แผนการนั้นเป็นจริงได้จำเป็นต้องมีการทุบทำลายตึกทั้งบล็อกของเมืองซึ่งในปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยเกือบ 3,000 คน และเกิดการรวมตัวกันคัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง ส่งผลให้สภาเมืองบาร์เซโลนายังไม่อนุมัติการก่อสร้างในส่วนนี้จนถึงปัจจุบัน
หากการก่อสร้างในยุคแรกเริ่มต้องหยุดชะงักลงเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ การก่อสร้างในปัจจุบันกลับขับเคลื่อนด้วยความมั่งคั่ง รายได้จากบัตรเข้าชมสร้างเม็ดเงินได้หลายร้อยล้านยูโรต่อปี และในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 จำนวนผู้เข้าชมก็พุ่งสูงเกินกว่า 4.5 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นศาสนสถานที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในสเปน รายได้เหล่านี้ช่วยให้มูลนิธิที่ดูแลมหาวิหารสามารถเร่งงานก่อสร้างได้อย่างก้าวกระโดดในศตวรรษที่ 21 โดยมีเทคโนโลยีการจำลองแบบด้วยคอมพิวเตอร์ และการผลิตชิ้นงานแบบดิจิทัลเข้ามาช่วยแปลงรูปทรงเรขาคณิตอันซับซ้อนของเกาดีให้กลายเป็นชิ้นส่วนที่สามารถสร้างขึ้นได้จริง
ในขณะที่สเปนกำลังเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปีนี้เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตและผลงานของเกาดี คริสตจักรคาทอลิกเองก็กำลังพิจารณาว่า สถาปนิกผู้นี้ควรได้รับการยกย่องขึ้นเป็นนักบุญหรือไม่ โดยสำนักวาติกันได้เริ่มกระบวนการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2003 กลุ่มผู้สนับสนุนต่างชี้ให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของเกาดี รวมถึงรายงานเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการอ้อนวอนผ่านเขา เช่น การที่ดวงตาของหญิงคนหนึ่งกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง และตัวมหาวิหารซากราดา ฟามีเลียเองที่เปรียบเสมือนคำสอนศาสนาอันยิ่งใหญ่ที่สลักไว้ในหิน
กำหนดการสร้างมหาวิหารซากราดา ฟามีเลียให้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดคาดการณ์ไว้เป็นปี 2034 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อถามถึงแรงผลักดันของการประกาศกำหนดเสร็จสิ้นของวิหารแห่งนี้ โอว์ด ได้ระลึกถึงหนึ่งในวาทะที่โด่งดังที่สุดของเกาดีที่ว่า “ลูกค้าของผม” ซึ่งสถาปนิกผู้นี้เคยกล่าวไว้โดยหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า “ท่านไม่รีบหรอก”
เรื่อง Angela Serratore
ภาพถ่ายและวิดีโอ Nuria Puentes
(อัปเดตล่าสุด 12 มีนาคม 2026)
แปล เชิญพร คงมา