ในตอนนี้ จอช เวสต์ หนึ่งในนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการต่าง ๆ ในธรรมชาติเป็นอย่างดี เขาจึงสามารถนำเสนอวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายในธรรมชาตินั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างที่เชื่อมโยงกัน ยกตัวอย่างเช่น วัฏจักรของฝนเพียงหยดเดียว
“เมื่อน้ำหยดลงมาเป็นฝนและร่วงหล่นลงบนพื้นโลก มันจะไหลผ่านหิน ดิน และพืชพรรณต่าง ๆ ก่อนจะระเหยกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศครับ” เวสต์อธิบาย “ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการอันซับซ้อนของการไหลของน้ำ โดยเฉพาะในสถานที่อย่างป่าแอมะซอนซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ และแม้แต่วัฏจักรน้ำของโลกครับ”
ในป่าฝนแอมะซอน ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบสามารถรักษาอัตราการคายระเหยน้ำ (Evapotranspiration) ไว้ได้ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับสถานที่อื่น ๆ บนโลก โดยส่วนรากจะดูดน้ำขึ้นไปหล่อเลี้ยงต้นไม้ แล้วจึงคายน้ำกลับคืนสู่บรรยากาศหลายล้านตันต่อวัน ท้ายที่สุดละอองน้ำจำนวนมหาศาลจะรวมตัวกันจนเกิดเป็นแม่น้ำบนฟากฟ้า (Atmospheric river) จากนั้นกระแสน้ำที่มองไม่แต่ทรงพลังจะถึงจุดอิ่มตัว ควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำ และตกกลับลงสู่พื้นเบื้องล่าง น้ำฝนบางส่วนไหลซึมลงใต้ดินทันทีเพื่อให้พืชซับเก็บไว้ และมีบางส่วนไหลผ่านดินที่น้ำซึมผ่านได้ยากคล้ายดินเหนียวไปรวมกับน้ำในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว
“การเดินทางของฝนหยดหนึ่งในโรงงานหมุนเวียนน้ำในป่าแห่งนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของวัฏจักรน้ำทั่วโลกครับ” เวสต์กล่าว
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เวสต์ ซึ่งเป็นนักธรณีวิทยา นักวิจัย และนักการศึกษาได้ทำการศึกษาว่า ลักษณะภูมิประเทศของโลกก่อตัวขึ้นอย่างไร และลักษณะเหล่านั้นส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของน้ำผ่านดินและพืชอย่างไรบ้าง ในผืนป่าแอมะซอนของเปรูหรือสถานที่ที่เวสต์อยู่อาศัยมาหลายปี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิประเทศ ป่าไม้ และน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์ของทุกสายพันธุ์บนโลก
เวสต์ร่วมมือกับนักสำรวจสองคนคือ เจนนิเฟอร์ แองเจิล-อะมายา และฮินส์บี คาดิลโล-กิโรซ พร้อมด้วยนักศึกษาสาขาโลกศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียอีกจำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้ำในป่าแอมะซอนและผลกระทบที่ตามมา โดยการตรวจสอบเส้นทางที่น้ำไหลผ่านนับตั้งแต่ตกลงมาเป็นฝนจนกระทั่งไหลลงสู่แม่น้ำ การสำรวจว่าพืชดูดซับน้ำเมื่อไรและอย่างไรในขณะที่น้ำไหลผ่าน ตลอดจนวิธีที่แม่น้ำลำธารลำเลียงคาร์บอนและสารอาหารไปตามเส้นทางที่มันไหลผ่าน
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมซึ่งเกิดจากทั้งธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์สามารถหยุดหรือเร่งการไหลของน้ำ ปรับเปลี่ยนเส้นทางของน้ำ และเปลี่ยนทิศทางการลำเลียงสารอาหารที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตในป่าได้
ป่าฝนแอมะซอนมีสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งเหมาะสำหรับการศึกษาและวิจัย รากของพืชจะดูดซับน้ำฝนที่เพิ่งซึมลงดินแล้วส่งกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางฉบับชี้ให้เห็นว่า วัฏจักรการหมุนเวียนของน้ำในรูปแบบนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิของโลก
“องค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบภูมิอากาศเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดครับ” เวสต์เน้นย้ำ “หากลองจำลองสภาพภูมิอากาศของโลกขึ้นมา ต่อให้คุณลบป่าแอมะซอนออกไปแล้วรอดูการตอบสนองของแบบจำลอง คุณก็จะเห็นว่ายังมีความเชื่อมโยงเล็ก ๆ หรืออิทธิพลอื่น ๆ อีกหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาครับ” เขาอธิบายและกล่าวเสริมต่อ “การจะได้คำตอบที่แม่นยำขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ของวัฏจักรน้ำในปัจจุบันครับ” นอกจากนั้นเวสต์ยังชี้ว่ารายละเอียดยิบย่อยก็มีความสำคัญเช่นกัน
เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่องค์ประกอบพื้นฐานของระบบอุทกวิทยาที่สมดุลอย่างพื้นป่าแอมะซอนและเรือนยอดของต้นไม้ค่อย ๆ หายไป บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่า ป่าแอมะซอนกำลังเข้าใกล้จุดพลิกผัน (Tipping point) จากผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภัยแร้งรุนแรง อย่างไรก็ตาม แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าภัยคุกคามแต่ละอย่างที่แอมะซอนกำลังเผชิญนั้นรุนแรงมากเพียงใด และภัยเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อป่าผืนนี้มากน้อยแค่ไหน
นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา แองเจิล-อะมายาซึ่งเป็นนักธรณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านวัฏจักรของโลหะที่อาจเป็นพิษ และคาดิลโล-กิโรซซึ่งเป็นนักจุลชีววิทยาผู้พยายามจะฟื้นฟูดินในแถบแอมะซอน มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันกับเวสต์ ภายใต้โครงการสำรวจแอมะซอนเพื่อโลกที่ยั่งยืนของโรเล็กซ์ และเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก โครงการการเดินทางทางวิทยาศาสตร์และการถ่ายทอดเรื่องราวซึ่งทำต่อเนื่องมานานหลายปีจนสามารถสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอนทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม นับตั้งแต่เทือกเขาแอนดีสไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก
สำหรับโครงการนี้ นักวิจัยทั้งสามกำลังสำรวจสถานที่สามแห่งของภูมิภาคมาเดร เด ดีโอส (Madre de Dios) ในผืนป่าแอมะซอนของเปรู เพื่อศึกษาอย่างละเอียดว่าการตัดไม้ทำลายป่าและการทำเหมืองส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในพื้นที่นั้น ๆ อย่างไร พวกเขากำลังใช้เทคนิคใหม่ซึ่งไม่เคยมีใครนำไปใช้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองในแอมะซอนมาก่อน เพื่อทำความเข้าใจว่าการไหลของน้ำตั้งแต่บริเวณที่เห็นได้ชัดอย่างบ่อน้ำเหมืองเก่าไปจนถึงน้ำที่ถูกดูดซับไว้ใต้ดินนั้นเปลี่ยนไปเพราะผลกระทบจากการทำเหมืองอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นส่งผลต่อการสะสมของสารปรอทรวมไปถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร
ดินที่ดูดซับน้ำได้ช้าจะเปลี่ยนเป็นดินเนื้อทรายเมื่อถูกขุดขึ้นมา หลังจากที่เหมืองถูกสร้างขึ้น น้ำจะไหลผ่านดินเร็วขึ้นมาก ดินจึงมีเวลาในการดูดซับสารอาหารที่น้ำลำเลียงมาน้อยลง “ในพื้นที่ทำเหมือง น้ำจะเคลื่อนที่ผ่านดินที่ถูกขุดเร็วกว่าดินในธรรมชาติหลายเท่าครับ ให้คุณนึกถึงตอนที่น้ำไหลลงทราย มันจะแค่ซึมผ่านไป”
“ผมและนักศึกษาที่เข้าร่วมการวิจัยสามารถมองลึกลงไปยังโลกของน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าได้ โดยการสำรวจความต้านทานไฟฟ้า และการใช้เครื่องมืออย่างเครื่องวัดความซึมน้ำของดิน (Permeameter) และเครื่องวัดการแทรกซึมของน้ำ (Infiltrometer) ครับ” เวสต์กล่าวพร้อมเสริมว่า การวิจัยในส่วนนี้นำโดยเหล่านักศึกษา
ในขณะนี้ ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า น้ำเคลื่อนตัวผ่านพื้นดินธรรมชาติด้วยการไหลหยด ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทว่าสำหรับดินเนื้อทรายที่ถูกขุดขึ้นจากการทำเหมืองนั้น ในระยะทางที่เท่ากัน น้ำจะสามารถเคลื่อนตัวผ่านไปได้โดยใช้เวลาประมาณห้านาทีเท่านั้น
เวสต์และเพื่อนร่วมงานเห็นตรงกันว่า ความแตกต่างเหล่านี้อาจสำคัญต่อการฟื้นตัวของพืชและความสำเร็จในการฟื้นฟูสภาพป่า อย่างไรก็ดี การที่น้ำเคลื่อนที่ผ่านดินเนื้อทรายได้เร็วกว่าปกตินั้นทำให้พื้นดินไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ให้พืชใช้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดพื้นที่แห้งแล้งซึ่งพืชไม่สามารถเจริญเติบได้ไปทั่วทั้งภูมิประเทศ
“แม้แต่ในพื้นที่ป่าที่กำลังฟื้นฟู ผลกระทบจากการทำเหมืองก็จะยังคงหลงเหลือและปนเปื้อนอยู่ในดินต่อไปอีกเป็นสิบปีหรือนานกว่านั้นครับ” เวสต์ย้ำ บ่อเหมืองจำนวนมากในแอมะซอนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ การทำเหมืองก่อให้เกิดความเสียหายต่อผืนดินในระยะยาวมากกว่าการตัดไม้ทำลายป่า เพราะต้นไม้และเรือนยอดของป่าอาจงอกขึ้นมาใหม่ได้ แต่หลุมจากการขุดบ่อเหมืองนั้นไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยง่าย
“หากการตัดไม้ทำลายป่าเป็นการเผาบ้านทิ้ง การทำเหมืองก็เป็นเหมือนการขุดรากฐานของบ้านขึ้นมาครับ” นั่นหมายความว่า แม้ว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองจะถูกคุ้มครองและฟื้นฟูแล้ว ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พืชซึ่งเคยเจริญเติบโตในพื้นที่นั้นจะกลับมางอกงามอีกครั้ง สาเหตุเป็นเพราะการทำเหมืองได้เปลี่ยนองค์ประกอบทั้งหมดของดินไปแล้ว
เวสต์และทีมตั้งสมมติฐานขึ้นว่า พื้นที่ของป่าแอมะซอนที่ได้รับความเสียหายจากการทำเหมืองจะไม่สามารถฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้ ถึงอย่างนั้นอนาคตของป่าผืนนี้ก็ยังไม่แน่นอนเพราะสภาพแวดล้อมในพื้นที่เหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ดังนั้นแผนปลูกป่าทดแทนที่ดีกว่าเดิมจึงจำเป็นต่อการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ทีมนักวิจัยเริ่มทดลองใช้วิธีทางเลือกแบบใหม่ ๆ ในการฟื้นฟูป่าแอมะซอน โดยใช้การแก้ปัญหาแบบอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก เช่น การปลูกต้นปาล์มสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพดินทรายที่มีแร่ธาตุน้อย เป็นต้น ทางทีมหวังว่าวิธีเช่นนี้จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งช่วยฟื้นคืนกระบวนการต่าง ๆ ทางชีวภาพ นับตั้งแต่การกักเก็บคาร์บอน การฟื้นฟูดิน ความอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงการกักเก็บจุลินทรีย์และสารอาหาร ในพื้นที่ที่เสียหายจากการทำเหมืองได้
หากการทดลองในเบื้องต้นโดยการปลูกต้นปาล์มมากกว่า 1,000 ต้นประสบความสำเร็จ ทีมนักวิจัยจะเพิ่มความร่วมมือกับคนในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อกำกับดูแลการฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในผืนป่าแอมะซอนรวมไปถึงกระบวนการทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กลับมาเป็นเช่นเดิม
อนาคตที่ปราศจากการทำเหมืองเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะยังมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมนี้เป็นแหล่งรายได้ อย่างไรก็ดี เวสต์ชี้ว่าการทำให้อุตสาหกรรมทองคำเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นถือเป็นหนึ่งหนทางที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่พูดสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโต้แย้ง แต่เวสต์ก็อธิบายว่า ในบางครั้งพื้นที่ที่เคยเป็นเหมืองนั้นก็ไม่ได้เสียหายอย่างรุนแรงหรือถูกทำลายจนหมดสภาพอย่างที่ผู้คนคิด “พื้นที่เหล่านั้นมีร่องรอยที่เห็นได้ชัดเจนว่าผืนดินได้รับความเสียหาย แต่ถึงอย่างนั้น คุณก็ยังพบรอยเท้าเสือจากัวร์ เห็นเต่าอยู่ในบ่อเหมือง และพบสัตว์อื่น ๆ ที่มักจะพบในแอมะซอนในบริเวณเหล่านั้น พวกมันยังอาศัยอยู่ในที่แบบนั้นได้ครับ” เขาอธิบายเสริมอย่างระมัดระวัง “สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวังว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองจะสามารถฟื้นตัวได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม เราจะสามารถวางแผนอนาคตของพื้นที่ในลักษณะนี้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างดีครับ”
เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว เวสต์ยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีการทำเหมืองอยู่ การได้เห็นสัตว์ป่าออกไปยังพื้นที่เหล่านั้นในช่วงเย็นเพื่อสำรวจแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าพื้นที่ของแอมะซอนจะถูกทำลายไปมากเพียงใด สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ก็ยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมีความยืดหยุ่น แต่เราไม่ควรมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ “ธรรมชาติมีศักยภาพและความยืดหยุ่นสูงมากครับ แต่ผมมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งคือ ธรรมชาติจะรับความเสียหายได้มากเพียงใดก่อนที่จะไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกต่อไป ”
เวสต์ทำงานในพื้นที่ป่าแอมะซอนมาประมาณ 20 ปีแล้ว จากประสบการณ์ของเขา เวสต์ได้เห็นสภาพแวดล้อมของป่าแอมะซอนเสื่อมโทรมลงอย่างช้า ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องหลังความเสียหายของป่าและค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ เช่น แนวทางการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างสมดุลให้พื้นที่ที่เสียหายในป่าแอมะซอน
ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 2000 เวสต์ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอกได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่น้ำเคลื่อนตัวผ่านดินและดูดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศโดยการทำปฏิกิริยากับหินและชะล้างเศษซากพืชลงสู่แม่น้ำ กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนเขตภูเขา เช่น เทือกเขาแอนดีส ทว่ากลับเกิดขึ้นช้าในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่าง ป่าดิบชื้นแอมะซอน การศึกษาความแตกต่างของกระบวนการที่เกิดขึ้นในเทือกเขาแอนดีสและป่าแอมะซอนทำให้เวสต์สนใจในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเริ่มตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญของ “น้ำใต้ดิน” ในระบบธรรมชาติ
เขาและเพื่อนนักวิจัยยังคงศึกษาและวิเคราะห์แหล่งที่มาของน้ำที่ต้นไม้ในป่าแอมะซอนดูดซับไปใช้ และนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ว่าระบบนิเวศของป่าแห่งนี้จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด นอกจากป่าแอมะซอนแล้ว เวสต์ยังเดินทางไปสถานที่อื่น ๆ เช่น เทือกเขาหิมาลัยและอะแลสกา เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับภูมิประเทศ คาร์บอน และน้ำ
“เรายังต้องเรียนรู้อีกมากจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เปลี่ยนพื้นผิวโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินถล่ม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเร่งการละลายของชั้นดินเยือกแข็งและการทำเหมืองในพื้นที่ป่าแอมะซอนครับ” เวสต์กล่าว
เวสต์เป็นส่วนหนึ่งของทีมซึ่งทำหน้าที่ระบุและทำแผนที่ดินถล่มเกือบ 60,000 แห่งซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองเวิ่นชวนในประเทศจีนเมื่อปี 2008 นอกจากการศึกษาว่าพายุและแม่น้ำเคลื่อนย้ายคาร์บอนในธรรมชาติอย่างไร เขายังศึกษาด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งแวดล้อมหากภัยพิบัติพัดพาคาร์บอนเหล่านี้ไปทั้งหมด
“โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมาย แต่เรากลับมีสิ่งเหล่านั้นเพียงจำกัดครับ” เวสต์กล่าวด้วยความอัศจรรย์ใจ เมื่อมีใครถามเขาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้หลงใหลในโลกศาสตร์ เขาจะอธิบายว่าทุกสิ่งในธรรมชาติมีขีดจำกัดและไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป “ผมนึกถึงความงดงามและน่าประทับใจของแอมะซอนอยู่บ่อย ๆ ครับ ต่อให้เราย้ายไปอยู่บนดาวอังคาร เราก็จะไม่สามารถสร้างป่าฝนแบบแอมะซอนขึ้นมาได้”
ยิ่งเราเข้าใจการทำงานของธรรมชาติได้ลึกซึ้งเท่าไร เราก็จะสามารถดูแลมันได้ดีขึ้นเท่านั้น เวสต์ว่าต่อ และเสริมว่า “หากเราอยากรู้วิธีดูแลสิ่งมหัศจรรย์ในธรรมชาติที่มีอยู่บนโลกของเรา เราต้องเข้าใจก่อนว่าธรรมชาติทำงานอย่างไรครับ”
เรื่อง นาตาลี ฮัตชิสัน
แปล พรรณทิพา พรหมเกตุ