พลังหญิงแบบโบโนโบ “เมื่อการรวมกลุ่มคือหัวใจของการคุมอำนาจ”

“ทำไมโบโนโบตัวเมียถึงกุมอำนาจเหนือตัวผู้? 

ทั้งที่ในโลกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ 

ตัวผู้จะเป็นใหญ่ในฝูงเสมอ”

มาร์ติน เซอร์เบค (Martin Surbeck) และทีมวิจัยได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของโบโนโบ 6 ฝูง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมานานเกือบ 30 ปี จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การรวมกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 3-5 ตัว ไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการถูกตัวผู้คุกคาม แต่ยังช่วยผลักดันพวกมันให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลในฝูง โดย 85 เปอร์เซ็นต์ ของการแสดงความก้าวร้าวของเพศเมียที่รวมกันเป็นหลุ่มจะพุ่งเป้าไปที่เพศผู้ซึ่งปกติแล้วตัวใหญ่กว่า

“สิ่งที่เราค้นพบคือความจริงพื้นฐานที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว นั่นคือเมื่อคุณร่วมมือกัน คุณย่อมประสบความสำเร็จและมีอำนาจมากขึ้น” เซอร์เบค นักนิเวศวิทยาพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และหัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Communications Biology กล่าว

เขายังเสริมอีกว่า “ในสังคมโบโนโบ ตัวเมียมีสิทธิ์มีเสียงสูงมาก ซึ่งต่างจากสังคมชิมแปนซีอย่างสิ้นเชิง ในกลุ่มชิมแปนซี ตัวผู้ที่โตเต็มวัยทุกตัวจะมีลำดับชั้นสูงกว่าตัวเมียทั้งหมด และตัวเมียที่กำลังพร้อมผสมพันธุ์มักจะถูกตัวผู้ทำร้ายบ่อยครั้ง”

การศึกษานี้วัด “ลำดับชั้น” ภายในฝูงโบโนโบจากการนับจำนวนครั้งที่เพศเมียปะทะกับเพศผู้ และผลลัพธ์มักจะเป็นเพศเมียที่ชนะเสมอ ภาพถ่ายโดย CHRISTIAN ZIEGLER   

ลอรา ซิโมน ลูอิส (Laura Simone Lewis) นักมานุษยวิทยากายภาพจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยนี้ใช้ฐานข้อมูลที่น่าทึ่งมาก และช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราเห็นว่าโบโนโบตัวเมียสร้างและรักษาอำนาจของพวกมันไว้ได้อย่างไร

“เนื่องจากโบโนโบและชิมแปนซีคือญาติสนิทที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ ข้อมูลนี้จึงช่วยสนับสนุนแนวคิดที่ว่า บรรพบุรุษของมนุษย์เราเองก็อาจใช้การรวมกลุ่มในลักษณะนี้ เพื่อสร้างและคานอำนาจมานานหลายล้านปีแล้วเช่นกัน” ลูอิสกล่าว

ความหลากหลายในเชิงอำนาจ

ในการศึกษาโบโนโบทั้ง 6 กลุ่ม ทีมวิจัยพบระดับความร่วมมือและการกุมอำนาจของตัวเมียที่แตกต่างกันไป “อำนาจของตัวเมียในแต่ละกลุ่มมีความผันแปรค่อนข้างสูง และเราพบว่าการรวมกลุ่มเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความแตกต่างนี้ได้” เซอร์เบคอธิบาย

พวกเขาได้วัด “ลำดับชั้น” ในฝูงด้วยการนับจำนวนครั้งที่ตัวเมียชนะการปะทะกับตัวผู้ รวมถึงสัดส่วนของตัวผู้ที่ยอมสยบให้แก่ตัวเมีย ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ชิมแปนซีตัวผู้จะอยู่เหนือตัวเมียเสมอ แต่ในสังคมโบโนโบ ตัวเมียกลับกุมอำนาจเหนือตัวผู้ถึงร้อยละ 70 ของกลุ่ม โดยตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปตามพื้นที่และช่วงเวลา

ข้อมูลระบุว่าในปี 1998 ตัวเมียในกลุ่ม “อายางโก” (Eyengo) ไม่เคยยอมอ่อนข้อหรือพ่ายแพ้ให้กับตัวผู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เช่นเดียวกับกลุ่ม “โคโคโลโปลี” (Kokolopori) ในปี 2020 ที่ตัวเมียเป็นฝ่ายชนะในการปะทะกับตัวผู้สูงถึงร้อยละ 98.4 แต่ในทางกลับกัน กลุ่ม “เอกาลาคาลา” (Ekalakala) ในปี 2016 กลับมีตัวผู้ยอมสยบให้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น

โบโนโบเพศเมียแยกเขี้ยวขู่กล้อง ยิ่งพวกมันสนับสนุนกันมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งชนะการต่อสู้ตัวต่อตัวมากขึ้น ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NAT GEO IMAGE COLLECTION
นาโจคิ โบโนโบเพศเมีย นั่งอยู่กับลูกอายุ 2 ขวบ ภาพถ่ายโดย CHRISTIAN ZIEGLER, NAT GEO IMAGE COLLECTION

อะไรคือความแตกต่างระหว่างกลุ่มเหล่านี้? คำตอบคือ ยิ่งตัวเมียผนึกกำลังสนับสนุนกันบ่อยครั้งเท่าไหร่ พวกมันก็ยิ่งชนะการปะทะและไต่เต้าขึ้นสู่ลำดับชั้นที่สูงขึ้นเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือ ในบางครั้งตัวผู้ก็เข้าร่วมกลุ่มกับพวกตัวเมียเพื่อจัดการกับตัวผู้ตัวอื่นด้วย แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าพวกตัวผู้ไม่เคยเป็น “แกนนำ” ในการปะทะเลย นอกจากนี้ ชนวนเหตุในการรวมกลุ่มของตัวเมียในแต่ละพื้นที่ยังต่างกันออกไป เช่น ในพื้นที่ “วัมบา” (Wamba) ตัวเมียจะรวมตัวกันเมื่อตัวผู้แสดงท่าทีดุร้ายใส่ตัวเมียที่โตเต็มวัย แต่ในอีกสามชุมชนที่เหลือ การรวมกลุ่มมักเกิดขึ้นเพื่อปกป้องลูกน้อยจากการคุกคามของตัวผู้

ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มพันธมิตรเหล่านี้ก็น่าทึ่ง เพราะพวกมันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นญาติกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนด้วยซ้ำ

“ความหลากหลายของพฤติกรรมการรวมกลุ่มและอำนาจระหว่างชุมชนโบโนโบ คือหนึ่งในการค้นพบที่น่าหลงใหลที่สุดของงานวิจัยนี้” แซนนา เคลย์ (Zanna Clay) นักวานรวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดอรัม สหราชอาณาจักร กล่าว 

“มันช่วยลบภาพจำที่ว่าสัตว์ชนิดเดียวกันต้องมีพฤติกรรมเหมือนกันไปหมด และชี้ให้เห็นว่าพวกมันก็เหมือนกับมนุษย์ ที่มีมิติและความละเอียดอ่อนในพฤติกรรมตามแต่สภาพสังคมของตนเอง”

ฝูงโบโนโบเพศเมียกำลังทำความสะอาดขนให้กันและกัน แสดงถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือกันภายในฝูง ภาพถ่ายโดย BY CHRISTIAN ZIEGLER

ปิตาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์จะไม่สามารถอธิบายปัจจัยอันซับซ้อนในสังคมมนุษย์ได้โดยตรง แต่โบโนโบและชิมแปนซีก็ช่วยให้เราเข้าใจอดีตทางวิวัฒนาการของมนุษย์ได้มากขึ้น “ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากฝ่ายชาย ซึ่งงานวิจัยนี้อาจช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางที่ผู้หญิงสามารถสร้างอำนาจให้ตัวเองได้ ผ่านการสร้างและรักษาเครือข่ายพันธมิตรระหว่างกัน เหมือนกับที่เราเห็นในลูกพี่ลูกน้องอย่างโบโนโบลูอิสกล่าว

เซอร์เบคเห็นด้วยว่าเรื่องนี้อาจมีบทเรียนบางอย่างให้มนุษย์ได้เรียนรู้

“มันบอกเราว่า การที่เพศชายเป็นใหญ่หรือระบอบมาตาธิปไตย (Patriarchy) ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไปตามกฎวิวัฒนาการ” เขากล่าว “สิ่งนี้ตอกย้ำว่าทั้งลิงพริมเมตและมนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์และยืดหยุ่นมากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากจะให้สรุปสั้นๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ให้ความหวังแก่เราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”

เรื่อง Jason Bittel

ภาพ  Christian Ziegler และ Frans Lanting

แปลและเรียบเรียง ญาณิศา ไชยคำ


อ่านเพิ่มเติม : ลุย-ตามชีวิต “สุดยอดนักล่า” ไฮยีนาลายจุด

โลกที่ “เพศเมีย” ครองอำนาจ

 

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.