นักท่องเที่ยวจากต่างรัฐอาจไม่รู้ว่ากำลังมองดูอะไรอยู่ แต่แฟนๆ ของทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยเท็กซัสคริสเตียน (ทีซียู) จะพากันลิงโลดใจเมื่อซูเปอร์ฟร็อก (SuperFrog) วิ่งลงสนามฟุตบอล หุ่นขนาดเท่าคน ตัวสีเทา บนหัวมีปุ่มแหลมๆ และแขนท่อนล่างคล้ายแขนป๊อปอายนี้ คือสัญลักษณ์นำโชคหรือแมสคอตของมหาวิทยาลัย นำมาใช้เพื่อสร้างความหวาดหวั่นให้กับทีมคู่แข่งทว่าแรงบันดาลใจในชีวิตจริงของซูเปอร์ฟร็อกนั้นไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
แมสคอตของทีซียูมีพื้นฐานมาจากสัตว์ที่ยาวไม่เกิน 11 เซนติเมตรและดูเคร่งขรึมอย่างน่าขัน มีลำตัวแบนคล้ายแพนเค้กและใบหน้าบูดบึ้งอยู่ใต้กระหม่อมที่เต็มไปด้วยหนาม จริงๆ แล้วมันไม่ใช่กบ หรือที่ชาวเท็กซัสหลายคนเรียกว่า คางคกหนามด้วยซ้ำ มันคือกิ้งก่าหนามเท็กซัสและคนในรัฐก็รักกิ้งก่าตัวจริงนี้มากพอๆ กับที่ชาวทีซียูรักซูเปอร์ฟร็อก แม้จะไม่ใช่ชนิดพันธุ์หลัก (keystone species) ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ แต่กิ้งก่าหนามอิ้กาจถือเป็นสัตว์จิ๋วเจ้าเสน่ห์ และมีความสำคัญทางวัฒนธรรมมากจนการสูญเสียพวกมันไปจะเปรียบได้กับการสูญเสียส่วนสำคัญที่ทำให้เท็กซัสเป็นเท็กซัส สัตว์ป่าระดับดารารูปร่างหน้าตาคล้ายสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้ปรากฏอยู่บนหางเครื่องบิน ป้ายทะเบียนรถ ภาพวาดฝาผนัง และโปสการ์ด พวกมันเป็นสัตว์เลื้อยคลานประจำรัฐอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1993
แม้กิ้งก่าหนามจะเป็นที่คลั่งไคล้และมีภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันกลับพบเห็นพวกมันในธรรมชาติได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ สมัยเป็นเด็กในทศวรรษ 1970 เวด สมิท ชาวเท็กซัส เติบโตขึ้นมากับการเล่นกับกิ้งก่าหนาม และเล่าว่า เด็กๆ สามารถพบเห็น “ไดโนเสาร์น้อย” ตามที่เขาเรียกได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กิ้งก่าหนามหายไปจากถิ่นที่เคยอยู่เกือบทั่วรัฐ ถิ่นอาศัยของพวกมันถูกทำลายจากการขยายตัวของเมือง ทุ่งหญ้าที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต และมดคันไฟที่รุกรานทำลายแหล่งอาหาร สมิทเป็นหนึ่งในเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ในเท็กซัสจำนวนมากที่โหยหาอดีต และเสนอให้ใช้ที่ดินของตนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนำกิ้งก่าหนามกลับคืนมา
แต่ก่อนที่เรื่องนั้นจะเกิดขึ้นได้ นักวิจัยจำเป็นต้องหาวิธีช่วยสัตว์เลื้อยคลานอันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐเท็กซัสให้รอดชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวันฤดูใบไม้ร่วงที่สดใส ไดแอน บาร์เบอร์ ขับรถกระบะเข้าไปในใจกลางเท็กซัสฮิลล์คันทรี ในกระบะด้านหลังมีลูกกิ้งก่า 227 ตัวอยู่ในกล่องเก็บความเย็นขนาดใหญ่ เธอมาจากห้องปฏิบัติการสัตว์เลื้อยคลานของสวนสัตว์ฟอร์ตเวิร์ท
ย้อนหลังไป 25 ปีก่อน สวนสัตว์ฟอร์ตเวิร์ทเป็นแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่สามารถระบุอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเพาะพันธุ์กิ้งก่าหนามเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในกิ้งก่าหนามขนาดใหญ่ที่สุด 21 ชนิดที่พบในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 สวนสัตว์ปล่อยลูกกิ้งก่าคืนสู่ธรรมชาติไปประมาณ 1,650 ตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากสวนสัตว์อื่นๆ ในเท็กซัสและงบประมาณของรัฐ ความพยายามส่วนใหญ่ได้รับการดูแลโดยบาร์เบอร์ ผู้เป็นภัณฑารักษ์อาวุโสแผนกสัตว์เลือดเย็นของสวนสัตว์ฟอร์ตเวิร์ท บาร์เบอร์ ย้ายมาจากเนแบรสกาเมื่อปี 2001 เพื่อดูแลสัตว์ต่างๆ ของสวนสัตว์ ตอนแรกเธอประหลาดใจที่คนท้องถิ่นให้ความสำคัญอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและไม่โดดเด่นเช่นนี้ “หายากมากค่ะที่จะเห็นความผูกพันแบบนั้นระหว่างสัตว์เลื้อยคลานกับผู้คน” บาร์เบอร์ บอกและเสริมว่า “แต่พวกมันมีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีความผูกพันเล็กๆ กับพวกมัน”
ด้วยการเลี้ยงกิ้งก่าไว้ภายในอาคารภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตและจับคู่กิ้งก่าแต่ละตัวอย่างระมัดระวังโดยพิจารณาจากพันธุกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด บาร์เบอร์สามารถเพาะลูกกิ้งก่าได้ปีละหลายร้อยตัวอย่างสม่ำเสมอ เธอทำได้เนื่องจากกิ้งก่าเพศเมียวางไข่คราวละ 13 ถึง 45 ฟอง และบางครั้งวางไข่ปีละหลายครอก ไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณสองเดือน เธอเรียนรู้ว่า ลูกกิ้งก่าหนามมีความต้องการค่อนข้างเฉพาะ พวกมันต้องการอุณหภูมิประมาณ 29 องศาเซลเซียส ต้องกินอาหารวันละสี่เวลา และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ง่ายอย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้นจึงต้องพ่นละอองน้ำในตู้เลี้ยงเป็นประจำ
ลูกกิ้งก่าหนามที่เพิ่งฟักเป็นตัวจะอยู่ที่สวนสัตว์เป็นเวลาหลายสัปดาห์จนโตพอที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติในเขตจัดการสัตว์ป่าเมสันเมาน์เทน ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าของรัฐบาลทางตอนกลางของรัฐเท็กซัส พื้นที่ขนาด 22 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้อยู่ห่างจากฟอร์ตเวิร์ทไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราวสามชั่วโมงครึ่งทางรถยนต์ เป็นสถานที่ที่สวยงามราวกับภาพโปสการ์ด มีป่าโอ๊กโบราณและแนวหินโผล่แกรนิตสีชมพูขนาดใหญ่
กิ้งก่าหนามไม่ค่อยสนใจทิวทัศน์เท่าไร แต่พอใจที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยอาหารโปรดของพวกมันมากกว่า นั่นคือมดเก็บเกี่ยวสีแดงซึ่งเป็นสัตว์พื้นถิ่นของภูมิภาคนี้เช่นกัน มดเหล่านี้ช่วยเติมอากาศลงในดินด้วยเครือข่ายอุโมงค์ที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ของพวกมัน และส่งขบวนหาอาหารไปรวบรวมเมล็ดหญ้าพื้นเมือง (และเป็นการกระจายเมล็ดหญ้าไปในตัว) หญ้าพื้นเมืองนี้จะกลายเป็นถิ่นอาศัยที่กิ้งก่าหนามต้องการ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มดเก็บเกี่ยวสีแดงมีจำนวนลดลงทั่วทั้งรัฐ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมดคันไฟที่รุกรานแต่โครงการควบคุมของเมสันเมาน์เทนมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประชากรมดพื้นถิ่นเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าจะส่งผลดีต่อกิ้งก่าหนาม
กิ้งก่าหนามที่บาร์เบอร์เพาะพันธุ์และเลี้ยงดูอย่างพิถีพิถันนั้นไม่ได้ถูกปล่อยสู่ธรรมชาติแบบตัวเปล่า นักวิจัยจากโครงการชีววิทยาของทีซียูติดอุปกรณ์ติดตามตัวฮาร์โมนิกแท็กไว้ที่หลังของกิ้งก่า ทำให้ง่ายต่อการค้นหาพวกมันในธรรมชาติและกำหนดพื้นที่ ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ “เมื่อคุณเป็นกิ้งก่าตัวเล็กๆ คุณจำเป็นต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกๆ ค่ะ” คีรา กานบิน นักศึกษาปริญญาเอกที่ศึกษานิเวศวิทยาของกิ้งก่าหนาม อธิบาย กานบินและเพื่อนนักวิจัยจะเดินสำรวจพื้นที่ในเมสันเมาน์เทนพร้อมเครื่องรับสัญญาณวิทยุ เล่นเกมหาตำแหน่งกับกิ้งก่าตัวเล็กๆ จนกว่าจะพบตัวหนึ่งในที่สุด
การได้เห็นลูกกิ้งก่าหนาม 227 ตัวได้รับการปล่อยสู่ธรรมชาติช่วยให้ผมเข้าใจว่า ทำไมชาวเท็กซัสจึงหลงรักเจ้าก้อนสีน้ำตาล หน้าบูดบึ้งเหล่านี้ชนิดหัวปักหัวปำ บาร์เบอร์, กานบิน และนักวิจัยคนอื่นๆ เรียงแถวกันในพื้นที่ช่วงหนึ่งของเมสันเมาน์เทน พร้อมถ้วยพลาสติก แล้วค่อยๆ วางลูกกิ้งก่าลงบนพื้นทีละตัวท่ามกลางพุ่มดอกไม้ป่าและต้นกระบองเพชรที่กำลังออกดอกบางตัวอยู่นิ่งๆ ขณะที่หลายตัววิ่งออกไปหลบในกอหญ้าทันที
แม้จะทำงานหนักมาหลายเดือนเพื่อช่วงเวลาสำคัญนี้ การปล่อยลูกกิ้งก่าทั้งหมดใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ในอีกหลายวันและหลายสัปดาห์ต่อมา ลูกกิ้งก่าจำนวนมากของบาร์เบอร์จะติดตามตัวได้ยาก หลายตัวจะถูกสัตว์ผู้ล่าจับกิน และบางตัวจะสลัดอุปกรณ์ติดตามตัวทิ้ง หรือตามหาตัวไม่ได้ แต่ตัวที่รอดชีวิตจะเติบโตอย่างรวดเร็ว กานบินวางแผนจะกลับมาทุกวันในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า เพื่อติดตามว่าพวกมันเหลืออยู่เท่าไร ก่อนเข้าสู่ภาวะจำศีลครั้งแรกในฤดูหนาว
จนถึงตอนนี้ ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าน่าพอใจ มีการพบลูกกิ้งก่าเกิดใหม่อย่างน้อย 25 ตัวตั้งแต่เริ่มปล่อยกิ้งก่าสู่เมสันเมาน์เทน เมื่อปี 2017 ซึ่งชี้ว่า กิ้งก่าหนามที่นำกลับมาปล่อยเริ่มขยายพันธุ์ตามธรรมชาติแล้ว “น่าทึ่งมากค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้” บาร์เบอร์บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
สมิท เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์เข้าใจถึงความผูกพันอันอบอุ่นนี้ “พวกเขามีความผูกพันทางใจครับ” เขาพูดแทนใจชาวเท็กซัส ที่จดจำกิ้งก่าเหล่านี้จากชีวิตจริง ไม่ใช่แค่จากเกมการแข่งขันในมหาวิทยาลัยหรือแก้วที่ระลึก ท้ายที่สุดแล้ว บาร์เบอร์หวังจะขยายพื้นที่ ปล่อยกิ้งก่าไปไกลกว่าเมสันเมาน์เทนและรวมถึงที่ดินส่วนบุคคล ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยดั้งเดิมส่วนใหญ่ของกิ้งก่าหนามเท็กซัสเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จำนวนมากเช่นเดียวกับสมิท ต้องการให้นำพวกมันมาปล่อยคืนสู่ที่ดินของพวกเขา บาร์เบอร์บอกว่า มีเจ้าของที่ดินมากจนต้องลงชื่อรอ แต่ยังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านถิ่นอาศัยและเทคนิคการจัดการ ก่อนที่สวนสัตว์ฟอร์ตเวิร์ทจะรับข้อเสนอ
จนกว่าจะถึงวันนั้น สมิทลงชื่อในรายชื่อผู้รอรับกิ้งก่าหนามร่วมกับคนอื่นๆ โดยหวังว่า สัญลักษณ์นำโชคที่มีชีวิตของรัฐเท็กซัสจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง
เรื่อง แอสเชอร์ เอลไบน์
ภาพถ่าย จอร์แดน วอนเดอร์ฮาร์
แปล ปณต ไกรโรจนานันท์