หกล้านชีวิต…ร่อนเร่พเนจร

หลังหลบซ่อนจากสายตาโลกท่ามกลางสงครามมานานหลายทศวรรษ ซูดานใต้ได้เผยหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบหกล้านตัวเคลื่อนขบวนอพยพข้ามทุ่งสะวันนาและพื้นที่ชุ่มน้ำอันกว้างใหญ่

ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แทบไม่เคยมีใครได้เห็นปรากฏการณ์สัตว์ป่ายิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลกเลย สาธารณรัฐเซาท์ซูดานหรือซูดานใต้ในแอฟริกาตะวันออกมีพื้นที่แผ่ไพศาลกว่า 600,000 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยที่ราบน้ำท่วมถึงอันกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ทุ่งสะวันนา และทุ่งหญ้า แต่เนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงนานหลายทศวรรษ เริ่มจากการต่อสู้เพื่อประกาศเอกราชจากซูดาน (ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 2011) จากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมืองตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2018 ทำให้อัศจรรย์ทางธรรมชาติหลายอย่างของประเทศยังคงเป็นความลับจากโลกภายนอกเป็นส่วนใหญ่

สัตว์อพยพเหล่านี้เคลื่อนย้ายตามฤดูกาลจากทางใต้ไปทางเหนือ โดยหากินในทุ่งหญ้าอันอุดมด้วยสารอาหารที่ พบได้ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น อุทยานแห่งชาติบาดิงกีโลซึ่งสัตว์หลายชนิดใช้ชีวิตที่นั่นในช่วงฤดูฝน

ในปี 2007 นักวิทยาศาสตร์จากองค์กรไม่แสวงกำไรชื่อ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society) ตระหนักว่าที่นั่นมีสิ่งพิเศษเกิดขึ้น เมื่อข้อตกลงสันติภาพระยะสั้นเปิดโอกาสให้พวกเขาสำรวจภูมิทัศน์นั้นทางอากาศเป็นเวลาสั้นๆ สิ่งที่พวกเขาพบช่างน่าทึ่ง ในแต่ละปี แอนทิโลปหลายล้านตัว ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ค็อบหูขาว รวมถึงเทียง รีดบัก และกาเซลล์มองกัลลา เคลื่อนที่ไปเป็นวงรอบข้ามภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของซูดานใต้ ในช่วงฤดูแล้ง พวกมันจะมารวมกันที่แหล่งน้ำถาวรและทุ่งหญ้าที่เขียวชอุ่มกว่าในสถานที่ต่างๆ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำซุดด์ และอุทยานแห่งชาติโบมา เมื่อฝนกลับมา พวกมันจะกระจายกันออกไปอีกครั้ง การสำรวจช่วงแรกครั้งนั้นบันทึกจำนวนสัตว์ได้มากกว่า 1.3 ล้านตัว การนับจำนวนสัตว์จากทางอากาศครั้งล่าสุดที่แอฟริกันพาร์กส์ องค์กรอนุรักษ์ไม่แสวงกำไรจัดทำขึ้นบ่งชี้ว่า ประชากรมีจำนวนเกือบหกล้านตัว มากกว่าการอพยพของฝูงวิลเดอบีสต์ในแอฟริกาตะวันออกอย่างมาก นี่คือการอพยพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกจำนวนมากที่สุดในโลก

ปัจจุบัน ความสงบที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพในภูมิภาคทำให้เกิดแรงกดดันใหม่ๆ เมื่อผู้คนที่ต้องการเริ่มต้น ชีวิตใหม่พากันขยายถิ่นฐาน ล่าสัตว์ป่าเพื่อเลี้ยงดูหรือหารายได้จุนเจือครอบครัว และบางพื้นที่กำลังพิจารณาว่าการขุดเจาะน้ำมันอาจเป็นหนทางสู่ความมั่งคั่งหรือไม่ ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ กลุ่มผู้พิทักษ์กลุ่มใหม่กำลังหาหนทางต่างๆที่จะรักษาการอพยพดังกล่าวให้คงอยู่ต่อไป

เมื่อภูมิภาคนี้ได้รับการพัฒนามากขึ้น อุทยานแห่งชาติโบมาซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนเอธิโอเปีย จึงเป็นแหล่งหลบภัย ไม่ใช่เฉพาะแอนทิโลปที่มาอยู่ชั่วคราว นกแร้งปีกลายเกล็ดซึ่งเป็นนกที่บินได้สูงที่สุดในโลก อาศัยอยู่ตามหน้าผา ในพื้นที่
เมื่อปี 2023 นักวิจัยติดตามสัตว์ 12 ชนิดทั่วซูดานใต้เพื่อหวังจะเข้าใจแบบแผนการเคลื่อนที่ของพวกมัน สัตว์หลายชนิดเผชิญภัยคุกคามจากพวกลักลอบล่าสัตว์และจากสัตว์ผู้ล่าตามธรรมชาติ เช่น สิงโต และเสือชีตาห์
อุทยานแห่งชาติโบมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นก ซึ่งเป็นที่อาศัยของนกประมาณ 140 ชนิด รวมถึงนกกระสาปากพลั่ว

เมื่อปี 2007 ผมขับเครื่องบินเล็กเหนือหนองน้ำและทุ่งหญ้าสะวันนาของซูดานใต้ จากบนฟ้า ผมเห็นโลกที่ยังไม่ถูกการพัฒนาแตะต้อง ไม่มีถนน แทบไร้ผู้คน ภูมิทัศน์ที่ดูเหมือนถูกแช่แข็งจากความขัดแย้ง ผมได้ยินมาว่าพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกสงครามฉีกทึ้งแห่งนี้อาจซ่อนสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไว้ และแน่นอนว่า เมื่อเราเริ่มสำรวจทางอากาศ ฝูงแอนทิโลปนับพันก็ปรากฏตัวขึ้นทุกหนทุกแห่ง ภาพที่เห็นทำให้ผมตื่นตะลึง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยสันนิษฐานว่า ฝูงสัตว์เหล่านี้น่าจะหมดไปแล้วเพราะถูกการสู้รบทำลายล้างแต่ดูเหมือนว่าแท้ที่จริงสงครามกลับทำให้การล่าฝูงสัตว์อพยพลดน้อยลง เมื่อผู้คนต้องพลัดถิ่นหรือหมกมุ่นกับการสู้รบ ย่อมไม่มีระบบขนส่งสำหรับการล่าสัตว์เชิงพาณิชย์ ซึ่งสร้างพลวัตที่ทำให้ส่ำสัตว์ไม่เพียงมีชีวิตรอด แต่ยังสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การสู้รบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัย

นี่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ผมจำได้ว่าเคยตามฝูงสัตว์ที่เดินกันเป็นสายเป็นเวลานานหลายนาที มันเหมือนกับการจินตนาการถึงทวีปอเมริกาเหนือสมัยที่ฝูงไบซันยังคงกระจายอยู่ทั่วทุ่งราบ ภูมิทัศน์                ส่วนใหญ่ของแอฟริกาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยถูกแบ่งแยกด้วยถนน การตั้งถิ่นฐาน การเกษตร และการขูดรีดทรัพยากร ในประเทศอย่างเคนยา ยูกันดา หรือทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พื้นที่ธรรมชาติ     ที่เหลืออยู่มีเพียงภายในอุทยานที่ได้รับการปกป้องเท่านั้น แต่ในซูดานใต้ ระบบนิเวศกว้างใหญ่ไพศาลยังคงสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลายด้วยโครงสร้างพื้นฐาน และเต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่เคลื่อนย้ายอย่างอิสระบนพื้นที่กว้างใหญ่

ในภูมิภาคนี้ เทียงถูกพรานล่าเพื่อยังชีพมาเนิ่นนานแล้ว แต่ปัจจุบัน เทียงถูกฆ่าเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อการค้าเนื้อสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
ชุมชนต่างๆ ร่วมมือกับนักวิจัยเพื่อกำหนดแหล่งตกลูกและแหล่งน้ำสำคัญๆ ให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ หากพวกเขา ทำให้ฉนวนอพยพสำหรับสัตว์เหล่านี้ปลอดภัยได้ การอพยพอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ก็มีความหวังที่จะอยู่รอดต่อไป

ตอนนี้ความท้าทายของเราคือการรักษาการอพยพนี้ให้คงอยู่ต่อไป แต่ที่ย้อนแย้งคือ สันติภาพก็อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าได้พอๆ กับสงคราม ซูดานใต้กำลังสร้างถนน การสำรวจน้ำมันอยู่ระหว่างดำเนินการ และการล่าสัตว์ป่าเป็นอาหารก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากเสรีภาพในการเดินทางหวนคืนกลับมา นี่ไม่ใช่เรื่องการห้ามล่าสัตว์อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องการล่าที่ยังรักษาประชากรให้มีสุขภาวะและธำรงภูมิทัศน์ไม่ให้เสื่อมโทรม หากไม่ควบคุมเลย ภัยคุกคามเหล่านี้อาจแบ่งแยกฉนวนอพยพที่สำคัญนี้ได้ ดังนั้น เราจึงเร่งทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆในซูดานใต้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์คนท้องถิ่นที่นี่ให้คุณค่ากับสัตว์เหล่านี้ เรากำลังช่วยจัดตั้งองค์กรอนุรักษ์ของชุมชนและหน่วยลาดตระเวนต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์

ผมมักบอกผู้คนเสมอว่า เราไม่ได้กำลังพยายามนำธรรมชาติกลับคืนสู่ที่นี่ มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นคือโอกาสของที่นี่ คือจัดการก่อนที่มันจะถูกทำลาย สิ่งที่ทำให้ผมกังวลจนนอนไม่หลับคือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง  ทั้งการใช้ที่ดินอย่างไร้การควบคุม การสำรวจแหล่งน้ำมัน และการสร้างถนน เมื่อภูมิทัศน์ถูกทำลายแล้ว ก็ยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ สัตว์ป่ายังคงอยู่ที่นี่ การอพยพยังคงเกิดขึ้น และเรายังมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆอย่างถูกต้อง

 เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ไมก์ เฟย์ นักนิเวศวิทยา และนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่อง  กอร์ดี เมโกรซ

ภาพถ่าย  มาร์คัส เวสต์เบิร์ก

แปล  ปณต ไกรโรจนานันท์


อ่านเพิ่มเติม : ความลับของเหล่าภมร

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.