ความลับของเหล่าภมร

ความลับของเหล่าภมร

เรารู้ว่าผึ้งคือพาหะถ่ายเรณูผู้เลี้ยงดูโลก สิ่งที่วิทยาศาสตร์กำลังเรียนรู้คือพวกมันฉลาดล้ำลึกกว่าที่เราเคยคิดไว้มาก ต่อไปนี้คือเรื่องราวการค้นพบที่อาจเปลี่ยนความคิดของเรา เกี่ยวกับสัตว์ที่มีความสำคัญมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก

ในหุบขุนเขาทางตอนเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก ทั้งมนุษย์และหมู่ภมรต่างกำลังเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาว

ณ บ้านดินของอาดเดลีนา ลูเซโร ในชุมชนชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าทาวส์ปูเอโบล ฟืนกองมหึมาวางอยู่ข้างชั้นกล่องสี่เหลี่ยมสองตั้งที่มีรังผึ้งฉาบด้วยชันสีแดง หรือพรอพอลิส (propolis) สารเหนียวข้นคล้ายยางไม้ที่ผึ้งใช้ปิดผนึกบ้านของพวกมันตลอดช่วงหลายเดือนอันหนาวเย็นและแร้นแค้นที่กำลังมาถึง

เมลานี เคอร์บี ผู้เลี้ยงผึ้งชนพื้นเมืองและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สวมหมวกติดผ้าคลุมหน้าตาข่ายบางเบา เธอแงะเปิดฝารังผึ้งรังหนึ่งของลูเซโร ดึงแผ่นโครงรวงผึ้งที่แขวนอยู่ออกมาพลางสอดส่ายสายตามองหานางพญาประจำคอโลนี “นี่ล่ะแม่พันธุ์ของเรา” เธอพูดขึ้นขณะลูเซโรมองดูอยู่ “นางรอดชีวิตมาได้หลายฤดูกาลแล้วค่ะ”

น่าเศร้าที่สิ่งนี้พบได้ยากในปัจจุบัน ผึ้งทั่วโลกกำลังล้มหายตายไปเป็นจำนวนมหาศาล เพราะถูกกระหน่ำจากสารพัดศัตรู ทั้งปรสิต เชื้อโรค ยาฆ่าแมลง และถิ่นอาศัยที่หดหาย เรารับรู้ถึงการลดจำนวนลงเหล่านี้ส่วนใหญ่จากเหล่าผึ้งพันธุ์หรือผึ้งโพรงฝรั่งที่นิยมเลี้ยงเพื่อเอาน้ำผึ้งและเกี่ยวพันกับกิจกรรมเกษตรของมนุษย์อย่างแนบแน่น เมื่อรวมกับผึ้งอื่นๆ อีกกว่า 20,000 ชนิด พวกมันช่วยผสมเกสรราวหนึ่งในสามของแหล่งอาหารทั้งโลก และรับประกันการสืบพันธุ์ของพืชดอกมากกว่าสามในสี่ของทั้งหมด แม้เราจะมีความรู้เกี่ยวกับผึ้งป่าน้อยกว่า แต่การสำรวจประชากรหลายครั้งบ่งชี้ว่า ผึ้งทั่วโลกกำลังมีจำนวนลดลง 

ผึ้งดอกทานตะวันพักกายในดอกไม้ซึ่งเป็นที่มาของชื่อมันในทุ่งแห่งหนึ่งของแคลิฟอร์เนีย นักวิจัยค้นพบว่า แมลงออกหาอาหารเหล่านี้มีวิธีการน่าทึ่งในการเอาชีวิตรอดในโลกของพวกมัน
นักนิเวศวิทยาพฤติกรรม ลาร์ส ชิตต์กา เฝ้าสังเกตผึ้งพันธุ์หรือผึ้งโพรงฝรั่งดูดกินน้ำเชื่อมในห้องปฏิบัติการ ของเขาที่มหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน การทดลองอันชาญฉลาดของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ผึ้งสามารถนับจำนวนได้ และยังบ่งชี้ว่า พวกมันอาจเข้าใจตรรกะในการกระทำของพวกมันด้วย
ผึ้งหึ่งตัวหนึ่งกลิ้งลูกบอลไปยังเป้าหมาย “ดอกไม้” ในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยอูลูในฟินแลนด์ นักวิจัย ที่นั่นกำลังสำรวจว่า ผึ้งสามารถคิดออกโดยทันทีทันใดได้หรือไม่ เมื่อเผชิญปัญหาท้าทายใหม่ๆ

เมื่อเดือนเมษายน ปี 2025 ผู้เลี้ยงผึ้งในอเมริการายงานว่า คอโลนีผึ้งที่เลี้ยงไว้ตายไปถึงร้อยละ 55 ในช่วงปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นความสูญเสียครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยประสบ อย่างไรก็ตาม ผึ้งพันธุ์ของเคอร์บีกลับกำลังเฟื่องฟู ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอทำงานร่วมกับมาร์ก สปิตซิก หุ้นส่วนธุรกิจการเกษตรของเธอเพื่อเพาะพันธุ์และเลี้ยงคอโลนีผึ้งที่ปรับตัวได้ดีกับทะเลทรายในที่สูงของรัฐนิวเม็กซิโกและภูมิภาคเทือกเขาร็อกกี โดยตั้งชื่อแบรนด์อย่างฉลาดล้ำว่า LongeviBEES หรือ “ภมรคงกระพัน” เคอร์บีและสปิตซิกไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในการดูแลรังผึ้งเหมือนที่ผู้เลี้ยงผึ้งเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ทำเพื่อกำจัดไรวาร์รัว ปรสิตต่างถิ่นรุกรานที่กัดกินผึ้งเป็นอาหาร ทำให้คอโลนีอ่อนแอลงและยังเป็นพาหะนำไวรัส โดยเชื่อกันว่ามันคือตัวการหลักของการร่วงตายยกฝูงในระยะหลังๆ ทั้งคู่เลือกที่จะรอจนกว่าผึ้งนางพญาจะมีชีวิตถึงอย่างน้อยสองปีจึงจะเริ่มเพาะพันธุ์ หรือนานพอที่จะพิสูจน์ว่า ผึ้งเหล่านี้หรหดอดทนและเฉลียวฉลาดพอจะอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

ย้อนหลังไปสิบปีก่อน เคอร์บีนำผึ้งเหล่านั้นจำนวนหนึ่งมาให้ลูเซโร ผู้รังสรรค์เทียน ยาหม่อง และยาทาจากไขผึ้งที่เธอเก็บเกี่ยวได้ เคอร์บีบอกวิธีการเลี้ยงไว้ง่ายๆ แค่ว่า ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับผึ้งพวกนี้มาก ปล่อยให้พวกมันเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาท้าทายของโลกที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ของมันไป แล้วพวกมันก็ทำได้จริง ๆ“พวกมันหาทางออกได้เองจริงๆ ค่ะ” ลูเซโรกล่าว

ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับวิธีหาทางออกต่างๆของเหล่าผึ้ง พวกเขาศึกษาวิธีการที่ผึ้งงานของผึ้งพันธุ์ใช้ในการกระจายตัวออกไปไกลหลายกิโลเมตรในภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคยตลอดช่วงอายุขัยตัวเต็มวัยเพียงหกสัปดาห์ของพวกมัน โดยอาศัยแสงอาทิตย์และความทรงจำในการนำทาง ขณะแวะเวียนไปตามดอกไม้นับพันดอกเพื่อเก็บรวบรวมน้ำต้อยกลับไปยังคอโลนี 

ตอนนี้นักวิจัยกำลังเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ อันน่าทึ่งว่าด้วยกระบวนการคิดของแมลงแสนขยันเหล่านี้ ความก้าวหน้าสำคัญนี้เกิดจากการทดลองที่สร้างสรรค์ชุดหนึ่งซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อทดสอบว่า ผึ้งรับรู้โลก แก้ไขปัญหา และตอบสนองต่อสถานการณ์ไม่คาดคิดอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นพบว่า ลำพังผึ้งเพียงตัวเดียวก็ฉลาดล้ำกว่าที่เกือบทุกคนเคยคิดแล้ว 

ผึ้งแข็งแกร่งถึกทนของเคอร์บียังบอกใบ้ถึงความเป็นไปได้ที่ชวนให้มีความหวังสำหรับคนที่กังวลถึงความอยู่รอดในระยะยาวของแมลงชนิดนี้ ตามที่เธอเห็นทุกวันในโรงเลี้ยงผึ้งของเธอ ผึ้งสามารถปรับตัวรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ได้ หากเราปล่อยให้พวกมันได้ทำ

นักชีววิทยา เฟลิซิตี มูท (คนขวา) และนักวิจัย แซราห์ เวย์ไบรต์ ออกเสาะหาผึ้งป่าใกล้ย่านโซดาสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งสองกำลังดำเนินการทดลองเพื่อดูว่า ผึ้งนางพญาเรียนรู้เก่งกว่าผึ้งงานอย่างไร
มูทรวบรวมผึ้งพื้นเมืองจากทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งเพื่อทดสอบความสามารถทางการรู้คิดของพวกมัน เธอค้นพบว่า เหล่าผึ้งนางพญาซึ่งในภาพนี้บรรจุอยู่ในหลอดพลาสติก สามารถเรียนรู้การเชื่อมโยงกับสีได้ไวกว่าผึ้งงาน
ที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส นักนิเวศวิทยาพฤติกรรม มาตีเยอ ลีโอโร กำลังประเมินศักยภาพของผึ้งในการ เอาชีวิตรอดในภูมิประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง นักวิจัยด้านการรู้คิดของผึ้งมักศึกษาผึ้งสังคม ซึ่งรวมถึงคอโลนี เล็กๆ ของผึ้งหึ่งหางนวลที่มีป้ายระบุตัวติดอยู่เหล่านี้ด้วย

ครั้งหนี่งเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อกันว่า ผึ้งเป็นเหมือนเครื่องจักรอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์ไร้ความคิด แม้แต่นักวิชาการโด่งดังที่สุดในสาขาพฤติกรรมสัตว์ก็เชื่อว่า การกระทำของผึ้งล้วนถูกโน้มนำด้วยสัญชาตญาณ “ที่สืบทอดต่อกันมานับรุ่นไม่ถ้วน” คาร์ล วอน ฟริช นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้คว้ารางวัลโนเบลปี 1973 จากการค้นพบวิธีการสื่อสารของผึ้ง เขียนไว้เช่นนั้นและเสริมว่า “สมองของผึ้งมีขนาดเท่าเมล็ดหญ้า และไม่ได้สร้างมาให้ขบคิด” 

  แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยอย่างลาร์ส ชิตต์กา นักนิเวศวิทยาพฤติกรรม ออกแบบชุดการทดลองที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเผยให้เห็นวิธีอันหลากหลายที่ยืนยันว่า แท้จริงแล้วสมองของผึ้งถูกสร้างมาให้ขบคิดได้ เมื่อปี 1990 ระหว่างที่ชิตต์กาศึกษาประสาทชีววิทยาของผึ้งในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่เบอร์ลิน เขานำนักศึกษาปริญญาตรีกลุ่มหนึ่งไปยังทุ่งเกษตรกรรมมหึมาแห่งหนึ่งเพื่อสำรวจว่า ผึ้งใช้วิธีใดในการประเมินระยะทางและทิศทางในภูมิประเทศราบเรียบไร้จุดสังเกต ไม่มีทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือเนินเขาใดๆ 

คืนหนึ่งขณะล้อมวงจิบวิสกี้กันอยู่ พวกเขาตัดสินใจกันเล่นๆ ทำนองติดตลกว่า จะออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าผึ้งนับเลขได้หรือไม่ “แรกๆเราก็แค่หัวเราะขำกัน เห็นเป็นความคิดน่าขัน” เขาเท้าความหลัง

ในการทดลองครั้งหนึ่ง โลโอโรกับทีมงานใช้กาวติดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแม่เหล็กไว้บนหลังผึ้ง เพื่อติดตามเส้นทางบินไปยังดอกไม้ต่างๆ ในทุ่งแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าผึ้งทดลองสามารถคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อเข้าถึงรางวัลได้
นักวิจัยชาวฟินแลนด์ ออลลี ลูโคลา กำลังสืบเสาะว่า ผึ้งสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนโดยไม่ผ่านการฝึกฝนมาก่อน ได้หรือไม่ เมื่อไม่นานมานี้ เขาออกแบบการทดลองหนึ่งที่มหาวิทยาลัยอูลูเพื่อสำรวจการเรียนรู้ได้เอง ตามธรรมชาติ

แต่วันรุ่งขึ้น พวกเขาสร้างวัตถุทรงกระโจมหน้าตาเหมือนๆ กันขึ้นมาแถวหนึ่ง เพื่อให้เป็นจุดสังเกตสำหรับผึ้งพันธุ์คอโลนีหนึ่งที่บินกลับไปกลับมาจากรังของพวกมัน และวางที่ให้อาหารบรรจุน้ำเชื่อมเลียนแบบน้ำต้อยไว้ที่ตำแหน่งระหว่างจุดสังเกตลำดับที่สามกับที่สี่ จากนั้น เมื่อผึ้งคุ้นชินกับตำแหน่งของที่ให้อาหารแล้ว พวกนักศึกษาก็เริ่มเปลี่ยนตำแหน่งของกระโจม อย่างไรก็ตาม พวกผึ้งยังคงมองหาที่ให้อาหารหลังกระโจมลำดับที่สาม พวกมันดูเหมือนจะนับจำนวนจุดสังเกตที่บินผ่านระหว่างทางไปยังที่ให้อาหาร “ในตอนนั้น เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจได้พอสมควร” ชิตต์กากล่าว แต่ห้องปฏิบัติการอื่นๆ ก็ทดสอบได้ผลลัพธ์เดียวกัน เขาเสริมว่า ความสำเร็จของการทดลองในครั้งนั้น “จุดชนวนให้ผมอยากสืบค้นลึกลงไปอีกว่า คุณจะสามารถอัดเชาว์ปัญญา ลงไปในสมองเล็กจิ๋วนั้นได้มากเพียงใด” 

ตอนนี้ในฐานะศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน ชิตต์กาเป็นที่รู้จักดีจากการออกแบบงานศึกษาในเชิงสร้างสถานการณ์ทดสอบเฉพาะขึ้นมา โดยให้ผึ้งเผชิญกับปัญหาผิดแผกชนิดที่พวกมันไม่มีวันพบเจอได้ในธรรมชาติ เขาอธิบายว่า การจับให้ผึ้งเผชิญความท้าทาย “ที่ไม่มีบรรพบุรุษรุ่นไหนของพวกมันเคยเจอมาก่อนตลอดประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ” ช่วยให้ทีมของเขาสำรวจขอบเขตความยืดหยุ่นทางการรู้คิดของแมลงชนิดนี้ได้ ซึ่งก็คือความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป งานบุกเบิกของเขาจุดประกายให้เกิดการวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สาธิตให้เห็นว่า ผึ้งสามารถจดจำรูปแบบ แยกแยะสัญลักษณ์ จำใบหน้ามนุษย์ ร่วมมือกันทำงานใหม่ๆ และกระทั่งวางแผนสำหรับอนาคตได้

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากติดตามสังเกตพฤติกรรมของผึ้งหึ่งภายในห้องปฏิบัติการ ยังมีผึ้งอีกนับ หมื่นชนิดที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่า เช่น ผึ้งแคกตัสในภาพซึ่งขุดโพรงทำรังในดิน ขอบเขตสูงสุดทางเชาว์ปัญญาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังรอการพิสูจน์

ความสามารถเกินคาดคิดเหล่านี้อาจเป็นผลพวงจากโลกที่คาดเดาไม่ได้ที่พวกผึ้งต้องผจญ แมลงที่ตระเวนหาอาหารจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนกว่าแมลงชนิดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น เพื่อเก็บน้ำต้อยกลับไปที่คอโลนี ผึ้งต้องเสาะหาทั่วพื้นที่หลายกิโลเมตรเพื่อระบุจุดที่มีดอกไม้หวานหอมที่สุด จดจำพิกัดนั้นไว้ และต้องวิเคราะห์ความคุ้มค่าเกือบจะเรียกได้ว่าขณะอยู่กลางอากาศว่า พลังงานที่ต้องใช้บินไปยังดอกไม้ที่หอมหวานกว่านั้นคุ้มกับการต้องบินจากรังออกมาไกลกว่าเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ พวกมันยังต้องเสาะหาแหล่งน้ำ หลบหลีกสัตว์นักล่า และสัญจรตามเข็มทิศอย่างดวงอาทิตย์และท้องฟ้าที่แปรผันตลอดเวลา ผึ้งสังคมจะถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้แก่กัน ขณะที่ผึ้งสันโดษต้องแบกภาระมากกว่า คือทั้งตระเวนหาอาหาร สร้างรัง และดูแลตัวอ่อนเพียงลำพัง

“มีกลเม็ดเด็ดพรายเยอะมากครับที่สัตว์ใช้เพื่อความอยู่รอด โดยไม่ได้เป็นผลจากเชาว์ปัญญารายตัว” ชิตต์กาบอก ตัวอย่างเช่นการสร้างรวงเก็บน้ำผึ้งเป็นช่องหกเหลี่ยม หรือการหัดเดินของเด็กในกรณีมนุษย์แต่ “เชาว์ปัญญาในความหมายกว้างที่สุด เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้เฉพาะตัว” ที่อยู่นอกเหนือชุดคำสั่งทางพันธุกรรม “ไม่มีมนุษย์คนไหนขี่จักรยานเป็นแต่กำเนิด” เขาเสริม “นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้” ในทำนองเดียวกัน ผึ้งก็ต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาและจดจำแปลงดอกไม้


อ่านเพิ่มเติม : ภารกิจคืนธรรมชาติสู่สองพรมแดน

Recommend