หลังความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษในแองโกลา หลายคนคิดว่า ประชากรช้างในประเทศนี้ได้สูญสิ้นไปแล้ว แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกับพวกมันมาช้านาน รู้ว่าหาได้เป็นเช่นนั้น ปัจจุบัน การตามหา ‘ช้างผี’ เหล่านี้เผยความจริงอันน่าทึ่งว่า สัตว์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังคงเร้นกายอยู่ได้อย่างไร
อาเบรา อันโตนีโอ ลูโฮก กดฝ่ามือแนบหลุมตื้นๆบนดินที่แบนและใหญ่พอๆกับถาดอาหาร พื้นผิวดินบริเวณนั้นมีรอยแตกและลายริ้วที่เกิดจากการเสียดสีกับผิวหนังหนาย่น ขึ้นชื่อว่าภูตผีไม่ควรทิ้งร่องรอยใดๆไว้ ทว่าตอนนี้ผมกำลังจ้องมองรอยเท้าหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนบนพื้นทรายลมหอบ ณ ที่ราบสูงทางตะวันออกของแองโกลา
ตอนนั้นเป็นวันอากาศดีวันหนึ่งในฤดูแล้งปลายเดือนมิถุนายน ลูโฮก พรานท้องถิ่นชาวช็อกเววัย 41 ปี พ่อลูกสิบผู้เคยเป็นทหาร ช่วยกรุยทางให้ทีมที่ประกอบด้วยคนหกคนของเราตลอดช่วงเช้าเพื่อตามหาโขลงช้างลึกลับที่แทบไม่มีใครเคยเห็นโขลงหนึ่ง ซึ่งเล็ดลอดจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มานานหลายสิบปี
ด้านหลังลูโฮกคือสตีฟ บอยส์ นักนิเวศวิทยาชาวแอฟริกาใต้และนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก วัย 46 ปี กับชาวแองโกลาอีกสามคน รวมถึงเคิร์ลเลน กอชตา เพื่อนนักสำรวจวัย 39 ปี ผู้อำนวยการโครงการลิซีมาในแองโกลา ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งของมูลนิธิลิซีมาที่บอยส์เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ทีมสำรวจของเราพยายามที่จะบันทึก ศึกษา และปกป้องช้างที่รู้หลบเป็นปีกโขลงนี้ เราอยู่ระหว่างแกะรอยช้างที่อาจมีประมาณ 20 ตัว แต่บอยส์คาดประมาณว่า น่าจะมีถึงราว หนึ่งร้อยตัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้


ในการสำรวจก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่ง ผู้นำชุมชนจากหมู่บ้านชินจังกาเล่าเรื่องช้างลึกลับโขลงหนึ่งที่เขาเรียกว่า “ช้างผี” ให้บอยส์ฟัง เขาบอกว่าคุณต้องฝังตัวอยู่ในหุบเขาเหล่านี้นานหลายเดือนกว่าจะได้เจอสักตัวหนึ่ง ช้างพวกนี้ใช้ชีวิตผิดแผกจากช้างอื่นๆเกือบทั้งหมดในโลก พวกมันอาศัยอยู่บนที่ราบสูงที่มีระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร ส่วนใหญ่จะออกมาเคลื่อนไหวยามวิกาลหรือพลบค่ำเพื่อหลีกเลี่ยงผู้คน และเดินทางอย่างเงียบกริบทั้งที่มีขนาดมหึมา บอยส์เชื่อว่า นี่คือการปรับตัวทางพฤติกรรมจากการเผชิญความรุนแรงหลายชั่วรุ่น พวกมันปรับตัวเก่งเสียจนไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พวกมันไปจากภูมิภาคนี้กันหมดแล้ว และเพิ่งหวนกลับมาเมื่อไม่นานนี้ หรือว่าพวกมันอยู่ที่นี่ มาตลอด เพียงแค่หลบๆซ่อนๆเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไร บอยส์เห็นโอกาสในการอนุรักษ์ ขอแค่ช้างล่องหนพวกนี้อยู่รอดปลอดภัยได้แม้จะแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น พวกมันจะค่อยๆปรับตัวอยู่กับมนุษย์ได้อีกครั้งและกลับมามีพฤติกรรมเหมือนช้างทั่วไปอย่างช้าๆ
ฉายานี้ยังสมชื่อจากอีกเหตุผลหนึ่งด้วย สำหรับชนพื้นเมืองแองโกลาในแถบที่ราบสูงทางตะวันออกเหล่านี้ ร่างกายมหึมาของช้างถือเป็นร่างประทับของทั้งบรรพบุรุษมนุษย์ของพวกเขาและจิตวิญญาณมีชีวิตของภูมิทัศน์ ความเชื่อดังกล่าวยังดำรงคงอยู่ กระทั่งในยามที่ทั้งคนและสัตว์ในแองโกลาต่างต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่หายาก
วิสัยทัศน์ของบอยส์ในการทำภารกิจนี้ไปไกลกว่าการหาตัวช้าง เขาอยากสนับสนุนความพยายามปกป้องช้างของบรรดาผู้นำท้องถิ่น โดยหวังจะจัดตั้งหน่วยงานพิทักษ์สัตว์ป่าที่มีเจ้าหน้าที่ถึง 400 คนคอยเฝ้าระวังและปกป้องช้าง ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาคือการโน้มน้าวให้ช้างเชื่อว่า มนุษย์เปลี่ยนไปแล้วและสามารถไว้ใจได้อีกครั้ง
แต่ประการแรกสุด บอยส์กับทีมของเขาจำเป็นต้องหาช้างโขลงนี้ให้พบเสียก่อน หลังจากลงพื้นที่หลายวันและเดินลุยป่าฝ่าดงหลายสิบกิโลเมตร รอยเท้านี้คือร่องรอยชัดเจนแรกสุดที่เป็นสัญญาณว่า เราเข้าใกล้ช้างโขลงนี้แล้ว ช่างล่องหนหายตัวเก่งสมชื่อช้างผีจริงๆ



ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ช้างแองโกลาเริ่มหายตัวไปในช่วงที่ประเทศเผชิญสงครามที่ดำเนินเกือบต่อเนื่อง 41 ปี เริ่มตั้งแต่การต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากโปรตุเกสซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี 1961 ถึง 1974 จากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมืองที่หฤโหดอย่างยิ่งในช่วงปี 1975 ถึง 2002 ผู้คนหลายแสนล้มตาย และพวกที่สู้รบก็ใช้งานทุ่นระเบิดอย่างกว้างขวางซึ่งยังคงก่ออันตรายมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งมนุษย์และสัตว์ป่าต้องอพยพหนีความรุนแรงเข้าสู่นามิเบีย บอตสวานา และแซมเบีย ภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลาซึ่งเรากำลังค้นหาช้างอยู่นี้ เคยเป็นฐานที่มั่นของผู้นำกลุ่มกบฏ โจนัส ซาวิมบี จนกระทั่งเขาเสียชีวิตเมื่อปี 2002 หน่วยจัดหาทรัพยากรของซาวิมบีก็ฆ่าช้างเอางาเช่นกัน
ราวช่วงเวลาเดียวกันนั้น บอยส์เริ่มสำรวจภูมิภาคนี้โดยมีแผนการอนุรักษ์ที่ใหญ่กว่าอยู่ในใจ เมื่อปี 2015 เขาพายเรือไปตามแม่น้ำกวีโตเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสายน้ำและสัตว์ป่าของแองโกลากับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอกาวางโก พื้นที่ชุ่มน้ำในแผ่นดินขนาดใหญ่ของบอตสวานา ซึ่งเป็นความหมกมุ่นของบอยส์มายาวนาน ในการเดินทางครั้งนั้น เขาตระหนักว่า สุขภาวะของโอกาวางโกขึ้นอยู่กับแองโกลาซึ่งเป็นต้นน้ำล้วนๆ “ถ้าคุณอยากอนุรักษ์ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนั้น คุณต้องปกปักรักษาต้นน้ำของมันครับ” เขาบอกผม
ชนพื้นเมืองชาวลูชาซีเรียกภูมิภาคนี้ว่า ลิซีมา ลีอา มโวโน หมายถึง “บ่อเกิดแห่งชีวิต” และเป็นที่มาของชื่อมูลนิธิลิซีมาของบอยส์ ซึ่งมีภารกิจในการทำแผนที่ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศต่างๆของแองโกลา ขณะเดียวกันก็จ้างงานคนพื้นเมืองให้เป็นมัคคุเทศก์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ในการเดินทางครั้งแรกนั้น บอยส์พบลานโล่งกลางป่าแห่งหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่าสวนช้าง ที่ดูเหมือนจะมีช้างพลายตัวหนึ่งคอยดูแลอยู่ การพบประชากรช้างในพื้นที่ทางเหนือไกลขนาดนั้นถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ทีเดียว

เขากลับมาอีกครั้งในปี 2016 พร้อมจักรยานยนต์ โดยมุ่งมั่นจะหาช้างพวกนั้นให้พบ “เราเริ่มได้กลิ่นพวกมันครับ” เขาบอก “แต่ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงพวกมันเลย” กล้องดักถ่ายบันทึกภาพเสือดาว เม่น ลิง และหมูแม่น้ำสีแดงได้ แต่ไม่มีช้าง ต่อมาในปี 2019 บอยส์พยายามอีกครั้ง คราวนี้เขาจ้างเฮลิคอปเตอร์ให้ค้นหาตามสันเขาต่างๆ ในป่าไมออมโบและพรุพีต ที่เป็นต้นน้ำของระบบแม่น้ำสำคัญสามสาย ได้แก่ โอกาวางโก คองโก และแซมบีซี แต่ยังคงไม่พบ จากนั้น ลูโฮกก็เข้ามา
“ตอนนั้นคือปี 2021 ผมกำลังล่าสัตว์และรู้ว่าเพื่อนผมหลายคนไปทำงานกับสตีฟแล้วครับ” เขาบอกผ่านกอชตา “พอผมเห็นร่องรอยของช้าง ผมก็ส่งข้อความบอก [กอชตา] ไปว่า ผมคิดว่าคุณหาผิดที่แล้วละ”
ลูโฮกแนะนำให้พวกเขาจำกัดวงค้นหาเฉพาะบริเวณรอบๆ กังกัมบา เมืองเล็กๆบนที่ราบสูงทางตะวันออกเท่านั้น พอเขาเข้ามาทำงานกับลิซีมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ภายในไม่กี่เดือน พวกเขาเริ่มจับภาพเลือนรางจากกล้องดักถ่ายได้จำนวนหนึ่ง และในเดือนกันยายน ปี 2024 ก็ได้คลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือที่แม้จะสั่นไหว แต่ไม่ผิดแน่
นั่นคือเหตุผลที่ลูโฮกมาเดินตัดผ่านที่ราบสูงแห่งนี้ พลางชี้รอยทางต้นไม้รุ่นที่หักพังเสียหาย หนึ่งชั่วโมงหลังจากเขาพบร่องรอยแรกสุดนั้น จู่ๆป่าก็เปิดโล่งราวกับเป็นฝีมือคนขับรถแทรกเตอร์เมาค้างสักคน
จากนั้นก็เจอของดีเข้าให้ นั่นคือมูลช้างสดๆขนาดเท่าลูกฟุตบอล ยังคงมีเมือกมันวาวเกาะอยู่ ช้างผีพวกนี้อาจเจ้าเล่ห์แสนกลและหากินตอนกลางคืน แต่พวกมันยังต้องขับถ่าย บอยส์กับทีมงานลิซีมาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยชิคาโกในการตรวจสอบทางพันธุกรรมเซลล์ที่อุดมด้วยดีเอ็นเอจากเมือก ซึ่งจะช่วยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลประชากรช้างป่าและช้างทุ่งหญ้าสะวันนาที่เรารู้จัก เพื่อดูว่าช้างผีเหล่านี้อยู่ตรงไหนในวงศ์ช้าง
บอยส์เปิดขวดแก้วและเตรียมเก็บตัวอย่างจากกองมูลที่ยังอุ่นอยู่ การได้เจอช้างย่อมเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัยแต่นี่ก็ถือเป็นรางวัลปลอบใจที่น่ายินดีแล้ว

หลังค้นหาอยู่เกือบทศวรรษ นักอนุรักษ์ในแองโกลาก็รู้แล้วว่า ทรัพยากรล้ำค่าที่สุดของพวกเขา คือผู้นำท้องถิ่นผู้รู้เห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในป่า ดังนั้น เช้าวันก่อนที่เราจะเข้าป่า กอชตา ผู้อำนวยการโครงการลิซีมา จึงย่อร่างที่สูง 188 เซนติเมตรเพื่อลอดเข้าซุ้มประตูรั้วของเรเจดอร์กาเก็ตเชเพื่อทำพิธีตามขนบ นั่นคือการพนมมือเป็นรูปถ้วยเพื่อแสดงความเคารพเจ้าบ้านที่ต้อนรับเรา บอยส์กับลูกทีมที่เหลือทำตาม เรเจดอร์กาเก็ตเช ราชันผู้นำเผ่าอึนคังกาลา (กลุ่มย่อยของเผ่ากังเกลา) อาศัยอยู่ในที่ดินมีกำแพงล้อมย่านชานเมืองกังกัมบา เขาเชื้อเชิญเราเข้าสู่ท้องพระโรงผนังดิน โดยสวมชุดที่ผสมผสานระหว่างผ้าพิมพ์ลายเสือดาวกับหนังเสือดาวจริงๆ
หากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจุดไฟเผาป่าผิดช่วงเวลาของปี เรเจดอร์กาเก็ตเชจะล่วงรู้ เช่นเดียวกับหากมี ช้างถูกยิงใน เรเจดอเรีย หรือเขตปกครองจากยุคอาณานิคมของเขา เรเจดอเรียเคยเป็นระบบที่ชาวโปรตุเกสใช้แสดงอำนาจปกครองเหนือชนพื้นเมือง ทว่านับตั้งแต่ได้รับเอกราช เรเจดอร์หลายคนสวมบทบาทเป็นเหมือนผู้ประสานงานทางวัฒนธรรม หรือหัวหน้าเผ่าท้องถิ่นที่คอยดูแลผืนแผ่นดินเดิมของตนมากกว่า

“ถ้าอยากเข้าไปทำงานที่ไหนสักแห่ง เราต้องขออนุญาตจากผู้นำตามขนบก่อนครับ” กอชตาพยายามโน้มน้าวให้เรเจดอร์กาเก็ตเชมั่นใจในแผนการต่างๆ ของลิซีมา ผู้นำกล่าวคำอวยพร จากนั้นก็ขอให้กอชตาช่วยชุมชนคิดหาวิธี สร้างสะพานสองแห่งในจุดเข้าถึงยากที่สุดในเขตแดนของตน และกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า โครงการของลิซีมาต้องใช้คนท้องถิ่นเป็นผู้แกะรอยและผู้พิทักษ์สัตว์ป่าเพื่อเฝ้าดูแลช้าง “ช้างพวกนั้นไม่ใช่ช้างจริงๆ แต่เป็นมนุษย์” เรเจดอร์กาเก็ตเชอธิบายผ่านล่าม
เราหยุดพักใกล้เมืองลูเอนาและพบกับคูวาคาเน มูคุมบี ลีวัมบา ซึ่งรู้จักกันทั่วไปด้วยชื่อประกอบพิธีว่า มเวเน ชีวูเอกา ที่หก เจ้าผู้ครองเผ่าลูชาซี ในวัยเจ็ดสิบเศษ เขาปกครองดูแลเขตแดนซึ่งรวมถึงเรเจดอเรียอาณาเขตกว่า 1.8 ล้านไร่ เรียกว่า ชิมบินดี อันเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นอาศัยของช้างที่เรากำลังศึกษาอยู่
มเวเน ชีวูเอกา นั่งบนบัลลังก์ที่ปูหนังสิงโตทับพรมหนังเสือดาว ก่อนสาธยายว่า บรรพบุรุษของเขาเดินทางจากแถบตะวันออกของทะเลสาบเกรตเลกส์ในแอฟริกาที่อยู่กลางเกรตริฟต์แวลลีย์ มาลงหลักปักฐานในแองโกลาได้อย่างไร บรรพชนชาวลูชาซีของเขาคือคนกลุ่มแรกๆที่ข้ามแม่น้ำกาไซ ซึ่งเป็นแนวพรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือที่กั้นระหว่างแองโกลากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับเรเจดอร์กาเก็ตเช เขายืนยันว่าช้างคือบรรพบุรุษมนุษย์ และช้างจะแสดงตัวออกมาเมื่อพร้อมให้คนเห็น “ถ้าพวกมันเป็นแค่ช้างทั่วไป ผมก็อนุญาตพวกคุณได้ ส่งสารทางจิตวิญญาณไปแจ้งให้พวกมันรู้ และให้พวกคุณเข้าไป เจอพวกมัน แต่นี่ไม่ใช่แบบนั้น” เขาบอกกอชตา
แม้ทีมไม่อาจพึ่งการแทรกแซงทางจิตวิญญาณได้ แต่อย่างน้อยก็นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปผสมผสานได้หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ แจสเปอร์ ดูเอสต์ ช่างภาพชาวดัตช์และนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ติดตั้งกล้องดักถ่ายราวครึ่งโหลในพื้นที่ราวๆ 500,000 ไร่ที่ลูโฮกและพรานพื้นเมืองคนอื่นๆบอกว่าช้างมีความเคลื่อนไหวมากที่สุด หลังเข้าพบเรเจดอร์กาเก็ตเช เราก็มุ่งหน้าเข้าป่าเพื่อตรวจสอบกล้องดักถ่ายและดูว่าพวกช้างพร้อมเปิดเผยตัวเองหรือยัง
อ่านเพิ่มเติม : ภารกิจคืนธรรมชาติสู่สองพรมแดน
