Cultures Archives - National Geographic Thailand

เหตุใดหุ่นยนต์ยังไม่สามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

วิศวกรเครื่องกล Jesse Rochelle ต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า  Baxter ในหน่วยการผลิตแบบอัตโนมัติของโรงงาน Stenner Pumps ในเมือง Jacksonville มลรัฐฟลอริดา ภาพถ่ายโดย  RICK WILSON เป็นความจริงว่าในอนาคต หุ่นยนต์ จะเข้ามามีอิทธิพลในการทำงาน ดังนั้น อาจถึงเวลาที่เราต้องทบทวนทักษะ “ของมนุษย์” ที่จำเป็นต่อการทำงาน สังคมกำลังมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าสู่ยุคการนำเครื่องจักรมาใช้ทำงานแทนทรัพยากรมนุษย์ คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังกระโจนเข้าสู่ตลาดแรงงานต่างกังวลถึงการมาเยือนของเครื่องจักร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ถึงแม้ว่าเครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังค่อยๆ เข้ามาบทบาทในการทำงาน แต่มนุษย์กลับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ทุกวันนี้ มีนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบภาวะของการขาดแคลนแรงงาน เช่นในประเทศแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกา เป็นเพราะว่าเทคโนโลยีในขณะนี้ไม่สามารถแทนที่บรรดาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เพราะเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้นั้นทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนและบูรณาการในการทำงานเท่านั้น ดังนั้นในอนาคต การทำงานในระบบดิจิทัลจะราบรื่นไปได้ต้องผ่านการทำงานควบคู่ไปกับทักษะการรู้หนังสือและการคิดคำนวณของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ได้จากการศึกษาในรายงานที่ชื่อว่า Human Wanted (สิ่งที่ต้องการจากมนุษย์) ของศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจของ Royal Bank of Canada (RBC) ที่ได้ศึกษาตลาดแรงงานของประเทศแคนาดา อันเป็นรายงานที่ได้ศึกษาอาชีพกว่า 300 อาชีพ เพื่อหาคำตอบว่ามีทักษะใดที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งออกมาเป็นข้อสรุปดังนี้ ทักษะ 5 อันดับแรกที่จำเป็นต่องานในอนาคต 1. ทักษะการฟังอย่างกระตือรือร้น (Active […]

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ […]

เมื่อบรรดาคุณพ่อขอใช้สิทธิ์ “ลาคลอด”

ลูกๆของผมเชื่อมั่นในตัวผมพอๆกับที่เชื่อในภรรยาของผม” แอนเดรส  เบิร์กสตรอม เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ กล่าว ในภาพคือเวลาอาบนํ้าของแซม (ที่อยู่ในอ่าง) และอีเลียต ในสวีเดน สิทธิการขอ ลาคลอด นั้นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จึงมีคุณพ่อชาวสวีเดนจำนวนมากขอใช้สิทธิเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง และออกมาเป็นภาพถ่ายชุดนี้ เมื่อลูกชายของโจฮัน บาฟแมน ชื่อ วิกโก ลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อก็เริ่มโครงการถ่ายภาพที่เขารู้สึกผูกพันใกล้ชิด นั่นคือการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาคุณพ่อที่ใช้สิทธิ์ลางานตามนโยบาย ลาคลอด ที่บังคับใช้อย่างครอบคลุมในประเทศสวีเดนเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ การหยุดงานแบบได้ค่าตอบแทนระหว่าง ลาคลอด เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วโลก และถือเป็นนโยบายระดับชาติของ 34 จาก 35 ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ยกเว้นก็แต่เพียงสหรัฐฯ และราวสองในสามของประเทศสมาชิกให้เงินอุดหนุนสำหรับการลาเลี้ยงลูกเป็นเวลาสั้นๆ แก่ผู้ชาย การขยายสิทธิประโยชน์นี้นำมาใช้ครั้งแรกในสวีเดนเมื่อปี 1974 สวีเดนอนุญาตให้พ่อแม่แบ่งวันลางานสูงสุด 480 วัน เพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้ค่าตอบแทนและโบนัส  แม้จะมีสิ่งจูงใจเหล่านี้  แต่กลับมีคุณพ่อชาวสวีเดนเพียงร้อยละ 14 “ที่แบ่งวันลาเท่าๆ กับภรรยาเพื่อเลี้ยงดูลูก” บาฟแมนบอก เขาเป็นหนึ่งในคุณพ่อเหล่านั้นที่ใช้เวลาอยู่กับวิกโก ซึ่งคลอดในปี 2012 “ผมอยากใช้เวลาอยู่กับลูกที่บ้าน ผมอยากรู้ความต้องการของเขาครับ” และในปี 2016 […]

ศิลปวัตถุของอาสนวิหารนอเทรอดามที่ยังคงอยู่และมอดไหม้ไปแล้ว

อัคคีภัยแห่งอาสนวิหารนอเทรอดามนำพาความโศกเศร้ามายังมนุษยชาติ เนื่องจากศิลปวัตถุซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนยุคก่อนและวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันประเมินค่ามิได้ต้องสูญสลายไป แต่ยังมี สมบัติแห่งนอเทรอดาม หลายชิ้นที่รอดมาได้โดยผู้คนที่ยินดีฝ่ากองเพลิงเพื่อรักษาเอาไว้ การสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกซึ่งมีอายุมานานกว่า 850 ปีอย่างอาสนวิหารนอเทรอดาม นำพาความโศกเศร้ามาสู่คนทั่วไป เพราะอาสนวิหารแห่งนี้มิใช่แหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะและสมบัติหลายชิ้นที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งงานศิลปวัตถุโบราณ เครื่องดนตรี รูปปั้น งานไม้ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่เก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีประชาชนที่เห็นความสำคัญของวัตถุและ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่อยู่ภายในอาสนวิหารได้ทั้งพนักงานดับเพลิง บาทหลวง ตำรวจ และคนทั่วไปรวมตัวกันสร้างโซ่มนุษย์ และบางคนก็ยืนกรานเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อจะนำสมบัติและศิลปวัตถุเหล่านี้ออกมาให้จงได้ จนให้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากรอดจากอัคคีภัยครั้งนี้ แต่ก็มีวัตถุบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือข้อมูลของ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่ยังเหลือรอด ไม่ทราบสถานะ และถูกทำลายไปแล้ว สมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Crown of Thorns) เป็นหนึ่งในสมบัติทางศาสนาที่ตกทอดมาอย่างยาวนานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในอาสนวิหารนอเทรอดาม โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่เดิมนั้นอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม และได้ถูกมอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ผู้สร้าง Sainte-Chappelle ในกรุงปารีส และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญ Louis เป็นผู้เก็บรักษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส่งต่อมาที่นอเทรอดามในภายหลัง […]

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเสี่ยงต่อเหตุร้ายแบบเดียวกับ นอเทรอดาม

นักดับเพลิงดับไฟที่กำลังลุกไหม้ในวิหารนอเทรอดาม ในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2019 ภาพถ่ายโดย BENOIT TESSIER, REUTERS บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สถานที่ทางวัฒนธรรมหลายร้อยแห่งอันเป็นที่รักทั่วโลก ไม่เคยเตรียมรับมือกับเหตุเพลิงไหม้และอุบัติเหตุอย่างเดียวกับที่ นอเทรอดาม ประสบ ในขณะที่อาสนวิหารชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศสเกิดไฟไหม้ ผู้คนรอบโลกนิ่งตะลึงด้วยความสะเทือนขวัญต่อภาพเพลิงไหม้ครั้งหายนะ ขณะนี้ ทุกคนโล่งอกหลังรู้ว่าว่าบรรดานักดับเพลิงสามารถรักษาส่วนใหญ่ของ นอเทรอดาม เอาไว้ได้ไม่น้อย แต่เพลิงครั้งนี้ได้จุดประกายการถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนาน ถึงวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องแหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่มักขาดการป้องกันจากหายนะหลายประเภท “แหล่งมรดกโลกหลายแห่งไม่มีนโยบาย แผน หรือกระบวนการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ” เอกสารของ UNESCO กล่าว “สิ่งนี้ทำให้แหล่งทางมรดกหลายร้อยแห่งเผชิญกับความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก” ภัยพิบัติเหล่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่เพลิงไหม้และน้ำท่วม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้ง ได้ทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมหลายแห่งของโลกในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบราซิลถูกเพลิงไหม้จนวอดวาย และส่งผลให้วัตถุต่างๆ เช่นโบราณวัตถุด้านอิยิปต์วิทยา (Egyptology) ซึ่งถูกรวบรวมไว้ และบันทึกเสียงภาษาพื้นเมืองที่สาบสูญไปแล้ว กลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อปี 2016 กองกำลังรัฐอิสลามได้ทำลายประตู Mashki และ Adad ในโบราณสถานในบริเวณนิเนเวห์ (Nineveh) ในอิรัก และเมื่อปี 2015 […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]

รวมเรื่องราวเทศกาลกลับบ้านของชาวเอเชีย

ในพื้นที่ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติ Manila’s Ninoy Aquino เต็มไปผู้คนที่มารอรับญาติหรือคนที่รักเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การขาดแคลนโอกาสในการทำงานและค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ต่ำทำให้ชาวฟิลิปปินส์นับล้านคนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ โดยหลายคนตั้งเป้าหมายว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมเมื่อกลับมาบ้าน ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการ กลับบ้าน คือเวลาแห่งความสุข อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชีย แม้จะมีช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือได้การพบกับคนที่ผูกพันซึ่งห่างเหินกันไปนาน อาจไม่ได้มีแค่เราต้องเดินทาง กลับบ้าน ในช่วงเทศกาลหยุดยาว สำหรับประเทศไทย เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ ผู้ที่จากถิ่นฐานมาทำงานหรือเข้ามาศึกษาตามต่างจังหวัดจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว คนรัก หรือมิตรสหายที่ผูกพัน ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของการแห่กัน “ กลับบ้าน ” ที่ตามมาด้วยภาพการจราจรแน่นขนัดตามเส้นทางถนนหลวงสายหลัก ความหนาแน่นผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการกลับภูมิลำเนาในสถานีขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ รวมไปถึงภาวะที่ต้องเบียดเสียดกันในยานพาหนะหนึ่งคันเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเพียงใด เมื่อได้ไปยังจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพัน ได้พบเจอคนที่อยากพบและได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันจนความคิดถึงที่สะสมมาตลอดทั้งปีได้บรรเทาลงไป ก็ทำให้ปรากฏการณ์การกลับบ้านในช่วงหยุดยาวนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งคนชาติต่างๆ ในเอเชียนั้นมีร่วมกัน นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ เทศกาลกลับบ้าน ของบรรดาประเทศในเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ – เทศกาลคริสต์มาส ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสต์ ดังนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเวลาที่พวกเขาได้กลับบ้านเกิด พร้อมกับฉลองปีใหม่ในคราวเดียวกัน ในโอกาสนี้ ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปเป็นแรงงานอพยพในต่างประเทศซึ่งมีอยู่จำนวนมากก็ถือโอกาสนี้กลับบ้านมารวมตัวกันกับครอบครัวและมิตรสหาย กิจกรรมรวมญาติที่ชาวฟิลิปปินส์นิยมทำกันคือการทานมื้อเย็น Noche Buena […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

ฟุตบอล กับการจุดประกายความหวังใหม่ของเหล่าผู้ลี้ภัย

ฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้ต่อประกายไฟความหวังของเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารี (Za'atair) ขึ้นมา 

Hybrid Job ทักษะงานในวันนี้และอนาคต

งานแบบผสมผสาน (Hybrid Job) คืองานที่มีการหลอมรวมกันระหว่างเทคโนโลยีและทักษะยุคใหม่ ขอบคุณภาพจาก https://pxhere.com/en/photo/1452897 การเข้ามาของเทคโนโลยีเปลี่ยนลักษณะของงานที่เคยเป็นมาในอดีต จากที่เราเคยเชี่ยวชาญในทักษะงานเพียงด้านเดียว ในขณะนี้ผู้ประกอบการต้องการให้พนักงานยุคใหม่มีทักษะหลากหลายในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากเรามองไปยังตลาดแรงงานในยุคนี้ คุณอาจพบว่าหลายบริษัทพยายามกำหนดคุณสมบัติพนักงานในตำแหน่งเดียวที่มีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะทางวิชาชีพที่อิงกับสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษามาเพียงอย่างเดียว อาชีพนักการตลาดในสมัยนี้อาจต้องมีทักษะการวิเคราะห์ทางสถิติ วิศวกรซอฟต์แวร์หรือพนักงานไอที จากที่คุ้นเคยกับโครงสร้างระบบแล้ว ยังต้องมีทักษะในเชิงออกแบบ การสร้างภาพและแผนผัง (Visualization) และทักษะของการทำงานเป็นทีมด้วยเช่นกัน เราอาจกล่าวได้ว่านี่คือกระแสของการทำงานทั้งในยุคสมัยนี้และต่อไปในอนาคต กระแสการทำงานนี้เราเรียกว่า งานแบบผสมผสาน (Hybrid Job) ซึ่งมีความหมายว่างานที่มีการหลอมรวมกันระหว่างเทคโนโลยีและทักษะยุคใหม่ งานแบบผสมผสานเกิดขึ้นในช่วงที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้เกิดความคาดหวังความสามารถและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน โดยกระแสของงานแบบผสมผสานในโลกตะวันตกนั้นมีมานานแล้ว และปัจจุบันมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่างานที่มีลักษณะแบบผสมผสานมีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ในอีก 10 ปีข้างหน้า ตัวอย่างของงานแบบผสมผสาน เช่น นักพัฒนาแอปพลิเคชันในมือถือ โดยงานนี้ไม่เคยมีมาก่อนจนกระทั่งสมาร์ตโฟนเปิดตัวในช่วงทศวรรษที่แล้ว แน่นอนว่างานนี้ต้องอาศัยทักษะการเขียนโปรแกรมและการพัฒนาซอฟต์แวร์ การออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User interface design) การสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจ และการทำการตลาดด้วยเช่นกัน บริษัทซอฟต์แวร์ Burning Glass ของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในปี 2010 ตลาดแรงงานมีตำแหน่งงานประมาณ 150 […]

กองขยะอายุ 1,500 ปี เผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับการล่มสลายของเมือง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมืองเอลูซา อันเป็นศูนย์กลางการค้าไวน์อันโด่งดังยุคโรมันล่มสลายลงเนื่องจากอิทธิพลของอิสลาม แต่กองขยะจำนวนมหาศาลที่พบกลับเผยเหตุผลที่แตกต่างออกไป

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน โรคซึมเศร้าถือเป็นอาการทางจิตเวชอย่างหนึ่งที่มีผู้ป่วยมากมาย ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวมาก่อน หรือบางกรณีผู้ป่วยก็มีอาการสับสนกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้าภายในจิตใจ ทำให้ผู้ที่มีอาการไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีมีอยู่จำนวนมาก สาเหตุส่วนมากเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทางร่างกายและจิตใจต่างๆ เช่นอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรม โดยโรคนี้จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยจะขาดแรงกระตุ้นและกำลังใจในการใช้ชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม “โรค” ที่ตามหลักถือเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ก็สามารถรักษาให้หายได้ผ่านการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด “ไขศรี วิสุทธิพิเนตร” เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็น โรคซึมเศร้า มานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย “การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม "ไขศรี วิสุทธิพิเนตร" เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ "เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง" หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย "การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม โพสต์โดย National Geographic Thailand เมื่อ วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม […]

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]

ชาวสเปนหลงใหลการเต้นระบำเป็นชีวิตจิตใจ

ระบำฟลาเมงโก จังหวะการเต้นอันพริ้วไหวควบคู่กับดนตรีพื้นเมือง คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ ประเทศสเปน หากนึกถึง ประเทศสเปน คุณอาจนึกถึงภาพของวัวกระทิงพันธุ์ดุและมาธาดอร์ถือผ้าสีแดง ประเทศสเปนยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายกระจายอยู่ทั่วเมือง หรือคุณอาจนึกถึงหญิงสาวเต้นระบำโชว์ลีลาสะบัดกระโปรงอันพริ้วไหว การก้าวเท้าเข้าจังหวะ และสวมใส่กระโปรงบานสีดำแดงพองเป็นชั้นๆ มีดอกไม้ขนาดใหญ่สีแดงประดับบนศีรษะ สิ่งนี้คือระบำสเปน ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง เพราะชาวสเปนชื่นชอบการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ ระบำฟลาเมงโก (Flamenco) มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปด การเต้นที่แสนโดดเด่นและมีชื่อเสียงของ ประเทศสเปน แต่เดิมได้รับอิทธิพลมาจากชาวยิปซี  นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านวัฒนธรรมอีกด้วย ระบำฟลาเมงโก ไม่ใช่เพียงการเต้นเท่านั้น แต่ยังผสมผสานระหว่างการร้องเพลง การเล่นกีตาร์ เต้นรำ การจับนิ้วมือและการปรบมือไปพร้อมกับจังหวะ ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจและสนุกสนาน รวมไปถึงเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านสวยงามของเหล่านักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลาเมงโกที่ชวนหลงใหล ชาวสเปนที่หลงใหลในเสียงเพลงและการเต้นระบำ ประเทศสเปน มีชื่อเสียงเรื่องการเฉลิมฉลอง งานรื่นเริง และความสนุกสนานของผู้คน ชาวสเปนมีอุปนิสัยชื่นชอบการเข้าสังคมและการสังสรรค์เป็นอย่างมาก มักจะรวมตัวกับเพื่อนและครอบครัว โดยการออกไปนั่งในบาร์ที่มีอาหารเช้าอย่าง ‘ทาปาส’ และเพลิดเพลินไปกับการดื่ม ‘กันโญส’ สิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจ คือวัยรุ่นชาวสเปน ที่ต่างชื่นชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าพวกเขาสามารถเข้าออกแหล่งท่องราตรีเป็นสิบๆ แห่งภายในคืนเดียว เพราะเหตุนี้จึงส่งผลทำให้ชาวสเปนมีนิสัยชอบพูดจาเสียงดังฟังชัด ชาวสเปนไม่เพียงแค่หลงใหลในการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเล่นดนตรีพื้นเมืองเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ พวกเขาจะรวมตัวกันในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ และบรรเลงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเปิดหมวกตามท้องถนน ซึ่งชิ้นงานดนตรีอันโดดเด่นของสเปน มีตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกตะวันตกและดนตรีคลาสสิกอันดาลูเซีย […]

13 ภาพน่าทึ่งทางโบราณคดี

การค้นพบทาง โบราณคดี ได้รับความสนใจจากมนุษย์ในทุกยุคสมัย ซึ่งเห็นได้จากชุดภาพถ่ายที่น่าทึ่งเหล่านี้ ***แปลและเรียบเรียงโดย ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม : นักโบราณคดีตกตะลึงหลังค้นพบถ้ำสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวมายาที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน

หายนะแห่งสงครามซีเรีย

วันที่ 15 มีนาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของ สงครามซีเรีย แม้ว่าความรุนแรงในสงครามจะลดน้อยลง ทว่าผู้ลี้ภัยก็ยังมีจำนวนมหาศาล

สิ่งที่ควรรู้หากอยากจบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์

เดวิด กู๊ดดอล นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามความปรารถนา และเรื่องราวของเขาจะกระตุ้นให้ผู้คนตลอดจนรัฐหันมาให้ความสำคัญต่อสิทธิการตายที่ทุกคนพึงมี

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.