Environment Archives - National Geographic Thailand

สร้างถุงขยะภาพลักษณ์ใหม่ ให้การจัดการขยะกลายเป็นเรื่องสนุก

จากข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างปีพ.ศ.2552-2561 คนไทยทุกคนสร้างขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อกล่าวถึงปริมาณขยะที่เกิดจากพื้นที่ชุมชน ตามรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ในปี พ.ศ 2561 กลับพบว่ามีการกำจัดขยะที่ถูกต้องเพียงร้อยละ 39 และมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ร้อยละ 35 แต่มีการกำจัดที่ไม่ถูกวิธีถึงร้อยละ 26 คิดเป็นปริมาณกว่า 7.32 ล้านตัน ซึ่งบรรดาขยะเหล่านี้มีทั้งขยะอินทรีย์หรือขยะเศษอาหารมากที่สุด ที่ร้อยละ 64 ตามมาด้วยขยะรีไซเคิล ร้อยละ 30 ที่เหลือคือขยะอื่นๆ และขยะอันตราย ปัญหาการกำจัดขยะเหล่านี้มีปัญหาที่สำคัญคือไม่ได้มีการคัดแยกที่ถูกต้องจากต้นทาง โดยเฉพาะพลาสติกปนเปื้อน ทำให้ต้องใช้วิธีถมกลางแจ้ง ฝังกลบ หรือการเผา ซึ่งเป็นการก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงที่โลกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศและอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันเริ่มมีการรณรงค์การแยกขยะที่ถูกต้องในฐานะหนทางแก้ปัญหาที่เป็นกระบวนการพื้นฐานที่สุด แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแยกขยะยังถือเป็น “เรื่องที่ยังไม่คุ้นชิน” ในสังคม และวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นยังไม่แพร่หลาย หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่าการจัดการขยะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชื่นชอบ แต่ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิต เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขยะอย่างหลีกไม่ได้ แล้วเราจะมีส่วนช่วยให้ปัญหาขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกให้ดีขึ้นได้อย่างไร นำเสนอถุงขยะในภาพลักษณ์ใหม่ จากการที่บริษัท เอสดีเจ อินเตอร์ จำกัด ได้ดำเนินกิจการด้านพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ ให้กับผลิตภัณฑ์สินค้า ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี […]

ภาพถ่ายเล่าวิกฤต Climate Change รอบโลก และความหวังถึงวันที่ดีกว่า

ถึงแม้ว่าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 หรือ COP26 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบนโลกใบนี้ยังคงดำเนินต่อไปทุกวินาที พร้อมกันกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แสดงให้เห็นว่า วิกฤตการณ์อันยิ่งใหญ่ถูกคลี่คลายลงได้ด้วยนโยบายและความร่วมแรงร่วมใจ บางครั้ง ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวก็สามารถจุดประกายความหวังเหล่านั้นได้ บางครั้ง ภาพถ่ายอาจเป็นสื่อกลางบอกเล่าให้เห็นภาพความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น และที่สำคัญ ภาพถ่ายยังจุดประกายแนวคิดที่ว่า เราจะมีส่วนร่วมลงมือทำอะไรได้บ้าง หรือจะว่าง่าย ๆ ก็คือ ภาพถ่ายสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และในขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับความจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็ไม่มีเรื่องไหนใหญ่เท่านี้อีกแล้ว บางภาพ ราวกับฉุดกระชากใจตั้งแต่แรกเห็น อย่างภาพแนวปะการังที่กำลังตายบน Great Barrier Reef วางคู่กันกับภาพเก่าที่เคยบอกเล่าว่าปะการังเคยมีชีวิตชีวามากมายเพียงใด บางภาพ สร้างแรงบันดาลใจในการแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้จริง และพวกเราก็เฉลียวฉลาดและทักษะมากพอที่จะสร้างความแตกต่างได้อย่างเห็นได้ชัด แต่ท่ามกลางความผิดปกติแหล่านี้ยังมีความหวัง ธรรมชาติคือความยืดหยุ่น และมอบโอกาสแห่งความเปลี่ยนแปลงให้สามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้เสมอ หากเพียงเรามีความกล้าที่จะทำให้มันเกิดขึ้น   สถูปกรวยน้ำแข็งขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่เหนือชายคนหนึ่งในดินแดนทางตอนเหนือของลาดักห์ เมื่อหิมะและธารน้ำแข็งลดน้อยลง เจดีย์จะถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำในรูปแบบน้ำแข็ง โครงสร้างซึ่งชนะการประกวดสถูปน้ำแข็งขนาด 110 ฟุต (33.5 เมตร) นี้ ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน Shara Phuktsey มีหน้าที่เก็บกักน้ำเกือบสองล้านแกลลอนซึ่งจะช่วยทดน้ำสำหรับทุ่งนาในสี่หมู่บ้าน   ในเคอเรลยา […]

ชีวิตกลางดงไฟและแก๊สพิษ ของคนงานเหมือง กำมะถัน คาวาอีเจียน

นับจากอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ล้อเพื่อช่วยในการขนส่ง ทว่าในคาวาอีเจียน คนงานเหมือง กำมะถัน ยังคงพึ่งพาสองบ่าของตนเอง… อากาศเช้านี้สดใสพอสมควร เหมาะแก่การไปเยือนคาวาอีเจียน (Kawah Ijen) ณ เวลานี้ เรามองเห็นปล่องภูเขาไฟได้อย่างแจ่มชัด มวลควันอวลกลิ่น กำมะถัน ที่ปกคลุมหาได้บดบังความงามของทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือน อันที่จริงทะเลสาบสีฟ้าสดเหนือปากปล่องบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ไกลออกไป แคลดีรา (caldera) หรือแอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา แอ่งภูเขาไฟและทะเลสาบที่งดงามจนทำให้ใครหลายคนแทบลืมหายใจนี้ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งใหญ่ในสมัยไพลสโตซีน ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอีเจียนอันเก่าแก่และสูงเสียดฟ้าด้วยความสูงกว่า 3,500 เมตร ทุกวันนี้ภูเขาไฟเก่าแก่ลูกนี้ก็ยังมีพลังอยู่ ทำให้คาวาอีเจียนเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีฤทธิ์เป็นกรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาวาอีเจียนตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเกาะชวาอินโดนีเซีย ประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภูเขาไฟมีพลังมากกว่า 100 ลูกกระจายอยู่ตามเกาะสำคัญต่าง ๆ นักเดินทางสามารถมาเยือนคาวาอีเจียนได้จากเมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) หรือบันยูวังกี (Banyuwangi) ในชวาตะวันออก แต่ส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางจากทางบอนโดโวโซ เพราะถนนหนทางสะดวกกว่า และยังเห็นทัศนียภาพของแอ่งภูเขาไฟได้ตลอดทางจนถึงเบสแคมป์ อีเจียน (Ijen) ตามรูปศัพท์มีความหมายว่า สงบวิเวกกระนั้น ภูเขาไฟลูกนี้หาได้อยู่เพียงลำพังหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะ ณ ปากปล่องภูเขาไฟยังมีผู้คนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง พวกเขาคือคนงานเหมืองกำมะถันผู้เริ่มต้นชีวิตที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง รถบรรทุกคันแรกมาถึงเบสแคมป์พร้อมคนงานเหมืองหลายสิบคนจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขากระโดดลงจากรถอย่างกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณว่าพร้อมเริ่มงาน แต่ละคนเร่งรุดไปยังเพิงพักเพื่อหยิบตะกร้า ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าสู่ปล่องภูเขาไฟ คนงานบางคนคุยกันไปพลาง […]

วิกฤตต้นสนคริสต์มาสเกาหลี ผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศบนเกาะเจจู

บนฮันลา ภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้มีป่าต้นสนขนาดเล็กกระจุกตัวอยู่ จนมีชื่อเล่นว่า “ป่าต้นคริสต์มาส” แม้จะมองเผิน ๆ เหมือนกับต้นสนคลาสสิกแบบที่ทั่วโลกคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วนี่คือต้นสน Abies koreana สายพันธุ์เฉพาะที่เติบโตบนเกาะเจจูเท่านั้น ความพิเศษของต้นสนพันธุ์นี้ อยู่ที่ขนาดเล็กเพียง 30-60 ฟุต เมื่อเทียบกับต้นสนสายพันธุ์อื่น ๆ ที่อาจสูงถึง 300 ฟุต ใช้เวลาเกือบ 30 ปีกว่าจะเติบโตเต็มที่ และยังผลิตโคนต้นสนซึ่งเป็นรวงบรรจุเมล็ดตั้งแต่ยังมีความสูงเพียง 3 ฟุตเท่านั้น ปรากฏการณ์ของต้นสนคริสต์มาสในเกาหลีพึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับจำนวนประชากร 30% ของประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ และกลายมาเป็นวันหยุดประจำชาติหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน บวกกับข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้คนต้องอยู่แต่บ้าน นั่นทำให้ผู้คนกระตือรือร้นในการมองหาต้นไม้สำหรับการตกแต่งบ้านมากขึ้น เช่นเดียวกันกับต้นสนคริสต์มาสที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาสำหรับการอยู่อาศัยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความต้องการต้นคริสต์มาสที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้ป่าต้นคริสต์มาสลดจำนวนลง หากแต่สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นต่างหากที่ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของต้นสนสูญหายไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยเป็นทิวทัศน์เขียวขจีที่ปกคลุมไปด้วยหิมะบนความสูงเกือบ 6,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ในตอนนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนป่าแห่งนี้ได้พบกับความสูญเสียของป่าอย่างเห็นได้ชัด – ต้นไม้หลายร้อยต้นล้มลงแบบถอนรากถอนโคน เปลือกลำต้นที่ลอกออกเป็นแผ่น และกิ่งก้านเหี่ยวแห้งที่แผ่นออกไปยังท้องฟ้า “กลายเป็นว่าผู้คนหยุดถ่ายเซลฟี่กันตรงนี้ เพราะต้นไม้ดูแปลกมาก” โดยที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นต้นไม้ชนิดใด หรือทำไมมันถึงตาย คิม […]

ก๊าซธรรมชาติ พระเอกหรือวายร้าย

ก๊าซธรรมชาติ ทำให้บ้านเรือนอบอุ่น แต่หากปล่อยให้รั่วไหล จากบ่อขุดเจาะ หรือทวีปอาร์กติก ที่กำลังละลาย โลกทั้งใบคงร้อนขึ้น แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลอดผ่านดงสนสปรูซที่มีหิมะปกคลุมตามริมฝั่งทะเลสาบโกลด์สตรีมนอกเมืองแฟร์แบงส์ รัฐอะแลสกา เหนือท้องทะเลสาบ  แคทีย์  วอลเตอร์  แอนโทนี  นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะแลสกาแฟร์แบงส์  เพ่งมองแผ่นนํ้าแข็งสีดำคลํ้าใต้เท้าของเธอ  และพรายฟองสีขาวที่ถูกกักอยู่ข้างในซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นแผ่ออกไปทุกทิศทาง  วอลเตอร์  แอนโทนีคว้าเหล็กเจาะนํ้าแข็งหนักอึ้ง  ขณะที่นักศึกษาปริญญาโทอีกคนจุดไม้ขีดรอไว้เหนือฟองอากาศขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง  วอลเตอร์  แอนโทนีกระแทกเหล็กเจาะนํ้าแข็งลงไป ก๊าซที่พุ่งออกมาติดไฟพึ่บจนเธอผงะถอยหลัง “งานของฉันต้องบอกว่าเป็นเผือกร้อนดีๆ นี่เอง ก็เล่นกับไฟตลอดเวลานี่คะ” วอลเตอร์  แอนโทนีบอกทั้งรอยยิ้ม เปลวไฟยืนยันว่าพรายฟองเหล่านั้นคือมีเทน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซธรรมชาติ  วอลเตอร์  แอนโทนี ใช้การนับและวัดเพื่อคะเนปริมาณก๊าซมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากทะเลสาบนับล้านแห่งที่ตอนนี้กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของภูมิภาคอาร์กติก  ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทวีปอาร์กติกอบอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่ส่วนอื่นของโลกอย่างมาก และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ละลาย ทะเลสาบเดิมก็ขยายตัว  ขณะที่ทะเลสาบใหม่ๆก่อตัวขึ้น ฟองมีเทนผุดจากพื้นเลนก้นทะเลสาบในลักษณะที่ยากจะ ระบุปริมาณได้  ต้องรอให้นํ้าในทะเลสาบเริ่มจับตัวแข็งในฤดูใบไม้ร่วง  จึงพอจะเห็นภาพคร่าวๆของการปล่อยมีเทนจากทะเลสาบแต่ละแห่งได้ วอลเตอร์  แอนโทนีเดินบนนํ้าแข็งเหล่านั้น ไม่ว่าจะ เป็นในอะแลสกา  กรีนแลนด์  หรือไซบีเรีย  เธอเล่าว่า ทะเลสาบบางแห่งมี “จุดร้อน” ที่ฟองมีเทนหนาแน่นจนนํ้าไม่สามารถจับตัวแข็งได้  ทำให้เกิดเป็นโพรงเปิดขนาดใหญ่ “แต่ละวันโพรงเล็กๆ โพรงหนึ่งอาจปล่อยมีเทนมากถึง […]

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ : ผมเชื่อว่าทุกคนรักธรรมชาติ เพียงแค่เราอาจจะหลงลืมไป

เปิดมุมมองของ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวด้านนิเวศทางทะเล ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมในวงกว้าง และได้รับรางวัล Thailand Sustainability Shaper Award 2021 เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ชื่อของ “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเลและรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปรากฎขึ้นในฐานะนักเขียน อาจารย์ และนักสื่อสาร ที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิดในการอนุรักษ์ท้องทะเลจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากเด็กชายที่สนุกสนานกับการตามติดบิดา ซึ่งทำงานด้านการเกษตร ป่าไม้ ทรัพยากร และได้ค้นพบความชื่นชอบในท้องทะเลจนอุทิศชีวิตทางด้านการศึกษาและการทำงานให้กับท้องทะเลมาตลอดชีวิต เขาได้ใช้พื้นที่ในช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเองบอกเล่าเรื่องราวของสภาพทางทะเล ทั้งในแง่มุมที่สวยงาม หรือถ้าหากมีสถานการณ์เกี่ยวกับทะเลไทยที่ย่ำแย่ เขาก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อให้สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นถึงปัญหาทางทะเลที่จำต้องได้รับการแก้ไข จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การที่สังคมไทยได้หันมาตระหนักถึงคุณค่าของท้องทะเลในวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานด้านอนุรักษ์มาอย่างยาวนานของเขา ในโอกาสที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลแห่งความยั่งยืน Thailand Sustainability Shaper Award 2021 รางวัลที่จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลที่ได้ลงมือทำงานก้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และในด้านสังคม มอบรางวัลให้กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เราจึงได้พูดคุยเพื่อเปิดมุมมองของการเป็นนักอนุรักษ์ทางทะเลของเขาในหลากหลายแง่มุม รวมไปถึงข้อความที่อยากสื่อสารให้คนทั้งโลกสามารถเป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเอง เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และของโลก จุดเริ่มต้นของการหลงใหลในทะเลของเด็กชายธรณ์ ถามว่าเด็กไทยผูกพันกับทะเลมากมายแค่ไหนนี่ ผมว่าค่อนประเทศนะครับ เพราะครั้งแรกที่ไปทะเลทุกคนก็ประทับใจทั้งนั้น […]

เฝ้าจับตาการละลายบนเทือกเขาแอนดีส

สูงขึ้นไปบนเทือกเขาแอนดีส ทีมสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ซึ่งอาจช่วยให้พื้นที่ตอนกลางของชิลีรับมือกับภัยแล้งและภาวะโลกร้อนที่คุกคามแหล่งน้ำในภูมิภาคได้ ที่ความสูงกว่า 5,800 เมตรเหนือระดับทะเลเล็กน้อย บนภูเขาตูปุนกาโตในประเทศชิลี เบเกอร์ เพร์รี และนักปีนเขาร่วมทีมถูกพายุหิมะที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าพัดกระหน่ำในช่วงรุ่งสาง ตรึงพวกเขาไว้ในเต็นท์ด้วยกระแสลมทารุณและหิมะหมุนวน เพร์รี นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแอปพาเลเชียนสเตตในนอร์ทแคโรไลนา จำได้ว่า เขาเผชิญเหตุการณ์นั้นด้วยมุมมองเชิงปรัชญา “ปรากฏการณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของความงามแห่งขุนเขา แต่ก็ท้าทายมากในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่มีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศตั้งอยู่มากนักในพื้นที่แบบนี้ครับ” เพร์รีบอก เพร์รีเป็นผู้นำร่วมของทีมนานาชาติ ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เดินและปีนเขาฝ่าหิมะหนาเป็นเวลา 15 วัน เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ณ ตำแหน่งเกือบถึงยอดเขาตูปุนกาโต ซึ่งเป็นภูเขาไฟสงบทางตอนใต้ของเทือกเขาแอนดีส สถานีตรวจวัดสภาพอากาศซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดที่ประเทศชิลีบรรจบกับอาร์เจนตินา เป็นสถานีที่อยู่สูงที่สุดในซีกโลกใต้และซีกโลกตะวันตก และจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า สภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด การสำรวจครั้งนี้จัดขึ้นโดยสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และได้รับการสนับสนุนจากโครงการริเริ่มเพื่อโลกที่ยั่งยืนของโรเล็กซ์ (Rolex’s Perpetual Planet Initiative) โดยอาศัยข้อมูลอุณหภูมิ ความเร็วลม และความลึกของหิมะที่สถานีนี้จะรวบรวมได้ นักวิทยาศาสตร์หวังว่า จะสามารถเข้าใจได้ดีขึ้นว่า พื้นที่ตอนกลางของชิลีและซานเตียโกซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ จะรับมืออย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภูมิภาคนี้เผชิญกับภัยแล้งบ่อยขึ้น เช่น ภัยแล้งครั้งประวัติการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ และทำให้ “หอเก็บน้ำ” บนภูเขา หรือธารน้ำแข็งและทุ่งหิมะที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ […]

น้ำท่วม 2554 บทเรียน วิกฤต และทางออก

พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เหตุการณ์ น้ำท่วม 2554 อุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยังไม่คลี่คลาย หลายฝ่ายประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่นั่นอาจเทียบไม่ได้กับความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์สามัญที่เพียรหากินมาทั้งชีวิต มหาวารีปรี่ล้นท้นมาถึงใจกลางมหานครบันดาลให้เกิดภาพประวัติศาสตร์ที่ตากล้องทุกคนไม่ลังเลที่จะลุยน้ำเสี่ยงชีวิตจากไฟดูดและจระเข้หลุด เพื่อตามเก็บภาพเป็นเกียรติประวัติ นั่นคือภาพชาวกรุงหวาดผวาอพยพหนีน้ำอย่างตื่นตระหนก บ้างตะลีตะลานปกป้องบ้านช่อง โดยฝากความหวังไว้กับกระสอบทราย คันดินและเครื่องสูบน้ำ แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักจะชี้ว่าอุทกภัยครานี้ร้ายแรงกว่าครั้งไหน ๆ ทว่าใครหลายคนกลับเฝ้ารอ “น้องน้ำ” อย่างใจจดใจจ่อ พลางปลอบใจตัวเองลึกๆ ว่า จะได้หายเครียดกันเสียที หากมองข้ามวิวาทะทางการเมืองและสารพัดข่าวสับสนจากหลายกระแส เราจะพบว่าปฐมเหตุของวิกฤติคือฤดูมรสุมตามธรรมชาติของภูมิภาคแถบนี้ พระพิรุณกระหน่ำบันดาลน้ำปริมาณมหาศาลมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนก่อให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ และเติมน้ำให้เขื่อนใหญ่ต่างๆ จนมีระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยธรรมชาติของฤดูกาล ฤดูฝนในภาคกลางและเหนือจะเริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม เมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลาง ตะวันออก เหนือ และอีสาน ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ในช่วงเดียวกันนี้มักจะเกิดพายุหมุนเขตร้อนในทะเลจีนใต้ และเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก ก่อนมุ่งหน้าขึ้นฝั่งเวียดนาม แล้วพัดเข้าสู่ลาวและไทย แต่ถึงพายุเหล่านี้จะอ่อนแรงลงเป็นเพียงดีเปรสชันหรือความกดอากาศต่ำ ก็ยังนำพาฝนปริมาณมหาศาลมาสู่ผืนแผ่นดินใหญ่อยู่ดี ละครพายุเปิดฉากโหมโรงราวเดือนมิถุนายน เมื่อไต้ฝุ่น “ไหหม่า” ในทะเลจีนใต้หมุนคว้างขึ้นฝั่งอินโดจีนแม้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ (กำลังแรง) ถึงกระนั้น น้ำตาคนเมืองน่าน พะเยา ตาก สุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียงก็ร่วงพรูจากอุทกภัยระลอกแรกของปี ตัวละครต่อมาคือไต้ฝุ่น “นกเตน” ที่ก่อตัวราวปลายเดือนกรกฎาคม […]

การผลิตอาหารจากสัตว์มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

ความท้าทายสำหรับประชากรโลก เมื่อผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การผลิตอาหารจากปศุสัตว์ และประมง กำลังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การผลิตอาหารจากสัตว์ รายงานการประเมินประจำปีของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้สร้างกระแสกการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวงกว้าง โดย IPCC เชื่อว่า หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหัพภาคให้ทันท่วงที การจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส หรือแม้แต่ 2 องศาเซลเซียส จะเป็นไปไม่ได้เลย การผลิตอาหารจากสัตว์ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของสภาพภูมิอากาศไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายพันปี และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไข่ได้ ผานเหมา ไจ่ ประธานร่วมของคณะกรรมการ IPCC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคบนโลกแล้วในหลายๆ ด้าน และการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเกิดบ่อยขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น” เนื้อหาบางส่วนในรายงานชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และฤดูหนาวสั้นลง ฝนตกอย่างหนักและเกิดอุทกภัย ในขณะที่หลายๆ ภูมิภาคจะประสบภัยแล้งรุนแรง ในรายงานได้เตือนถึงระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิของนำทะเลจะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร การกลายเป็นกรดของน้ำทะเล และระดับออกซิเจนที่ลดลง “การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจนำไปสู่หายนะซึ่งคาดว่าเกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เช่น น้ำท่วมในเยอรมนีและเบลเยียมที่คร่าชีวิตผู้คนไป 209 คน และในจีนอีก 33 คน ภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน […]

ไทยพร้อมรับมือ ภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้ว ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกแล้วหรือไม่

โคฟี อันนัน ตั้งคำถามเมื่อครั้งเป็นประธานคณะทำงานโกลบอลฮิวแมนิแทเรียนฟอรัมและตีพิมพ์รายงาน Climate Change – The Anatomy of A Silent Crisis ว่า “ชาวประมงจะไปอยู่ไหนเมื่ออุณหภูมิของท้องทะเลอุ่นขึ้นจนปะการังและปลาหมดไป ชาวนารายย่อยจะทำอย่างไรไรกับปศุสัตว์และพืชผลเมื่อน้ำแห้งเหือด ครอบครัวทั้งหลายจะเหลืออะไร เมื่อผืนดินที่เคยอุดมและแหล่งนํ้าจืดปนเปื้อนเกลือจากนํ้าทะเลหนุน” คำถามเหล่านี้อาจไม่มีใครอยากตอบจริงจัง เพราะร้อยละ 99 ของผู้เสียชีวิตจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ทั้งยากจนและห่างไกล กล่าวได้ว่าเป็น “กายวิภาคของวิกฤติอันเงียบงัน” นับตั้งแต่ปี 2558 จิตรภณ ไข่คำออกเดินทางบันทึกภาพภัยแล้งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ภูผาม่าน และที่อื่น ๆ ในภาคอีสาน ในช่วงเวลานั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนว่า อุณหภูมิอาจสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ทำสถิติสูงสุดในรอบ 55 ปี ปีนั้นสำนักงานบริหารมหาสมทุรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) ก็บันทึกความผิดปกติของสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งร้อนสุด ร้อนเกือบสุด แห้งแล้งที่สุด รวมทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนักผิดปกติด้วยเช่นกัน แต่การประกาศว่าปี 2558 เป็นปีที่ร้อนที่สุดทั่วโลกนั้นไม่ยืดยาว เพราะทั้งโนอาและนาซาเพิ่งประกาศเมื่อเดือนมกราคม 2560 ว่า ปี […]

ความเหลื่อมล้ำใน ร่มเงา ของชุมชนในสหรัฐฯ

ในเมืองแดดแรงอย่างลอสแอนเจลิส ย่านรายได้ต่ำที่ขาดแคลน ร่มเงา ไม้ ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากเสี่ยงต่อความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ นี่คือผลพวงของ การวางผังเมือง และนโยบายเหยียดเชื้อชาติที่มีมายาวนาน มิเกล วาร์กัส จำได้ชัดเจนถึงครั้งแรกที่เขารู้ซึ้งในพลังของ ร่มเงา ไม้ ตอนนั้นเขาอยู่ประถมปลาย วิ่งไปมากลางสนามฟุตบอลที่มีหญ้าขึ้นรกของฮันทิงตันพาร์ก เมืองเล็กๆที่มีรางรถไฟและสายไฟแรงสูงวางตัดไปมาทางใต้ของย่านกลางเมืองลอสแอนเจลิส เขาวิ่งมากจนตัวร้อนจัดใต้แสงอาทิตย์แผดจ้า เขารู้สึกตาพร่า หัวใจเต้นแรง และทั้งๆที่งุนงง วาร์กัสเดินโซซัดโซเซไปยังต้นสนแดงที่สูงตระหง่านใกล้ มุมตะวันตกเฉียงใต้ของสนาม ซึ่งเป็นไม้ใหญ่ที่สุดเกือบจะต้นเดียวที่มองเห็น ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ความวิงเวียนของวาร์กัสทุเลาลง อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เขาฟื้นคืนสติ มีเรี่ยวแรงขึ้นมาด้วยเงาอันร่มรื่นชื่นเย็นตรงนั้น วาร์กัสมารู้หลังจากทำงานปลูกต้นไม้ว่า ร่มเงาไม้ธรรมดาๆนั้นมีอยู่ดาษดื่นในพื้นที่อื่นๆของลอสแอนเจลิส โดยเฉพาะย่านผู้มีอันจะกินซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว แต่ในย่านที่มีคนผิวดำและผิวสีน้ำตาลอยู่กันเป็นหลักอย่าง ฮันทิงตันพาร์ก ซึ่งประชากรร้อยละ 97 มีเชื้อสายฮิสแปนิก ร่มเงาไม้หดหายเข้าขั้นหายาก ลอสแอนเจลิสไม่ใช่ฟีนิกซ์หรือแดลลัส อากาศที่นี่ไม่ร้อนไม่หนาว แต่ก็มีช่วงที่อากาศร้อนจนเป็นอันตรายด้วย และที่ไม่เหมือนเมืองอื่นใดเกือบทั้งหมดในสหรัฐฯก็คือ ความร้อนรุนแรงนั้นเกิดได้ตลอดปี การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลง ถึงเวลา “ปิดตะวัน” แล้ว คริสโตเฟอร์ ฮอว์ทอร์น หัวหน้าฝ่ายออกแบบ ของลอสแอนเจลิส บอกและเสริมว่า ลอสแอนเจลิสต้องหาวิธีสร้างร่มเงาที่มีส่วนช่วยชีวิตผู้คนเพิ่มเติมให้เมือง ลอสแอนเจลิสยุคใหม่เป็นเมืองที่โอบรับแสงแดด ไม่ใช่ร่มเงา […]

การสรรค์สร้างงานอนุรักษ์ธรรมชาติที่ยั่งยืนในเคนยา

ปราศจากเขตสงวนที่ล้อมรั้ว สัตว์ป่าและชุมชนจะสามารถเติบโตงอกงามไปด้วยกันได้ไหม ทางตอนเหนือของเคนยา งานอนุรักษ์ธรรมชาติ นี้กำลังถูกทดสอบจากการระบาดใหญ่ทั่วโลก ด้านนอกคลินิกในเมืองบีลิโก ลมร้อนหอบเอาฝุ่นดินลอยฟุ้ง มันกระตุกเศษผ้าที่เกี่ยวอยู่กับพุ่มไม้หนาม กวาดขยะขวดพลาสติกหมุนคว้างไปตามพื้น และไล่ดึงชายผ้าฮิญาบสีครามของมาดีนา คาโล ขณะที่เธอยืนอยู่ตรงช่องประตูไม้หยาบๆ ของคลินิก ตอนนั้นเป็นช่วงกลางปี พื้นที่ทางตอนเหนือของเคนยากำลังอยู่ในฤดูแล้ง และดวงอาทิตย์แผดเผาผืนดินจนแห้งผาก คาโลซึ่งสวมเสื้อคลุมพยาบาลสีขาวกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หยีตาแล้วถอยกลับสู่ความเย็นสบาย ในคลินิก เธอดูแลผู้ป่วยราว 30 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์กึ่งเร่ร่อนที่มาเล่าอาการเจ็บป่วยที่พบเป็น เรื่องปกติ เช่น โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มาลาเรีย และท้องร่วง ในกรณีที่เจ็บป่วยรุนแรง คาโลจะส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาในเมืองอิซีโอโลที่อยู่ห่างออกไปห้าชั่วโมงถ้าเดินทางบนถนนลูกรัง ขยะและความซึมเซาของเมืองบีลิโกไม่ชวนให้นึกถึงการท่องเที่ยวหรือธรรมชาติใดๆ เลย กระนั้น เมืองนี้ ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนพิทักษ์หรือเขตอนุรักษ์ของชุมชน 39 แห่งที่กองทุนนอร์ทเทิร์นเรนจ์แลนด์สหรือเอ็นอาร์ที (Northern Rangelands Trust: NRT) องค์กรอนุรักษ์ในเคนยาจัดตั้งขึ้น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนเหล่านี้จะได้รับบริการพื้นฐานและผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมักจ่ายให้ด้วยเม็ดเงินที่ได้จากนักท่องเที่ยวซาฟารี เพื่อตอบแทนที่พวกเขาให้คำมั่นจะปกป้องสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าอย่างเข้มแข็งจริงจัง โครงการ งานอนุรักษ์ธรรมชาติ นี้เป็นการทดลองขนาดใหญ่ของการดำรงอยู่ร่วมกัน ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ผู้คนและสัตว์ป่าสามารถเติบโตเฟื่องฟูไปพร้อมกันได้ ในอาณบริเวณที่ครอบคลุมพื้นที่ 44,000 ตารางกิโลเมตร ผู้คนเรือนแสน ปศุสัตว์นับล้าน […]

เมื่อ โลกร้อน เกินกว่าจะทน เราจะอยู่อย่างไร

ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้น และภาวะ โลกร้อน ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีแนวโน้มที่จะผลักดันผู้คนนับล้านและภูมิภาคทั้งภูมิภาคให้ออกจากพื้นที่อันปลอดภัย ฤดูร้อนปี 2003 คลื่นความร้อนปกคลุมเหนือยุโรปตอนกลางและตะวันตก ความร้อนแผ่ทั่วแถบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน มวลอากาศขนาดใหญ่ยักษ์หมุนวนต้านทานมวลอากาศที่เย็นกว่าจากมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ หลายสัปดาห์ ในฝรั่งเศส ภาวะ โลกร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนกระทั่งถึง 40 องศาเซลเซียสอยู่แปดวัน ระหว่างที่ความร้อนก่อตัวสะสม ผู้คนก็เริ่มล้มตาย ในไม่ช้า โรงพยาบาลต่างๆก็รับไม่ไหว ห้องเก็บศพเต็มจนต้องใช้รถบรรทุกห้องเย็นและตู้อาหารแช่แข็งแทน ตำรวจได้รับแจ้งให้พังประตู “เพียงเพื่อจะพบศพอยู่ข้างใน” ปาตริก เปลลู ประธานสมาคมแพทย์ห้องฉุกเฉิน แห่งฝรั่งเศส บอก “น่าสะพรึงอย่างที่สุดครับ” ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนครั้งนั้นกว่า 15,000 ราย น้อยกว่าอิตาลีซึ่งมีผู้เสียชีวิตเกือบ 20,000 ราย ทั่วทวีปยุโรปมีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 ราย นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดในรอบ 500 ปีของยุโรปนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ในบรรดาภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน ทั้งเฮอร์ริเคน อานุภาพรุนแรงและทำลายล้างหนักขึ้น ภัยแล้ง ระดับทะเลสูงขึ้น และฤดูไฟป่าที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นปัญหาฉับพลันและรับรู้ได้มากที่สุด ในระดับโลก หกปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาร้อนที่สุดเท่าที่มีบันทึกไว้ ในยุโรป ฤดูร้อนอันน่าสะพรึงเมื่อปี […]

โรคระบาด : ราคาจากการทำร้ายธรรมชาติ

การระบาดใหญ่ ของ โรคระบาด ไปทั่วโลกครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่เราสร้างความเสียหายต่อโลกได้บั่นทอนพลังของธรรมชาติในการปกป้องเราจากโรคภัยไข้เจ็บ จากเมืองอู่ฮั่นในจีน “ตลาดสด” ที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละเดี๋ยวนั้น และสัตว์ป่าเป็น ๆ ถูกขายเป็นอาหารและยา ไวรัส อาจถูกส่งต่อผ่านทางสัตว์ป่าสู่มนุษย์ในช่วงปลายปี 2019 และภายในไม่กี่เดือน โรคระบาด อย่าง โควิด-19 ก็ทำให้ โฮโม เซเปียนส์ ผู้ล่าที่เหนือกว่าใคร ๆ พากันล้มตายเป็นเรือนแสน การระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้คือข้อพิสูจน์สำหรับบางสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของมนุษย์ และถึงที่สุดแล้ว คือความอยู่รอดของมนุษย์นั่นเอง ผู้คนรับไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จากการสัมผัสกับสัตว์ป่ามานานนับพัน ๆ ปี เมื่อมนุษย์รุกลํ้าเบียดเบียนถิ่นอาศัยในธรรมชาติ แย่งนํ้า อาหาร และดินแดนจากสัตว์ต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการสัมผัสทางกายภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าเดิม เช่นเดียวกับการระบาด การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2020 สำรวจความเกี่ยวข้องระหว่างความชุกชุม (abundance) ของชนิดพันธุ์ที่เป็นพาหะของไวรัสที่ทำให้เกิดโรครับจากสัตว์ (zoonotic disease) และความเป็นไปได้ที่จะแพร่กระจายสู่มนุษย์ นักวิจัยกลับไปค้นคว้าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนได้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน 142 ชนิด และพบว่าสัตว์จำพวกหนู ไพรเมตและค้างคาว เป็นพาหะของไวรัสเหล่านี้มากกว่าชนิดพันธุ์อื่น ๆ […]

New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ชุบชีวิตเหมืองถ่านหินทิ้งร้างเป็น New River Gorge อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์แห่งใหม่ของสหรัฐอเมริกา บางครั้งการจะทำให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักให้พลิกตาลปัตรกลับกลายมาเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ก็เพียงแค่เปลี่ยนชื่อมันซะ นั่นคือกรณีเดียวกับอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นล่าสุดของสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ New River George ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ที่อดีตเคยเสื่อมโทรมจากเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง การตั้งชื่อ New River ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่กลับกันแม่น้ำสายหลักนี้ที่มีชื่อว่า Pangaea มีอายุอยู่มากกว่า 300 ล้านปีแล้วต่างหาก การกัดเซาะจากแม่น้ำที่เกิดขึ้นโดยผ่านระยะเวลาหลายล้านปีนั้นกลายเป็นงานแกะสลักอันล้ำค่า ทำให้เกิดช่องเขาลึกที่รายล้อมไปด้วยถ่านหินบิทูมินัสและหน้าผาที่สูงชันของหินทรายควอทซ์ เวลาผ่านล่วงมาเนิ่นนานจนในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เป็นช่วงยุคที่เหมืองถ่านหินมากมายหลายบริษัทเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากจะถูกสร้างบริเวณที่มีหุบเขาพร้อมกับแม่น้ำไหลผ่านเหตุเพราะบริเวณโดยรอบๆนั้ นจะมีถ่านหินเยอะ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเริ่มต้นจากการเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน ปัจจัยหลักที่สำคัญก็คือถ่านหินบิทูมินัสตามหุบเขา ซึ่งเป็นถ่านหินที่สีดำอ่อนสามารถติดไฟพร้อมกับควันที่น้อย จึงเป็นชั้นที่โรงงานเหมืองต้องการมากที่สุด และเนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นประกอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟเกิดขึ้น หลังจากนั้นเหมืองขุดหลายสิบแห่งผุดขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1800-1900 ได้มีการขุดเจาะถ่านหินหลายล้านตันจากผนังของช่องเขา แต่เบื้องหลังของการขุดเจาะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทางบริษัทได้ตอบแทนค่าขุดเจาะคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต่อตัน เฉลี่ยนักขุดเจาะระดับมืออาชีพนั้นได้ค่าแรงเฉลี่ยแค่วันละ 2 ดอลล่าห์เพียงเท่านั้น เหมืองและเมืองถ่านหินทั้งหมดในช่องเขา New River George ได้ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษ 1960 ถ่านหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยพืชและพันธ์ไม้นานาชนิดทำให้ภายนอกดูน่ากลัว […]

ภาวะโลกร้อน จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปแบบใด?

ภาวะโลกร้อน จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร? ภาพแผนที่ทั้งหมดในนี้ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากแผนที่ในปัจจุบัน เว้นเพียงแต่อย่างเดียวนั่นคือ น้ำแข็งทั้งหมดบนโลกได้ละลายหายไปสิ้น นี่คือแผนที่ของทวีปต่างๆที่จะจำลองให้เห็นถึงผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน หากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 65 เมตร ชายฝั่งใหม่ๆและทะเลในแผ่นดินจะถือกำเนิดขึ้น และหน้าตาของทวีปต่างๆ จะแตกต่างไปจากภาพที่ทุกคนคุ้นตา นี่อาจเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทั่วโลกมีน้ำแข็งรวมกันคิดเป็นปริมาณ 20 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณไว้ว่า หากมนุษย์ยังคงเดินหน้าผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป จะใช้เวลาราว 5,000 ปี จึงจะละลายน้ำแข็งทั้งหมดที่มีลงได้ เมื่อถึงเวลานั้นโลกที่ปราศจากน้ำแข็งจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น อยู่ที่ประมาณ 26.6 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 14.4 องศาเซลเซียส ทวีปอเมริกาเหนือ ชายฝั่งทะเลแอตแลนติกเดิมจะหายไป ในที่นี้รวมไปถึงชายฝั่งฟลอริดา และชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกด้วย ในแคลิฟอร์เนีย หุบเขาซานฟรานซิสโกจะกลายเป็นกลุ่มเกาะ บริเวณ Central Valley จะกลายเป็นอ่าวแทน ทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอนจะกลายเป็นอ่าว ส่วนกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินาจะจมอยู่ใต้น้ำ เมื่อน้ำทะเลท่วมเข้าไปในแผ่นดินก่อให้เกิดชายฝั่งใหม่ๆ ทวีปแอฟริกา เทียบกับทวีปอื่น แอฟริกาได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลน้อยที่สุด แต่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลกจากภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้หลายพื้นที่ในทวีปไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ในอียิปต์ กรุงไคโร และนครอเล็กซานเดรียจะถูกน้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนท่วม ทวีปยุโรป กรุงลอนดอนจะกลายเป็นแค่ความทรงจำ นครเวนิสจะจมอยู๋ใต้ทะเลเอเดรียติก […]

ตามหาต้นไม้ ณ ปลาย ใต้สุดของโลก

ในบรรดาไม้ยืนต้นนับล้านล้านต้นในโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ นี้ ชนิดใดกันที่เติบโตอยู่ ใต้สุดของโลก ทีมของเราฟันฝ่ากระแสลม เกรี้ยวกราดของแหลมฮอร์นเพื่อค้นหามัน ต้นไม้ทั้งเจ็ดงอกและเติบโตอยู่บนไหล่เขาใกล้ปลายติ่งใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือคลื่นที่ซัดบ้าคลั่งตรงบริเวณที่มหาสมุทรแปซิฟิกบรรจบกับมหาสมุทรแอตแลนติก พวกมันไม่ได้น่าประทับใจอะไรนัก เป็นเพียงกิ่งก้านหงิกงอพันกันยุ่งเหยิง มีเปลือกสีเงินยวงซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้าสูงมีอยู่สองสามต้นที่ตายไปแล้ว แต่ไม่มีต้นไหนเลยที่สูงเกินกว่าต้นขาของผม พวกที่ยังมีชีวิตอยู่เอนลู่และทอดยาว ไม่กี่เมตรไปตามพื้นดิน กระแสลมกราดเกรี้ยวกำราบให้ลำต้นของไม้พวกนั้นทอดยาวในแนวราบอย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องยากที่จะเห็นดีเห็นงามตามว่า ต้นไม้หงิกงอเหล่านี้คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงของพวกเราที่ดั้นด้น ตามหาพวกมัน เราบินข้ามมหาสมุทร โดยสารเรือเฟอร์รี 32 ชั่วโมง นั่งเรือไม้เหมาลำอีกกว่า 10 ชั่วโมง ซึ่งขับโดยกะลาสีผู้สารภาพเอาตอนมาถึงครึ่งทางแล้วว่า ไม่เคยเดินเรือในท้องทะเลอันตรายแถบนี้เลย ตอนนั้นเองที่เรามาถึง จุดหมายปลายทาง คือ อิสลาออร์นอส เกาะตรงปลายแหลมฮอร์น ผืนแผ่นดินสุดท้ายในเตียร์ราเดลฟวยโก ที่นั่นเราปีนเขาฝ่าลมที่พัดแรงจนเราถึงกับหกคะเมน ลื่นล้มบนขี้นกเพนกวิน และผลุบหายไปท่ามกลางพุ่มบาร์แบร์รีที่สูงท่วมอก เราดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อทำแผนที่พรมแดนที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดทำมาก่อน เรามาเพื่อค้นหาไม้ยืนต้นที่อยู่ทาง ใต้สุดของโลก “ต้นนี้แหละ” ไบรอัน บิวมา นักนิเวศวิทยาป่าไม้จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดเดนเวอร์ กล่าว เขาสวมเสื้อกันฝนคลุมตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ยืนกางขาคร่อมเนินดิน ดูเข็มทิศอีกครั้งแล้วพึมพำว่า “เยี่ยม” บิวมาบอกผมว่า ในโลกธรรมชาติมีไม่กี่สิ่งที่สามารถระบุได้ว่าเป็นจุดจบที่แท้จริง เป็นตัวสุดท้าย ของชนิดพันธุ์ หรือไม่ก็เป็นตัวชายขอบ เขาล้วงสายวัดออกมาจากเป้ แล้วเริ่มวัดลำต้นที่เอนราบ […]

รางวัลอันทรงเกียรติแก่บุคคลที่ทำงานด้านสัตว์ป่า และป่าไม้

สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักสำรวจที่ทำงานปกป้องสายพันธุ์ช้าง ค้างคาว แอนทีโลปที่หายาก และมหาสมุทรอีกหลายล้านกิโลเมตร เธออุทิศชีวิตเพื่อปกป้องช้างของเคนยา ในวาระนี้ เพาลา คาฮุมบา นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นให้เป็น ผู้ชนะรางวัลนักสำรวจแห่งปีของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งเป็นรางวัลประจำปีของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มอบให้แก่บุคคลที่จุดประกายการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ รางวัลนี้ถือเป็นหนึ่งในสี่รางวัลที่ถูกเสนอจากทางสมาคมในสัปดาห์นี้ภายในเทศกาลนักสำรวจ (Explorers Festival) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก และยังมีรางวัลอื่นๆ ได้แก่ รางวัลบัฟเฟต์ (Buffett Awards) สองรางวัลสำหรับการเป็นผู้นำในงานด้านการอนุรักษ์ และเหรียญฮับบาร์ด (Hubbard Medal) ซึ่งแสดงถึงความโดดเด่นสูงสุดของสมาคม คาฮุมบากล่าวถึงรางวัลของเธอว่า “นี่ถือเป็นการยืนยันว่าฉันมาถูกทางแล้ว และฉันควรจะเดินหน้าต่อไป” เธอเป็นซีอีโอของไวล์ไลฟ์ไดเร็กต์ (WildlifeDirect) ซึ่งเป็นองค์กรที่อุทิศตนเพื่อหยุดการลักลอบล่าช้าง และสัตว์ป่าอื่น ๆ ในเคนยา ซึ่งเธอมีโครงการอันเป็นเอกลักษณ์คือ “Hands Off Our Elephants” ที่ได้เสริมสร้างกฎหมายต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์ กระตุ้นการรับรู้ที่สำคัญ และการสนับสนุนการอนุรักษ์ในประเทศ นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการในปี 2013 โครงการนี้มีส่วนให้การล่าช้างในเคนยาได้ลดลงถึงร้อยละ 80 และลดการรุกล้ำที่อยู่อาศัยของแรดได้กว่าร้อยละ 90 คาฮุมบากล่าวว่า แรงผลักดันและแรงบันดาลใจในการปกป้องสัตว์ป่าของเคนยามาจากความเชื่อมั่นที่ว่า […]