History Archives - National Geographic Thailand

สือเหม่า-ปริศนาอารยธรรมก่อนยุคราชวงศ์ของจีน

ซากเมืองพีระมิดขนาดมหึมาแห่งหนึ่งซึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน กลับมีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก อาณาจักรป้อมปราการแห่งนี้รุ่งเรืองมา 500 ปีก่อนหน้า “อู่อารายธรรมจีน” ซึ่งอยู่ไกลลงไปทางใต้ด้วยซ้ำ ก้อนหินพวกนั้นไม่ยอมคายความลับง่าย ๆ ชาวบ้าน แถบเนินเขาฝุ่นตลบบนที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีนเชื่อว่า เศษกำแพงหินใกล้บ้านพวกเขา เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีนมาหลายทศวรรษแล้ว นั่นพอเข้าใจได้ เศษซากของปราการโบราณแห่งนี้ทอดตัว คดเคี้ยวผ่านภูมิภาคแห้งแล้งภายในวงโค้งทางเหนือของ แม่นํ้าเหลือง บ่งบอกถึงพรมแดนเขตอิทธิพลของจีน เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน แต่รายละเอียดอย่างหนึ่งอยู่ผิด ที่ผิดทางพิลึก ชาวบ้านและตามมาด้วยพวกหัวขโมย เริ่มพบเศษชิ้นส่วนหยก บ้างทำเป็นรูปร่างกลมแบน บ้าง เป็นใบมีดและคทา หยกไม่ได้เป็นของพื้นถิ่นทางตอน เหนือสุดของมณฑลฉ่านซี แหล่งหยกใกล้ที่สุดอยู่ห่าง ออกไปไกลกว่าพันกิโลเมตร เหตุใดจึงพบหยกมากมาย ในภูมิภาครกร้างกันดารซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลทรายออร์ดอส ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในแห่งนี้กันเล่า เมื่อทีมนักโบราณคดีจีนเดินทางมาสำรวจปริศนา ดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาเริ่มค้นพบบางสิ่ง ที่อัศจรรย์และน่าฉงน เศษซากกำแพงหินเหล่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน หากเป็นซาก เมืองป้อมปราการขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง การขุดค้นที่ยังดำเนินอยู่เผยให้เห็นกำแพงป้องกันเมืองยาวกว่า สิบกิโลเมตร ล้อมรอบพีระมิดสูง 70 เมตร และสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ชั้นในที่มีจิตรกรรมฝาผนัง ศิลปวัตถุทำจากหยก และหลักฐานอันน่าสะพรึงของการบูชายัญมนุษย์ […]

พุทธสถาน เมสไอนัก แห่งอัฟกานิสถาน

ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน นักโบราณคดีกำลังเร่งมือขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนา เมสไอนัก ก่อนจะถูกเหมืองทองแดงขนาดมหึมาทำลายจนสิ้นซาก ราวหนึ่งชั่วโมงไปตามทางหลวงการ์เดซทางใต้ของกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน มีเส้นทางสายหนึ่งเลี้ยวซ้ายหักศอกลงสู่ถนนลูกรัง ในเขตจังหวัดโลการ์ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มตอลิบานนี้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนจากระเบิดที่ซุ่มวางอยู่ตามข้างถนน การโจมตีด้วยจรวดเป็นระยะ ๆ การลักพาตัว และเหตุฆาตกรรม ถนนสายนี้ทอดเลียบไปตามก้นแม่นํ้าแห้งผาก ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องกีดขวางถนนของกองกำลังต่างๆ ป้อมยาม และกลุ่มอาคารหลังคาสีนํ้าเงินล้อมลวดหนาม ป้องกันผู้บุกรุก แต่ภายในกลับว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกล ทิวทัศน์เปิดโล่งมองเห็นหุบเขาไร้ต้นไม้ที่เป็นริ้วรอยยับย่นจากแนวหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและกำแพงโบราณที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ทีมนักโบราณคดีชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ พร้อมคนงานมากถึง 650 คน ขุดพบพระพุทธรูปหลายพันองค์ ต้นฉบับลายมือ เหรียญกษาปณ์ และสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์หมู่อารามและป้อมค่ายเก่าแก่ที่ได้รับการเผยโฉมมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่สาม รอบ ๆ แหล่งขุดค้นมีจุดตรวจการณ์ตั้งอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยจุด และตำรวจราว 1,700 นายคอยลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกับคนงานท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักเหล่านี้คือขุมทรัพย์สินแร่ทองแดง ครอบคลุมพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรและทอดยาวราว 1.5 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ลึกเข้าไปในภูเขาบาบาวาลีที่ตั้งตระหง่านเหนือแหล่งขุดค้น แหล่งแร่ทองแดงนี้ถือเป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ยังไม่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณการว่าน่าจะมีแร่ทองแดงอยู่ราว 11.4 ล้านตัน ในสมัยโบราณ ทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้วัดวาอารามและหมู่สงฆ์ในพุทธศาสนาที่นี่ กากถลุงสีม่วงปริมาณมหาศาลในสภาพเป็นก้อนแข็งซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ตามลาดเขาบาบาวาลี แสดงถึงการถลุงแร่ในระดับเกือบเป็นอุตสาหกรรม รัฐบาลอัฟกานิสถานหวังว่าทองแดงจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวได้ ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ฟังดูช่างนอบน้อมถ่อมตน เพราะ […]

จากพุทธภูมิสู่สุวรรณภูมิ: พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยได้อย่างไร

ย้อนเวลากลับไปไม่น้อยกว่า 2,500 ปีก่อน ผืนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งขนาบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตก เปรียบเสมือนจุดบรรจบของโลกตะวันตก (อินโด-เปอร์เซีย และอาหรับ) กับโลกตะวันออก (จีน ฮั่น และอื่นๆ) พ่อค้า นักเดินเรือ ตลอดจนนักแสวงโชคจากสองซีกโลกมักเดินทางมายังผืนแผ่นดินใหญ่นี้เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวพื้นเมือง และกระทั่งตั้งรกรากอยู่ที่นี่ก็มี ว่ากันว่าเหตุที่คนสองซีกโลกเดินทางมาที่นี่เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารและทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนแถบนี้มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คุณสมบัติเหล่านี้นี่เองที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “สุวรรณภูมิ” อันหมายถึง ดินแดนแห่งทองคำ (Golden Land or Land of Gold) ซึ่งปรากฏการเรียกขานในเอกสารโบราณมาช้านาน เช่น หนังสือมหาวงศ์ (พงศาวดารของลังกา) นิทานชาดกของอินเดียและนิทานเปอร์เซียในอิหร่าน แม้กระทั่งชาวฮั่นและชาวจีนในยุคนั้นก็นิยมเรียกดินแดนนี้ว่า “จินหลิน” หรือ ”กิมหลิน” ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อสุวรรณภูมิแม้หลายชาติ (อย่างน้อยก็มีไทยและพม่ารวมอยู่ด้วย) ยังคงกล่าวอ้างว่า ดินแดนสุวรรณภูมิในตำนานนั้นหมายถึงชาติตน ทว่านักวิชาการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ดินแดนสุวรรณภูมิในอดีตที่ประกอบไปด้วยแว่นแคว้นน้อยใหญ่ ปัจจุบันน่าจะครอบคลุมประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา บ้างยังนับรวมศรีลังกาและมาเลเซียเข้าไว้ด้วย ต้นเค้าพุทธศาสนาในดินแดนไทย คำถามที่ว่า พุทธศาสนามาถึงดินแดนไทยเมื่อไรกันแน่หลายคนมักนึกถึงหนังสือ มหาวงศ์ หรือพงศาวดารลังกาที่กล่าวถึงเหตุการณ์หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่สาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) ว่า […]

ค้นพบ โรงกษาปณ์ ที่คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่จีน มีอายุกว่า 2,600 ปี

หากได้รับการยืนยัน โรงกษาปณ์ อายุ 2,600 ปีนี้จะเป็นสิ่งที่เขียนประวัติศาสตร์ของเงินตราขึ้นมาใหม่ นักโบราณคดีขุดค้นซากปรักหักพังในกวนชวง (Guanzhuang) เมืองโบราณในทางตะวันออกของมณฑลเหอหนาน พวกเขาค้นพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่มีขนาดเล็ก เป็นเหรียญสัมฤทธิ์ รูปร่างเหมือนพลั่วซึ่งมีการผลิตเป็นจำนวนมากเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว ผลิตใน โรงกษาปณ์ ของเมืองโบราณแห่งนี้ งานวิจัยของเขาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Antiquity ได้ให้น้ำหนักกับความที่ว่าเหรียญชนิดแรกของโลกไม่ได้ผลิตขึ้นในตุรกีหรือกรีซดังที่เชื่อมาอย่างยาวนาน แต่เป็นที่จีน เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงและคูเมืองอย่างกวนชวงนั้นก่อตั้งในช่วง 899 ปีก่อนคริสตกาล และโรงหล่อของเมือง สถานที่ที่โลหะสัมฤทธิ์นั้นถูกหลอมและตีเป็นภาชนะ อาวุธ และเครื่องมือต่างๆ เปิดทำการในช่วง 770 ปีก่อนคริสตกาล ตามคำกล่าวของ Hao Zhao นักโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยเจิ้งโจว และผู้นำในงานศึกษาวิจัยนี้ แต่ยังไม่ใช่สถานที่ที่คนงานเริ่มผลิตเหรียญกษาปณ์ที่บริเวณนอกประตูเมืองชั้นในในปี 150 ปีถัดมา จากการตรวจสอบอายุด้วยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ทีมงานศึกษาพบว่าโรงกษาปณ์นั้นเริ่มดำเนินงานในช่วง 640 และไม่เกินช่วง 550 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ได้ระบุอายุของเหรียญจากอาณาจักรลีเดีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกีอยู่ที่ต้น 630 ปีก่อนคริสตกาล Zhao ระบุว่าโรงกษาปณ์ที่เก่าแก่ผลิตเหรียญในอาณาจักรลีเดียนั้นมีอายุอยู่ในช่วง 575 – 550 […]

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของ ชาวเคลต์

ชาวเคลต์ เผ่าต่าง ๆ ปกครองเยอรมนีตอนใต้และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนกลางอยู่นานเจ็ดศตวรรษ ก่อนที่จะยอมศิโรราบแก่ชาวโรมัน ชนชาวเคลต์เป็นใครกัน และอะไรเป็นสาเหตุของความล่มสลายอันลึกลับของพวกเขา กลิ่นเหม็นลอยคลุ้งอยู่เหนือเลอมอร์มองต์จากหลุมเปิดหลายหลุม ผู้ตายถูกตัดศีรษะ ส่วนม้า วัวควาย และแกะ ถูกบูชายัญ ซากศพเหล่านี้ถูกโยนลงไปทางปล่องหรือถูกฝังโดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ นักโบราณคดี กิลเบิร์ต คาเอเนล กับลีโอเนล เปียเน เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นบนเนินเขาแห่งนี้ ตรงจุดที่ดูเหมือนจะเป็น ที่หลบภัยของ ชาวเคลต์ (Celt หรือเซลต์ ตามการเรียกขานในอดีต) ใกล้ทะเลสาบเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ คาเอเนลรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งภูมิภาคโว กระทั่งหมดวาระเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นหัวหน้าด้านการอนุรักษ์และบูรณะในการขุดค้นที่เนินมอร์มองต์ เปียเนรับช่วงต่อจากเขา ตอนที่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจภูเขาลูกนี้เมื่อปี 2006 ก่อนการทำเหมืองปูนขาวตามกำหนดในบริเวณนี้ พวกเขาลงเอยด้วยการค้นพบหลุม 250 หลุม หลุมอื่นๆขุดลงไปถึงชั้นหินปูนซึ่งอยู่ลึกลงไปอีก หลุมเหล่านี้เกลื่อนกล่นไปด้วยชิ้นส่วนจอกสำหรับดื่มที่ทำจากดินเผาเคลือบและสำริดนับไม่ถ้วน รวมทั้งเครื่องมือของช่างตีเหล็ก ขวานของช่างไม้หกเล่ม และหินโม่ซึ่งแทบไม่ผ่านการใช้งานหรือไม่เคยใช้เลยกว่า 150 ก้อน นักวิจัยพบร่องรอยของอาวุธน้อยมาก แต่ในหลุมมีกระดูก หลายชิ้นเป็นของม้ามูลค่าสูงหลายตัวที่นำเข้าจากอิตาลี และถือเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะในหมู่ชาวเคลต์ ทั้งยังพบกระดูกมนุษย์ด้วย พบร่างราว 50 ร่าง บ้างถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย […]

ครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศ เพราะเหตุใด?

ผลจากโครงการทดลอง Starfish Prime ในปี 1962 ของสหรัฐอเมริกา คือคำเตือนของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหากสนามแม่เหล็กโลกระเบิดอีกครั้งเนื่องจากปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่มากเกินไป มันเป็นบรรยากาศที่มืดครึ้มเมื่อพ่อของ Greg Spriggs พาครอบครัวของเขาไปที่จุดสูงสุดบนหมู่เกาะมิดเวย์อะทอลล์  (Midway Atoll) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1962 ในคืนนั้นไกลไปอีกพันกิโลเมตร กองทัพสหรัฐฯ ได้กำหนดวันที่ในการปล่อยจรวดสู่อวกาศเพื่อทดสอบการการระเบิดของระเบิดปรมาณู (Fusion bomb) ผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองการระเบิดในฮาวายต่างหาตำแหน่งถ่ายภาพที่ดีที่สุดหลังจากได้รับฟังการนับถอยหลังที่ออกอากาศทางวิทยุคลื่นสั้น ช่างภาพเล็งเลนส์กล้องไปที่ขอบฟ้าและอภิปรายถึงการตั้งค่ากล้องที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพการระเบิดของเทอร์โมนิวเคลียร์ในอวกาศ ปรากฎว่าระเบิดซึ่งเป็นระเบิดขนาด 1.4 เมกะตัน ซึ่งทรงพลังกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาถึง 500 เท่า ได้เกิดระเบิดขึ้น “เมื่ออาวุธนิวเคลียร์นั้นดับลง ท้องฟ้าทั้งขอบฟ้าที่ดูมืดมิดก็สว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนตอนเที่ยงเลยครับ” Spriggs กล่าว การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ โครงการ Starfish Prime ทำให้เกิดระเบิดที่ระดับความสูงราว 402 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับความสูงที่สถานีอวกาศนานาชาติโคจรอยู่ในปัจจุบัน กินเวลานานถึง 15 นาทีหลังจากการระเบิดครั้งแรก อนุภาคที่มีประจุจากการระเบิดชนกับโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดแสงออโรราเทียมที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงนิวซีแลนด์ ช่วงสงครามเย็นที่กำลังเดือดระอุ หนึ่งปีก่อน หรือในปี 1961 สถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อห้ามการทดสอบนิวเคลียร์นั้นย่ำแย่ หลังจากไม่มีการทดสอบมาเป็นเวลาสามปี […]

เรื่องสุดโหดของ โอลิมปิก ประชาชนปี 1936 การคว่ำบาตรลัทธิฟาสซิสต์ และฮิตเลอร์

นักกีฬาจับอาวุธขึ้นสู้เมื่องานแข่งขันกีฬาทางเลือกที่ใช้ต่อต้านการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ในนาซีเยอรมนีถูกแทนที่ด้วยสงคราม เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก นาซีในกรุงเบอร์ลิน นักกีฬาชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังยุโรป ทีมจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยนักวิ่งผิวดำจากย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์ก นักยิมนาสติกชาวยิวจากแมนฮัตตัน และนักมวยลูกครึ่งพิตต์สเบิร์ก โค้ชของพวกเขาคือ อับราฮัม อัลเฟร็ด “ชิค” ชาคิน (Abraham Alfred “Chick” Chakin) ซึ่งเป็นผู้อพยพ เนื่องจากครอบครัวของเขาหลบหนีการสังหารหมู่ในรัสเซีย ชาคินที่เกษียณจากวงการมวยปล้ำแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อชี้นำนักกีฬาคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ไปเข้าร่วมในเกมส์โอลิมปิกอย่างเป็นทางการของเยอรมนี พวกเขากลับมุ่งหน้าไปยังสเปนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนครั้งแรก ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ในขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ถูกจดจำไว้ว่าเป็นโอลิมปิกที่นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ทำลายอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติของนาซีด้วยการคว้าเหรียญทองไว้ได้มากที่สุด ด้านนักกีฬาของโอลิมปิกประชาชน (Popular Olympics) ก็หวังว่าเกมการเเข่งขันของพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จะรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มาก การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันในเยอรมนี […]

ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

โรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางใช้กลยุทธ์กดขี่ข่มเหงเพื่อลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมของเด็กๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา นี่คือความคิดริเริ่มใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคำนึงถึงอดีตอันโหดร้ายในครั้งนั้น ซิตคาลา-ชาช (Zitkála-Šá) มีอายุได้เพียง 8 ปีเมื่อเหล่ามิชชันนารีมาถึง เธอถูกล่อลวงจากจากเขตสงวนชาวอินเดียนแดงแยงก์ตันที่เซาท์ดาโคตา (Yankton Indian Reservation) ด้วยคำสัญญาที่จะพาไปพบกับการผจญภัย ความสะดวกสบาย และการศึกษา ในปี ค.ศ. 1884 เด็กสาว ชาวอเมริกันพื้นเมือง คนนี้เต็มใจที่จะเดินทางไปสู่เมืองวอแบช รัฐอินดีแอนา เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ดูแลโดยกลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) ซึ่งอุทิศให้กับการฝึกอบรมเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง จากนั้น เธอได้รู้ว่าครูที่นำเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของเธอออกไปเมื่อมาถึงต้องการตัดผมของเธอด้วย ซิตคาลา-ชาช ภาคภูมิใจในผมยาวสีดำของเธอ นอกจากนั้น เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยความคิดว่าผมสั้นคือความอับอายของนักรบที่ถูกจับ เธอหลบหนีจากเด็กคนอื่นๆ แต่พวกผู้ใหญ่ก็พบที่ซ่อนของเธอ พวกเขาลากเธอเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง และจับเธอมัดกับเก้าอี้ “ฉันกรีดร้องดังลั่น และสะบัดหัวของฉันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งฉันสัมผัสถึงคมกรรไกรที่เย็นเฉียบบนคอของฉัน และได้ยินมันกัดผมเปียหนาตัวหนึ่งของฉัน” เธอเขียนลงในไดอารี่ที่ชื่อว่า เรื่องราวของอเมริกันอินเดียน (American Indian Stories) ในปี 1921 “จากนั้นจิตวิญญาณของฉันได้สูญสิ้น” เธอถูกเปลี่ยนชื่อโดยเหล่ามิชชันนารีว่า Gertrude ต่อมา ซิตคาลา-ชาช ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาวพื้นเมือง   เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนหลายแสนคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ […]

ประวัติของ อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกจนทุกวันนี้

การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ในปี 1941 นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมนีอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ส่งคำเตือนไปยัง แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าในขณะนั้นเยอรมนีอาจพยายามทดลองการพัฒนาระเบิดปรมาณู (fission bomb) ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก […]

กำแพงเมืองจีน ป้องกันศัตรูได้จริงหรือ

ราชวงศ์หมิงสร้าง กำแพงเมืองจีน ยาวกว่า 21,200 กิโลเมตรเพื่อป้องกันผู้รุกราน แต่แท้จริงแล้วมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับศัตรูขนาดไหน? กำแพงเมืองจีน เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายกลยุทธ์เพื่อป้องกันประเทศ กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวออกไปกว่า 21,200 กิโลเมตรนี้ แทนที่จะเป็นกำแพงเดียวที่ต่อเนื่องกัน กลับประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์จีน ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล แต่ส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม และชัยชนะในความเฉลียวฉลาดของมนุษยชาติ แต่คำตัดสินชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถทำหน้าที่หลักคือการป้องกันศัตรูได้ดีแค่ไหน  ภัยรุกรานจากทิศเหนือ  ภัยรุกรานหลักของจีนนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ นั่นคือเหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่มีพรมแดนติดกันตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทำให้ผู้คนพออยู่รอดได้ แต่ไม่มีสิ่งอื่นมากนัก ชาวเหนือเหล่านี้ริษยาในสินค้าฟุ่มเฟือย และทรัพยากรที่เพื่อนบ้านทางใต้ของพวกเขาได้ใช้อย่างเพลิดเพลิน เช่น สิ่งทอชั้นดี และผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประชากรของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามทางทหารอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถขึ้นขี่ม้าทุ่งหญ้าทุ่งหญ้าสเตปป์ และติดอาวุธด้วยธนูและลูกธนูอันทรงพลัง มิหนำซ้ำนักรบของพวกเขายังสามารถบุกจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพในรัฐที่มีพรมแดนติดกับจีน และแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาต้องการมา จักรพรรดิจีนใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อกันคนเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรม สงคราม และการทูต จนกระทั่งจักรพรรดิองค์แรกที่ผนวกประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ (221-210 ปีก่อนคริสตกาล) ได้สร้างป้อมปราการที่รวมกันเป็นแนวแรกตามแนวพรมแดนทางตอนเหนือทั้งหมด โดยเชื่อมต่อจากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐก่อนหน้านี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินที่ยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น […]

ประวัติศาสตร์ของขบวนพาเหรด “Pride” เพื่อการปลดปล่อยชาวรักร่วมเพศ

ในปี 1970 นักเคลื่อนไหว LGBTQ ได้รวมตัวกันในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง “ใครก็ตามที่อยู่ที่นั่น เมื่อกลับมาย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนคนนั้นจะไม่ขนลุก” เมื่อ John D’Emilio ได้ยินว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหว LGBTQ จะเดินรวมตัวกันเดินขบวนตามท้องถนนในนิวยอร์กในเดือนมิถุนายน 1970 เขาบอกกับแฟนหนุ่มและเพื่อนเกย์หลายคนของเขา แต่คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นการประท้วงที่เกินกว่าจินตนาการของใครหลายคนเลยล่ะ D’Emilio ได้บอกเล่าประวัติศาสตร์ ที่รวบรวมโดย OutHistory ชาว LGBTQ มีข้อสงสัยมาอย่างยาวนานว่าทำไมพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่ได้ จนถึงปี 1969 ความคิดที่ว่ากลุ่ม LGBTQ จำนวนมากเฉลิมฉลองในเรื่องรสนิยมทางเพศของพวกเขาในที่สาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่ง เวลากว่าหลายศตวรรษที่การรักร่วมเพศถูกตราหน้าว่าเป็น อาชญากร และเป็นการข่มเหง “การออกมาต่อสู้” นั้นมาพร้อมกับการคุกคาม ความรุนแรง และการกีดกันจากสังคมภายนอก แต่สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปหลังจากการจลาจล ณ สโตนวอลล์ในปี 1969 เมื่อกลุ่ม LGBTQ ก่อจลาจลเพื่อตอบโต้การบุกโจมตีของตำรวจที่ Stonewall Inn บาร์เกย์ในเมืองนิวยอร์ก เหตุการณ์ที่สโตนวอลล์ได้รวมเป็นหนึ่ง ชาว LGBTQ หลายพันคนพากันไปที่ถนนเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อของขบวนพาเหรดแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีการเดินขบวนเพื่ออิสรภาพของเกย์ที่จัดขึ้นในนิวยอร์กและเมืองอื่นๆมากมาย ในสหรัฐอเมริกาปี […]

สำรวจด้านมืดจิตใจมนุษย์ ผ่านภาพวาดที่สยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ

ภาพวาดชุด The Black Paintings ของฟรันซิสโก โกยา (Francisco Goya) จากผนังบ้านพักสุดท้ายในชีวิตของศิลปินคนสำคัญชาวสเปนของยุคจินตนิยม ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานงานศิลปะที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภาพของยักษ์ไททันโครนัสจากเรื่องปกรณัมกรีกที่กำลังเขมือบลูกชายของตนเอง เป็นหนึ่งใน 14 ผลงานภาพวาดชุด The Black Paintings (ในภาษาสเปนเรียกว่า Pinturas negras) ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของ Francisco Goya ศิลปินคนสำคัญแห่งยุคจินตนิยม ภาพเหล่านี้สะท้อนความกลัวที่จะเสียสติของโกยา และความหวาดหวั่นในชะตากรรมของมนุษยชาติที่กำลังเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสงครามและการฆ่ากันเองของมนุษย์ ภาพวาดชุดนี้ถูกวาดขึ้นในสถานที่พำนักสุดท้ายของเขาในช่วงสงคราม ซึ่งตัวโกยาเองไม่เคยมีจุดประสงค์ในการเผยแพร่ภาพวาดเหล่านี้สู่สาธารณชน “บางคนไม่สามารถทนมองดูภาพเหล่านี้ได้เลย” เทเรซา เวกา (Teresa Vega) นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้นำทัวร์ของพิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริด ประเทศสเปน กล่าว เธอเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องพิพิธภัณฑ์ “มีลูกค้าของฉันจำนวนมากที่ไม่ชอบภาพวาดพวกนี้เลย แต่เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาจะแปลกใจอยู่เสมอ ฉันไม่คิดว่าฉันเคยเจอคนที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเมื่อเห็นภาพ แม้แต่วัยรุ่นที่กำลังหาวก็ตื่นเต็มที่เมื่อเห็นภาพเหล่านี้” สิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้คือภาพวาดของยักษ์ไททัน “โครนัส” หรือเรียกในภาษาโรมันว่าแซตเทิร์น จากปรกรณัมกรีกผ่านสายตาของจิตรกรชาวสเปนผู้โด่งดัง ตามปรกรณัมกรีกแล้ว หลังจากที่ไททันโครนัสแย่งชิงอำนาจมาจากบิดาของเขาได้สำเร็จ เขาได้รับคำทำนายว่า หนึ่งในลูกชายของโครนัสจะทำเช่นเดียวกับที่เขาทำกับบิดา และแย่งชิงอำนาจมาจากโครนัสในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้คำทำนายเป็นจริง ทุกครั้งที่เทพีเรอาผู้เป็นชายาของโครนัสคลอดลูก โครนัสจะกินพวกเขาทั้งเป็น แต่โชคร้ายสำหรับโครนัส […]

กำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น ถูกสร้างขึ้นและพังทลายลงได้อย่างไร

สัญลักษณ์ที่น่ารังเกียจของสงครามเย็นถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันตะวันออกหลบหนีไปยังเยอรมันตะวันตก การต่อสู้เพื่อปลดแอกที่กินเวลานานหลายทศวรรษทำให้ กำแพงเบอร์ลิน ล่มสลายลงในที่สุด เป็นเวลาเกือบ 30 ปีที่เบอร์ลินถูกแบ่งแยก มิใช่เพียงอุดมการณ์เท่านั้น แต่ด้วยกำแพงคอนกรีตที่แผ่ขยายไปทั่วเมือง มันทำหน้าที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์อันอัปลักษณ์ของสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบ และถูกทำลายลงโดยน้ำมือของผู้ประท้วง มีความยาวกว่า 43 กิโลเมตร ได้รับการปกป้องด้วยลวดหนาม สุนัขจู่โจม และทุ่นระเบิดกว่า 55,000 ลูก ถึงแม้ว่ากำแพงจะสามารถยืนหยัดได้ในระหว่างปี 1961 ถึงปี 1989 ทว่า มันกลับไม่สามารถเอาตัวรอดจากการขบวนการประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ที่ลงเอยด้วยการโค่นล้มสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (German Democratic Republic – GDR) และนำมาสู่การสิ้นสุดสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน มีต้นกำเนิดในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็นสี่ส่วนและถูกครอบครองโดยมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร ถึงแม้เบอร์ลินจะตั้งอยู่ห่างจากพรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) และเยอรมนีตะวันตก กว่า 144 กิโลเมตร ซึ่งในตอนนั้นถูกล้อมด้วยเขตของโซเวียตทั้งหมด แต่เดิมเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน แต่ในปี 1947 ก็ได้ถูกรวมเป็นโซนตะวันออกและตะวันตก ในปี 1949 ได้มีการตั้งสองเยอรมนีอย่างเป็นทางการ สังคมนิยมเยอรมนีตะวันออกประสบกับความยากจน การหยุดงานประท้วงของคนงานเพื่อตอบโต้ต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ภาวะสมองเสื่อมและการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้เยอรมนีตะวันออกปิดกั้นพรมแดนที่ติดกับเยอรมนีตะวันตกในปี […]

ไดโนเสาร์บินได้ แต่ไม่ใช่นกในแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ไดโนเสาร์บินได้ แต่ไม่ใช่แบบนกในปัจจุบัน ไดโนเสาร์บินได้ มีขนนามอาร์คีออปเทอริก (archaeopteryx) ได้รับสมญานามว่าเป็นนกตัวแรกของโลก เนื่องจากปีกของมันที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการสำคัญซึ่งเชื่อมโยงระหว่างนกและสัตว์เลื้อยคลาน ว่าแต่มันบินได้จริงหรือไม่? นั่นเป็นคำถามที่นักบรรพชีวินวิทยาถกเถียงกันมานานหลายสิบปี แม้อวัยวะดังกล่าวจะมีรูปร่างคล้ายปีกก็จริง แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสามารถพยุงมันขึ้นไปบนอากาศได้ หรือแท้จริงแล้วอาร์คีออปเทอริกเพียงแค่ร่อนถลาลงจากต้นไม้? หรือปีกคู่นี้ช่วยให้มันหนีรอดจากผู้ล่าที่อยู่บนพื้นดิน? หรือไม่ปีกของมันก็มีเพื่อจุดประสงค์อื่นที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง? และล่าสุดผลการวิเคราะห์กระดูกขาของมันเผยให้เห็นว่ามันมีโครงสร้างกระดูกที่ใกล้เคียงกับไก่ฟ้าและนกกระทา ซึ่งพวกมันบินได้เป็นระยะทางสั้นๆ ผลการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงใน Nature Communications on Tuesday เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ทฤษฎีที่ว่า อาร์คีออปเทอริกสามารถร่อนไปในอากาศได้ ซึ่งทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์เข้าไปในฟอสซิลของมันโดยไม่เกิดผลกระทบต่อกระดูกโบราณแม้แต่น้อย “นี่เป็นการศึกษาที่ใช้หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก” Steve Brusatte นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้กล่าวชื่นชม ด้วยแรงบิด ย้อนกลับไปเมื่อ 150 ล้านปีก่อน ในดินแดนที่กลายมาเป็นประเทศเยอรมนีปัจจุบัน อาร์คีออปเทอริกมีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ และพวกมันมีขนสีดำสนิทเช่นอีกาในทุกวันนี้ ในต้นคริสต์ทศวรรษ 1860 เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลของ อาร์คีออปเทอริก การค้นพบครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะในปีต่อมา ชาร์ล ดาร์วิน นักชีววิทยาได้เผยแพร่ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของเขา ดาร์วินเชื่อว่าฟอสซิลชิ้นนี้คือรูปแบบของวิวัฒนาการระดับกลางซึ่งเชื่อมโยงระหว่างสัตว์เลื้อยคลานและนก ฟอสซิลชิ้นนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “Urvogel” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า นกตัวแรก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของการถกเถียงเกี่ยวกับความสามารถทางการบินของ อาร์คีออปเทอริก นักบรรพชีวินวิทยาพยายามมองหาว่าเจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์ตัวนี้มีอะไรที่หายไป เมื่อเทียบกับนกที่ยังมีชีวิตอยู่ รายงานจาก […]

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา – ตราบาปไม่ลืมเลือนของชาวสหรัฐฯ

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่ก่อน ม็อบคนผิวขาวสังหารหมู่ประชาชน มากถึง 300 คนในเขตคนผิวดำอันมั่งคั่งของทัลซา รัฐโอคลาโฮมา หรือที่เรียกว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อทัลซาเริ่มชำระสะสางการทำลายล้างในครั้งนั้น วันที่ 1 มิถุนายน ปี 1921 ในเหตุการณ์ที่เรียกขานกันภายหลังว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ขณะที่ม็อบคนผิวขาวแห่มาถึงกรีนวูด ชุมชนคนดำล้วนในทัลซา รัฐโอคลาโฮมา แมรี อี. โจนส์ แพร์ริช คว้ามือลูกสาวตัวน้อยออกวิ่งหนีตาย ทั้งคู่หลบหลีกกระสุนไปตามกรีนวูดอะเวนิว ซึ่งเป็นถนนอันมั่งคั่งจนในภายหลังได้ชื่อว่า แบล็กวอลล์สตรีท คนดำหลายพันวิ่งหนีขณะที่ม็อบรุกคืบเข้ามา ปล้นสะดม เผาบ้านเรือน โบสถ์ และอาคารอื่นๆ แล้วกราดยิงคนดำอย่างเลือดเย็น เมื่อการเข่นฆ่าทำลายล้างที่กินเวลาสองวันยุติลง มีพลเมืองผิวดำถึง 300 คนถูกสังหารและย่านกรีนวูดก็พินาศย่อยยับ การโจมตีในเหตุการณ์ การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา คือการก่อการร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นความรุนแรงทางเชื้อชาติในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่คนผิวขาวกระทำต่อชุมชนคนผิวดำ นักประวัติศาสตร์บางคนนิยามเหตุการณ์ที่เกิดในกรีนวูดว่า “การสังหารหมู่ การจลาจล หรือถ้าใช้คำสมัยใหม่หน่อยก็คือการกวาดล้างเผ่าพันธุ์” ตามที่ระบุในรายงานปี 2001 ของคณะกรรมการสืบสวนการจลาจลทางเชื้อชาติในทัลซาซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการสืบสวนเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในอีก 80 ปีต่อมา นับเป็นช่องว่างระหว่างเวลาที่สะท้อนว่า คนผิวขาวในทัลซาแก้ต่างและปิดบังอำพรางเหตุสังหารหมู่นั้นไว้หลายชั่วคนได้อย่างไร “สำหรับคนอื่นๆ นี่แทบไม่ต่างอะไรกับสงครามเชื้อชาติ” […]

35 ปี หลังอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด ชีวิตในเชอร์โนบิลยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะมีการอพยพครั้งใหญ่หลังเกิดภัยพิบัติกัมมันตภาพรังสี แต่เชอร์โนบิลก็ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คน นี่คือเรื่องน่าเหลือเชื่อของหลายชีวิตในเมืองที่ถูกทิ้ง ทุกคืนวันที่ 25 เมษายน ผู้คนจะมารวมตัวกันรอบ ๆ รูปปั้นเทพธิดาซึ่งยืนอยู่บนฐานหินในเมืองเชอร์โนบิล ทางตอนเหนือของยูเครน ตัวเทพธิดานั้นทำมาจากเหล็กและถือแตรยาวถึงริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่สร้างภาพเงาอันคมชัดกับท้องฟ้า ประติมากรรมชิ้นนี้เป็นตัวแทนของเทพธิดาองค์ที่ 3 จากหนังสือวิวรณ์ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อเสียงแตรดังก้อง ดาวดวงใหญ่จะร่วงหล่นจากฟากฟ้า รสน้ำจะเริ่มขม และหลายชีวิตต้องพบกับความตาย ถึงแม้ว่าจะมีการอพยพประชาชนจำนวนมากหลังเกิดเหตุระเบิด แต่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นไม่ได้ว่างเว้นจากผู้คนโดยสมบูรณ์ และไม่มีทางเป็นไปได้ ภัยพิบัติกัมมันตรังสีระดับนี้อันตรายเกินกว่าจะละทิ้งไว้เบื้องหลังได้ จนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากกว่า 7,000 ชีวิต อาศัยและทำงานอยู่รอบ ๆ โรงไฟฟ้า ซึ่งน้อยคนนักจะได้กลับไปยังหมู่บ้านรอบ ๆ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ในคืนของวันครบรอบปี ชาวบ้าน คนงาน และผู้มาเยือนจากต่างเมืองจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันสับสนยุ่งเหยิงนี้ที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน และยากที่จะเข้าใจแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 35 ปี เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันถือเทียนขี้ผึ้งแล้วหยดบาง ๆ ลงบนฝ่ามือ พวกเขาฟังเพลงและบทกวีซึ่งดำเนินโดยผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อากาศรอบ ๆ อบอวลไปด้วยอารมณ์อันหนาแน่น อดีตรองหัวหน้าแผนกข้อมูลเขตยกเว้นเชอร์โนบิล เรียกวันแห่งการรำลึกว่า “ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความขมและความหวาน มันเหมือนกับวันแห่งชัยชนะในสงคราม ผู้คนต่างร้องไห้และยิ้มในเวลาเดียวกัน” แม้กระทั่งที่นี่ซึ่งใกล้กับศูนย์กลางของภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มันมีทั้งความรู้สึกของกลุ่มชน […]

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี คือ งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด?

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด ? เมื่อ 73,000 ปีก่อน มนุษย์โบราณคนหนึ่งที่อาศัยในแอฟริกาใต้ปัจจุบัน หยิบเอาดินเหลืองขึ้นมาขีดเครื่องหมายลงบนเศษหิน ข้ามเวลามาปัจจุบันหินชิ้นดังกล่าวถูกค้นพบโดยทีมนักโบราณคดีนานาชาติ ที่เชื่อกันว่านี่คือผลงาน งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบมา จากรายงานที่เผยแพร่ลงในวารสาร Nature ก่อนหน้านี้ศิลปะบนก้อนหินที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมามีอายุ 30,000 ปี จากอินโดนีเซียและสเปน งานวิจัยใหม่นี้นับเป็นการค้นพบพฤติกรรมสมัยใหม่ของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในแอฟริกา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดก่อนจะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมสมัยใหม่อื่นๆ ตามมา ทว่าหินชิ้นนี้ถูกค้นพบได้อย่างไร และถือได้ว่ามันเป็นศิลปะจริงไหม? การค้นพบ ทีมนักโบราณคดีค้นพบสะเก็ดหินเนื้อซิลิกาความยาว 1 นิ้วครึ่ง ที่ผิวปรากฏร่องรอยการขูดขีดกากบาทด้วยดินเหลือง ดินที่อุดมไปด้วยออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียมจนมีสีเหลืองแดง สะเก็ดหินชิ้นดังกล่าวถูกพบรวมอยู่กับกองเครื่องมือหินจากถ้ำบลอมบอสที่ตั้งห่างออกไปจากกรุงเคปทาวน์ เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ราว 300 กิโลเมตร ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้หันหน้าออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ฉะนั้นมันจึงเป็นสถานที่พักทำเลดีให้แก่กลุ่มมนุษย์โบราณที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้นๆ ระหว่างล่าสัตว์ ต่อมาราว 70,000 ปี ถ้ำถูกปิดไม่ให้เข้ารุกรานจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น จากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เปิดปิดซ้ำไปมาตลอดหลายปี อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล และนั่นทำให้ทีมนักโบราณคดีเป็นปลื้มอย่างมากที่หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ยังไม่สูญหายไปกับคลื่น “สิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในนั้นสมบูรณ์แบบมาก” Christopher Henshilwood หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ผู้เป็นหัวหน้าศูนย์ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในยุคแรกเริ่ม จากมหาวิทยาลัย […]

“Bastille Day” เหตุการณ์ต้านอำนาจกษัตริย์ – จุดเริ่มต้นของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส

14 กรกฎาคม คือวันที่ฝรั่งเศสเฉลิมฉลองวันครบรอบการ ปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่นักปฏิวัติลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์และยึดหนึ่งในสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่ง ชาวเมืองที่เต็มไปด้วยโทสะบุกโจมตีคุกบัสตีย์ (Bastille) ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 พวกเขาโจมตีหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ต้องห้ามมากที่สุดของราชาธิปไตย คุกถูกทำลายด้วยความโกรธแค้นของการปฏิวัติในอีกไม่กี่เดือนต่อมา แต่มรดกของคุกที่ถูกทำลายยังคงอยู่ นั่นคืองานเฉลิมฉลองทั่วฝรั่งเศสในวัน Bastille หรือ la Fête Nationale (วันหยุดประจำชาติ) วันครบรอบประจำปีของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส คุกบัสตีย์สูงราวแปดหอคอย สร้างขึ้นในปี 1357 เพื่อปกป้องปารีสจากผู้รุกรานชาวอังกฤษในช่วงสงครามร้อยปี มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับประตูด้านตะวันออกของเมือง ประตู Port Saint-Antoine Bastille ถูกรายล้อมด้วยคูน้ำและอาวุธเพื่อปกป้องเมือง เมื่อเวลาผันผ่าน จุดประสงค์ของมันก็ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นคุกของรัฐและเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของการเข้าถึงราชวงศ์และการปราบปรามเสรีภาพในการพูดของชาวเมือง ในยุคก่อนการ ปฏิวัติฝรั่งเศส กษัตริย์มีอำนาจในการออกหนังสือ “lettres de cachet” ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ส่งไพร่พลของพระองค์เข้าคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี ไม่มีวันปล่อย และไม่มีการอุทธรณ์ใดๆทั้งสิ้น พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ใช้อำนาจนี้ในทางที่ผิด จดหมายได้ถูกส่งให้กับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง หรือใช้จดหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำการลามกอนาจาร คนจัดพิมพ์ข้อความเพื่อปลุกปั่นคนในเมือง และขุนนางที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นผู้ถูกคุมขังใน Bastille หลายคนจึงเป็นขุนนางหรือนักเขียน เช่น […]