History Archives - National Geographic Thailand

อินเดียและปากีสถาน ที่มาของเงาแห่งความแตกแยกที่ยังคงปกคลุมจนวันนี้

หลังจากที่การปกครองอาณานิคมของอังกฤษสิ้นสุดลง ก็ได้กำเนิดสองชาติอธิปไตย แต่การแบ่งเขตนั้นกลับสร้างรอยร้าวความตึงเครียดจนแทบระเบิดขึ้น แม้จะผ่านไปแล้ว 75 ปี ความทรงจำของการแบ่งแยกนี้ยังคงตามหลอกหลอนผู้เหลือรอดมาจนปัจจุบัน ในคืนวันที่ 13 สิงหาคม 1947 สุรี เซฮ์กัลวัย 13 ขวบตื่นเต้นเหลือประดาเสียจนนอนไม่หลับ ในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้เห็นอังกฤษลดธงลงและชักธงใหม่ขึ้น ธงของแคว้นปัญจาบบ้านเกิดของเขาซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแต่ในปัจจุบันเมืองนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติใหม่ที่มีชื่อว่าปากีสถาน เขาจดจำช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการชักธงของประเทศปากีสถานขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการแบ่งอินเดียออกเป็นสองชาติ ความตึงเครียดระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมเดือดพล่านจากกฎการปกครองอาณานิคมอันก่อให้เกิดความแตกแยก คืนนั้นเองที่เซฮ์กัลได้เห็นความน่ากลัว ภาพของผู้คนหลายร้อยถือมืดและอาวุธต่าง ๆ ออกตามล่าชาวฮินดูวิ่งผ่านไป หากมองอย่างผิวเผิน การกำเนิดประเทศปกครองตนเองในเดือนสิงหาคม ปี 1947 เป็นดั่งชัยชนะสำหรับผู้เรียกร้องการปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงทำให้การถอนตัวของจักรวรรดิอังกฤษกลายเป็นการนองเลือด อังกฤษแบ่งแยกอินเดียอย่างไร ในช่วงสิ้นสุดการปกครองแบบอาณานิคมของอังกฤษในปี 1947 อนุทวีปอินเดียถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศได้แก่ อินเดียที่มีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่และปากีสถานที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรีบเร่งนี้นำไปสู่หนึ่งในวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การปกครองอาณานิคม – ก่อนการแบ่งอาณาเขต มีชาวฮินดูคิดเป็นประมาณเกือบร้อยละ 70 ของประชากรอินเดียที่ปกครองโดยอังกฤษ ในขณะที่ชาวมุสลิมมีปริมาณเพียงแค่ประมาณร้อยละ 15 เพียงเท่านั้น ถึงแม้ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่จะอยู่ทางเหนือแต่กลุ่มชาวมุสลิมกลับกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังการแบ่งแยก – การแบ่งประเทศด้วยศาสนานั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในแคว้นปัญจาบและเบงกอลที่มีประชากรชาวฮินดูและมุสลิมใกล้เคียงกัน การถือกำเนิดของปากีสถานจึงเป็นการบังคับให้ชาวฮินดูและมุสลิมกว่าล้านคนจำต้องย้ายที่อยู่ใหม่ พื้นที่ขัดแย้ง – ทางตอนเหนือ บริเวณเส้นแรดคลิฟฟ์ซึ่งหยุดอยู่ที่จัมมูและแคชเมียร์ […]

‘หลักคำสอนแห่งการค้นพบ’ หลักคำสอนคริสตจักรที่ทำให้เกิดยุค ล่าอาณานิคม

หลักคำสอนอายุกว่า 500 ปีของคริสต์คาทอลิกนั้นส่งเสริมการ ล่าอาณานิคม  สมเด็จพระสันตะปาปาจะยกเลิกมันหรือไม่ ? หลักคำสอนแห่งการค้นพบ (Doctrine of Discovery) ซึ่งกำหนดโดยพระสันตะปาปาคือสิ่งที่ทำให้การยึดครองดินแดนด้วยศาสนาคริสต์ ล่าอาณานิคม เป็นเรื่องชอบธรรม ในที่สุด แนวคิดนี้ได้ฝังรากลึกลงในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงกฎหมายระหว่างประเทศ หลุยส์ ลาร์จกรีดร้องและดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับแม่ชีชุดดำที่จับตัวเธอไว้แน่น เธอได้ยินเสียงพูดในภาษาที่เธอไม่เข้าใจและได้แต่มองตามหลังคุณยายของเธอที่เดินไกลออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด เธอก็ได้เข้าใจว่าเธอถูกนำมาทิ้งไว้ที่บลูควิลล์ (The Blue Quill) โรงเรียนประจำสำหรับเด็กๆ ชาวพื้นเมืองในอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2011 ลาร์จได้กล่าวคำให้การต่อคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission of Canada) ว่า “ฉันได้แต่กรีดร้องซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง” ในไม่ช้า ลาร์จตระหนักได้ว่าเธอต้องปฏิบัติตามตารางเวลาอันเข้มงวดในโรงเรียนที่ผูกกับศาสนาคริสต์ เธอเล่าว่าเด็กๆ สวดมนต์และภาวนากันเป็นเวลานานอีกทั้งยังพูดอย่างเสียดสีว่ามันคือ “โรงเรียนคุกเข่า” ที่เปลี่ยนผิวตามข้อต่อให้กลายเป็นหนังแข็งเสียงดังเอี๊ยดจากการบังคับให้สวดมนต์ ลาร์จใช้ชีวิตอยู่กับมรดกจากการล่าอาณานิคมของแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลบังคับให้เด็กพื้นเมืองกว่า 100,000 คนเข้าโรงเรียนประจำที่จะฉีกตัวตน อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเดิมของพวกเขาก่อนเปลี่ยนให้เป็นชาวคริสเตียน ในศตวรรษที่ 20 คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดาได้เปิดเผยประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเหล่านี้รวมถึงผลกระทบที่มีต่อชาวพื้นเมืองแคนาดา […]

เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

มารี อาน ฮาน ยู ในวัยสาวที่ยังรู้สึกเชื่อมโยง ได้ถ่ายภาพสีสันสดใสของประเทศที่กำลังสร้างตัวใหม่หลัง สงครามเกาหลี ในปี 2013 ขณะที่ มารี อาน ฮาน ยู กำลังย้ายบ้านของเธอที่เมมฟิส (รัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ) เธอพบกับกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้แตะต้องมานานหลายสิบปี “มันเป็นกระเป๋าเดินทางจากเกาหลี” สเตฟานี ฮาน ลูกสาวของยู กล่าว “และเต็มไปด้วยฟิล์มสไลด์ค่ะ” ฟิล์มสไลด์เหล่านั้นบันทึกภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเองหลัง สงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลานานสามปีและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งเป็นพลเรือน บรรดาผู้คนในภาพล้วนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวันในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ ยู ซึ่งในขณะนี้อายุ 85 ปี ถ่ายภาพเหล่านี้ในช่วงปี 1956-1957 ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงโซล ช่วงที่เธออายุ 20 ปี แม่ของเธอซึ่งสนิทกับอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รับงานเป็นผู้อำนวยการด้านงานประสัมพันธ์ให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงซึ่งให้บริการนักการเมืองและชนชั้นนำมากมายในกรุงโซล ยูซึ่งเกิดที่ฮาวายในครอบครัวชาวสวนที่เป็นผู้อพยพชาวเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่ไปสหรัฐอเมริกาเดินทางตามแม่ของเธอมาและเข้าทำงานที่ฐานทัพอเมริกาในกรุงโซล มีโอกาสได้ซื้อกล้องถ่ายภาพที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ของเธอ “ฉันอยากจะบันทึกภาพในช่วงเวลานั้น” ยูกล่าวในการสัมภาษณ์ “ทุกอย่างถือเป็นเรื่องประหลาดสำหรับฉันค่ะ” ภาพถ่ายของยูมีทั้งบรรยากาศจอแจของตลาดนัมแดนุนในกรุงโซล รวมไปถึงวิถีชีวิตนอกเมืองริมแม่น้ำฮัน นอกจากนี้ ครอบครัวยูมีความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้น […]

ดำดิ่งสำรวจสุสานใต้พีระมิด

แม้พีระมิดในอียิปต์จะโด่งดังมากกว่า แต่พีระมิดในซูดานซุกซ่อนสุสานหลวงไว้ ซึ่งนักโบราณคดีสามารถสํารวจได้ตราบเท่าที่พวกเขาไม่รังเกียจการดําน้ำ ฉันรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก  แต่ละก้าวที่ลงไปตามช่องทางเดินหินดานนำฉันเข้าใกล้สิ่งที่ฉันนึกภาพมานาน  นั่นคือ สระนํ้าสีนํ้าตาลอมเหลืองซึ่งซ่อนอุโมงค์ที่ถูกนํ้าท่วมเอาไว้  และวินาทีที่ฉันเข้าไปสู่ความมืดมิดนั้น  ซากปรักของพีระมิดโอ่อ่า ก็ตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องบน ที่นี่  ณ สุสานโบราณแห่งนูรีในทะเลทรายทางตอนเหนือของซูดาน  เหล่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชาวคูชทอดพระวรกายมานานหลายพันปีในกลุ่มคูหาฝังพระศพใต้ดินเบื้องล่างพีระมิดสูงใหญ่  ปัจจุบัน  คูหาถูกนํ้าใต้ดินที่ไหลซึมมาจากแม่นํ้าไนล์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เอ่อท่วม  นักโบราณคดี  เพียร์ซ  พอล  ครีสแมน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  เป็นผู้นำทีมซึ่งอาจเป็นทีมแรกที่พยายามสำรวจทางโบราณคดีใต้นํ้าข้างใต้พีระมิด  ตอนแรกฉันใจเย็น  แม้ว่าจะ ตื่นเต้นกับการร่วมเดินทางไปถ่ายภาพความพยายามที่ทะเยอทะยานและเสี่ยงอันตรายนี้เมื่อปี 2020  แต่พอฉันเดินลงไปใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ  หัวใจก็เต้นเร็ว  และหายใจแทบไม่ออก ฉันเคยสัมผัสความรู้สึกกระวนกระวายหายใจไม่ทั่วท้องแบบนี้มาก่อน  เมื่อเก้าปีที่แล้วจากการหมอบอยู่ในท่อระบายนํ้าในประเทศลิเบีย  ขณะที่ปืนกลระดมยิงใส่พื้นดินด้านบน  และเจ็ดปีก่อน  ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายอัลชาบับใน ศูนย์การค้าที่กรุงไนโรบี  ล่าสุดเมื่อสี่ปีก่อน  บนหาดไร้ขื่อแปในโซมาเลีย  แต่ที่นี่ ไม่มีศัตรูภายนอก  แต่บางสิ่งในความคิด ของฉันเองกำลังตะโกนใส่ฉันว่า  อย่าลงไป ครีสแมนและไดฟ์มาสเตอร์  จัสติน  ชไนเดอร์  รับรู้ได้ถึงความกังวลของฉัน  “ขอเวลาแป๊บหนึ่งค่ะ”  ฉันบอก  พลางถือกล้องถ่ายภาพไว้แน่น  ฉันคาบเรกูเลเตอร์  ไขว้ขาแล้วทิ้งตัวลงไป  หายใจ  แค่หายใจ […]

เรื่องลับของนักบินสหรัฐฯ ชำระแค้นญี่ปุ่นให้เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 จิมมี่ ดูลิทเทิล คือผู้นำฝูงบินของสหรัฐฯ ในหนึ่งในภารกิจที่ท้ามรณะที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง ในสัปดาห์แรกๆ ของปี 1942 สหรัฐฯ ทั้งโกรธแค้น อับอาย และเสียขวัญ เนื่องจากเรือรบประจำกองเรือแปซิฟิกของพวกเขาจมอยู่ใต้เพิร์ลฮาร์เบอร์หลังตกเป็นเหยื่อการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวโดยฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ในเดือนต่อๆ มา ทั้งประเทศนี้และเหล่าพันธมิตรทำได้เพียงแค่มองดูกองทัพญี่ปุ่นโหมถล่มรุกรานไปทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก และบดขยี้ที่มั่นของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ที่ขวางทาง หลังการโจมตีในเดือนธันวาคม ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลต์ ออกคำสั่งกดดันอย่างเดือดดาลต่อผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ให้พวกเขาหาทางโจมตีโต้ตอบแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น กระนั้น ไม่มีไครทราบว่าจะเอาชนะอุปสรรคทางการขนส่งได้อย่างไร เครื่องบินรบซึ่งประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นเล็กเกินกว่าที่จะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ได้ และยังมีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งสามารถโปรยห่าฝนแห่งการทำล้างได้ก็ถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะบินขึ้นและลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน และแล้ว ในวันหนาวเหน็บวันหนึ่งในเดือนมกราคม ใครคนหนึ่งผุดความคิดว่าเครื่องบินบี-25 “มิตเชลล์” เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลางสองเครื่องยนต์ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการไม่นานนักอาจขึ้นบินจากดาดฟ้าลานบินของเรือบรรทุกเครื่องบินได้ และแม้เครื่องบินเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาลงจอดบนเรือ น้ำมันที่เหลือหลังภารกิจทิ้งระเบิดแผ่นดินญี่ปุ่นเสร็จสิ้นจะช่วยประคองพวกมันไปลงจอดบนลานบินของฝ่ายพันธมิตรในจีน นายพลเฮนรี “เฮพ” แอร์โนลด์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศทัพบกสหรัฐฯ (Army Air Corps) เลือกพันโทเจมส์ “จิมมี” ดูลิทเทิล หนึ่งในนักบินผู้โด่งดังที่สุดในยุคนั้นและเป็นบุรุษที่แอร์โนล์ดทราบว่าเป็น“ผู้กล้าหาญอย่างที่สุด” นักบินกลุ่มเดียวซึ่งผ่านการฝึกฝนจนสามารถขับบี-25 […]

พบซากเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก เป็นเรือรบจากสงครามโลกครั้งที่ 2

พบซากเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก เป็นเรือรบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นักสำรวจ วิคเตอร์ เวสโคโว (Victor Vescovo) ผู้ก่อตั้งคาลันดาโอเชียนิก (Caladan Oceanic) บริษัทเทคโนโลยีสำรวจใต้ทะเลในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบเรือพิฆาตของกองทัพสหรัฐที่ชื่อว่า ‘ยูเอสเอส ซามูเอล บี. โรเบิร์ต (USS Samuel B. Roberts.) จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอับปางอยู่ที่ความลึก 6,895 เมตร กลายเป็นการค้นพบเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก ‘แซมมี่ บี’ ได้ผ่านการรบที่สงครามอ่าวเลย์เตหรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Battle of Samar’ เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์ออกจากการครอบครองของกองทัพญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1944 ตามบันทึกรายงาน ‘แซมมี่ บี’ ได้จมเรือรบของศัตรูไปหลายลำก่อนที่จะถูกโจมตีจนจมลง ลูกเรือทั้งหมด 224 คนต้องรออยู่บนแพชูชีพกว่า 50 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ มีผู้เสียชีวิต 89 จากบาดแผลและฉลามโจมตี “เรามักจะบอกว่าเหล็กกล้าไม่เคยโกหก และซากเรือเหล่านี้คือพยานคนสุดท้ายในการต่อสู้” เวสโคโวกล่าว “เรือแซมมี่ บี. เข้าปะทะกับเรือลาดตระเวนหนักของญี่ปุ่น […]

ประวัติจักรยาน – การเกิดขึ้นของ จักรยาน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโลกไปอย่างไร

ประวัติจักรยาน – การประดิษฐ์จักรยานเมื่อปลายศตวรรษที่สิบเก้า มีความหมายมากกว่าการเดินทางรูปแบบใหม่ แต่คือวิถีชีวิตใหม่ด้วย ประวัติจักรยาน – ถ้าประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย  มันก็ต้องพ้องจองกันแน่  ด้วยความต้องการจักรยานที่พุ่งสูงขึ้น  และชาติต่างๆ กำลังเตรียมใช้เงินหลายพันล้านในการออกแบบเมืองใหญ่ของตัวเองอีกครั้งโดยมีเป้าหมายใหม่อยู่ที่การใช้จักรยานและการเดิน  นับเป็น โอกาสเหมาะในการรำลึกว่า  การปรากฏโฉมของจักรยานในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างไร จักรยานเคยเป็นเทคโนโลยีที่สร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง เทียบง่ายๆ คือพอฟัดพอเหวี่ยงกับโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน  ในช่วงสองสามปีอันน่าตื่นเต้นของทศวรรษ 1890 จักรยานเป็น “ของมันต้องมี” อย่างยิ่ง  เพราะเป็นพาหนะขนส่งที่รวดเร็ว  ซื้อไหว  และเก๋ไก๋  ซึ่งใช้ปั่นพาเราไปทุกหนแห่งที่ อยากไปตอนไหนก็ได้ และฟรีด้วย เราหัดขี่จักรยานกันได้เกือบทุกคน  แล้วก็หัดกันเกือบทุกคน  สุลต่านแห่งแซนซิบาร์ปั่นจักรยานเป็นงานอดิเรก  ซาร์ของรัสเซียก็เหมือนกัน  เจ้าผู้ครองกรุงคาบูลยังซื้อจักรยานแจกสนมทั้งฮาเร็ม  แต่ผู้ที่ใช้จักรยานกันจริงๆ ในวิถีชีวิตก็คือชนชั้นกลางและกรรมาชีพทั่วโลก  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มหาชนเคลื่อนที่ได้  ไปไหนมาไหนตามอำเภอใจได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีม้าและรถม้าแพงๆ อีกต่อไป  มีการเรียกขานจักรยานว่าเป็น “ม้าชราของปวงชน”  ไม่เพียงแต่นํ้าหนักเบา ซื้อหาได้  และบำรุงรักษาง่าย  แต่ยังเป็นของที่วิ่งเร็วที่สุดบนท้องถนนอีกด้วย สังคมเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว  พวกผู้หญิงคึกคักกันเป็นพิเศษ  โยนกระโปรงยุควิกตอเรียสุดเทอะทะทิ้งไป  หันมาใส่กางเกงกับเสื้อผ้าที่ “เข้าท่า”  แล้วพากันลงถนน  “ฉันคิดว่าจักรยานช่วยปลดปล่อยผู้หญิงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลก”  ซูซาน บี.  […]

พบมัสยิดอายุ 1,200 ปีในทะเลทรายเนเกฟประเทศอิสราเอล

พบมัสยิดอายุ 1,200 ปีในทะเลทรายเนเกฟประเทศอิสราเอล หลักฐานการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาคริสต์มาเป็นอิสลามในพื้นที่ นักโบราณคดีชาวอิสราเอลค้นพบซากมัสยิดโบราณที่มีอายุ 1,200 ปีระหว่างการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อสร้างย่านใหม่ของเมืองราฮัต (Rahat) กลางทะเลทรายเนเกฟ (Negev) ทางตอนใต้ของอิสราเอล เชื่อว่าเป็นหลักฐานในการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาคริสต์มาเป็นอิสลามในพื้นที่แห่งนี้ “ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอาคารนี้ถูกใช้เป็นมัสยิด” หน่วยงานด้านวัตถุโบราณของอิสราเอล หรือ IAA (the Israel Antiquities Authority) กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมระบุว่ามัสยิดนี้มี “ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสและผนังที่หันไปทางนครเมกกะ” พวกเขาเชื่อว่าในแต่ละครั้งอาจมีผู้เข้ามาทำการละหมาราวครั้งละ 24 ถึง 36 คน นอกจากนี้ยังพบ “ซากอาคารหรูหรา” อยู่ไม่ไกลจากมัสยิด โดยมีซากเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์จากแก้ว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความมั่งคั่งของผู้อยู่อาศัย ทาง IAA กล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ถูกจัดสร้างขึ้นหลังจากการหายไปของการปกครองโดยไบแซนไทน์และศาสนาคริสต์ที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี” “กระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นคือการเข้ามาของศาสนาใหม่ ซึ่งเป็นศาสนาอิสลามรวมทั้งการปกครองและวัฒธรรมใหม่ในภูมิภาคแห่งนี้” IAA กล่าวเสริม  การพิชิตดินแดนของชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 7 ทำให้เมื่อราว 3 ปีก่อนทาง IAA ได้เคยพบซากมัสยิดอีกแห่งในบริเวณเดียวกันซึ่งอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 7 ถึง 8 เป็นหลักฐานยืนยันถึงการเข้ามาของชาวมุสลิม IAA […]

เบื้องหลังการทำแผนที่ ตลอด 100 ปี ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ซึ่งก่อตั้งมาครบ 100 ปีในปีนี้  ได้จารึกผืนดิน แผ่นน้ำ และฟากฟ้าบนแผนที่ที่บรรจุข้อมูลไว้มากมาย ทั้งยังสะท้อนแนวคิดล้ำสมัย และปลุกเร้าความฝันให้ลุกโชน พิกัดสำนักงานนักภูมิศาสตร์ประจำสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก คือ 38°54’19„ เหนือ  77°2’16„ ตะวันตก คงพอจะพูดได้ว่าควน  จูเซ  บาลเดส ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ในปัจจุบัน  รู้ตำแหน่งแห่งที่ของเขาอย่างแม่นยำ   แต่ขอบเขตการทำงานของ สำนักงานในความรับผิดชอบของเขาหรือแผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ซึ่งฉลองครบ 100 ปีในปีนี้ ไม่เพียงครอบคลุมพิกัดที่ว่าเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงภูเขา  แม่นํ้า  ทะเลสาบ  ถนน  แนวปะการัง  ฟยอร์ด  เกาะ ทะเล  ธารนํ้าแข็ง มหาสมุทร  ดาวเคราะห์  ดาราจักร และระบบสุริยะ  หรือพูดง่ายๆ คือลักษณะทางกายภาพใดๆ ที่ปรากฏบนพื้นดิน  ผืนนํ้า  และแผ่นฟ้านั่นเอง ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (สถิติจะล้าสมัยทันทีที่รวมตัวเลข เสร็จ) แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ได้ผลิตแผนที่แถม 438 ชุด […]

World Update: พบมัมมี่อียิปต์โบราณสภาพสมบูรณ์ 250 โลงที่มีอายุกว่า 2,500 ปี

พบมัมมี่อียิปต์โบราณสภาพสมบูรณ์ 250 โลงที่มีอายุกว่า 2,500 ปี นักโบราณคดีค้นพบโลงศพของมัมมี่อียิปต์โบราณ 250 โลงและรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเทพเจ้าอียิปต์มากมายกว่า 150 ชิ้นจากสุสานแห่งซัคคาราใกล้กรุงไคโร มีอายุย้อนหลังไปมากกว่า 2,500 ปี ทั้งหมดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยรัฐบาลหวังว่าการค้นพบเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ย่ำแย่จากไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซัคคารา หรือ Saqqara นั้นเป็นสุสานขนาดใหญ่ของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเนื่องด้วยการค้นพบมากมายที่ผ่านมา ซัคคาราจึงถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการค้นพบโลงศพไม้กว่า 250 โลง ปิดสนิทในสภาพสมบูรณ์พร้อมกับลวดลายอียิปต์โบราณที่ยังไม่จางหายไป มอสตาฟา วาซิรี (Mostafa Waziri) หัวหน้าหน่วยงานสภาโบราณวัตถุสูงสุดของอียิปต์ (Egypt’s Supreme Council of Antiquities) กล่าวกับผู้สี่อข่าวว่า “โลงศพไม้ 250 โลงที่มีมัมมี่อยู่ภายใน ย้อนหลังไปถึงช่วง 500 ปีก่อนคริสตศักราช” ภายในโลงหนึ่ง พวกเขาพบต้นกกที่ยังไม่ถูกแตะต้อง มีความสมบูรณ์อย่างที่สุด วาซิรีกล่าวว่าต้นกกจะถูกย้ายนำไปศึกษาต่อที่ห้องปฏิบัติการของพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร นอกจากนี้ยังพบม้วนกระดาษปาปิรัสยาว 9 เมตรที่ทีมงานเชื่อว่าเป็นบทสวดเพื่อนำทางผู้เสียชีวิตไปยังดินแดนหลังความตาย ในขณะที่รูปปั้นกว่า 150 ชิ้นเป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์เทพเจ้าอียิปต์มากมายหลายองค์ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าบาสท์ (Bastet) เทวีแห่งความรักผู้มีศีรษะเป็นแมว […]

World Update: พบฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวาน

ฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวา ในอาเซียน ที่อาจมาไกลจากทิเบตหรือเทือกเขาอัลไต นักวิจัยพบฟอสซิลฟันในถ้ำงูเห่าแถบเทือกเขาอันนัมทางตอนกลางของประเทศลาว คาดว่าเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ของมนุษย์ เดนิโซวาน ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยพบมาก่อนซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน โดยระบุว่าฟันชิ้นนี้มีอายุ 131,000 ถึง 164,000 ปี และเป็นของเด็กหญิงที่มีอายุประมาณ 3.5 – 8.5 ขวบ เดนิโซวานเป็นมนุษย์สมัยโบราณที่ลึกลับและศึกษาได้ยากสายพันธุ์หนึ่งเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานฟอสซิลของพวกเขาน้อยมาก ชิ้นส่วนกระดูกและฟันก่อนหน้าทั้งหมดที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของเดนิโซวานนั้นสามารถบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาดเท่าแซนวิซได้อย่างง่าย และทั้งหมดนั้นพบจากสถานที่ขุดค้นเพียงสองแห่งในโลกคือ ไซบีเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำเดนิโซวาน ซึ่งเป็นถ้ำที่ค้นพบตัวอย่างของมนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์รวมถึงเดนิโซวาน ในเขตเทือกเขาอัลไต และที่ราบสูงทิเบต ซึ่งต่างจากญาติใกล้ชิดของพวกเขาคือนีแอนเเดอร์ทัลที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในยุโรป กระนั้น นักบรรพชีวินวิทยาตั้งสมมติฐานมานานแล้วว่า เดนิโซวาน ต้องอยู่ไกลออกจากยุโรปไปทางใต้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการผสมพันธุ์กับมนุษย์ยุคแรกก่อนซึ่งทิ้งร่องรอยทางพันธุกรรมไว้ในมนุษย์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายเอเชีย “มันทำให้ฉันนึกได้ว่าพวกเขามีความคล้ายคลึงกับเรามากแค่ไหน” ลอร่า แช็คเคิลฟอร์ด (Laura Shackelford) นักบรรพชีวินวิทยาและนักสำรวจของเนชั่นเนล จีโอกราฟิกกล่าวถึงการค้นพบฟอสซิลฟันชิ้นนี้ พร้อมทั้งเสริมอีกว่าสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างสุดขั้วตั้งแต่ภูเขาสูงที่เย็นยะเยือกและที่ราบลุ่มอันร้อนชื้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าทึ่งของมนุษย์เดนิโซวาน ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกันกับ ธงสา สายาวงศ์คำดี นักโบราณคดีชาวลาวผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยทำให้การขุดค้นเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อพบฟัน แช็คเคิลฟอร์ดกล่าวว่า “เรารู้ว่าเป็นพวกเดียวกันเกือบในจะทันที แต่ไม่ใช่มนุษย์สมัยใหม่” ในขณะที่เคลมเมนท์ ซานอลลิ (Clément Zanolli) หนึ่งในทีมขุดค้นเสริมว่า […]

เรื่องของสตรีกว่า 10,000 คนที่เป็นนักถอด รหัสลับ ให้สหรัฐฯ ชนะสงครามโลก

เรื่องราวของ นักถอด รหัสลับ ผู้หญิงกว่า 10,000 คนทำงานกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อให้สงครามจบลง สตรีนักถอด รหัสลับ แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง – ในยามบ่ายอันหนาวเย็นวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน 1941 แอนน์ ไวท์ พบจดหมายแปลกๆ ฉบับหนึ่งในกล่องรับจดหมายจากศาสตราจารย์ดาราศาสตร์ที่อยากพบเธอ ไวท์ซึ่งกำลังศึกษาภาษาเยอรมันที่วิทยาลัยเวลส์ลีย์ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์พบว่าศาสตราจารย์ท่านนี้มีคำถามที่อยากถามเธอเพียงสองข้อ คือเธอชอบปริศนาครอสเวิร์ดไหม และเธอหมั้นหรือยัง มีการถามสองคำถามนี้กับผู้หญิงทั่วทั้งสหรัฐฯ หากคำตอบสำหรับคำถามแรกคือใช่และคำถามที่สองคือไม่ พวกเธอจะได้รับข้อเสนอสำหรับโอกาสฝึกฝนอาชีพลับอย่างการถอดรหัสลับให้กองทัพบกหรือทัพเรือสหรัฐฯ เพียงสองปีก่อนหน้านั้น เยอรมนีภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ได้ยกทัพบุกโปแลนด์และจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งแรกจบลงในปี 1918 การเมืองระหว่างประเทศยังคงตึงเครียดอย่างสูง และการบุกโปแลนด์และประเทศอื่นๆ ในยุโรปครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ประเทศส่วนใหญ่เข้าร่วมหนึ่งในสองฝ่าย คืออักษะ (ซึ่งมีอำนาจสำคัญคือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น) และสัมพันธมิตร (ซึ่งมีประเทศเช่นสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และสหรัฐฯ เข้าร่วม) สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 หลังญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือที่เพิร์ลฮาร์เบอร์บนเกาะโอวาฮู มลรัฐฮาวาย หลายประเทศพัฒนา รหัสลับ เพื่อส่งข้อความลับเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ […]

เปิดหน้าดินเมืองลำปาง ค้นหานักบินผู้หายสาบสูญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อ 77 ปีก่อน นักบินอเมริกันได้สูญหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภารกิจค้นหาเพื่อพาเขากลับมาตุภูมิจึงเกิดขึ้น ผืนดินเก็บงำอดีตเอาไว้ราวกับความลับ มันถูกพลิกไถไปตามฤดูกาล พืชพันธุ์นานาชนิดงอกเงยขึ้นมาหล่อเลี้ยงผู้คน ใต้ผืนดินเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่แห่งสำนักงานค้นหาเชลยศึกและผู้สูญหายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DPAA) กำลังขุดหาชิ้นส่วนเครื่องบินล็อกฮีด พี-38 ไลท์นิง รวมถึงหลักฐานยืนยันอัตลักษณ์ของนักบินผู้สูญหายระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศเมืองทางตอนเหนือของประเทศไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  จากเมืองลำปางลงไปทางทิศใต้ด้วยระยะทาง 40 กิโลเมตร ทุ่งนาท้ายหมู่บ้านแม่กัวะ อำเภอสบปราบ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดี ธงสีขาวปักบนดินคล้ายฝูงนกกระยางนาหากินในทุ่ง สถานีคัดกรองวัตถุด้วยแรงดันน้ำถูกสร้างด้วยไม้ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ห้องน้ำเคลื่อนที่ติดตั้งไว้ปลายนาด้านหนึ่ง เครื่องสูบน้ำและเครื่องปั่นไฟคือแหล่งพลังงานขับเคลื่อนภารกิจนี้  นาผืนนี้คือตำแหน่งที่เครื่องบิน พี-38 ประสบอุบัติเหตุตกลงเมื่อ 77 ปีก่อน นักบินยศร้อยโทเป็นความลับของประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังเพิ่งค้นพบ ภารกิจค้นหาเพื่อพาเขากลับบ้านจึงเริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022  ชาวบ้านแม่กัวะเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ‘หลังเทิน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นตั้งค่ายพักอยู่บริเวณที่ชาวบ้านแม่กัวะเรียกว่า ‘หลังเทิน’ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังขนาดใหญ่ของชาวบ้านแม่กัวะ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร ภาพโดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ การค้นหาทหารอเมริกันผู้สูญหายจากความขัดแย้งและสงครามในอดีตคือภารกิจหลักของสำนักงาน DPAA ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้ง 1, สงครามโลกครั้งที่ 2, สงครามเกาหลี, สงครามเวียดนาม, […]

ที.เร็กซ์หลบไป! เผยโฉม สไปโนซอรัส ไดโนเสาร์ที่ใหญ่และร้ายกาจสุดบนพื้นพิภพ

ที. เร็กซ์หลบไปไกลๆ เพราะสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดและร้ายกาจที่สุด ที่เคยท่องพื้นพิภพคือ สไปโนซอรัส เย็นวันที่ 3 มีนาคม ปี 2013  นักบรรพชีวินวิทยาหนุ่มนาม นิซาร์  อิบรอฮีม นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนนในเมืองเอร์ฟูด  ประเทศโมร็อกโก เหม่อมองแสงตะวันกำลังลาลับ พลางรู้สึกว่าความหวังของเขาก็กำลังริบหรี่ตามไปด้วย  สามวันก่อนหน้านั้น  อิบรอฮีมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนมายังเอร์ฟูดเพื่อตามหาชายคนหนึ่งซึ่งอาจไขปริศนาที่ครอบงำจิตใจเขาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ชายคนที่อิบรอฮีมตามหาเป็นฟุยเยอร์ หรือนักล่าฟอสซิลในท้องถิ่น ซึ่งขาย “สินค้า” ให้ร้านค้าและนายหน้า ในบรรดาฟอสซิลลํ้าค่าที่สุดคือกระดูกไดโนเสาร์จากชั้นหินเคมเคม  ซึ่งเป็นผาชันยาว 250 กิโลเมตรที่มีตะกอนทับถมมาตั้งแต่กลางยุคครีเทเชียส  หรือระหว่าง 100 ถึง 94 ล้านปีก่อน หลังจากตระเวนไปตามแหล่งขุดค้นต่างๆ ใกล้หมู่บ้านเอลเบกาอยู่นานหลายวัน  นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามก็หันไปเดินหาตามถนนสายต่างๆ ในเมืองด้วยความหวังว่าจะพบชายคนดังกล่าว  ในที่สุดพวกเขาก็ถอดใจถอยมาตั้งหลัก  ดื่มชาสะระแหน่และปลอบใจกันที่ร้านกาแฟแห่งนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมฝันไว้ดูเหมือนจะสูญสลายไปหมดครับ” อิบรอฮีมเท้าความหลังให้ฟัง ความฝันของอิบรอฮีมผูกพันแนบแน่นกับความฝันของนักบรรพชีวินวิทยาอีกคนซึ่งผจญภัยไปในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน  ระหว่างปี 1910 ถึง 1914  แอนสท์ ไฟรแฮร์  ชโตรเมอร์  ฟอน  ไรเคนบาค  ชนชั้นสูงชาวบาวาเรีย  และทีมงานของเขาออกสำรวจที่ใช้เวลายาวนานหลายครั้งในทะเลทรายสะฮาราของประเทศอียิปต์ โดยลัดเลาะไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่นํ้าโบราณซึ่งมีชั้นหินเคมเคมก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก […]

หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย เล่าประวัติศาสตร์ด้วยมิติใหม่

ตำนานพระอุ้มน้ำ ตำราพิชัยสงคราม สมรภูมิรบเขาค้อ เมืองโบราณศรีเทพ น้ำพริกขี้ปู แกงบอน รู้จักเพชรบูรณ์ให้มากขึ้นที่หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ปฐมบทความเป็นมาของ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (Phetchabun Intrachai Archaeology Hall) เริ่มมาจากศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์หลังเก่าที่ใช้งานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึง พ.ศ. 2550 เป็นเวลา 45 ปีเต็ม เมื่อได้สร้างศาลากลางหลังใหม่ขึ้นมาแทนหลังเก่า ทางเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จึงได้ขอทางจังหวัดใช้อาคารหลังนี้ในลักษณะของหอโบราณคดี ซึ่งมีข้อบังคับ ข้อกำหนด และกฎเกณฑ์น้อยกว่าพิพิธภัณฑ์ เนื้อหาการจัดแสดงส่วนต่างๆ ได้นำจุดเด่นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  โบราณคดี วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตผู้คนของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในแต่ละช่วงเวลามาจัดแสดงไว้ เป็นหมวดหมู่ ไม่ปะปนกัน อาศัยเงื่อนเวลาเป็นรอยเชื่อมอย่างกลมกลืน ชื่อว่า เพ็ชรบูรณ์อินทราชัย  คืออะไรมาจากไหน แท้จริงแล้วคือพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสองค์ที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย มีพิธีเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2561 […]

ตำนาน ซอมบี้ มีที่มาที่ไป และการสร้างความกลัวให้ชาวโลกในรูปแบบใดบ้าง

จากผีดิบแห่งมนต์ดำมาจนถึงผีชีวะจากไวรัสระบาด เรื่องราวของ ซอมบี้ กำเนิดและรอดพ้นผ่านกาลเวลานับสามศตวรรษมาได้อย่างไร ตำนานที่เล่าขานถึงศพคืนชีพและปีศาจกินเนื้อผู้เต็มไปด้วยความอาฆาตต่อมนุษย์นั้นปรากฏตามเรื่องเล่าหลากหลายวัฒนธรรมมากมาย ตั้งแต่ตำนานของกูล (ghoul) ปีศาจกินเนื้อในตำนานชาวอาหรับ ตำนานดรอเกอร์ (draugr) ผีดิบพละกำลังเหนือมนุษย์ของชาวชาวนอร์ส จนไปถึงกองทัพผีดิบในตำนานการไปเยือนใต้พิภพของเทพอินันนา (Ishtar’s Descent into the Netherworld) ของชาวเมโสโปเตเมียโบราณ แต่สิ่ง(ไม่)มีชีวิตหนึ่งเดียวที่ได้พิสูจน์ตัวเองในความไร้เทียมทานที่สุดนั้นมีเพียง “ ซอมบี้ ” ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนับศตวรรษตั้งแต่การกำเนิดลัทธิโวดูแล้ว พวกมันยังคงฟื้นกลับมาเพื่อครองสื่อและวรรณกรรมทุกรูปแบบได้อยู่เสมอ กำเนิด ซอมบี้ ในลัทธิโวดู ลัทธิโวดูของชาวเฮตินั้นมีจุดเริ่มในยุคของการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ในปี ค.ศ. 1697 ประเทศฝรั่งเศสก่อตั้งอาณานิคม “แซ็ง-ดอแม็งก์” ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮิสปันโยลา (Hispaniola) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเฮติ ซึ่งชาวแอฟริกาฝั่งตะวันตกมากมายจากหลายชีวิตถูกนำมาที่แซ็ง-ดอแม็งก์เพื่อการใช้แรงงาน ทาสชาวแอฟริกันเหล่านั้นมีเชื้อชาติ วัฒนธรรม ถิ่นกำเนิดและความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ภายใต้ชะตาชีวิตอันโหดร้ายของการโดนกดขี่ ชาวแอฟริกันในแซ็ง-ดอแม็งก์หันมานับถือศาสนา “โวดู” (Vodou) เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขาท่ามกลางความแตกต่าง ศาสนาโวดูมีพื้นฐานความเชื่อว่ามี “พระเจ้า” ผู้อยู่เหนือทุกสิ่งและในบูชาพระเจ้านั้นทำได้โดยการนับถือและบูชาเหล่า “ลวา” (Lwa) ผู้เป็นเหล่าเทพเจ้าซึ่งคอยดูแลธรรมชาติและความเป็นอยู่ของผู้คน พ่อมดในศาสนาโวดูมักใช้ความรู้ในการบูชาสักการะเทพเจ้าซึ่งตรงข้ามกับ “โบคอร์” (Bokor) หรือพ่อมดโวดูที่ใช้ความรู้และความสามารถในทางที่ผิด […]

หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

ไม่นานหลังการค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคามุน ก็มีการค้นพบร่องรอยความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณอีกครั้งในรูปแบบของศิลปวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมายในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสที่ 1 ความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณมีชื่อเสี่ยงโด่งดั่งขึ้นทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อนักโบราณคดี เฮาเวิร์ด คาร์เทอร์ (Howard Carter) ค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun) ในปี ค.ศ. 1922 กระแสดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจอันล้นหลามสำหรับเหล่านักโบราณคดีในการค้นหาหลุมฟังศพที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) ที่เหล่านักสำรวจต่างพยายามเร่งการค้นหาของทีมตนเองพร้อมจับตาดูความคืบหน้าของทีมคู่แข่งอื่นๆ ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) เป็นที่ตั้งของกลุ่ม พีระมิดกีซา ซึ่งมีพีระมิดคูฟูที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นพีระมิดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ในปี ค.ศ. 1902  กาสตัน มาสเพอโร (Gaston Maspero) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้นำกลุ่มนักวิชาการนานาชาติกลุ่มหนึ่ง ต้องการปกป้องกลุ่มพีระมิดจากความเสื่อมสภาพและการถูกขโมยโบราณวัตถุ มาสเพอโรจึงแบ่งพื้นที่ของที่ราบสูงกีซาให้แก่ทีมนักโบราณคดีที่มีศักยภาพในการขุดค้นที่สุด หนึ่งในทีมที่ได้สิทธิในการขุดค้นคือทีมของ จอร์จ ไรส์เนอร์ (George Reisner) ไรส์เนอร์เป็นนักอียิปต์วิทยาซึ่งมีชื่อเสียงในวงการจากการสำรวจภูมิภาคของอาณาจักรนูเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของอียิปต์และซูดาน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 ขณะที่โมฮัมเมดานิ อิบราฮิม (Mohammedani Ibrahim) ช่างภาพของไรส์เนอร์กำลังถ่ายภาพอยู่ในบริเวณของพีระมิดคูฟู เขาสังเกตเห็นว่าขากล้องของเขาตั้งอยู่บนพื้นปูนขาวซึ่งอาจเป็นเพดานของสิ่งก่อสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน […]

ภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปี

รวมภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปีที่ผ่านมา การก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกในปี ค.ศ. 1888 นำมาซึ่งการผจญภัยและการเดินทางต่างๆ มากมาย ด้วยเป้าหมายในการค้นหาและเพิ่มพูนความรู้แก่สังคม สมาคมได้ช่วยสนับสนุนบรรดานักสำรวจและช่างภาพในการเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ผ่านร้อนและหนาวบนสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายในนามของการสำรวจ และสิ่งที่พวกเขานำกลับมาคือเรื่องเล่าของ การผจญภัย และรูปถ่ายที่ผนึกการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของพวกเขาไว้ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย (ภาคออนไลน์) ขอเชิญชมรูปภาพใน การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของนักสำรวจและช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องโดย LINDSAY N. SMITH แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ