โบราณคดีที่ ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอนคลี่คลายความลับจากบรรพกาล 32,000 ปี

กว่า 20 ปีที่ ศ.ดร.รัศมี  ชูทรงเดช กับทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ร่วมกันขุดค้นและไขปริศนาโลงไม้จํานวนมากที่พบตามถํ้าและเพิงผาต่างๆ ในอําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปทางทิศเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร  อำเภอ ปางมะผ้า เก็บงำความลับของบุพกาลไว้บนภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน  พื้นที่ราบระหว่างหุบเขาคือที่ตั้งบ้านเรือนของชาติพันธุ์ต่างๆ ผู้อาศัยอยู่ในเวลาของปัจจุบัน พวกเขาประกอบด้วยมูเซอ  ไทใหญ่  ลีซู  กะเหรี่ยง  ม้ง  ปะโอ  ลัวะ  รวมทั้งคนพื้นราบ  ปางมะผ้า เป็นพื้นที่ที่เรื่องราวในอดีตทาบทับอยู่กับปัจจุบันเหมือนการดำรงอยู่ของเงากับ แสงแดดซึ่งขับเน้นกันชัดเจนกว่าถิ่นอื่น  โถงถํ้ากว่า 70 แห่งที่กระจายอยู่ทั่ว  ทั้งที่เข้าถึงได้ง่ายและบนเขาสูงชัน  ยังคงเก็บรักษาเรื่องราวของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ในยามที่ผู้คนยุคปัจจุบันดำเนินชีวิตท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ ศ.ดร.รัศมี  ชูทรงเดช  ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  กับทีมนักวิจัยจากหลากหลายสาขาได้เผยร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแหล่งโบราณคดีสำคัญสามแห่งของพื้นที่อำเภอปางมะผ้า  ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีเพิงผาถํ้าลอดในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถํ้านํ้าลอด ตำบลถํ้าลอด  แหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ในเขตบ้านไร่  ตำบลสบป่อง  และแหล่งโบราณคดีถํ้าผีแมนโลงลงรัก  ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านถํ้าลอด  อำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน ย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2541-2543  ศ.ดร.รัศมีเข้า ร่วมทีมนักวิจัยที่มีผศ.ดร.สิทธิพงษ์  ดิลกวณิช […]

ภารกิจขุดค้นประวัติศาสตร์แห่ง เรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือโบราณพันปียุคทวารวดี

เรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือไม้อายุ 1,200 ปีซึ่งต่อขึ้นจากเทคโนโลยีลักษณะเดียวกับที่ใช้ในคาบสมุทรอาหรับ จมลงในบริเวณอ่าวไทย เต็มไปด้วยหม้อไหจากอาหรับ จีน และเมืองโบราณสมัยทวารวดี กันยายน พ.ศ. 2556 ในบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งของนางพนมและนายสุรินทร์  ศรีงามดี  ห่างจากชายฝั่งทะเลของสมุทรสาครราวแปดกิโลเมตร ระหว่างการขุดปรับพื้นที่บ่อ มีการค้นพบเสากระโดงและไม้ทับกระดูกงูเรือโบราณ  หลังจากนั้นไม่นาน  การขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ เรือโบราณพนมสุรินทร์ ที่เป็นบกก็ไม่ใช่ เป็นนํ้าก็ไม่เชิง จึงเริ่มขึ้นและดำเนินเรื่อยมา  โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักโบราณคดีที่ทำงานบนบกจากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่ 6 จังหวัดบริเวณอ่าวไทยกับนักโบราณคดีที่ขุดค้นในนํ้าจากกองโบราณคดีใต้นํ้า กรมศิลปากร อาจเรียกได้ว่า “เรือโบราณพนม-สุรินทร์”  ซึ่งพบในบ่อเลี้ยงกุ้งแห่งนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ชุ่มนํ้าสภาพเป็นดินเลนเพียงแห่งเดียวใน ประเทศไทยที่มีการขุดค้นอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นเรื่องใหม่และย่อมเป็นความท้าทายสำหรับวงการโบราณคดีของไทย ทั้งในแง่การขุดค้นและการอนุรักษ์ นักโบราณคดีต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณวัตถุได้ แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการ ถมทับของโคลนเลนช่วยถนอมรักษาสภาพเรือและสิ่งของจากยุคพันปีก่อนให้พ้นจากการผุพังทำลายจากอากาศ ฝน และแสงแดด คำตอบเบื้องต้นเกี่ยวกับเรือไม้โบราณจมเลนลำนี้คุ้มค่ากับความอุตสาหะ จากการตรวจหาค่าอายุของเชือกสีนํ้าตาลและเมล็ดหมาก พบว่าเรือมีอายุ ราว 1,200 ปี และความที่ลำเรือยาว 30 เมตร จึงนับเป็นเรือจมขนาดใหญ่ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใช้วิธีต่อเรือแบบต่อเปลือกเรือก่อน (shell-first) แทนที่จะต่อโครงก่อน (frame-first)  และ […]

เยือน ถ้ำเวหา ล่าหลักฐานโบราณคดีเนปาล

ถํ้าเวหา ริมผาแห่งอาณาจักรมุสตางในอดีตยอมเปิดเผยความลับที่ซุกซ่อนไว้ หัวกะโหลกมนุษย์ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนก้อนหินมนใหญ่ที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อในดินแดนห่างไกลทางตอนเหนือของเขตมุสตางในประเทศเนปาล พีต เอทานส์ หัวหน้าทีมที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งนักปีนเขาและนักโบราณคดีสวมชุดเข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัวและผูกตัวเองกับเชือกเส้นหนึ่ง ก่อนจะตะกายขึ้นไปตามก้อนหินใหญ่สูงหกเมตร โดยมีเท็ด เฮสเซอร์ นักปีนเขาอีกคนคอยยึดเชือกให้ เมื่อปีนขึ้นไปถึงหัวกะโหลก เขาก็สวมถุงมือยางสีนํ้าเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดีเอ็นเอปนเปื้อนสิ่งที่พบ แล้วบรรจงหยิบ หัวกะโหลกขึ้นมา เอทานส์น่าจะเป็นบุคคลแรกที่ได้สัมผัส หัวกะโหลกนี้ในระยะ 1,500 ปี ฝุ่นปลิวฟุ้งออกมาจาก โพรงลูกตา เขาวางหัวกะโหลกลงในถุงสีแดงที่บุวัสดุกันกระแทก แล้วหย่อนลงมาให้นักวิทยาศาสตร์สามคนที่รอ อยู่เบื้องล่าง ได้แก่ มาร์ก แอลเดนเดอร์เฟอร์ จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเมอร์เซด แจกเกอลีน เอง จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นมิชิแกน และโมฮัน ซิงห์ ลามะจากสำนักงานโบราณคดีของเนปาล แอลเดนเดอร์เฟอร์ ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อพบว่า กะโหลกมีฟันกรามติดอยู่ด้วยสองซี่ ฟันสามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับอาหารการกิน สุขภาพ และสถานที่เกิดกว้างๆ ของบุคคล ส่วนเองซึ่งเป็นนักโบราณชีววิทยา (bioarchaeologist) ลงความเห็นอย่างรวดเร็วว่า กะโหลกนี้น่าจะเป็นของชายหนุ่ม เธอสังเกตเห็นรอยแตกสามรอยที่หายแล้วตรงกระดูกหุ้มสมอง และอีกรอยหนึ่งที่ขากรรไกร ขวา เองสันนิษฐานว่า “น่าจะเป็นร่องรอยของการใช้ ความรุนแรง หรือไม่ก็อาจถูกม้าดีดเข้าให้” แต่ที่น่าฉงนยิ่งกว่ากะโหลกศีรษะ คือสถานที่ที่มันตกลงมา […]

ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กลางทะเลทรายในชิลี ซากศพมนุษย์ที่ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างพิถีพิถันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น แต่ภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงกำลังคุกคาม มัมมี่ เหล่านี้ เมื่อปี 1917 ขณะที่นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แม็กซ์ อูห์เลอ กำลังสำรวจชายฝั่งอันร้อนระอุของทะเลทรายแห้งแล้งที่สุดในโลกอยู่นั้น เขาบังเอิญพบกับกลุ่มซากศพมนุษย์ที่ดูแปลกประหลาด ใต้ดินสีกากีที่ขุดลึกลงไป เขาพบซากศพที่ทำให้ผิดรูปผิดร่างด้วยกิ่งไม้และต้นกก ส่วนหัวของศพตกแต่งด้วยวิกอย่างประณีตและหน้ากากดินเหนียวสีดำแดงแปลกตา “หลายศพมีร่องรอยของบาดแผลหลังการตาย เช่นการเอาหัวปลอมมาใส่แทนที่ รอยแตกบนศีรษะที่มีการซ่อมแซมและใส่แขนขาทำจากฟางแทนแขนขาจริง” แม็กซ์ อูห์เลอเขียนไว้ เหล่ามนุษย์โบราณที่ค้นพบในทะเลทรายอาตากามาของชิลี ใกล้กับเมืองอาริกานี้ กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มัมมี่ชินชอร์โร” ศพของคนเก็บของป่าล่าสัตว์เหล่านี้มาจากกลุ่มประชากรที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามชายฝั่งทะเลของชิลีตอนเหนือและเปรูตอนใต้ตั้งแต่ราว 7,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อศพได้รับการขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำการบันทึก แต่แล้วกลับถูกหลงลืมไปเป็นเวลากว่า 50 ปี ชนพื้นเมืองผู้เสียชีวิตมาช้านานแล้วเหล่านี้กำลังเป็นจุดสนใจเมื่อยูเนสโกประกาศให้ทั้ง มัมมี่ และถิ่นฐานชินชอร์โรในประเทศชิลีปัจจุบันเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดง มัมมี่ เหล่านี้ในเมืองอาริกา ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งโต้คลื่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การได้รับสถานะมรดกโลกและการอนุรักษ์ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นผลตามมาอาจช่วยกู้วิกฤติให้ มัมมี่ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลา ทำไมมัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลกถึงอยู่ในชิลี แม้วัฒนธรรมการเก็บรักษาศพจะพบแพร่หลายตั้งแต่แถบแอฟริกาจนถึงเอเชีย แต่มัมมี่ชินชอร์โรซึ่งถือเป็นมัมมีเก่าแก่ที่สุดที่จงใจสร้างขึ้นนั้นนับว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าธรรมเนียมการห่อพระศพฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี อย่างไรก็ตาม มัมมี่เหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดมหึมา หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง […]

มองรากฐานการศึกษาไทยผ่านบทบันทึก ประวัติศาสตร์มีชีวิต ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

แผนพัฒนาคนให้เป็นอารยชน ผ่านศึกษาในวัด พื้นที่ชุมชนพร้อมสรรพที่กระจายอยู่ทั่วเมืองไทย เช้าสดใสในเดือนอากาศดีของกรุงเทพฯ​ กับการตื่นเช้าเข้าวัดครั้งนี้ที่ไม่ได้หยุดแค่การทำบุญเช่นทั่วไป หากแต่เป็นการซึมซับเรื่องราวเล่าขานของเมืองไทยผ่านหลักฐานหน้าประวัติศาสตร์ฉบับจริงที่ถูกจัดแสดงให้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง กับพิพิธภัณฑ์ในวัดแบบเข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับทุกคน ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติคุณวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วันที่ 2 สิงหาคม 2564 รัฐบาลไทยและองค์การยูเนสโกร่วมเฉลิมพระเกียรติด้วยการยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำปีพุทธศักราช 2564 อันเป็นโอกาสอันดีในการจัดงาน ‘พระมหาสมณานุสรณ์’ เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ สำหรับประชาชนไทยทุกคนได้เข้ามาเดินเยี่ยมชมวัดในมุมมองที่ต่างออกไป นอกจากนิทรรศการที่จัดแสดงรายรอบบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านสถาปัตยกรรมวัด พระตำหนัก อาราม พร้อมคำบรรยายแบบอินเตอร์แอคทีฟแล้ว ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่จริงยังสามารถชมพื้นที่ภายในวัด และชมนิทรรศการแบบประสบการณ์เสมือนจริง 360 องศา ไปพร้อมๆ กับบทความของเราในครั้งนี้ได้ผ่านทางเวบไซต์ https://mahasamana.org จากฟากวัด เดินเท้าข้ามมายังฝั่งโรงเรียน เลียบเลาะผ่านตรอกเล็ก ๆ ระหว่างโรงเรียนวัดบวรนิเวศสู่ทางเข้าอาคารกวีบรรณาลัย อาคารสีขาวซึ่งเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พื้นที่เล่นระดับภายในอาคารถูกตกแต่งอย่างโปร่งสบายแบบห้องนั่งเล่น เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมอาคารดั้งเดิม พร้อมกับการจัดหมวดหมู่ของบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพดี   บวร : บ้าน วัด […]

100 อัศจรรย์ทาง โบราณคดี

ความเข้าใจในประวัติศาสตร์มนุษย์รุดหน้าไปมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อการขุดสำรวจทาง โบราณคดี ในหกทวีปซึ่งได้แรงส่งจากความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีช่วยคลี่คลายเรื่องราวว่าด้วยบรรพบุรุษของเรา การขุดหาสมบัติมีมาเนิ่นนานพอๆกับหลุมศพแห่งแรกที่ถูกปล้น แรงกระตุ้นให้ขุดหาของล้ำค่าที่ถูกฝัง คือความหมกมุ่นในใจนักแสวงโชคนับไม่ถ้วน ทำให้บางคนร่ำรวยขึ้นมาและอีกหลายคนเจียนบ้า “มีคนจำนวนหนึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตค้นหา คานูซ หรือสมบัติที่ซ่อนเร้น” แมรี เอไลซา โรเจอร์ส นักเดินทางชาวอังกฤษ เขียนไว้หลังไปเยือนปาเลสไตน์ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า “บางคนกลายเป็นคนสติเฟื่อง ละทิ้งครอบครัว และถึงแม้พวกเขามักตกยากเสียจนต้องเคาะประตูขอทานไปทีละบ้าน และจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้าน แต่พวกเขายังเชื่อว่าตัวเองร่ำรวย” ใช่ว่านักแสวงโชคที่โรเจอร์สพบจะเป็นวณิพกพเนจรผู้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด เธอยังได้พบพาน ซาฮิรี ซึ่งแปลคร่าวๆได้ว่าผู้วิเศษ “ที่เชื่อในพลังแห่งการมองเห็นสิ่งของที่ฝังอยู่ใต้ดิน” ผู้มีญาณทิพย์ที่ได้รับความนับหน้าถือตาเหล่านี้มักเป็นสตรี พวกเธอใช้การเข้าฌาน ซึ่งโรเจอร์สบอกว่าทำให้พวกเธอบรรยายสถานที่ฝังสมบัติล้ำค่าได้ อย่างละเอียด โบราณคดี เปลี่ยน “สิ่งของที่ฝังอยู่ใต้ดิน” เหล่านั้นจากสมบัติธรรมดาๆมาเป็นเครื่องมือทรงพลังที่เอื้อให้เรา ได้เห็นอดีตอันซ่อนเร้นแวบหนึ่ง ในช่วงแรกๆ ศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยโรเจอร์สนี้แทบไม่ต่างอะไรจากการลักลอบขุดสมบัติแบบเดิม เมื่อชาวอาณานิคมจากยุโรปแข่งกันหาเครื่องเพชรและประติมากรรมโบราณจากดินแดนแสนไกลมาประดับตู้โชว์ แต่ศาสตร์ใหม่นี้ยังทำให้เกิดยุคแห่งการค้นพบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งพลิกความเข้าใจที่เรามีต่อความหลากหลายของเผ่าพันธุ์เรา รวมถึงความเป็นมนุษย์ร่วมกันของเราด้วย หากนี่ฟังดูเหมือนการพูดเกินจริง ลองนึกภาพโลกที่ปราศจาก โบราณคดี ไม่มีเมืองหรูหราอย่างปอมเปอี ไม่มีเมืองของชาวมายาที่เฟื่องฟูกลางป่าชัฏ และกองทัพทหารดินเผาของจักรพรรดิจีนก็คงยังซ่อนอยู่ใต้ดินดำๆ กลางทุ่งนา หากไร้ซึ่ง โบราณคดี เราจะรู้จักอารยธรรมยุคแรกๆของโลกเพียงน้อยนิด ไม่มีศิลาจารึกโรเซตตา เราจะยังมืดแปดด้านกับสัญลักษณ์ปริศนาบนผนังสุสานและวิหารอียิปต์ สังคมเมืองที่รู้หนังสือแห่งแรกของโลกซึ่งเจริญรุ่งเรือง อยู่ในเมโสโปเตเมีย […]

มีอะไรใน ไทม์แคปซูล จากยุคพรรคนาซี

เมื่อปลายปี 2016 เหล่านักโบราณคดีขุด ไทม์แคปซูล ซึ่งถูกฝังมาอย่างยาวนานใต้อดีตศูนย์ฝึกของพรรคนาซี เมื่อปี 2016 แคปซูลเวลา หรือ ไทม์แคปซูล (time capsule) จากยุคของเยอรมนีภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ถูกค้นพบในโปแลนด์ยุคปัจจุบัน เป็นเวลา 82 ปีที่มันไม่ถูกเคลื่อนย้าย แต่โลกข้างบนกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งยวดแล้ว เมื่อปี 1934 แคปซูลทรงกระบอกที่ทำจากทองแดงนี้ถูกฝังในพิธีที่เป็นทางการลงในฐานของตึกหลังหนึ่งในศูนย์ฝึกที่พรรคนาซีกำลังสร้าง พวกเขาตั้งใจใช้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นสถานที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ผู้นำรุ่นต่อๆ ไปของอาณาจักไรค์ที่สาม หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชายแดนของบางประเทศในยุโรปเปลี่ยนแปลงไป เมือง Falkenburg ซึ่งเป็นสถานที่ฝังแคปซูลดังกล่าวกลายเป็นเมืองหนึ่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปแลนด์ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Złocieniec ส่วนศูนย์ฝึกดังกล่าวซึ่งมีชื่อเดิมว่า Krossinsee อยู่รอดจากสงครามและถูกใช้งานโดยกองทัพของโปแลนด์ในปัจจุบัน เนื่องจากแคปซูลเวลาถูกฝังอยู่ใต้ฐานของตึก ตัวแคปซูลจึงอยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าถึงได้ แต่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2016 เหล่านักโบราณคดีซึ่งขุดรูลึกราว 6 เมตรทะลุผ่านคอนกรีตหนา เดินลุยน้ำ และหลบกับดักระเบิดที่เหล่านาซีทิ้งไว้ ขุดมันขึ้นมาได้สำเร็จ และเปิดมันในสัปดาห์ถัดมา ปิดผนึกอย่างอลังการ แต่เปิดมากลับผิดหวัง แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง นักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นพบว่ากระบอกจากปี 1934 แท่งนี้อาจบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่รำลึกถึงอายุปีที่ 600 ในการเฉลิมฉลองในปีก่อนหน้า แต่ในนั้นกลับไม่มีฟิล์ม แต่มีวัตถุอื่นๆ […]

สือเหม่า-ปริศนาอารยธรรมก่อนยุคราชวงศ์ของจีน

ซากเมืองพีระมิดขนาดมหึมาแห่งหนึ่งซึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน กลับมีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก อาณาจักรป้อมปราการแห่งนี้รุ่งเรืองมา 500 ปีก่อนหน้า “อู่อารายธรรมจีน” ซึ่งอยู่ไกลลงไปทางใต้ด้วยซ้ำ ก้อนหินพวกนั้นไม่ยอมคายความลับง่าย ๆ ชาวบ้าน แถบเนินเขาฝุ่นตลบบนที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีนเชื่อว่า เศษกำแพงหินใกล้บ้านพวกเขา เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีนมาหลายทศวรรษแล้ว นั่นพอเข้าใจได้ เศษซากของปราการโบราณแห่งนี้ทอดตัว คดเคี้ยวผ่านภูมิภาคแห้งแล้งภายในวงโค้งทางเหนือของ แม่นํ้าเหลือง บ่งบอกถึงพรมแดนเขตอิทธิพลของจีน เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน แต่รายละเอียดอย่างหนึ่งอยู่ผิด ที่ผิดทางพิลึก ชาวบ้านและตามมาด้วยพวกหัวขโมย เริ่มพบเศษชิ้นส่วนหยก บ้างทำเป็นรูปร่างกลมแบน บ้าง เป็นใบมีดและคทา หยกไม่ได้เป็นของพื้นถิ่นทางตอน เหนือสุดของมณฑลฉ่านซี แหล่งหยกใกล้ที่สุดอยู่ห่าง ออกไปไกลกว่าพันกิโลเมตร เหตุใดจึงพบหยกมากมาย ในภูมิภาครกร้างกันดารซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลทรายออร์ดอส ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในแห่งนี้กันเล่า เมื่อทีมนักโบราณคดีจีนเดินทางมาสำรวจปริศนา ดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาเริ่มค้นพบบางสิ่ง ที่อัศจรรย์และน่าฉงน เศษซากกำแพงหินเหล่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน หากเป็นซาก เมืองป้อมปราการขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง การขุดค้นที่ยังดำเนินอยู่เผยให้เห็นกำแพงป้องกันเมืองยาวกว่า สิบกิโลเมตร ล้อมรอบพีระมิดสูง 70 เมตร และสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ชั้นในที่มีจิตรกรรมฝาผนัง ศิลปวัตถุทำจากหยก และหลักฐานอันน่าสะพรึงของการบูชายัญมนุษย์ […]

พุทธสถาน เมสไอนัก แห่งอัฟกานิสถาน

ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน นักโบราณคดีกำลังเร่งมือขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนา เมสไอนัก ก่อนจะถูกเหมืองทองแดงขนาดมหึมาทำลายจนสิ้นซาก ราวหนึ่งชั่วโมงไปตามทางหลวงการ์เดซทางใต้ของกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน มีเส้นทางสายหนึ่งเลี้ยวซ้ายหักศอกลงสู่ถนนลูกรัง ในเขตจังหวัดโลการ์ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มตอลิบานนี้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนจากระเบิดที่ซุ่มวางอยู่ตามข้างถนน การโจมตีด้วยจรวดเป็นระยะ ๆ การลักพาตัว และเหตุฆาตกรรม ถนนสายนี้ทอดเลียบไปตามก้นแม่นํ้าแห้งผาก ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องกีดขวางถนนของกองกำลังต่างๆ ป้อมยาม และกลุ่มอาคารหลังคาสีนํ้าเงินล้อมลวดหนาม ป้องกันผู้บุกรุก แต่ภายในกลับว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกล ทิวทัศน์เปิดโล่งมองเห็นหุบเขาไร้ต้นไม้ที่เป็นริ้วรอยยับย่นจากแนวหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและกำแพงโบราณที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ทีมนักโบราณคดีชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ พร้อมคนงานมากถึง 650 คน ขุดพบพระพุทธรูปหลายพันองค์ ต้นฉบับลายมือ เหรียญกษาปณ์ และสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์หมู่อารามและป้อมค่ายเก่าแก่ที่ได้รับการเผยโฉมมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่สาม รอบ ๆ แหล่งขุดค้นมีจุดตรวจการณ์ตั้งอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยจุด และตำรวจราว 1,700 นายคอยลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกับคนงานท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักเหล่านี้คือขุมทรัพย์สินแร่ทองแดง ครอบคลุมพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรและทอดยาวราว 1.5 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ลึกเข้าไปในภูเขาบาบาวาลีที่ตั้งตระหง่านเหนือแหล่งขุดค้น แหล่งแร่ทองแดงนี้ถือเป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ยังไม่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณการว่าน่าจะมีแร่ทองแดงอยู่ราว 11.4 ล้านตัน ในสมัยโบราณ ทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้วัดวาอารามและหมู่สงฆ์ในพุทธศาสนาที่นี่ กากถลุงสีม่วงปริมาณมหาศาลในสภาพเป็นก้อนแข็งซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ตามลาดเขาบาบาวาลี แสดงถึงการถลุงแร่ในระดับเกือบเป็นอุตสาหกรรม รัฐบาลอัฟกานิสถานหวังว่าทองแดงจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวได้ ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ฟังดูช่างนอบน้อมถ่อมตน เพราะ […]

จากพุทธภูมิสู่สุวรรณภูมิ: พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยได้อย่างไร

ย้อนเวลากลับไปไม่น้อยกว่า 2,500 ปีก่อน ผืนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งขนาบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตก เปรียบเสมือนจุดบรรจบของโลกตะวันตก (อินโด-เปอร์เซีย และอาหรับ) กับโลกตะวันออก (จีน ฮั่น และอื่นๆ) พ่อค้า นักเดินเรือ ตลอดจนนักแสวงโชคจากสองซีกโลกมักเดินทางมายังผืนแผ่นดินใหญ่นี้เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวพื้นเมือง และกระทั่งตั้งรกรากอยู่ที่นี่ก็มี ว่ากันว่าเหตุที่คนสองซีกโลกเดินทางมาที่นี่เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารและทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนแถบนี้มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คุณสมบัติเหล่านี้นี่เองที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “สุวรรณภูมิ” อันหมายถึง ดินแดนแห่งทองคำ (Golden Land or Land of Gold) ซึ่งปรากฏการเรียกขานในเอกสารโบราณมาช้านาน เช่น หนังสือมหาวงศ์ (พงศาวดารของลังกา) นิทานชาดกของอินเดียและนิทานเปอร์เซียในอิหร่าน แม้กระทั่งชาวฮั่นและชาวจีนในยุคนั้นก็นิยมเรียกดินแดนนี้ว่า “จินหลิน” หรือ ”กิมหลิน” ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อสุวรรณภูมิแม้หลายชาติ (อย่างน้อยก็มีไทยและพม่ารวมอยู่ด้วย) ยังคงกล่าวอ้างว่า ดินแดนสุวรรณภูมิในตำนานนั้นหมายถึงชาติตน ทว่านักวิชาการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ดินแดนสุวรรณภูมิในอดีตที่ประกอบไปด้วยแว่นแคว้นน้อยใหญ่ ปัจจุบันน่าจะครอบคลุมประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา บ้างยังนับรวมศรีลังกาและมาเลเซียเข้าไว้ด้วย ต้นเค้าพุทธศาสนาในดินแดนไทย คำถามที่ว่า พุทธศาสนามาถึงดินแดนไทยเมื่อไรกันแน่หลายคนมักนึกถึงหนังสือ มหาวงศ์ หรือพงศาวดารลังกาที่กล่าวถึงเหตุการณ์หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่สาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) ว่า […]

ค้นพบ โรงกษาปณ์ ที่คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่จีน มีอายุกว่า 2,600 ปี

หากได้รับการยืนยัน โรงกษาปณ์ อายุ 2,600 ปีนี้จะเป็นสิ่งที่เขียนประวัติศาสตร์ของเงินตราขึ้นมาใหม่ นักโบราณคดีขุดค้นซากปรักหักพังในกวนชวง (Guanzhuang) เมืองโบราณในทางตะวันออกของมณฑลเหอหนาน พวกเขาค้นพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่มีขนาดเล็ก เป็นเหรียญสัมฤทธิ์ รูปร่างเหมือนพลั่วซึ่งมีการผลิตเป็นจำนวนมากเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว ผลิตใน โรงกษาปณ์ ของเมืองโบราณแห่งนี้ งานวิจัยของเขาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Antiquity ได้ให้น้ำหนักกับความที่ว่าเหรียญชนิดแรกของโลกไม่ได้ผลิตขึ้นในตุรกีหรือกรีซดังที่เชื่อมาอย่างยาวนาน แต่เป็นที่จีน เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงและคูเมืองอย่างกวนชวงนั้นก่อตั้งในช่วง 899 ปีก่อนคริสตกาล และโรงหล่อของเมือง สถานที่ที่โลหะสัมฤทธิ์นั้นถูกหลอมและตีเป็นภาชนะ อาวุธ และเครื่องมือต่างๆ เปิดทำการในช่วง 770 ปีก่อนคริสตกาล ตามคำกล่าวของ Hao Zhao นักโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยเจิ้งโจว และผู้นำในงานศึกษาวิจัยนี้ แต่ยังไม่ใช่สถานที่ที่คนงานเริ่มผลิตเหรียญกษาปณ์ที่บริเวณนอกประตูเมืองชั้นในในปี 150 ปีถัดมา จากการตรวจสอบอายุด้วยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ทีมงานศึกษาพบว่าโรงกษาปณ์นั้นเริ่มดำเนินงานในช่วง 640 และไม่เกินช่วง 550 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ได้ระบุอายุของเหรียญจากอาณาจักรลีเดีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกีอยู่ที่ต้น 630 ปีก่อนคริสตกาล Zhao ระบุว่าโรงกษาปณ์ที่เก่าแก่ผลิตเหรียญในอาณาจักรลีเดียนั้นมีอายุอยู่ในช่วง 575 – 550 […]

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของ ชาวเคลต์

ชาวเคลต์ เผ่าต่าง ๆ ปกครองเยอรมนีตอนใต้และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนกลางอยู่นานเจ็ดศตวรรษ ก่อนที่จะยอมศิโรราบแก่ชาวโรมัน ชนชาวเคลต์เป็นใครกัน และอะไรเป็นสาเหตุของความล่มสลายอันลึกลับของพวกเขา กลิ่นเหม็นลอยคลุ้งอยู่เหนือเลอมอร์มองต์จากหลุมเปิดหลายหลุม ผู้ตายถูกตัดศีรษะ ส่วนม้า วัวควาย และแกะ ถูกบูชายัญ ซากศพเหล่านี้ถูกโยนลงไปทางปล่องหรือถูกฝังโดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ นักโบราณคดี กิลเบิร์ต คาเอเนล กับลีโอเนล เปียเน เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นบนเนินเขาแห่งนี้ ตรงจุดที่ดูเหมือนจะเป็น ที่หลบภัยของ ชาวเคลต์ (Celt หรือเซลต์ ตามการเรียกขานในอดีต) ใกล้ทะเลสาบเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ คาเอเนลรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งภูมิภาคโว กระทั่งหมดวาระเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นหัวหน้าด้านการอนุรักษ์และบูรณะในการขุดค้นที่เนินมอร์มองต์ เปียเนรับช่วงต่อจากเขา ตอนที่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจภูเขาลูกนี้เมื่อปี 2006 ก่อนการทำเหมืองปูนขาวตามกำหนดในบริเวณนี้ พวกเขาลงเอยด้วยการค้นพบหลุม 250 หลุม หลุมอื่นๆขุดลงไปถึงชั้นหินปูนซึ่งอยู่ลึกลงไปอีก หลุมเหล่านี้เกลื่อนกล่นไปด้วยชิ้นส่วนจอกสำหรับดื่มที่ทำจากดินเผาเคลือบและสำริดนับไม่ถ้วน รวมทั้งเครื่องมือของช่างตีเหล็ก ขวานของช่างไม้หกเล่ม และหินโม่ซึ่งแทบไม่ผ่านการใช้งานหรือไม่เคยใช้เลยกว่า 150 ก้อน นักวิจัยพบร่องรอยของอาวุธน้อยมาก แต่ในหลุมมีกระดูก หลายชิ้นเป็นของม้ามูลค่าสูงหลายตัวที่นำเข้าจากอิตาลี และถือเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะในหมู่ชาวเคลต์ ทั้งยังพบกระดูกมนุษย์ด้วย พบร่างราว 50 ร่าง บ้างถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย […]

ครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศ เพราะเหตุใด?

ผลจากโครงการทดลอง Starfish Prime ในปี 1962 ของสหรัฐอเมริกา คือคำเตือนของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหากสนามแม่เหล็กโลกระเบิดอีกครั้งเนื่องจากปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่มากเกินไป มันเป็นบรรยากาศที่มืดครึ้มเมื่อพ่อของ Greg Spriggs พาครอบครัวของเขาไปที่จุดสูงสุดบนหมู่เกาะมิดเวย์อะทอลล์  (Midway Atoll) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1962 ในคืนนั้นไกลไปอีกพันกิโลเมตร กองทัพสหรัฐฯ ได้กำหนดวันที่ในการปล่อยจรวดสู่อวกาศเพื่อทดสอบการการระเบิดของระเบิดปรมาณู (Fusion bomb) ผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองการระเบิดในฮาวายต่างหาตำแหน่งถ่ายภาพที่ดีที่สุดหลังจากได้รับฟังการนับถอยหลังที่ออกอากาศทางวิทยุคลื่นสั้น ช่างภาพเล็งเลนส์กล้องไปที่ขอบฟ้าและอภิปรายถึงการตั้งค่ากล้องที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพการระเบิดของเทอร์โมนิวเคลียร์ในอวกาศ ปรากฎว่าระเบิดซึ่งเป็นระเบิดขนาด 1.4 เมกะตัน ซึ่งทรงพลังกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาถึง 500 เท่า ได้เกิดระเบิดขึ้น “เมื่ออาวุธนิวเคลียร์นั้นดับลง ท้องฟ้าทั้งขอบฟ้าที่ดูมืดมิดก็สว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนตอนเที่ยงเลยครับ” Spriggs กล่าว การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ โครงการ Starfish Prime ทำให้เกิดระเบิดที่ระดับความสูงราว 402 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับความสูงที่สถานีอวกาศนานาชาติโคจรอยู่ในปัจจุบัน กินเวลานานถึง 15 นาทีหลังจากการระเบิดครั้งแรก อนุภาคที่มีประจุจากการระเบิดชนกับโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดแสงออโรราเทียมที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงนิวซีแลนด์ ช่วงสงครามเย็นที่กำลังเดือดระอุ หนึ่งปีก่อน หรือในปี 1961 สถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อห้ามการทดสอบนิวเคลียร์นั้นย่ำแย่ หลังจากไม่มีการทดสอบมาเป็นเวลาสามปี […]

เรื่องสุดโหดของ โอลิมปิก ประชาชนปี 1936 การคว่ำบาตรลัทธิฟาสซิสต์ และฮิตเลอร์

นักกีฬาจับอาวุธขึ้นสู้เมื่องานแข่งขันกีฬาทางเลือกที่ใช้ต่อต้านการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ในนาซีเยอรมนีถูกแทนที่ด้วยสงคราม เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก นาซีในกรุงเบอร์ลิน นักกีฬาชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังยุโรป ทีมจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยนักวิ่งผิวดำจากย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์ก นักยิมนาสติกชาวยิวจากแมนฮัตตัน และนักมวยลูกครึ่งพิตต์สเบิร์ก โค้ชของพวกเขาคือ อับราฮัม อัลเฟร็ด “ชิค” ชาคิน (Abraham Alfred “Chick” Chakin) ซึ่งเป็นผู้อพยพ เนื่องจากครอบครัวของเขาหลบหนีการสังหารหมู่ในรัสเซีย ชาคินที่เกษียณจากวงการมวยปล้ำแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อชี้นำนักกีฬาคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ไปเข้าร่วมในเกมส์โอลิมปิกอย่างเป็นทางการของเยอรมนี พวกเขากลับมุ่งหน้าไปยังสเปนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนครั้งแรก ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ในขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ถูกจดจำไว้ว่าเป็นโอลิมปิกที่นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ทำลายอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติของนาซีด้วยการคว้าเหรียญทองไว้ได้มากที่สุด ด้านนักกีฬาของโอลิมปิกประชาชน (Popular Olympics) ก็หวังว่าเกมการเเข่งขันของพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จะรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มาก การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันในเยอรมนี […]

ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

โรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางใช้กลยุทธ์กดขี่ข่มเหงเพื่อลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมของเด็กๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา นี่คือความคิดริเริ่มใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคำนึงถึงอดีตอันโหดร้ายในครั้งนั้น ซิตคาลา-ชาช (Zitkála-Šá) มีอายุได้เพียง 8 ปีเมื่อเหล่ามิชชันนารีมาถึง เธอถูกล่อลวงจากจากเขตสงวนชาวอินเดียนแดงแยงก์ตันที่เซาท์ดาโคตา (Yankton Indian Reservation) ด้วยคำสัญญาที่จะพาไปพบกับการผจญภัย ความสะดวกสบาย และการศึกษา ในปี ค.ศ. 1884 เด็กสาว ชาวอเมริกันพื้นเมือง คนนี้เต็มใจที่จะเดินทางไปสู่เมืองวอแบช รัฐอินดีแอนา เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ดูแลโดยกลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) ซึ่งอุทิศให้กับการฝึกอบรมเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง จากนั้น เธอได้รู้ว่าครูที่นำเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของเธอออกไปเมื่อมาถึงต้องการตัดผมของเธอด้วย ซิตคาลา-ชาช ภาคภูมิใจในผมยาวสีดำของเธอ นอกจากนั้น เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยความคิดว่าผมสั้นคือความอับอายของนักรบที่ถูกจับ เธอหลบหนีจากเด็กคนอื่นๆ แต่พวกผู้ใหญ่ก็พบที่ซ่อนของเธอ พวกเขาลากเธอเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง และจับเธอมัดกับเก้าอี้ “ฉันกรีดร้องดังลั่น และสะบัดหัวของฉันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งฉันสัมผัสถึงคมกรรไกรที่เย็นเฉียบบนคอของฉัน และได้ยินมันกัดผมเปียหนาตัวหนึ่งของฉัน” เธอเขียนลงในไดอารี่ที่ชื่อว่า เรื่องราวของอเมริกันอินเดียน (American Indian Stories) ในปี 1921 “จากนั้นจิตวิญญาณของฉันได้สูญสิ้น” เธอถูกเปลี่ยนชื่อโดยเหล่ามิชชันนารีว่า Gertrude ต่อมา ซิตคาลา-ชาช ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาวพื้นเมือง   เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนหลายแสนคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ […]

ประวัติของ อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกจนทุกวันนี้

การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ในปี 1941 นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมนีอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ส่งคำเตือนไปยัง แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าในขณะนั้นเยอรมนีอาจพยายามทดลองการพัฒนาระเบิดปรมาณู (fission bomb) ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก […]

กำแพงเมืองจีน ป้องกันศัตรูได้จริงหรือ

ราชวงศ์หมิงสร้าง กำแพงเมืองจีน ยาวกว่า 21,200 กิโลเมตรเพื่อป้องกันผู้รุกราน แต่แท้จริงแล้วมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับศัตรูขนาดไหน? กำแพงเมืองจีน เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายกลยุทธ์เพื่อป้องกันประเทศ กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวออกไปกว่า 21,200 กิโลเมตรนี้ แทนที่จะเป็นกำแพงเดียวที่ต่อเนื่องกัน กลับประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์จีน ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล แต่ส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม และชัยชนะในความเฉลียวฉลาดของมนุษยชาติ แต่คำตัดสินชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถทำหน้าที่หลักคือการป้องกันศัตรูได้ดีแค่ไหน  ภัยรุกรานจากทิศเหนือ  ภัยรุกรานหลักของจีนนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ นั่นคือเหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่มีพรมแดนติดกันตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทำให้ผู้คนพออยู่รอดได้ แต่ไม่มีสิ่งอื่นมากนัก ชาวเหนือเหล่านี้ริษยาในสินค้าฟุ่มเฟือย และทรัพยากรที่เพื่อนบ้านทางใต้ของพวกเขาได้ใช้อย่างเพลิดเพลิน เช่น สิ่งทอชั้นดี และผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประชากรของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามทางทหารอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถขึ้นขี่ม้าทุ่งหญ้าทุ่งหญ้าสเตปป์ และติดอาวุธด้วยธนูและลูกธนูอันทรงพลัง มิหนำซ้ำนักรบของพวกเขายังสามารถบุกจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพในรัฐที่มีพรมแดนติดกับจีน และแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาต้องการมา จักรพรรดิจีนใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อกันคนเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรม สงคราม และการทูต จนกระทั่งจักรพรรดิองค์แรกที่ผนวกประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ (221-210 ปีก่อนคริสตกาล) ได้สร้างป้อมปราการที่รวมกันเป็นแนวแรกตามแนวพรมแดนทางตอนเหนือทั้งหมด โดยเชื่อมต่อจากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐก่อนหน้านี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินที่ยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น […]

ประวัติศาสตร์ของขบวนพาเหรด “Pride” เพื่อการปลดปล่อยชาวรักร่วมเพศ

ในปี 1970 นักเคลื่อนไหว LGBTQ ได้รวมตัวกันในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง “ใครก็ตามที่อยู่ที่นั่น เมื่อกลับมาย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนคนนั้นจะไม่ขนลุก” เมื่อ John D’Emilio ได้ยินว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหว LGBTQ จะเดินรวมตัวกันเดินขบวนตามท้องถนนในนิวยอร์กในเดือนมิถุนายน 1970 เขาบอกกับแฟนหนุ่มและเพื่อนเกย์หลายคนของเขา แต่คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นการประท้วงที่เกินกว่าจินตนาการของใครหลายคนเลยล่ะ D’Emilio ได้บอกเล่าประวัติศาสตร์ ที่รวบรวมโดย OutHistory ชาว LGBTQ มีข้อสงสัยมาอย่างยาวนานว่าทำไมพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่ได้ จนถึงปี 1969 ความคิดที่ว่ากลุ่ม LGBTQ จำนวนมากเฉลิมฉลองในเรื่องรสนิยมทางเพศของพวกเขาในที่สาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่ง เวลากว่าหลายศตวรรษที่การรักร่วมเพศถูกตราหน้าว่าเป็น อาชญากร และเป็นการข่มเหง “การออกมาต่อสู้” นั้นมาพร้อมกับการคุกคาม ความรุนแรง และการกีดกันจากสังคมภายนอก แต่สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปหลังจากการจลาจล ณ สโตนวอลล์ในปี 1969 เมื่อกลุ่ม LGBTQ ก่อจลาจลเพื่อตอบโต้การบุกโจมตีของตำรวจที่ Stonewall Inn บาร์เกย์ในเมืองนิวยอร์ก เหตุการณ์ที่สโตนวอลล์ได้รวมเป็นหนึ่ง ชาว LGBTQ หลายพันคนพากันไปที่ถนนเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อของขบวนพาเหรดแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีการเดินขบวนเพื่ออิสรภาพของเกย์ที่จัดขึ้นในนิวยอร์กและเมืองอื่นๆมากมาย ในสหรัฐอเมริกาปี […]