History Archives - National Geographic Thailand

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

แม้จะอำลาโลกนี้ไปแล้วถึง 500 ปี แต่ความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดกับวิสัยทัศน์ล้ำยุคทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวิศวกรรมศาสตร์ ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ยังทำให้โลกตื่นตะลึงได้เสมอ

การค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดเผยว่ามนุษย์สูบกัญชามากว่า 2,500 ปี แล้ว

(ภาพปก) หลุมฝังศพ Jirzankal ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีนมีภาชนะใส่ถ่านที่เผาต้นกัญชาที่มีสาร THC อันเป็นสารเคมีใน กัญชา ที่มีผลต่อระบบประสาทในระดับที่สูง ภาพถ่ายโดย BY XINHUA WU หม้อไม้อายุราว 2,500 ปี ซึ่งถูกค้นพบในเส้นทางสายไหมสู่จีน ได้เปิดเผยเรื่องราวของการสูบ กัญชา ที่มีมาแต่โบราณ เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกว่ามนุษย์ใช้กัญชาในฐานะยารักษาโรคในสุสานที่มีอายุราว 2,500 ปีในภูมิภาคเอเชียกลาง ตามข้อมูลของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science Advances เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยนานาชาติได้วิเคราะห์โครงสร้างและสิ่งของที่อยู่ภายในหม้อที่ทำจากไม้สิบใบซึ่งถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน Jirzankal ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงปามีร์ (Pamir Plateau) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภูมิภาคตะวันตกของประเทศจีน หม้อเหล่านั้นบรรจุหินเล็กๆ ที่เคยถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง โดยนักโบราณคดีระบุว่าหม้อเหล่านี้คือภาชนะใส่ถ่านสำหรับเผาธูปหรือพืชชนิดต่างๆ ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของภาชนะใส่ถ่านเหล่านี้เปิดเผยว่า 9 ใน 10 ส่วนของมันประกอบไปด้วยกัญชา และนักวิจัยได้นำผลวิเคราะห์นี้ไปเปรียบเทียบกับลักษณะทางเคมีของตัวอย่างต้นกัญชาที่ถูกค้นพบที่สุสาน Jiayi อันเป็นสุสานในช่วงศตวรรษที่แปดถึงหกก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกราว 1,600 กิโลเมตร ทีมนักวิจัยพบว่า กัญชาจากสุสาน Jirzankal นั้นมีสิ่งหนึ่งที่กัญชาจาก Jiayi นั้นไม่มี นั่นคือโมเลกุลของ เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ […]

สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังยิ้มในขณะที่เดินนำขบวนของบรรดาผู้นำยุโรปที่เข้าร่วมเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีวิลสัน จะเป็นผู้เจรจาสนธิสัญญานี้ด้วยตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด สภาคองเกรสไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY ประเทศต่างๆ ในยุโรปพากันลงโทษเยอรมนีจากสิ่งที่ได้ทำไปในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นการลงโทษที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกในภายหลัง 28 มิถุนายน 1919 นอกชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดาผู้นำชาติยุโรปรวมตัวกันในพระราชวังแวร์ซายเพื่อเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งรู้จักกันในฐานะหนึ่งในสนธิสัญญาที่มีเนื้อหาอันจงเกลียดจงชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การเซ็นสนธิสัญญาครั้งนี้คือคือหมุดหมายแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสงครามโลกในครั้งต่อมา และถึงแม้ว่าจะมีการประชุมสันติภาพในหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีประเทศใดที่ต้องลงชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้พึงพอใจกับมันเลย มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตไป สงครามได้ทำลายพื้นที่ฟาร์ม เมือง และสนามรบรอบๆ ยุโรป และเยอรมนีถูกกล่าวโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในสงครามครั้งที่หนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ได้ลงโทษเยอรมนีไปก่อนเสียแล้ว จากหลักการแห่งอุดมคติสู่สนธิสัญญาแห่งการลงทัณฑ์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอ หลักการ 14 ข้อ ซึ่งเป็นแผนแม่แบบสันติภาพของโลก อันมีใจความรวมไปถึงการตั้งองค์กรความร่วมมือจากหลายประเทศ (ซึ่งต่อมาคือองค์กรสันนิบาตชาติ) เพื่อรับประกันความมีเสถียรภาพแห่งทวีปยุโรปและป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศต่างๆ […]

มีการค้นพบเรือทาสลำสุดท้ายของอเมริกาในรัฐแอละแบมา

เชลย ทาส ชาวแอฟริกา 109 คน รอดจากการเดินทางอันทรหดนานหกสัปดาห์จากแอฟริกาตะวันออกไปยังแอละแบมาในระวาง (hold) เรือที่แออัด เรือที่มีจุดประสงค์เดิมคือการขนส่งสินค้าลำนี้มีการออกแบบและขนาดที่โดดเด่น ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีระบุซากของเรือได้ เรือโคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้า ทาส เรือ โคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้าทาส นักโบราณคดีทางทะเลค้นพบเรือใบ (Schooner) นาม โคลทิลดา (Clotilda) ซึ่งใช้ลักลอบนำเข้า ทาส จากแอฟริกามายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1860 หรือหลังจากประเทศดังกล่าวห้ามนำเข้าทาสมากว่า 50 ปี นักโบราณคดีค้นพบเรือดังกล่าวในแม่น้ำโมบีล รัฐแอละบามา หลังจากการค้นหาอย่างไม่ลดละกว่าหนึ่งปี และการค้นพบครั้งนี้เติมเต็มความฝันยาวนานหลายชั่วอายุคนให้บรรดาลูกหลานของทาสที่รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าว “ลูกหลานผู้รอดชีวิตของโคลทิลดาฝันถึงการค้นพบครั้งนี้มาหลายชั่วอายุคน” Lisa Demetropoulos Jones ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประวัติศาสตร์แอละแบมา (Alabama Historical Commission – AHC) และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ประจำรัฐ (State Historic Preservation […]

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขอบคุณภาพจาก https://www.posttoday.com/politic/news/590212 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน มาสู่ประธานองคมนตรี และเป็นผู้ที่มีบทบาทและอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมาตลอดช่วงชีวิต หลังจากที่ประเทศไทยได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ก็ได้มีข่าวสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย นั่นคือข่าวที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปี 9 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยใด ก็คงจะมีภาพจำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่ทำงานสนองเบื้องพระยุคคลบาท รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 และได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการทหารและการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ จากสามัญชนจากจังหวัดสงขลา พลเอกเปรมฯ ได้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างไร นักเรียนทหารบกจากจังหวัดสงขลา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 […]

เกิดอะไรขึ้นในหายนะนิวเคลียร์แห่งเชอร์โนบิล

เหตุการณ์โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดที่ เชอร์โนบิล ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน อีกทั้งเปลี่ยนภูมิภาคนี้ไปตลอดกาล นอกจากนี้ ยังทิ้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 1986 เกิดอุบัติเหตุเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เลวร้ายที่สุดในโลก ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมือง เชอร์โนบิล ซึ่งตั้งอยู่ ทางตอนเหนือของประเทศยูเครน โดยหลังจากผ่านมากว่า 30 ปี นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพื้นที่รอบๆ โรงงานไม่สามารถอยู่อาศัยไปอีกราว 20,000 ปี โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1977 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ติดตั้งเตาปฏิกรณ์แบบแชนแนลแกรไฟต์ (graphite channel reactor) หรือ RBMK (reaktor bolshoy moshchnosti kanalniy) ไว้ที่โรงงานแห่งนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1986 ขณะเจ้าหน้าที่กำลังจัดการทดสอบเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ว่า ระบบหล่อเย็นยังคงทำงานได้ตามปกติหรือไม่ หากไม่มีพลังงานไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างการทดสอบ เจ้าหน้าที่ได้ละเมิดเกณฑ์ความปลอดภัย และพลังงานในเตาปฏิกรณ์ได้พุ่งสูงขึ้น แม้จะพยายามปิดระบบเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดแล้ว แต่พลังงานที่เพิ่มขึ่นก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ของการระเบิดภายใน ในที่สุด แกนหลักของนิวเคลียร์เกิดระเบิด และได้ปล่อยวัตถุกัมมันตรังสีสู่ชั้นบรรยากาศ แม้จะเกิดระเบิดขึ้น […]

เปิดเผยใบหน้าชายผู้มีรอยยิ้มโดดเด่นในช่วงใกล้ล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

อเดลาเซียส อีบาลชุส (Adelasius Ebalchus) ชาวโรมัน ผู้มีชีวิตอยู่ในดินแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 1,300 ปีที่แล้ว ใบหน้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของเขาไม่ได้พบเจอบ่อยนักในการค้นพบทางประวัติศาสตร์ อเดลาเซียส อีบาลชุส คือชื่อภาษาละตินของชาย ชาวโรมัน ที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อราวคริสตศักราช 700 หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวเจอร์แมนิกได้ย้ายเข้ามายังที่ราบสูงสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นช่วงเวลาที่ภาษาและวัฒนธรรมของโรมันที่หลงเหลืออยู่ได้เปลี่ยนเป็นชนเผ่าอลามันน์ที่พูดภาษาเยอรมัน (German-speaking Alemanni tribe) แทน ใบหน้าของหนุ่มชายผู้นี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากโครงกระดูกที่ถูกค้นพบในปี 2014 ในเมือง Grenchen ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาถูกฝังในแบบโรมัน คือหลุมศพที่มีการเรียงหินเป็นเส้น และชี้ส่วนเท้าไปยังทิศเหนือ จากการศึกษาหลักฐานที่ยังหลงเหลือของเขา นักวิจัยสรุปว่าอเดลาเซียสมีอายุระหว่าง 19 ถึง 22 ปี และมีความสูงราว 167 – 170 เซนติเมตร เขาต้องทรมานจากโรคติดเชื้อในกระดูก (osteomyelitis) และโรคขาดวิตามิน ซึ่งโรคเหล่านี้ได้นำเขาไปสู่ความตาย โดยหลุมศพของเขาได้มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะชั้นสูงกว่าผู้คนที่อยู่ใน Grenchen ในยุคนั้น เมื่อออสการ์ นิลส์สัน นักสร้างใบหน้าทางโบราณคดีได้รับมอบหมายให้สร้างใบหน้าของอเดลาเซียส เขาถึงกลับตะลึง เพราะไม่ใช่แต่คุณภาพของเครื่องพิมพ์สามมิติ แต่รวมไปถึงต้นแบบสภาพของฟันในประวัติศาสตร์ด้วย “ผมไม่เคยเห็นฟันที่สมบูรณ์ขนาดนี้มาก่อน” […]

ค้นพบยาหลอนประสาทสูตรโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ของหมอผีในโบลีเวีย

สมาชิกคนหนึ่งของเผ่า Huni Kui ในบราซิลกำลังเตรียมอะยาวัสกา (ayahuasca) ในพิธีกรรมเพื่อการรักษา การใช้พืชที่มีผลทางจิต หรือ หลอนประสาท เป็นกรรมวิธีโบราณของชนเผ่าในลุ่มน้ำแอมะซอน ภาพถ่ายโดย LUNAE PARRACHO, REUTERS ภาชนะในพิธีกรรม ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัขจิ้งจอก 3 ตัว ได้บรรจุหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับสูตรยา หลอนประสาท แห่งลุ่มน้ำแอมะซอน กระเป๋าใบเล็กๆ ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัข 3 ตัวถูกเย็บติดกันเป็นอย่างดี ได้บรรจุหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้งานยา หลอนประสาท อะยาวัสกา (ayahuasca) ซึ่งเป็นสูตรยาที่มีผลทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ชนเผ่าโบราณในลุ่มน้ำแอมะซอนใช้มันเพื่อทำให้เกิดอาการประสาทหลอน กระเป๋าใบนี้อาจเคยเป็นของหมอผีเมื่อราวหนึ่งพันปีที่แล้วในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวียปัจจุบัน ตามคำกล่าวของ โฆเซ กาปริเลส (Jose Capriles) นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยรัฐเพนน์ และเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ในวารสาร PNAS กาปริเลสเจอกระเป๋าดังกล่าวในช่วงการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี 2010 ในถ้ำ เกวาเดลซิเลโน (Cueva del Chileno) ที่เป็นหลักฐานแสดงกิจกรรมของมนุษย์เมื่อ 4000 ปีที่ผ่านมา ภายในถ้ำมีการพบเจอลูกปัด เปียผมมนุษย์ และสิ่งของที่ตอนแรก กาปริเลสคิดว่ามันคือรองเท้าหนัง แต่แท้จริงแล้วคือกระเป๋าในการประกอบพิธีกรรมของหมอผีที่ทำมาจากปลายจมูกของสุนัข […]

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เป็นเวลาถึง 69 ปีแล้วนับจากปีพุทธศักราช 2493 ที่พระราชพิธี บรมราชาภิเษก ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม นับเป็นเรื่องมหาปีติสำหรับพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่  4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ก่อนจะถึงวันแห่งประวัติศาสตร์นั้น เราขอย้อนอดีตนำภาพถ่ายหาดูยากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองรัชกาล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาฝากกัน 

โบราณวัตถุเปิดเผยถึง “การดำเนินการทูตด้วย เบียร์” ในวันท้ายๆ ของอาณาจักรโบราณ

ชาววารีโบราณดื่มเบียร์ชิชาจากภาชนะที่มีการตกแต่งอย่างประณีต ในงานเลี้ยงพิธีการ ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT, NAT GEO IMAGE COLLECTION การวิจัยเกี่ยวกับแก้ว เบียร์ ที่ถูกทำลายหลังงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 1,000 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรวารีในเปรูจัดงานฉลองครั้งสำคัญในบริเวณชายขอบของอาณาจักรที่กำลังล่มสลายได้อย่างไร ในราวคริสต์ศักราชที่ 1050 เหล่าชนชั้นนำที่อาศัยอยู่ใน Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองเพื่อยุติงานฉลองทั้งมวล Cerro Baúl เป็นเมืองอาณานิคมหน้าด่านซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายขอบด้านใต้สุดของอาณาจักรวารี (Wari) ในบริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู ตำแหน่งที่ตั้งบนที่ราบสูงชันและไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาตินับว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อเมืองนี้เป็นจุดหมายของงานเฉลิมฉลองอย่างสุรุ่ยสุร่าย และการหมัก เบียร์ เป็นเวลากว่าสี่ศตวรรษที่ผู้นำวารีที่อาศัยอยู่ในเมือง Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองร่วมกับทั้งคู่อริของพวกเขาจากอาณาจักร Tiwanaku และผู้นำท้องถิ่นที่อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรสำคัญทั้งสอง โดยในงานฉลองที่ว่านี้ พวกเขาชื่นชมภาพทิวทัศน์เหนือหุบเขา Moquegua พร้อมกับเอร็ดอร่อยกับอาหารอย่างหนูตะเภา ตัวลามะ และปลา และแน่นอน งานเฉลิมฉลองย่อมต้องมีน้ำเมา พวกเขาดื่มเครื่องดื่มลักษณะคล้ายเบียร์ที่เรียกว่าชิชา (Chicha) กันอย่างหัวราน้ำ ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวหมักจากข้าวโพดและเม็ดพริกไทย แต่ในงานเฉลิมฉลองครั้งหนึ่งเมื่อ 950 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรวารีกำลังล่มสลาย เหล่าผู้ร่วมงานได้ปิดการเฉลิมฉลองด้วยการทำลายโรงหมักเบียร์ในสถานที่แห่งนี้ […]

เรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนาคตของราชวงศ์ญี่ปุ่น

ในภาพอย่างเป็นทางการของ ราชวงศ์ญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (กลางซ้าย) สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (กลางขวา) พระองค์อื่นๆ จากด้านซ้าย – เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เจ้าหญิงมาโกะ ด้านหลังสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ – เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงคาโกะ เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ และเจ้าหญิงคิโกะ ภาพภ่ายโดย KURITA KAKU, GAMMA-RAPHO/GETTY หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้สละราชสมบัติของบัลลังก์ดอกเบญจมาศไปแล้ว อนาคตของตำแหน่ง จักรพรรดิญี่ปุ่น ก็ยังคงคลุมเครือ เป็นระยะเวลากว่า 2,600 ปีมาแล้วที่มีราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียวเป็นผู้ครองบัลลังก์จักรพรรดิของญี่ปุ่น ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมายาวนานที่สุดในโลกนี้แสดงความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต ราชวงศ์ญี่ปุ่นเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ 660 ปีก่อนคริสตกาล และมีหลักฐานของราชวงศ์ที่ปรากฏชัดเจนเมื่อราวปีคริสต์ศตวรรษที่ 300 ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองญี่ปุ่นแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีบทบาทที่สำคัญในเชิงประเพณีของประเทศก็ตาม ราชวงศ์ของญี่ปุ่นเริ่มต้นจากจักรพรรดิจิมมุ สันนิษฐานว่าพระองค์ได้ครองบัลลังก์เมื่อ 660 ปีก่อนคริสตกาลหลังจากรบชนะเหนือหัวหน้าเผ่าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิจิมมุถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ในตำนานของราชวงศ์ญี่ปุ่นเท่านั้น โดยนักวิชาการคาดเดากันว่าจักรพรรดิจิมมุ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทายาทของเทพเจ้าอามาเทราสึ ผู้เป็นสุริยะเทวีผู้ปกครองญี่ปุ่นนั้นเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในยุคสมัยยาโยอิของญี่ปุ่น (300 ปีก่อนคริสต์กาล – คริสต์ศักราชที่ 300 ) […]

มรดกบาปแห่งสงคราม

อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งบางส่วนเป็นวัตถุระเบิดที่ยังไม่ ระเบิดในลาว ถูกทำลายในปี 2012 เพื่อทำให้ท้องทุ่งแห่งนี้ปลอดภัย สหรัฐอเมริกาทิ้ง ระเบิดในลาว มากกว่าสองล้านตัน ระหว่างปี 1964 ถึง 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม เทียบเท่ากับการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบินทุกๆ 8 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปีเต็ม ชาติเล็กๆแห่งนี้ฟื้นตัวจาก การทำลายล้างครั้งนั้นได้อย่างไร เรื่อง ที. ดี. ออลแมน ภาพถ่าย สตีเฟน วิลก์ส ตลอดช่วงเวลาหลายวันบนทุ่งไหหิน ผมพยายามเก็บภาพ คิดคำ พูดเปรียบเปรย ตกผลึกความคิดที่สามารถสื่อความหมาย ของความเป็นลาว ชาติที่ถูกทิ้งระเบิดถล่มมากที่สุดชาติหนึ่งในประวัติศาสตร์  แต่สามารถหยัดยืนและก้าวต่อไปจนพบอนาคตอันสดใส  สุดท้ายผมพบสิ่งที่ตามหาบนถนนสายหลักอันจอแจในโพนสะหวัน  เมืองเอกของแขวงเชียงขวางนั่นคือเปลือกระเบิดกองมหึมาที่หลงเหลือจากยุทธศาสตร์ทิ้งระเบิดของสหรัฐฯในลาว ครั้งหนึ่งผู้คนในแขวงเชียงขวางแห่งนี้ต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ในถ้ำและอุโมงค์อยู่นานหลายปี ทุกวันนี้โพนสะหวันเป็นเมืองคึกคักถึงขนาดต้องมีไฟจราจรพร้อมจอดิจิทัลบอกให้คนเดินเท้ารู้ว่ามีเวลาข้ามถนนกี่วินาที สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านรวง ธนาคาร และตลาดสด ทว่าสิ่งที่อยู่เคียงคู่บรรดาคนโทหินขนาดใหญ่อันโด่งดังแห่งทุ่งไหหิน คือเศษซากจากสงครามทางอากาศของสหรัฐฯที่ยืดเยื้อตั้งแต่ปี 1964 จนถึงปี 1973 ซากอดีตเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กองเปลือกระเบิดกองนั้นตั้งอยู่หน้าสำนักงานการท่องเที่ยวของท้องถิ่น ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนคล้ายลูกระนาดสลับกับที่ราบและทุ่งหญ้า บางส่วนของทุ่งไหหินจึงดูละม้ายสนามกอล์ฟขนาดมหึมา บ่อทรายหลายแห่งเกิดจากห่าระเบิดที่ทิ้งลงมา มีนับล้านๆลูกที่ระเบิดตูมตาม ขณะที่อีกหลายล้านลูกไม่ระเบิดและกลายเป็นภัยถาวร โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการชาวลาวที่หาเงินจากการเก็บกู้โลหะมีค่าจากลูกระเบิดด้าน “ยินดีต้อนรับสู่นายเพด  นาเพีย ผู้ผลิตช้อนและกำไล” เป็นข้อความบนป้ายโฆษณาติดอยู่หน้าบ้านของเพด […]

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเสี่ยงต่อเหตุร้ายแบบเดียวกับ นอเทรอดาม

นักดับเพลิงดับไฟที่กำลังลุกไหม้ในวิหารนอเทรอดาม ในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2019 ภาพถ่ายโดย BENOIT TESSIER, REUTERS บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สถานที่ทางวัฒนธรรมหลายร้อยแห่งอันเป็นที่รักทั่วโลก ไม่เคยเตรียมรับมือกับเหตุเพลิงไหม้และอุบัติเหตุอย่างเดียวกับที่ นอเทรอดาม ประสบ ในขณะที่อาสนวิหารชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศสเกิดไฟไหม้ ผู้คนรอบโลกนิ่งตะลึงด้วยความสะเทือนขวัญต่อภาพเพลิงไหม้ครั้งหายนะ ขณะนี้ ทุกคนโล่งอกหลังรู้ว่าว่าบรรดานักดับเพลิงสามารถรักษาส่วนใหญ่ของ นอเทรอดาม เอาไว้ได้ไม่น้อย แต่เพลิงครั้งนี้ได้จุดประกายการถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนาน ถึงวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องแหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่มักขาดการป้องกันจากหายนะหลายประเภท “แหล่งมรดกโลกหลายแห่งไม่มีนโยบาย แผน หรือกระบวนการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ” เอกสารของ UNESCO กล่าว “สิ่งนี้ทำให้แหล่งทางมรดกหลายร้อยแห่งเผชิญกับความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก” ภัยพิบัติเหล่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่เพลิงไหม้และน้ำท่วม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้ง ได้ทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมหลายแห่งของโลกในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบราซิลถูกเพลิงไหม้จนวอดวาย และส่งผลให้วัตถุต่างๆ เช่นโบราณวัตถุด้านอิยิปต์วิทยา (Egyptology) ซึ่งถูกรวบรวมไว้ และบันทึกเสียงภาษาพื้นเมืองที่สาบสูญไปแล้ว กลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อปี 2016 กองกำลังรัฐอิสลามได้ทำลายประตู Mashki และ Adad ในโบราณสถานในบริเวณนิเนเวห์ (Nineveh) ในอิรัก และเมื่อปี 2015 […]

พระเจ้าอโศก เป็นใคร

พระเจ้าอโศกได้รับการยกย่องในฐานะผู้น้อมรับพุทธศาสนา และเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เมารยะจากเครื่องจักรสงครามไปเป็นสังคมแห่งความอดกลั้นและสันติ ภาพวาดจาก PRIVATE COLLECTION/DINODIA/BRIDGEMAN IMAGES พระเจ้าอโศก แห่งอินเดีย ทรงโศกเศร้าจากการพิชิตดินแดนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเรือนแสนต้องจบลง สิ่งนี้ทำให้พระองค์น้อมรับพุทธศาสนาและปฏิบัติต่อราษฎรอย่างเป็นธรรม พระเจ้าอโศก ผู้เป็นหลานชายของพระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ (Chandragupta Maurya) มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 304 ถึง 233 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงนำจักรวรรดิเมารยะ (Mauryan) ไปสู่ยุคที่มีอาณาเขตกว้างขวางและเรืองอำนาจมากที่สุด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรของพระองค์มิได้มาจากการใช้ความรุนแรงอันดุเดือดเหมือนเมื่อครั้งต้นรัชสมัย ตรงกันข้าม มันเป็นผลจากการน้อมรับพุทธศาสนา และสารแห่งขันติธรรมและสันติวิธีที่พระองค์เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างขวาง แปดปีหลังการยึดอำนาจในช่วง 270 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศกได้นำกองทัพเข้าพิชิตราชอาณาจักรกลิงคะ (Kalinga) ในบริเวณชายฝั่งในภาคตะวันออก-กลางของอินเดีย และยังส่งผลให้พระองค์สามารถขยายอาณาจักรให้กว้างใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าทุกองค์ มีการบันทึกไว้ว่า ผู้คนกว่า 100,000 ถึง 300,000 คนเสียชีวิตระหว่างการศึกครั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของพระเจ้าอโศกอย่างรุนแรง พระองค์ได้บันทึกไว้ว่า “การฆ่าฟัน ความตาย และการเนรเทศที่เกิดขึ้นเมื่อดินแดนที่ไม่เคยถูกพิชิตกลับถูกพิชิตลง ได้ยังความเจ็บปวดอย่างหนักหนา [ต่อตัวเรา]” หลังจากนั้น พระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งการใช้กำลังทหารพิชิตผู้อื่น และความรุนแรงในรูปแบบอื่น รวมถึงการทารุณสัตว์ พระองค์กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาดังกล่าวในทั่วทั้งอินเดีย […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

ฟุตบอล กับการจุดประกายความหวังใหม่ของเหล่าผู้ลี้ภัย

ฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้ต่อประกายไฟความหวังของเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารี (Za'atair) ขึ้นมา