History Archives - National Geographic Thailand

ค้นพบฟอสซิลโบราณนับเจ็ดหมื่นชิ้นในพื้นที่ฝังกลบขยะของสเปน

เนื่องจากการขยายพื้นที่ฝังกลบขยะในแคว้นกาตาลุญญาของสเปน บรรดานักบรรพชีวินวิทยาได้ค้นพบ ฟอสซิลสัตว์ ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อาจเป็นบรรพบุรุษของเอป (Apes) และมนุษย์ บาร์เซโลนา, สเปน – คงไม่มีสถานที่ใดบนโลกไม่เป็นที่ต้อนรับไปมากกว่าพื้นที่ทิ้งขยะอันหนาวเหน็บในเวลากลางคืนอีกแล้ว ทว่า นั่นเป็นสถานที่ที่โฆเซป โรเบลส นักบรรพชีวินวิทยา พาตัวเองเข้าไปใช้เวลาในเดือนธันวาคม ปี 2019 เพื่อตามหา ฟอสซิลสัตว์ อันเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษยชาติ หลายเดือนก่อนหน้า เขาใช้เวลาหลายคืนไปกับ Abocador de Can Mata พื้นที่ฝังกลบขยะขนาดใหญ่ที่สุดของแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน กว่า 7 วันต่อสัปดาห์ และกว่า 24 ชั่วโมงต่อวันที่เครื่องขุดเจาะใช้แขนเหล็กของมันขุดเจาะพื้นดินอย่างเร่งรีบเพื่อสร้างหลุมลึกสำหรับฝังกลบขยะจากเมืองบาร์เซโลนาและพื้นที่ใกล้เคียง โรเบลสเป็นหนึ่งในสามนักบรรพชีวินวิทยาที่ผลัดเวรกันเพื่อเฝ้าจับตาฝุ่นดินหลายตันที่เกิดจากการขุดพื้นที่นี้ ในห้วงเวลานั้น ยามใดก็ตามที่เขาได้พบกับวัตถุที่มีความเป็นไปได้ว่าคือสิ่งที่เขาตามหา เขาจะโบกมือเพื่อหยุดการทำงานของเครื่องขุดและเข้าไปตรวจสอบวัตถุนั้นอย่างใกล้ชิด เก็บวัตถุที่พบเจอนั้นไปเมื่อตอนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และให้สัญญาณว่าการจัดการงานของเขาเสร็จสิ้น ก่อนที่จะกลับออกไปจากพื้นที่ และให้เครื่องมือขุดค้นเริ่มเค้นเสียงคำรามก้องอีกครั้ง ผืนดินของ Can Mata เป็นแหล่งเก็บรักษา ฟอสซิลสัตว์ หลากหลายชนิดจากในช่วงเวลาตั้งแต่มากกว่าล้านปีที่แล้วไปจนถึงกลางสมัยไมโอซีน (Miocene) คือในช่วง 12.5 – 11 ล้านปีที่แล้ว นับตั้งแต่ปี […]

ค้นพบภาพเขียนถ้ำรูปสัตว์ อายุ 45,500 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ภาพวาด ผนังถ้ำ รูปหมูภาพนี้ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในคอลเล็กชันงานศิลปะผนังถ้ำที่มีอยู่แล้วมากมายในอินโดนีเซีย ในบางช่วงเวลาเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว บนเกาะซูลาเวซีของอินโดนีเซีย มนุษย์ยุคโบราณได้ฝ่าฝันเข้าไปในถ้ำและร่างภาพหมูที่อยู่ในท้องถิ่นรูปร่างอ้วนท้วนที่ปกคลุมไปด้วยขนแข็งและหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มบน ผนังถ้ำ ขณะนี้ นักโบราณคดีเชื่อว่าเจ้าหมูอ้วนตัวนี้เป็นภาพวาดสัตว์อันเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาบนโลก ในงานวิจัยที่เผยแพร่ในนิตยสาร Science Advances เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ภาพวาดนี้แสดงให้เห็นถึงสัตว์สองตัวที่กำลังมองกันแบบค่อนข้างชวนทะเลาะ และมีองค์ประกอบของมือมนุษย์ทั้งสองข้างที่วางใกล้กับสะโพกของหมู และภาพร่องรอยขนแข็งที่อยู่ตรงกลางอาจหมายถึงสัตว์ตัวที่สี่ ภาพวาดที่วาดด้วยดิน ocher (ดินชนิดหนึ่งที่มีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล) ภายในผนังถ้ำนี้ถูกค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม 2017 โดยนักโบราณคดีท้องถิ่น Basran Burhan ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย เขานำทีมวิจัยเล็กๆ ไปค้นหาถ้ำภายในเกาะซูลาเวซีใต้เพื่อหาร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์โบราณ พวกเขาค้นพบภาพวาดหมูในพื้นที่ที่เรียกว่า Leang Tedongnge ภาพวาดนี้คาดว่า แสดงออกถึงรางวัลจากการล่าหมูของมนุษย์ยุคโบราณ ในขณะที่ภาพเขียนที่ค้นพบใหม่นี้อาจจะเป็นงานศิลปะในลักษณะที่เป็นภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบว่า ทว่า มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดเสมอไป “มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้คำนิยามของคำว่า ‘งานศิลปะ’ อย่างไรครับ” Maxime Aubert นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธและผู้เขียนงานวิจัยร่วม กล่าว โดยนิยามงานศิลปะนี้อาจรวมถึงงานสร้างสรรค์อันโดดเด่นของมนุษย์ยุคโบราณบางชิ้นที่ได้ยืนยันการค้นพบ ซึ่งรวมไปถึงลายเส้นขยุกขยิก (doodle) อายุ 73,000 ปีที่ค้นพบในแอฟริกาใต้ ที่บางคนเชื่อว่าเป็นงานภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุด ภาพวาดที่ค้นพบใหม่นี้ได้เสริมในเรื่องของวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของงานศิลปะผนังถ้ำที่ถูกค้นพบทั่วอินโดนีเซีย แค่บนเกาะซูลาเวซีเพียงแห่งเดียว นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุภาพวาดในถ้ำกว่า […]

ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา : เหตุการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำของคนทั้งโลก

เกิดเหตุการณ์จลาจล จากกลุ่มคนที่สนับสนุนทรัมป์ ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ผู้ประท้วงบุกเข้ายึดเมืองหลวงของสหรัฐฯ 6 มกราคม 2021 เวลา 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจาก ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ข่าวรายงานสะพัดผ่านรายการโทรทัศน์หลายสถานี ชายคนหนึ่งถือโล่โปร่งใส พร้อมทุบลงไปที่หน้าต่างของศาลากลาง นั่นคือชาวอเมริกันชายสองคนในชุดดำที่กำลังปีนผ่านกระจกแตก เสียงไซเรนและรถฉุกเฉินดังก้อง รถที่มีสมาชิกสภาคองเกรสนั่งอยู่นั้นกำลังเร่งรีบออกจากอาคาร อาคารแห่งนี้เป็นของผู้คนอเมริกัน และเป็นดั่งศูนย์กลางของการปกครองของประเทศนี้ นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ฉันจะจดจำ เมื่อฉันได้ยินข่าวความพยายามลอบสังหาร และการโจมตีของผู้ก่อการร้าย วันที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นิ่งเงียบนานกว่าสองชั่วโมง และสื่อสารกันโดยใช้ทวีตเตอร์ ขณะที่ผู้ประท้วงทั้งชายและหญิง ส่งเสียงเชียร์ การบุกโจมตีรัฐสภา ตำรวจเข้าปราบจลาจลกลุ่มคนที่เดินไปที่อาคารเพื่อให้การรับรองผลการเลือกตั้งดำเนินต่อไป ผู้เดินขบวนพร้อมถือธงที่มีรูปของทรัมป์ขนาบข้างนักข่าวฟ็อกซ์ พร้อมตะโกนว่า “ข่าวปลอม!” ในขณะที่นักข่าวกำลังบรรยายสิ่งที่เขาเห็นรอบตัวเขา? “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา” ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เวลา 16.15 น.  เสียงและภาพของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ชายในชุดสูทสีน้ำเงิน กล่าวอ้างถึงอับราฮัม ลินคอล์น ด้วยน้ำเสียงดูตึงเครียด ขณะที่เขาขอร้องให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งประชาชนให้ยุติความรุนแรงโดยกล่าวว่า “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา ผมขอเรียกร้องให้ผู้ประท้วงถอยกลับ และปล่อยให้งานของประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป” […]

ปลากัดไทย … มัจฉานักสู้ผู้ล้ำค่าสง่างาม

เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เมื่อ ปลากัดไทย กำลังพองตัวว่ายวนดูเชิงชั้นคู่ต่อสู้… กระโดงและครีบหางสีน้ำเงินแกมแดงโบกสะบัดพัดพลิ้วไปมาอย่างมีชั้นเชิงอ่อนช้อยงดงาม ฉับพลัน มันก็ถูกจู่โจมด้วยคมฟันอันแหลมกริบเข้าที่ใต้ลำตัว มันตอบโต้ เข้าที่แพนหางของฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ต่างพันตู รุกรับด้วยคมเขี้ยวและเชิงชั้นอย่างทรหดอดทน เนิ่นนานอีกหลายนาที ปลากัดอีกตัวก็ว่ายหนีเตลิด ไม่ยอมเข้าต่อกร มันว่ายหนีไปรอบแบบไม่ยอมเข้าใกล้ ปลากัดไทย อีกตัวจึงเป็นผู้ชนะไปตามกติกา ด้วยอาการพองตัวอย่างลำพองไม่ผิดกับชัยชนะของมนุษย์แต่อย่างใด… นี่คือบทบาทแห่งสายเลือดมรดกตกทอดของ “ปลากัด” มัจฉานักสู้ผู้ล้ำค่าสง่างาม อีกเอกลักษณ์หนึ่งอันทรงคุณค่าของความเป็นไทย ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน ปลากัดมีลักษณะพิเศษ คือ มีสัญชาติญาณเป็นปลานักสู้ตลอดชีวิตของมัน มีวิญญาณทรหด อดทน กัดได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญให้คนนำมันมากัดแข่งกัน กลายเป็นเกมกีฬาที่คนไทยนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประวัติศาสตร์ของปลากัดไทย สมัยก่อนในชนบทเมื่อชาวบ้านเสร็จจากงานเพาะปลูก มักจะหอบหิ้วเอาปลากัดมากัดแข่งขันกันเป็นงานอดิเรก และเป็นความเพลิดเพลินถือเป็นกีฬาพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งของสยามประเทศที่นิยมกันอย่างแพร่หลายสืบมา เสน่ห์ของปลากัดที่นอกจากจะมีลีลาการต่อสู้ที่ดุเดือดเร้าใจและทรหดอดทนแล้ว จากบันทึกของมิสเตอร์ เอช. เอ็ม. สมิท  ที่ปรึกษาด้านสัตว์น้ำในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งได้ชมการกัดปลามามากกว่า 100 ครั้ง บันทึกไว้ว่า… การกัดปลาของคนไทยไม่ใช่เรื่องโหดร้าย ป่าเถื่อน สยดสยองเหมือนดังที่เข้าใจกัน แต่เป็นการต่อสู้ที่เร้าใจ เต็มไปด้วยศิลปะ และความงาม ในลีลาการเคลื่อนไหวที่สง่างาม คล่องแคล่ว […]

เสาชิงช้า : ไขความลับ ขุดความหลัง 236 ปี

ไขความลับ ขุดความหลัง 236 ปี… เสาชิงช้า เสาชิงช้า แห่งกรุงเทพมหานคร คืออะไร? ทำไมต้องสร้างให้สูงใหญ่ขนาดนั้น เพื่ออะไร ฤาจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงอะไร แล้วทำไมมีแต่เสา ตัวชิงช้าหายไปไหน เสาชิงช้าคู่นี้มีมาแต่ดั้งเดิม เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์หรือไม่…ฯลฯ หลากหลายมากมายคำถาม และข้อกังขาสงสัยเหล่านี้ หลายๆคนคงต้องการคำตอบ ในทางรูปธรรมอันแท้จริง “เสาชิงช้า”… คือสัญลักษณ์อมตะคู่กรุงเทพมหานครมาเป็นเวลากว่า 236 ปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดฯ ให้สร้างเสาชิงช้าคู่แรกขึ้นเมื่อวันที่  8 เมษายน พ.ศ. 2327 หลังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีได้สองปี เหตุสำคัญที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นรูปธรรมสื่อแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางของพระนคร และเพื่อใช้เสาชิงช้าในการประกอบพิธีตรียัมปวาย –โล้ชิงช้า ซึ่งเป็นราชพิธีที่พราหมณ์ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาล นอกจากความเป็นสัญลักษณ์สำคัญดังกล่าวแล้ว ในเบื้องลึกแห่งจิตใจที่นี่ยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ในความเป็นจริง เสาชิงช้าที่คุณๆ ได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มิใช่เสาชิงช้าคู่แรกที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อ 236 ปีก่อน หากแต่เป็นเสาชิงช้าคู่ที่ 4 แล้ว กาลเวลากว่า 200 ปีที่พ้นผ่าน […]

สยามยามเผชิญโรคระบาด

ตลอดประวัติศาสตร์ สยามต้องรับมือกับ โรคระบาด ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกาฬโรคไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค หรือไข้หวัดใหญ่ มาดูกันว่าคนรุ่นก่อนๆ ทำอย่างไรบ้าง ทั้งระดับบ้านและเมือง โรคระบาด และการระบาดในระดับโลกไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มนุษยชาติเคยผ่านวิกฤติทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางติดต่อค้าขายที่เชื่อมต่อผู้คนและระบบเศรษฐกิจทั้งโลกเข้าหากัน แต่พร้อมกันนั้น จากตัวอย่างในประเทศไทยหรืออาณาจักรสยาม เส้นทางการเดินเรือยังได้นำพาเอามิชชันนารีและการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาช่วยให้เรารับมือกับ โรคระบาด ต่างๆ ด้วย ประสบการณ์อันหลากหลายจากกรณีโควิด-19 ตั้งแต่การเตรียมรับมือล่วงหน้าหลังมีข่าวการระบาดในต่างประเทศ การกักกันโรคจากคนเดินทาง การออกประกาศให้ความรู้ นวัตกรรมการรักษา การตั้งโรงพยาบาลเฉพาะกิจ การตรากฎหมายเพื่อควบคุมโรค ไปจนถึงวิถีชีวิตใหม่ (new normal) หรือการสร้าง “ความเคยชินใหม่” ให้เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างหนึ่งมาตั้งแต่โบราณ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีบันทึกเรื่องการระบาดของไข้ทรพิษบ่อยครั้งตั้งแต่ระดับชาวบ้านจนถึงในรั้วในวังจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โรคนี้ก็ยังแพร่ระบาดเป็นประจำและไม่มีหนทางรักษา จนถูกหยิบยกมาตั้งคำถามคาดคั้นเอาจากมิชชันนารีอเมริกันที่เพิ่งเดินทางเข้ามาถึง ใน พ.ศ. 2378 แดน บีช แบรดลีย์ มิชชันนารี หรือ “หมอสอนศาสนา” ผู้เผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ชาวอเมริกัน วัย 31 ปี เดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร ราชธานีของอาณาจักรสยาม […]

ภาพสะท้อนอดีตกาล ยุคโรมัน

โครงกระดูกในโลงหินบางโลงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับใช้ศึกษา นักวิทยาศาสตร์ อาศัยการวิเคราะห์กระดูกเพื่อระบุว่า บุคคลใน ยุคโรมัน เหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างไร รวมทั้งเสียชีวิตอย่างไรในบางกรณี ที่สุสานชาวคริสต์ ยุคโรมัน ยุคแรกๆ นักโบราณคดีกำลังทำงานเพื่อไขปริศนาว่าด้วยตัวตนของสตรีนางหนึ่ง และเหตุใดคนจำนวนมากที่เสียชีวิตตามหลังเธอไปจึงปรารถนาจะอยู่ใกล้เธอในชีวิตหลังความตาย เมื่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เริ่มขึ้นในย่านกลางเมืองของกรุงลูบลิยานา บรรดานักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย ในเมืองเก่าแก่โบราณแห่งนี้ย่อมคาดหมายการค้นพบน่าสนใจ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นอดีตอันไม่ธรรมดาใน ชุมชนชาวคริสต์ ยุคโรมัน แรกเริ่ม และสตรีคนสำคัญที่ยังเป็นปริศนา ผู้เป็นศูนย์กลางของสาวกที่ปรารถนาจะติดตามเธอไปสู่ ชีวิตนิรันดร์ เมืองหลวงของประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 2,000 ปีก่อนในฐานะชุมชนเอโมนา ของจักรวรรดิโรมัน ประชากรคือชาวอาณานิคมหลายพันคนที่ถูกขับออกจากภาคเหนือของอิตาลีเพราะปัญหาขาดแคลน ที่ดินทำกิน และต้องหลีกทางให้ทหารผ่านศึกจากสงครามที่ช่วยก่อกำเนิดจักรวรรดิโรมัน ชุมชนชาวคริสต์ในท้องถิ่น เฟื่องฟูขึ้นหลังสิ้นสุดการกวาดล้างสังหารชาวคริสต์ครั้งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมันในช่วงต้นศตวรรษที่สี่ จากนั้นก็เสื่อมถอยลงพร้อมกับการรุกรานทำลายเมืองเอโมนาโดยชาวฮัน (หรือชาวฮวน) ในศตวรรษที่ห้า จากการขุดสำรวจก่อนหน้านี้ในบริเวณเดียวกัน นักโบราณคดีรู้ว่าส่วนหนึ่งของสุสานโรมันทอดตัวอยู่ใต้ถนน โกสโปสเวตสกา และจะต้องมีการขุดพบหลุมศพโบราณเพิ่มขึ้นอีก การขุดค้นครั้งหลังสุดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2017 ซึ่งเผยให้เห็นสุสานยุคโรมันตอนปลายที่มีหลุมฝังศพมากกว่า 350 หลุม ทั้งหมดตั้งล้อมรอบสุสานใหญ่โอ่อ่าของสตรี ที่น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับสูง ตามการวิเคราะห์ของอันเดรย์ กัสปารี นักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย “การศึกษาหลุมศพเป็นงานภาคสนามทางโบราณคดีที่จัดว่าหินที่สุดงานหนึ่งครับ” มาร์ติน ฮอร์วัต นักโบราณคดี ผู้นำการขุดค้น […]

ปานถ่อง – ปานซอย มนต์เสน่ห์ของไทใหญ่

มนต์เสน่ห์ ปานถ่อง – ปานซอย เพชรน้ำเอกพุทธศิลป์เมืองสามหมอก สัญจรสู่เมืองสามหมอกคราใด ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะซอกแซกไปตามวัดวาอาราม เพราะเสน่ห์หนึ่งที่ตรึงใจผมยิ่งนัก คืออัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชาวไทใหญ่ที่ไม่ซ้ำแบบใครเลย โดยเฉพาะการตอกลายบนโลหะ ทั้งสังกะสี อลูมิเนียม แผ่นเงิน นำไปประดับชายคาวัดวาวิจิตรตระการตายิ่งนัก เรียกในภาษาไทใหญ่ว่า “ปานซอย – ปานถ่อง” หรือที่ชาวล้านนาในจังหวัดอื่นนิยมเรียก “แป้นน้ำย้อย” นั่นเอง “ปานซอย” คือโลหะตอกลายที่ห้อยลงตรงชายคาโบสถ์วิหาร ส่วนโลหะตอกลายที่ปลายชี้ขึ้นด้านบน เรียก “ปานถ่อง” ลวดลายที่รังสรรค์เป็นลายดอกไม้ ลายพรรณพฤกษา ลายเครือเถา ที่น่าทึ่งคือแม้จะใช้วัสดุที่แข็ง แต่ “สล่า” หรือช่างตอกชาวไทใหญ่ มีกลวิธีตอกให้ลวดลายนูนมีมิติ ไม่แบนราบ ทว่าราวกับจะพลิ้วไหวยามเมื่อต้องแรงลม เฉกเช่นเดียวกับศิลปะเขมรแบบ “บันทายสรี” ที่แกะสลักหินแบบนูนสูงจนแลคล้ายลวดลายลอยเด่นขึ้นมาโลดเต้นได้ วัดที่ทำให้ผมตะลึงในความงามของปานซอย – ปานถ่อง เป็นวัดแรก คือวัดหัวเวียง ซึ่งตั้งอยู่อยู่บนถนนสิงหนาทบำรุง ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน อารามสำคัญที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเมื่อ 157 ปีก่อน สร้างด้วยพุทธศิลป์ไทใหญ่อย่างอลังการ โดยเฉพาะหลังคาโบสถ์ วิหารที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากประดับปานซอย – […]

ประวัติกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ทหารจากกองบินที่ 11 สหรัฐอเมริกา ดูการระเบิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ในระยะใกล้ที่ทะเลทรายในลาส เวกัส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1951 ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี […]

หน้ากากจงอยในช่วงการระบาดของ กาฬโรค

ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ระหว่างการระบาดของ กาฬโรค ผู้คนต่างเชื่อว่าชุดแต่งกายนี้สามารถฟอกอากาศให้บริสุทธ์ได้ แต่พวกเขาคิดผิด ครั้งหนึ่ง กาฬโรค เคยเป็นโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้คนที่ล้มหายตายจากไปกว่าร้อยล้านคน ดูเหมือนกับว่ามันระบาดไปทั่วโลกอย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง ผู้ป่วยต่างเจ็บปวดจากอาการของโรค ทั้งต่อมน้ำเหลืองบวม ผิวหนังมีสีคล้ำ และอาการทุกข์ทรมานอื่นๆ ช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดในยุโรป ทีมแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยกาฬโรคสวมเครื่องแต่งกายที่ตั้งแต่นั้นมาดูเหมือนชุดที่นำมาซึ่งลางร้าย พวกเขาสวมผ้าคลุมยาวตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า และสวมหน้ากากที่ดูคล้ายจงอยปากนกยื่นยาว เหตุผลเบื้องหลังหน้ากากป้องกันกาฬโรคเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับธรรมชาติการระบาดของโรคสุดแสนอันตรายนี้ ระหว่างการระบาดของกาฬโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปยาวนานร่วมศตวรรษ เมืองที่ปกคุลมไปด้วยโรคระบาดได้จ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกาฬโรค ผู้มีประสบการณ์การรักษาโรคมาแล้วทั้งคนรวยและคนจน ทีมแพทย์เหล่านี้ใช้ทุกความเชื่อที่มีในขณะนั้นเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาด ทั้งการไม่สัมผัสผู้ป่วย การใช้ยาถอนพิษกาฬโรค และหนึ่งในนั้นคือสวมหน้ากากจงอย เครื่องแต่งกายนี้ออกแบบโดย Charles de Lorme ซึ่งเป็นบุคคลที่ราชวงศ์ยุโรปต้องการตัวมารักษาโรคในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด รวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และ Gaston d’Orléans บุตรแห่ง Marie de Médici เขาอธิบายว่า ในชุดประกอบด้วยเสื้อคลุมยาวเคลือบแว็กซ์ รองเท้าบู้ท เสื้อเชิ้ตที่สวมทับด้านใน หมวกและถุงมือที่ทำมาจากหนังแกะ แพทย์เหล่านี้มักถือไม้เท้าเพื่อใช้จิ้มไปยังตัวของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ส่วนศรีษะในชุดเป็นส่วนที่ดูแปลกประหลาด: ทีมแพทย์สวมเครื่องแต่งกายที่เป็นปรากฏการณ์ de Lorme อธิบายต่อ และสวมหน้ากากรูปทรงจงอย “ขนาด 15 […]

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]

ปลัดขิก : โลกิยธรรมในวิถีพุทธของชาวภูฎาน

 ใครที่เคยสัญจรรอนแรมไปในเขตชนบทของภูฏาน ล้วนต้องตั้งคำถาม ว่าไย ชาวภูฏานจึงนิยมประดับภาพ ปลัดขิก หรืออวัยวะเพศชายขนาดใหญ่ชนิดโจ๋งครึ่ม บางบ้านแต่งเติมให้ท่านปลัดพ่นไฟได้ บางบ้านแกะสลักไม้เป็นรูปท่านปลัดแล้วทาสีแดงแป๊ด ติดไว้เหนือประตูบ้าน แขวนไว้ตามยุ้งฉางอีกต่างหาก ร้านอาหารบางแห่งตั้งท่านปลัดขนาดสูงเท่าตัวคนไว้กลางร้านเลยทีเดียว จะหาคำตอบของเรื่อง ปลัดขิก นี้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ศาสนาพุทธที่ชาวภูฏานนับถือศรัทธา มิใช่นิกายเถรวาทแบบไทย หรือนิกายมหายานแบบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่เป็นนิกายวัชรยานแบบทิเบต สาระสำคัญของนิกายนี้ใกล้เคียงกับมหายาน คือนอกจากนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแล้ว ยังมี “พระโพธิสัตว์” อีกหลายองค์ที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก อาทิ พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รู้จักกันดี แต่พิเศษกว่านั้น คือวัชรยานกำหนดให้มีเครื่องมือพิเศษ เช่น ธงมนตรา กงล้อมนตรา ระฆังมนตรา ฯลฯ ไว้ช่วยชาวพุทธให้บรรลุธรรมได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบแปลบ และมีอำนาจตัดกิเลสได้แข็งแกร่งดั่งเพชร ตามความหมายของคำว่า “วัชระ” ที่แปลว่าเพชร หรือสายฟ้า ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีต นิกายวัชรยานเคยพัฒนาไปไกลถึงขั้นที่เชื่อว่า หากนักบวชฝึกฝนอย่างดีแล้ว สามารถละเมิดศีลธรรม เช่น ดื่มสุรา เสพเมถุน เพื่อจะบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เรียกว่าใช้ “กิเลส” เป็น “อุบาย” […]

เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนเกิดเป็น สงครามเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี สงครามเกาหลีที่มีการต่อสู้ระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็ยังมีผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งยังไม่สิ้นสุดในทางเทคนิค แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส สงครามมีจุดเริ่มต้นมาจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงได้มีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เส้นละติจูดที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่นำโดย คิม อิล-ซุง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมซึ่งนำโดยนายรี ซึง-มัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แม้จะมีความหวังว่าทั้ง […]

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]

มองจากภายใน: สถานการณ์การระบาดในประเทศไทย

ความคาดหวังว่าจะพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ ช่างภาพถ่ายทอดสารคดีการแพร่ระบาดในกรุงเทพ เขาถูกทำให้ประหลาดใจจากสิ่งที่เขาพบเจอ ผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนคนแรกถูกรายงานพบที่ประเทศไทย เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ความกระวนกระวายใจได้เกิดขึ้นท่ามกลางประชาชน บางคนมั่นใจว่า รัฐบาลของเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือนักธุรกิจใหญ่โดยที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานทางด้านสุขภาพ เว้นแต่ว่าคุณนับเรื่องการสนับสนุนกัญชาให้ถูกกฎหมาย หลายๆ คนคิดว่าเราอาจต้องดูแลตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น ความคาดหวังว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ ผมเริ่มการถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในช่วงวันแรกๆ ของการแพร่ระบาด ผมกลัวว่า การแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชุมชนแออัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น การทำงานทำให้ท้อแท้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อมีมาก แต่เป็นเพราะมีน้อย ผมรู้สึกได้โล่งใจที่สถานการณ์ไม่เลวร้ายมาก ผมค่อยๆ ออกไปสำรวจเมืองและถ่ายภาพ รัฐบาลสร้างความประหลาดใจให้กับเราด้วยประสิทธิผลของนโยบายที่ประกาศออกมา ประเทศจีนรายงานการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น เมื่อเดือน 31 ธันวาคม 2019 เพียงสามวันให้หลัง สนามบินไทยตั้งด่านตรวจสอบผู้มาเยือนจากเมืองอู่ฮั่น (ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่น) หนึ่งวันหลังจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์ดำเนินการฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 รายแรกถูกตรวจพบในราชอาณาจักร ซึ่งถูกยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกนอกประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 จากวันนั้น ผู้นำรัฐบาลได้ตัดสินใจเพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งในประเทศไทยถูกยกย่องเป็นอย่างมาก และเรายังมีสถาบันทางการแพทย์ที่ดีและมีสถานพยาบาลรองรับที่เพียงพอ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ […]

สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์ สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร เรื่องและภาพถ่าย: เจนจบ ยิ่งสุมล การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้ ……………………………… เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ […]

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]

นักสำรวจยุคบุกเบิกขั้วโลกรับมือกับความโดดเดี่ยวอย่างไร

นักสำรวจ เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน และลูกทีมต้องพบเจอกับเดือนแห่งความโดดเดี่ยว ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนหลังจากที่เรือสำรวจ เอ็นดูเรนซ์ ต้องติดอยู่ในแผ่นน้ำแข็งในปี 1915 การเล่นฟุตบอลถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่แช็คเลตันสนับสนุนให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกทีมมีกิจกรรมและเสริมขวัญกำลังใจ ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY ‘ยารักษาจิตใจ’ ของ นักสำรวจ ท่ามกลางความโดดเดี่ยวมีทั้งการทำกิจวัตรประจำวันอย่างเข้มงวด, ทำตัวให้มีชีวิตชีวา และมองไปถึงผลลัพธ์ที่ดีในตอนจบ ในเหตุการณ์ที่เรือของ นักสำรวจ ขั้วโลก เอ็นดูร์เรนซ์  ติดอยู่ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็งและเริ่มจมลงอย่างรวดเร็ว เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน (Sir Ernest Shackleton) ได้สั่งให้ลูกทีมเก็บสัมภาระส่วนตัวไว้ได้แค่คนละ 1 กิโลกรัม แต่เขามีข้อยกเว้นในการเลือกเก็บแบนโจ (Banjo – เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายชนิดหนึ่ง) ของ ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ นักอุตุนิยมวิทยาในทีมสำรวจ แม้ว่าตัวเขาจะเล่นได้ไม่กี่เพลงก็ตาม หลังจากนั้น ฮัสซีย์ได้เล่นเพลงและจัดการสังสรรค์ท่ามกลางความมืดอันยาวนาน วันที่ไม่ได้รับแสงแดด เซอร์ เออร์เนสต์ […]