History Archives - National Geographic Thailand

ฟอลคอน คือใคร? รู้จักประวัติขุนนางต่างชาติผู้สร้างตัวได้อย่างโลดโผนยุคอยุธยา

บ้านวิชาเยนทร์ ก่อนวาระสุดท้ายของฟอลคอน ฟอลคอน คือใคร? นามเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในกลุ่มคนที่สนใจประวัติศาสตร์อยุธยา และขยายสู่สาธารณชนในวงกว้าง เมื่อฟอลคอนกลายเป็นตัวละครในซีรีส์เรื่อง บุพเพสันนิวาส ซึ่งออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2561 แต่น้อยคนนักจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านที่ลพบุรีของเขา “บ้านวิชาเยนทร์” แม้จะเหลือเพียงซากปรัก แต่ก็เป็นสถานที่ที่ชวนให้เราคิดจินตนาการถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของขุนนางคนสนิทของสมเด็จพระนารายณ์ผู้นี้ โชคชะตาอันแสนโลดโผนของเขาที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด แต่สุดท้ายกลับพลิกผันดิ่งลงชั่วข้ามคืน สอดคล้องสัมพันธ์กับการเติบโตและล่มสลายของบ้านหลังนี้อย่างแยกไม่ออก การขุดค้นทางโบราณคดีและการศึกษารูปแบบสันนิษฐานในอดีตของเคหสถานบ้านฟอลคอน ไม่เพียงเปิดเผยหลักฐานที่ไม่มีใครรู้มาก่อนแต่ยังช่วยฉายภาพบั้นปลายชีวิตของผู้เป็นเจ้าของซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวระทึกใจ ไม่ต่างจากชมภาพยนตร์ดรามาเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ************************** แดดบ่ายของฤดูร้อนสาดลงบนซากอิฐปูนเกิดเป็นแสงสะท้อนจ้า โบสถ์น้อยหลังหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ต้นโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นเงาครึ้ม ยามลมพัด ได้ยินใบไม้กิ่งไม้กระทบกัน สลับกับเสียงเดินฉับๆ ของคนดูแลสถานที่ ซึ่งกำลังถอนวัชพืชที่ขึ้นเกาะตามผนัง ผมยืนปาดเหงื่อที่กำลังไหลเข้าตา เป็นอีกวันหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผมมาทำความเข้าใจร่องรอยของฟอลคอน ณ โบราณสถานบ้านวิชาเยนทร์ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกับทีมงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านวิชาเยนทร์นี้ออกจะเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2559 กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี เป็นต้นเรื่องให้มีการสันนิษฐานสภาพในอดีตของบ้านวิชาเยนทร์ จึงติดต่อมายังภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ผมสังกัดอยู่ และด้วยความเข้าใจกันว่า บ้านวิชาเยนทร์มีลักษณะเป็น “ฝรั่งตะวันตก” ภาควิชาเห็นว่าผมมีความสนใจสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทยอยู่บ้าง จึงมอบหมายงานนี้ให้ แม้ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาและฟอลคอนของผมยังอ่อนด้วยนักในตอนนั้น ความทรงจำเพียงอย่างสองอย่างที่ผมพอจะนึกได้ […]

เปิดภาพที่หาชมได้ยากของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ตั้งแต่ภาพถ่ายพระราชพิธีเก่าแก่ไปจนถึงภาพถ่ายที่การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ทั้ง 20 ภาพนี้บันทึกเรื่องราวชีวิตของสมเด็จพระราชินีเอาไว้อย่างครอบคลุม โดยช่างภาพของ เนชันแนล จีโอกราฟฟิก และแทบไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี่ วินด์เซอร์ ประทับอยู่บนบัลลังก์โบราณ พระเนตรของพระองค์ช่างหม่นหมอง ก่อนหน้านี้ในช่วงพระชนมพรรษา 27 พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถยังแต่งพระองค์ด้วยชุดขาว แต่บัดนี้พระองค์คือสมเด็จพระบรบราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราขอาณาจักรและเครือจักรภพ พระอังสาคลุมด้วยผ้าสีทอง พระหัตถ์กุมคทาประดับประดาไปด้วยอัญมนี และพระเศียรที่มีมงกุฎอันหนักอึ้งสวมอยู่ เสียงตะโกนกู่ร้อง “ขอพระเจ้าโปรดทรงคุ้มครององค์ราชินีผู้สูงศักดิ์” (God save the Queen!) ดังก้องไปทั่วมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ พร้อมทั้งเสียงแตรเงินดังกังวาน ในพิธีบรมราชาภิเษกเดือนมิถุนายนปี 1953 ไม่มีใครเดาได้เลยว่าการครองราชย์ขององค์พระราชินีเอลิซาเบธจะดำเนินมายาวนานถึง 70 ปี ช่วงเวลาพระราชพิธีสำคัญอันแสนวิจิตรบรรจงนี้มิได้สูญหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด หากแต่ถูกบันทึกไว้โดยช่างภาพผู้เจนจัดอย่าง เจมส์ จาร์เช่ ผ่านกล้องไลก้าที่บรรจุฟิล์มสไลด์สี Kodachrome เอาไว้ เขาบันทึกภาพพิธีกรรมอันเก่าแก่นี้ไว้ทุกช่วงเวลา ก่อนจะรีบนำภาพเหล่านี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาคมเนชันแนลจีโอกราฟิกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านบริการขนส่งทางอากาศพิเศษ บริบทของสังคมไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น ดินแดน การสื่อสาร การคมนาคม และอื่นๆ […]

พระราชประวัติวัยเยาว์ของ ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง: พระราชินีผู้ไม่คาดคิดครองราชย์

ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง ทรงอยู่ในลำดับที่ 5 ของการสืบราชสันตติวงศ์ หากแต่เรื่องราวหลายหลากจากประวัติศาสตร์ส่งให้เจ้าหญิงขึ้นครองบัลลังก์อันทรงอำนาจที่สุดของโลก การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 หรือ ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง แห่งสหราชอาณาจักรในวันนี้ส่งผลให้การครองราชย์ที่นับว่ายาวนานที่สุดของราชวงศ์อังกฤษสิ้นสุดลง แม้ว่าพระองค์จะทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ แต่เอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี วินด์เซอร์ ผู้นี้ไม่คิดว่าควรจะเป็นราชินี กระทั่งเกิดเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา ส่งให้พระองค์ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของสถาบันกษัตริย์ที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดในโลก ลำดับราชสกุลวงศ์ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ย่าทวดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ขึ้นครองจักรวรรดิอังกฤษเกือบ 64 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานกว่ากษัตริย์อังกฤษพระองค์ใด พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นลำดับแรกในราชบัลลังก์ด้วยซ้ำ ทรงเป็นลำดับที่ 5 หากแต่การสวรรคตของพระราชวงศ์หลายต่อหลายครั้งทำให้พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 18 พรรษา สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชโอรสพระองค์แรกของพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงเป็นรัชทายาทมายาวนานหลายทศวรรษ หากแต่พระชนม์ชีพอันยืนยาวของพระราชชนนีทำให้พระองค์ทรงครองราชย์ขณะพระชนมายุ 59 พรรษา เพียง 9 ปีก่อนสวรรคคต ในเวลานั้น เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ พระราชโอรสองค์แรกสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง 28 พรรษา พระราชโอรสองค์ที่สองจึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงครองราชย์ 25 […]

จากมเหสีทั้ง 6 นี้ ใครคือราชินีที่แท้จริงของ กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ของอังกฤษ

จากละครเพลงยอดฮิต ‘SIX’ บอกเล่าเรื่องราวสุดวายป่วงของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และองค์ราชินีทั้งหก อันเกี่ยวโยงกับ “ชีวิต” และ “ความตาย” นี่คือประวัติศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘ความปัง’ นั้น โทบี้ มาร์โลว และ ลูซี่ มอส ผู้แต่งละครเพลงเรื่อง ‘SIX’ ได้แรงบันดาลใจในการทำละครเพลงยอดฮิตมาจากชีวิตรักของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 (Henry VIII) เล่าเรื่องผ่านมุมมองของราชินีแต่ละพระองค์ โดยที่แต่ละองค์นั้นจะมีเวลาเล่าชะตากรรมของตนตามวลียอดฮิตที่ท่องกันมาว่า “หย่า ประหาร ตาย หย่า ประหาร รอดตาย” หย่า: เจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งอารากอน (Catherine of Aragon) พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลปกครองอังกฤษเป็นเวลา 36 ปี (ค.ศ. 1509-1547) ไม่ว่าจะเป็นสงครามอันเดือดดาลกับฝรั่งเศสและสก็อตแลนด์ การแยกตัวออกจากพระศาสนจักรคาธอลิก (Catholic Church) หรือแม้แต่การปูทางสู่ ‘รัฐธรรมนูญ’แห่งอังกฤษ รวมไปถึงผลงานด้านการเมืองอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นฝึมือของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทั้งสิ้น แต่พระองค์กลับมิได้ถูกลิขิตให้เป็นกษัตริย์ […]

พบฟอสซิลอายุ 230 ล้านปี เป็นไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา

พบฟอสซิลอายุ 230 ล้านปี เป็นไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา ซากดึกดำบรรพ์ที่พึ่งค้นพบนี้อยู่ในประเทศซิมบับเว เชื่อกันว่ามันคือหนึ่งในบรรพบุรุษของไดโนเสาร์คอยาวที่รู้จักกันในชื่อซอโรพอด เช่น แบรคิโอซอรัสและบรอนโตซอรัส พวกมันเป็นสัตว์กินพืชบนบกที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา บางตัวหนักกว่า 60 ตัน แต่กระนั้น จุดเริ่มต้นของมันก็ค่อนข้างเรียบง่าย ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเมื่อมันโตเต็มที่จะสูงไม่ถึง 0.6 เมตร (2 ฟุต) ด้วยหัวที่เล็ก ฟันรูปใบไม้ และคอที่ยาวพอประมาณ คริส กริฟฟิน (Chris Griffin) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลซึ่งได้รับทุนการขุดค้นจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวว่า “มันเกือบจะเหมือนกับไดโนเสาร์ทั่วไป ถ้าคุณให้เด็ก ๆ วาดรูปไดโนเสาร์และทำให้มันไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ” บรรพบุรุษตัวจิ๋วของซอโรพอดยักษ์นี้ถูกตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Mbiresaurus raathi” เพื่อเป็นเกียรติแก่อาณาจักร ‘Mbire’ อาณาจักรเก่าแก่ของชาวโชนาในซิบบับเวที่เคยตั้งอยู่พื้นที่ที่มีการค้นพบฟอสซิล ขณะที่ ‘raathi’ นั้นมาจากชื่อนักบรรพชีวินวิทยาชาวแอฟริกาใต้ ‘Michael Raath’ ซึ่งทำงานในพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1990 และช่วยนำไปสู่การค้นพบ การค้นพบนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลว่า ไดโนเสาร์เกิดขึ้นครั้งแรกและมันสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกในยุคโบราณได้อย่างไร ในช่วงยุคไทรแอสซิค (Triassic) หรือราว 252 ล้านถึง 205 […]

ความลับจาก สโตนเฮนจ์ และเหล่าอนุสรณ์สถานยุคหินใหม่ในอังกฤษ

ไม่ใช่แค่ สโตนเฮนจ์ การค้นพบใหม่ๆ เผยให้เห็นยุคสมัยที่การก่อสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โตน่าตื่นตาเป็นความคลั่งไคล้ สโตนเฮนจ์ – เรื่องใหญ่โตมโหฬารกำลังเกิดขึ้นทางใต้ของอังกฤษเมื่อราว 4,500 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความกระตือรือร้นทางศาสนา ฝีมือการก่อสร้าง หรือการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เข้ามา สิ่งนี้ได้ร่ายมนตร์ใส่ชาวเมือง และทำให้พวกเขาเร่งสร้างอนุสรณ์สถานกันอย่างบ้าคลั่ง ในช่วงเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาจแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น กลุ่มคนที่ไม่มีเครื่องมือโลหะ แรงม้า และล้อ ได้ตั้งวงหินขนาดใหญ่ ปักเสาไม้เป็นรั้วล้อมวงยักษ์ และสร้างทางดำเนินโอ่อ่าที่มีหินตั้งขนาบสองข้างมากมาย ในอังกฤษ โดยตัดต้นไม้ใหญ่ที่สุดในป่าและขนดินหลายล้านตันเพื่อทำการนั้น “มันเหมือนความบ้าคลั่งที่ลามไปทั่วค่ะ เป็นความหมกมุ่นที่ผลักดันให้พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ” ซูซาน กรีนีย์ นักโบราณคดีจากอิงลิชเฮอริเทจ (English Heritage) องค์กรอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่แสวงกำไร บอก สิ่งหลงเหลืออันโด่งดังที่สุดจากยุคการก่อสร้างรุ่งเรืองในครั้งนั้นคือสโตนเฮนจ์ กองหินตั้งซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนไปยังที่ราบซอลส์เบอรีในอังกฤษ หลายร้อยปีมาแล้วที่เมกะลิท (megalith) หรือหมู่หินยักษ์แห่งนี้ทำให้ ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกทึ่งและพิศวง รวมถึงเฮนรีแห่งฮันทิงดัน นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนถึงสโตนเฮนจ์ เป็นครั้งแรกเท่าที่เรารู้เมื่อราวปี 1130 โดยบอกว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของอังกฤษ และเสริมว่า ไม่มีใครรู้ว่า มันสร้างขึ้นได้อย่างไรหรือเพราะเหตุใด ในช่วง 900 […]

ย้อนรอยโลกล้านปีผ่านขุมทรัพย์ธรณีที่ จ.สตูล

ขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา แม้แผ่นดินของจังหวัดสตูลในปัจจุบันจะถูกจับจองโดยมนุษย์ แต่รอยประทับจากรูปร่างของสิ่งมีชีวิตในโลกทะเลโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมากตามธรณีสันฐานยังคงบอกเล่าถึงช่วงเวลาเมื่อพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นท้องทะเลแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลของสัตว์ทะเลอายุเก่าแก่ที่สุดในไทยอย่างไทรโลไบต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงดาทะเลโบราณจากยุคแคมเบรียน พบในชั้นหินทรายแดงบนเกาะตะรุเตาและฟอสซิลของนอติลอยด์ หรือหมึกโบราณในยุคออร์โดวิเชียนบนผนังถ้ำทะลุ สองยุคดังกล่าวเป็นธรณีกาลที่เก่าแก่ที่สุดของมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 545-245 ล้านปีก่อน ซึ่งนับเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตในทะเลกำลังเฟื่องฟูหลังโลกตื่นตัวจากยุคน้ำแข็ง เมื่อโลกท้องทะเลที่ดำรงมากว่า 250 ล้านปีของสตูลถูกยกขึ้นมาเหนือผิวน้ำจากการปะทะกันของเปลือกโลก ซากของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทับถมอยู่ในทะเลก็ถูกยกขึ้นบนผืนแผ่นดินเช่นเดียวกัน มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสซิลของแบรคคิโอพอดซึ่งเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายหอยสองฝา บรรพบุรุษของหอยงวงช้างในปัจจุบันอย่างแอมโมนอยด์ อีกทั้งยังพบหลักฐานว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตออกซิเจนแก่ผืนทะเลโบราณจากการพบฟอสซิลของสโตรมาโตไลต์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซออกซิเจนในท้องทะเล แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยล้านปี ฟอสซิลของพวกมันยังคงหลงเหลืออยู่ตามถ้ำ ชั้นหิน เสมือนสมุดบันทึกแห่งอดีตที่ส่งต่อมายังปัจจุบันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกทะเลโบราณได้เป็นอย่างดี ผืนแผ่นดินแห่งชีวิต เราไม่อาจจินตนาการความเฟื่องฟูทางทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของจังหวัดสตูลในอดีตได้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของมันยังคงส่งต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้รวบรวมความหลากหลายทางของสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล ป่าโกงกาง หรือถ้ำหินปูนที่เกิดจากการกัดกร่อนของฝนกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ จนกลายเป็นภูมิประเทศแบบคาร์ส (Karst) ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ถ้ำเลสเตโกดอนซึ่งอยู่ในเทือกเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ถ้ำแห่งนี้เป็นธารลอดที่มีระดับน้ำทะเลสูงถึงปากทางเข้าและมีลักษณะเป็นอุโมงค์คดเคี้ยวไปมา มีการค้นพบซากและฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคควอเทอนารี ไม่ว่าจะเป็น แรด วัว ควาย จนถึงช้างสเตโกดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษช้างที่มีลักษณะใกล้ช้างเอเชียที่สุด ภูมิประเทศที่หลากหลายของจังหวัดสตูลต่างครอบครองความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นป่าหลุมยุบดึกดำบรรพ์บริเวณปลายถ้ำทะลุเองก็มีปริมาณแสงและความชื้นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชและสัตว์เฉพาะถิ่นหลากหลายชนิด ที่ภูเขาและถ้ำหินปูนก็มีระบบนิเวศสำหรับสัตว์ที่ปรับตัวสำหรับการอยู่ในถ้ำโดยเฉพาะ เช่น ปูเขาหินทุ่งหว้าที่พบในเขาหินปูนของสตูล ซึ่งเป็นปูสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ยังไม่เคยถูกพบที่ใดมาก่อน จากขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา สู่สมบัติของชุมชน […]

อินเดียและปากีสถาน ที่มาของเงาแห่งความแตกแยกที่ยังคงปกคลุมจนวันนี้

หลังจากที่การปกครองอาณานิคมของอังกฤษสิ้นสุดลง ก็ได้กำเนิดสองชาติอธิปไตย แต่การแบ่งเขตนั้นกลับสร้างรอยร้าวความตึงเครียดจนแทบระเบิดขึ้น แม้จะผ่านไปแล้ว 75 ปี ความทรงจำของการแบ่งแยกนี้ยังคงตามหลอกหลอนผู้เหลือรอดมาจนปัจจุบัน ในคืนวันที่ 13 สิงหาคม 1947 สุรี เซฮ์กัลวัย 13 ขวบตื่นเต้นเหลือประดาเสียจนนอนไม่หลับ ในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้เห็นอังกฤษลดธงลงและชักธงใหม่ขึ้น ธงของแคว้นปัญจาบบ้านเกิดของเขาซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแต่ในปัจจุบันเมืองนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติใหม่ที่มีชื่อว่าปากีสถาน เขาจดจำช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการชักธงของประเทศปากีสถานขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการแบ่งอินเดียออกเป็นสองชาติ ความตึงเครียดระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมเดือดพล่านจากกฎการปกครองอาณานิคมอันก่อให้เกิดความแตกแยก คืนนั้นเองที่เซฮ์กัลได้เห็นความน่ากลัว ภาพของผู้คนหลายร้อยถือมืดและอาวุธต่าง ๆ ออกตามล่าชาวฮินดูวิ่งผ่านไป หากมองอย่างผิวเผิน การกำเนิดประเทศปกครองตนเองในเดือนสิงหาคม ปี 1947 เป็นดั่งชัยชนะสำหรับผู้เรียกร้องการปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงทำให้การถอนตัวของจักรวรรดิอังกฤษกลายเป็นการนองเลือด อังกฤษแบ่งแยกอินเดียอย่างไร ในช่วงสิ้นสุดการปกครองแบบอาณานิคมของอังกฤษในปี 1947 อนุทวีปอินเดียถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศได้แก่ อินเดียที่มีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่และปากีสถานที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรีบเร่งนี้นำไปสู่หนึ่งในวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การปกครองอาณานิคม – ก่อนการแบ่งอาณาเขต มีชาวฮินดูคิดเป็นประมาณเกือบร้อยละ 70 ของประชากรอินเดียที่ปกครองโดยอังกฤษ ในขณะที่ชาวมุสลิมมีปริมาณเพียงแค่ประมาณร้อยละ 15 เพียงเท่านั้น ถึงแม้ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่จะอยู่ทางเหนือแต่กลุ่มชาวมุสลิมกลับกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังการแบ่งแยก – การแบ่งประเทศด้วยศาสนานั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในแคว้นปัญจาบและเบงกอลที่มีประชากรชาวฮินดูและมุสลิมใกล้เคียงกัน การถือกำเนิดของปากีสถานจึงเป็นการบังคับให้ชาวฮินดูและมุสลิมกว่าล้านคนจำต้องย้ายที่อยู่ใหม่ พื้นที่ขัดแย้ง – ทางตอนเหนือ บริเวณเส้นแรดคลิฟฟ์ซึ่งหยุดอยู่ที่จัมมูและแคชเมียร์ […]

‘หลักคำสอนแห่งการค้นพบ’ หลักคำสอนคริสตจักรที่ทำให้เกิดยุค ล่าอาณานิคม

หลักคำสอนอายุกว่า 500 ปีของคริสต์คาทอลิกนั้นส่งเสริมการ ล่าอาณานิคม  สมเด็จพระสันตะปาปาจะยกเลิกมันหรือไม่ ? หลักคำสอนแห่งการค้นพบ (Doctrine of Discovery) ซึ่งกำหนดโดยพระสันตะปาปาคือสิ่งที่ทำให้การยึดครองดินแดนด้วยศาสนาคริสต์ ล่าอาณานิคม เป็นเรื่องชอบธรรม ในที่สุด แนวคิดนี้ได้ฝังรากลึกลงในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงกฎหมายระหว่างประเทศ หลุยส์ ลาร์จกรีดร้องและดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับแม่ชีชุดดำที่จับตัวเธอไว้แน่น เธอได้ยินเสียงพูดในภาษาที่เธอไม่เข้าใจและได้แต่มองตามหลังคุณยายของเธอที่เดินไกลออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด เธอก็ได้เข้าใจว่าเธอถูกนำมาทิ้งไว้ที่บลูควิลล์ (The Blue Quill) โรงเรียนประจำสำหรับเด็กๆ ชาวพื้นเมืองในอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2011 ลาร์จได้กล่าวคำให้การต่อคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission of Canada) ว่า “ฉันได้แต่กรีดร้องซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง” ในไม่ช้า ลาร์จตระหนักได้ว่าเธอต้องปฏิบัติตามตารางเวลาอันเข้มงวดในโรงเรียนที่ผูกกับศาสนาคริสต์ เธอเล่าว่าเด็กๆ สวดมนต์และภาวนากันเป็นเวลานานอีกทั้งยังพูดอย่างเสียดสีว่ามันคือ “โรงเรียนคุกเข่า” ที่เปลี่ยนผิวตามข้อต่อให้กลายเป็นหนังแข็งเสียงดังเอี๊ยดจากการบังคับให้สวดมนต์ ลาร์จใช้ชีวิตอยู่กับมรดกจากการล่าอาณานิคมของแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลบังคับให้เด็กพื้นเมืองกว่า 100,000 คนเข้าโรงเรียนประจำที่จะฉีกตัวตน อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเดิมของพวกเขาก่อนเปลี่ยนให้เป็นชาวคริสเตียน ในศตวรรษที่ 20 คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดาได้เปิดเผยประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเหล่านี้รวมถึงผลกระทบที่มีต่อชาวพื้นเมืองแคนาดา […]

เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

มารี อาน ฮาน ยู ในวัยสาวที่ยังรู้สึกเชื่อมโยง ได้ถ่ายภาพสีสันสดใสของประเทศที่กำลังสร้างตัวใหม่หลัง สงครามเกาหลี ในปี 2013 ขณะที่ มารี อาน ฮาน ยู กำลังย้ายบ้านของเธอที่เมมฟิส (รัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ) เธอพบกับกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้แตะต้องมานานหลายสิบปี “มันเป็นกระเป๋าเดินทางจากเกาหลี” สเตฟานี ฮาน ลูกสาวของยู กล่าว “และเต็มไปด้วยฟิล์มสไลด์ค่ะ” ฟิล์มสไลด์เหล่านั้นบันทึกภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเองหลัง สงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลานานสามปีและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งเป็นพลเรือน บรรดาผู้คนในภาพล้วนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวันในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ ยู ซึ่งในขณะนี้อายุ 85 ปี ถ่ายภาพเหล่านี้ในช่วงปี 1956-1957 ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงโซล ช่วงที่เธออายุ 20 ปี แม่ของเธอซึ่งสนิทกับอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รับงานเป็นผู้อำนวยการด้านงานประสัมพันธ์ให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงซึ่งให้บริการนักการเมืองและชนชั้นนำมากมายในกรุงโซล ยูซึ่งเกิดที่ฮาวายในครอบครัวชาวสวนที่เป็นผู้อพยพชาวเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่ไปสหรัฐอเมริกาเดินทางตามแม่ของเธอมาและเข้าทำงานที่ฐานทัพอเมริกาในกรุงโซล มีโอกาสได้ซื้อกล้องถ่ายภาพที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ของเธอ “ฉันอยากจะบันทึกภาพในช่วงเวลานั้น” ยูกล่าวในการสัมภาษณ์ “ทุกอย่างถือเป็นเรื่องประหลาดสำหรับฉันค่ะ” ภาพถ่ายของยูมีทั้งบรรยากาศจอแจของตลาดนัมแดนุนในกรุงโซล รวมไปถึงวิถีชีวิตนอกเมืองริมแม่น้ำฮัน นอกจากนี้ ครอบครัวยูมีความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้น […]

ดำดิ่งสำรวจสุสานใต้พีระมิด

แม้พีระมิดในอียิปต์จะโด่งดังมากกว่า แต่พีระมิดในซูดานซุกซ่อนสุสานหลวงไว้ ซึ่งนักโบราณคดีสามารถสํารวจได้ตราบเท่าที่พวกเขาไม่รังเกียจการดําน้ำ ฉันรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก  แต่ละก้าวที่ลงไปตามช่องทางเดินหินดานนำฉันเข้าใกล้สิ่งที่ฉันนึกภาพมานาน  นั่นคือ สระนํ้าสีนํ้าตาลอมเหลืองซึ่งซ่อนอุโมงค์ที่ถูกนํ้าท่วมเอาไว้  และวินาทีที่ฉันเข้าไปสู่ความมืดมิดนั้น  ซากปรักของพีระมิดโอ่อ่า ก็ตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องบน ที่นี่  ณ สุสานโบราณแห่งนูรีในทะเลทรายทางตอนเหนือของซูดาน  เหล่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชาวคูชทอดพระวรกายมานานหลายพันปีในกลุ่มคูหาฝังพระศพใต้ดินเบื้องล่างพีระมิดสูงใหญ่  ปัจจุบัน  คูหาถูกนํ้าใต้ดินที่ไหลซึมมาจากแม่นํ้าไนล์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เอ่อท่วม  นักโบราณคดี  เพียร์ซ  พอล  ครีสแมน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  เป็นผู้นำทีมซึ่งอาจเป็นทีมแรกที่พยายามสำรวจทางโบราณคดีใต้นํ้าข้างใต้พีระมิด  ตอนแรกฉันใจเย็น  แม้ว่าจะ ตื่นเต้นกับการร่วมเดินทางไปถ่ายภาพความพยายามที่ทะเยอทะยานและเสี่ยงอันตรายนี้เมื่อปี 2020  แต่พอฉันเดินลงไปใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ  หัวใจก็เต้นเร็ว  และหายใจแทบไม่ออก ฉันเคยสัมผัสความรู้สึกกระวนกระวายหายใจไม่ทั่วท้องแบบนี้มาก่อน  เมื่อเก้าปีที่แล้วจากการหมอบอยู่ในท่อระบายนํ้าในประเทศลิเบีย  ขณะที่ปืนกลระดมยิงใส่พื้นดินด้านบน  และเจ็ดปีก่อน  ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายอัลชาบับใน ศูนย์การค้าที่กรุงไนโรบี  ล่าสุดเมื่อสี่ปีก่อน  บนหาดไร้ขื่อแปในโซมาเลีย  แต่ที่นี่ ไม่มีศัตรูภายนอก  แต่บางสิ่งในความคิด ของฉันเองกำลังตะโกนใส่ฉันว่า  อย่าลงไป ครีสแมนและไดฟ์มาสเตอร์  จัสติน  ชไนเดอร์  รับรู้ได้ถึงความกังวลของฉัน  “ขอเวลาแป๊บหนึ่งค่ะ”  ฉันบอก  พลางถือกล้องถ่ายภาพไว้แน่น  ฉันคาบเรกูเลเตอร์  ไขว้ขาแล้วทิ้งตัวลงไป  หายใจ  แค่หายใจ […]

เรื่องลับของนักบินสหรัฐฯ ชำระแค้นญี่ปุ่นให้เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 จิมมี่ ดูลิทเทิล คือผู้นำฝูงบินของสหรัฐฯ ในหนึ่งในภารกิจที่ท้ามรณะที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง ในสัปดาห์แรกๆ ของปี 1942 สหรัฐฯ ทั้งโกรธแค้น อับอาย และเสียขวัญ เนื่องจากเรือรบประจำกองเรือแปซิฟิกของพวกเขาจมอยู่ใต้เพิร์ลฮาร์เบอร์หลังตกเป็นเหยื่อการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวโดยฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ในเดือนต่อๆ มา ทั้งประเทศนี้และเหล่าพันธมิตรทำได้เพียงแค่มองดูกองทัพญี่ปุ่นโหมถล่มรุกรานไปทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก และบดขยี้ที่มั่นของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ที่ขวางทาง หลังการโจมตีในเดือนธันวาคม ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลต์ ออกคำสั่งกดดันอย่างเดือดดาลต่อผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ให้พวกเขาหาทางโจมตีโต้ตอบแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น กระนั้น ไม่มีไครทราบว่าจะเอาชนะอุปสรรคทางการขนส่งได้อย่างไร เครื่องบินรบซึ่งประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นเล็กเกินกว่าที่จะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ได้ และยังมีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งสามารถโปรยห่าฝนแห่งการทำล้างได้ก็ถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะบินขึ้นและลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน และแล้ว ในวันหนาวเหน็บวันหนึ่งในเดือนมกราคม ใครคนหนึ่งผุดความคิดว่าเครื่องบินบี-25 “มิตเชลล์” เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลางสองเครื่องยนต์ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการไม่นานนักอาจขึ้นบินจากดาดฟ้าลานบินของเรือบรรทุกเครื่องบินได้ และแม้เครื่องบินเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาลงจอดบนเรือ น้ำมันที่เหลือหลังภารกิจทิ้งระเบิดแผ่นดินญี่ปุ่นเสร็จสิ้นจะช่วยประคองพวกมันไปลงจอดบนลานบินของฝ่ายพันธมิตรในจีน นายพลเฮนรี “เฮพ” แอร์โนลด์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศทัพบกสหรัฐฯ (Army Air Corps) เลือกพันโทเจมส์ “จิมมี” ดูลิทเทิล หนึ่งในนักบินผู้โด่งดังที่สุดในยุคนั้นและเป็นบุรุษที่แอร์โนล์ดทราบว่าเป็น“ผู้กล้าหาญอย่างที่สุด” นักบินกลุ่มเดียวซึ่งผ่านการฝึกฝนจนสามารถขับบี-25 […]

พบซากเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก เป็นเรือรบจากสงครามโลกครั้งที่ 2

พบซากเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก เป็นเรือรบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นักสำรวจ วิคเตอร์ เวสโคโว (Victor Vescovo) ผู้ก่อตั้งคาลันดาโอเชียนิก (Caladan Oceanic) บริษัทเทคโนโลยีสำรวจใต้ทะเลในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบเรือพิฆาตของกองทัพสหรัฐที่ชื่อว่า ‘ยูเอสเอส ซามูเอล บี. โรเบิร์ต (USS Samuel B. Roberts.) จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอับปางอยู่ที่ความลึก 6,895 เมตร กลายเป็นการค้นพบเรืออับปางที่ลึกที่สุดในโลก ‘แซมมี่ บี’ ได้ผ่านการรบที่สงครามอ่าวเลย์เตหรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Battle of Samar’ เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์ออกจากการครอบครองของกองทัพญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1944 ตามบันทึกรายงาน ‘แซมมี่ บี’ ได้จมเรือรบของศัตรูไปหลายลำก่อนที่จะถูกโจมตีจนจมลง ลูกเรือทั้งหมด 224 คนต้องรออยู่บนแพชูชีพกว่า 50 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ มีผู้เสียชีวิต 89 จากบาดแผลและฉลามโจมตี “เรามักจะบอกว่าเหล็กกล้าไม่เคยโกหก และซากเรือเหล่านี้คือพยานคนสุดท้ายในการต่อสู้” เวสโคโวกล่าว “เรือแซมมี่ บี. เข้าปะทะกับเรือลาดตระเวนหนักของญี่ปุ่น […]

ประวัติจักรยาน – การเกิดขึ้นของ จักรยาน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโลกไปอย่างไร

ประวัติจักรยาน – การประดิษฐ์จักรยานเมื่อปลายศตวรรษที่สิบเก้า มีความหมายมากกว่าการเดินทางรูปแบบใหม่ แต่คือวิถีชีวิตใหม่ด้วย ประวัติจักรยาน – ถ้าประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย  มันก็ต้องพ้องจองกันแน่  ด้วยความต้องการจักรยานที่พุ่งสูงขึ้น  และชาติต่างๆ กำลังเตรียมใช้เงินหลายพันล้านในการออกแบบเมืองใหญ่ของตัวเองอีกครั้งโดยมีเป้าหมายใหม่อยู่ที่การใช้จักรยานและการเดิน  นับเป็น โอกาสเหมาะในการรำลึกว่า  การปรากฏโฉมของจักรยานในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างไร จักรยานเคยเป็นเทคโนโลยีที่สร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง เทียบง่ายๆ คือพอฟัดพอเหวี่ยงกับโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน  ในช่วงสองสามปีอันน่าตื่นเต้นของทศวรรษ 1890 จักรยานเป็น “ของมันต้องมี” อย่างยิ่ง  เพราะเป็นพาหนะขนส่งที่รวดเร็ว  ซื้อไหว  และเก๋ไก๋  ซึ่งใช้ปั่นพาเราไปทุกหนแห่งที่ อยากไปตอนไหนก็ได้ และฟรีด้วย เราหัดขี่จักรยานกันได้เกือบทุกคน  แล้วก็หัดกันเกือบทุกคน  สุลต่านแห่งแซนซิบาร์ปั่นจักรยานเป็นงานอดิเรก  ซาร์ของรัสเซียก็เหมือนกัน  เจ้าผู้ครองกรุงคาบูลยังซื้อจักรยานแจกสนมทั้งฮาเร็ม  แต่ผู้ที่ใช้จักรยานกันจริงๆ ในวิถีชีวิตก็คือชนชั้นกลางและกรรมาชีพทั่วโลก  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มหาชนเคลื่อนที่ได้  ไปไหนมาไหนตามอำเภอใจได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีม้าและรถม้าแพงๆ อีกต่อไป  มีการเรียกขานจักรยานว่าเป็น “ม้าชราของปวงชน”  ไม่เพียงแต่นํ้าหนักเบา ซื้อหาได้  และบำรุงรักษาง่าย  แต่ยังเป็นของที่วิ่งเร็วที่สุดบนท้องถนนอีกด้วย สังคมเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว  พวกผู้หญิงคึกคักกันเป็นพิเศษ  โยนกระโปรงยุควิกตอเรียสุดเทอะทะทิ้งไป  หันมาใส่กางเกงกับเสื้อผ้าที่ “เข้าท่า”  แล้วพากันลงถนน  “ฉันคิดว่าจักรยานช่วยปลดปล่อยผู้หญิงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลก”  ซูซาน บี.  […]

พบมัสยิดอายุ 1,200 ปีในทะเลทรายเนเกฟประเทศอิสราเอล

พบมัสยิดอายุ 1,200 ปีในทะเลทรายเนเกฟประเทศอิสราเอล หลักฐานการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาคริสต์มาเป็นอิสลามในพื้นที่ นักโบราณคดีชาวอิสราเอลค้นพบซากมัสยิดโบราณที่มีอายุ 1,200 ปีระหว่างการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อสร้างย่านใหม่ของเมืองราฮัต (Rahat) กลางทะเลทรายเนเกฟ (Negev) ทางตอนใต้ของอิสราเอล เชื่อว่าเป็นหลักฐานในการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาคริสต์มาเป็นอิสลามในพื้นที่แห่งนี้ “ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอาคารนี้ถูกใช้เป็นมัสยิด” หน่วยงานด้านวัตถุโบราณของอิสราเอล หรือ IAA (the Israel Antiquities Authority) กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมระบุว่ามัสยิดนี้มี “ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสและผนังที่หันไปทางนครเมกกะ” พวกเขาเชื่อว่าในแต่ละครั้งอาจมีผู้เข้ามาทำการละหมาราวครั้งละ 24 ถึง 36 คน นอกจากนี้ยังพบ “ซากอาคารหรูหรา” อยู่ไม่ไกลจากมัสยิด โดยมีซากเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์จากแก้ว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความมั่งคั่งของผู้อยู่อาศัย ทาง IAA กล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ถูกจัดสร้างขึ้นหลังจากการหายไปของการปกครองโดยไบแซนไทน์และศาสนาคริสต์ที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี” “กระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นคือการเข้ามาของศาสนาใหม่ ซึ่งเป็นศาสนาอิสลามรวมทั้งการปกครองและวัฒธรรมใหม่ในภูมิภาคแห่งนี้” IAA กล่าวเสริม  การพิชิตดินแดนของชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 7 ทำให้เมื่อราว 3 ปีก่อนทาง IAA ได้เคยพบซากมัสยิดอีกแห่งในบริเวณเดียวกันซึ่งอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 7 ถึง 8 เป็นหลักฐานยืนยันถึงการเข้ามาของชาวมุสลิม IAA […]

เบื้องหลังการทำแผนที่ ตลอด 100 ปี ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ซึ่งก่อตั้งมาครบ 100 ปีในปีนี้  ได้จารึกผืนดิน แผ่นน้ำ และฟากฟ้าบนแผนที่ที่บรรจุข้อมูลไว้มากมาย ทั้งยังสะท้อนแนวคิดล้ำสมัย และปลุกเร้าความฝันให้ลุกโชน พิกัดสำนักงานนักภูมิศาสตร์ประจำสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก คือ 38°54’19„ เหนือ  77°2’16„ ตะวันตก คงพอจะพูดได้ว่าควน  จูเซ  บาลเดส ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ในปัจจุบัน  รู้ตำแหน่งแห่งที่ของเขาอย่างแม่นยำ   แต่ขอบเขตการทำงานของ สำนักงานในความรับผิดชอบของเขาหรือแผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ซึ่งฉลองครบ 100 ปีในปีนี้ ไม่เพียงครอบคลุมพิกัดที่ว่าเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงภูเขา  แม่นํ้า  ทะเลสาบ  ถนน  แนวปะการัง  ฟยอร์ด  เกาะ ทะเล  ธารนํ้าแข็ง มหาสมุทร  ดาวเคราะห์  ดาราจักร และระบบสุริยะ  หรือพูดง่ายๆ คือลักษณะทางกายภาพใดๆ ที่ปรากฏบนพื้นดิน  ผืนนํ้า  และแผ่นฟ้านั่นเอง ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (สถิติจะล้าสมัยทันทีที่รวมตัวเลข เสร็จ) แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ได้ผลิตแผนที่แถม 438 ชุด […]

World Update: พบมัมมี่อียิปต์โบราณสภาพสมบูรณ์ 250 โลงที่มีอายุกว่า 2,500 ปี

พบมัมมี่อียิปต์โบราณสภาพสมบูรณ์ 250 โลงที่มีอายุกว่า 2,500 ปี นักโบราณคดีค้นพบโลงศพของมัมมี่อียิปต์โบราณ 250 โลงและรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเทพเจ้าอียิปต์มากมายกว่า 150 ชิ้นจากสุสานแห่งซัคคาราใกล้กรุงไคโร มีอายุย้อนหลังไปมากกว่า 2,500 ปี ทั้งหมดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยรัฐบาลหวังว่าการค้นพบเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ย่ำแย่จากไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซัคคารา หรือ Saqqara นั้นเป็นสุสานขนาดใหญ่ของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเนื่องด้วยการค้นพบมากมายที่ผ่านมา ซัคคาราจึงถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการค้นพบโลงศพไม้กว่า 250 โลง ปิดสนิทในสภาพสมบูรณ์พร้อมกับลวดลายอียิปต์โบราณที่ยังไม่จางหายไป มอสตาฟา วาซิรี (Mostafa Waziri) หัวหน้าหน่วยงานสภาโบราณวัตถุสูงสุดของอียิปต์ (Egypt’s Supreme Council of Antiquities) กล่าวกับผู้สี่อข่าวว่า “โลงศพไม้ 250 โลงที่มีมัมมี่อยู่ภายใน ย้อนหลังไปถึงช่วง 500 ปีก่อนคริสตศักราช” ภายในโลงหนึ่ง พวกเขาพบต้นกกที่ยังไม่ถูกแตะต้อง มีความสมบูรณ์อย่างที่สุด วาซิรีกล่าวว่าต้นกกจะถูกย้ายนำไปศึกษาต่อที่ห้องปฏิบัติการของพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร นอกจากนี้ยังพบม้วนกระดาษปาปิรัสยาว 9 เมตรที่ทีมงานเชื่อว่าเป็นบทสวดเพื่อนำทางผู้เสียชีวิตไปยังดินแดนหลังความตาย ในขณะที่รูปปั้นกว่า 150 ชิ้นเป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์เทพเจ้าอียิปต์มากมายหลายองค์ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าบาสท์ (Bastet) เทวีแห่งความรักผู้มีศีรษะเป็นแมว […]

World Update: พบฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวาน

ฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวา ในอาเซียน ที่อาจมาไกลจากทิเบตหรือเทือกเขาอัลไต นักวิจัยพบฟอสซิลฟันในถ้ำงูเห่าแถบเทือกเขาอันนัมทางตอนกลางของประเทศลาว คาดว่าเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ของมนุษย์ เดนิโซวาน ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยพบมาก่อนซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน โดยระบุว่าฟันชิ้นนี้มีอายุ 131,000 ถึง 164,000 ปี และเป็นของเด็กหญิงที่มีอายุประมาณ 3.5 – 8.5 ขวบ เดนิโซวานเป็นมนุษย์สมัยโบราณที่ลึกลับและศึกษาได้ยากสายพันธุ์หนึ่งเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานฟอสซิลของพวกเขาน้อยมาก ชิ้นส่วนกระดูกและฟันก่อนหน้าทั้งหมดที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของเดนิโซวานนั้นสามารถบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาดเท่าแซนวิซได้อย่างง่าย และทั้งหมดนั้นพบจากสถานที่ขุดค้นเพียงสองแห่งในโลกคือ ไซบีเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำเดนิโซวาน ซึ่งเป็นถ้ำที่ค้นพบตัวอย่างของมนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์รวมถึงเดนิโซวาน ในเขตเทือกเขาอัลไต และที่ราบสูงทิเบต ซึ่งต่างจากญาติใกล้ชิดของพวกเขาคือนีแอนเเดอร์ทัลที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในยุโรป กระนั้น นักบรรพชีวินวิทยาตั้งสมมติฐานมานานแล้วว่า เดนิโซวาน ต้องอยู่ไกลออกจากยุโรปไปทางใต้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการผสมพันธุ์กับมนุษย์ยุคแรกก่อนซึ่งทิ้งร่องรอยทางพันธุกรรมไว้ในมนุษย์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายเอเชีย “มันทำให้ฉันนึกได้ว่าพวกเขามีความคล้ายคลึงกับเรามากแค่ไหน” ลอร่า แช็คเคิลฟอร์ด (Laura Shackelford) นักบรรพชีวินวิทยาและนักสำรวจของเนชั่นเนล จีโอกราฟิกกล่าวถึงการค้นพบฟอสซิลฟันชิ้นนี้ พร้อมทั้งเสริมอีกว่าสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างสุดขั้วตั้งแต่ภูเขาสูงที่เย็นยะเยือกและที่ราบลุ่มอันร้อนชื้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าทึ่งของมนุษย์เดนิโซวาน ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกันกับ ธงสา สายาวงศ์คำดี นักโบราณคดีชาวลาวผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยทำให้การขุดค้นเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อพบฟัน แช็คเคิลฟอร์ดกล่าวว่า “เรารู้ว่าเป็นพวกเดียวกันเกือบในจะทันที แต่ไม่ใช่มนุษย์สมัยใหม่” ในขณะที่เคลมเมนท์ ซานอลลิ (Clément Zanolli) หนึ่งในทีมขุดค้นเสริมว่า […]