History Archives - National Geographic Thailand

ย้อนรอยการค้นพบ ฟาโรห์ ตุตันคามุน และขุมทรัพย์โลกตะลึง

ย้อนรอยการค้นพบ ฟาโรห์ ตุตันคามุนและขุมทรัพย์โลกตะลึง เลดี้ฟีโอนา เฮอร์เบิร์ต เคาน์เตสคนที่แปดแห่งคาร์นาร์วอน พลิกสมุดลงนามและชี้ไปยังลายเซ็นของแขกประจำชื่อดัง ผู้มาเยือนที่พำนักอันโด่งดังของเธอเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน เราอยู่ที่ปราสาทไฮเคลียร์ ที่ดินผืนใหญ่ในชนบทห่างจากกรุงลอนดอนไปทางตะวันตกราว 90 กิโลเมตร สมุดลงนามนี้มีรายชื่อบุคคลในหนังสือที่เลดี้คาร์นาร์วอนกำลังเขียนถึงปู่ทวดของสามี จอร์จ เอดเวิร์ด สแตนโฮป โมลีเนอ เฮอร์เบิร์ต เอิร์ลคนที่ห้าแห่งคาร์นาร์วอนที่เธอเรียกว่า “ท่านเอิร์ลที่ห้า” ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนายทุนสนับสนุนนักโบราณคดีชาวอังกฤษ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ในการค้นหาหลุมฝังพระศพที่สาบสูญของ ฟาโรห์ ตุตันคามุน เลดี้คาร์นาร์วอนหยุดที่หน้าซึ่งลงวันที่ไว้ว่า 3 กรกฎาคม ปี 1920 และแนะนำแขก “นี่คือเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ แน่นอนละ เขามาพักที่นี่หลายสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อนแต่ละปีเพื่อวางแผนการขุดสำรวจกับท่านเอิร์ลที่ห้า…” ลอร์ดคาร์นาร์วอนเริ่มย้ายไปพำนักช่วงฤดูหนาวที่อียิปต์ในปี 1903 ตามคำแนะนำของแพทย์ เขามีสุขภาพไม่ดี แต่กำเนิด ทั้งยังทรุดลงเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่รุนแรงเกือบถึงชีวิตทำให้ปอดเสียหายอย่างหนัก เขาเปรียบเปรยว่า การสูดอากาศทะเลทรายในอียิปต์เหมือนการได้ดื่มแชมเปญ ในไม่ช้าลอร์ดคาร์นาร์วอนก็ชื่นชมโบราณวัตถุของอียิปต์มากพอๆ กับอากาศที่นั่น ในปี 1907 เขาว่าจ้างคาร์เตอร์ ให้หาโบราณวัตถุมาเติมคลังสะสมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของเขาที่ไฮเคลียร์ และดูแลการขุดค้นที่เขาให้ทุนสนับสนุน คาร์เตอร์ออกจากอังกฤษไปอียิปต์ตอนอายุ 17 ปีโดยไม่มีพื้นฐานทางโบราณคดี […]

ตามรอย “ พระฝรั่ง ” บาทหลวงที่แต่งตัวเป็นพระ ชวนคนนับถือคริสต์ยุคอยุธยา

ตามรอย “ พระฝรั่ง ” ภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงกับพ.ศ. 2277 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  นอกจากแสดงพุทธประวัติเรื่องอัฏฐมหาสถานและสัตตมหาสถานแล้ว ยังสอดแทรกเหตุการณ์ในสังคมอยุธยาที่มีการปรากฏตัวขึ้นของ “ พระฝรั่ง ” หรือบาทหลวงเยซูอิตที่ตั้งใจแต่งกายแบบภิกษุ เพื่อโน้มน้าวให้ชาวสยามหันมานับถือคริสต์ศาสนา ภาพวาด “ พระฝรั่ง ” ดังกล่าวนี้อยู่ในช่องว่างระหว่างเจดีย์ช่องที่ 7 นับจากฝั่งพระประธานเป็นต้นมา อันที่จริง เนื้อหาหลักที่ผู้วาดภาพจัดวางคือ เหตุการณ์พุทธประวัติปางทรงทรมานช้างนาฬาคีรี แต่เบื้องล่างยังได้แทรกเรื่องราวการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสมัยอยุธยาเข้ามาด้วยอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยเขียนเป็นภาพของฝรั่งจำนวน 7 คน หนึ่งในนั้นแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ แขนข้างหนึ่งหนีบตาลปัตร ทว่าสวมหมวกปีกกว้างเหมือนฝรั่งคนอื่น ๆ ส่วนฝรั่งที่เหลือนั่งยอบกายอยู่ด้านข้าง คนหนึ่งคอยถือฉัตรกางให้ มองดูแล้วราวกับบาทหลวงเยซูอิตกำลัง “แปลงร่าง” เป็นพระสงฆ์อยู่ไม่ปาน ชาวต่างชาติที่เข้ามายังสยามได้บันทึกเรื่องราวของบรรดาบาทหลวงเยซูอิตไว้เช่นกัน  บาทหลวงกีร์ ตาชาร์ (Guy Tachard) หนึ่งในคณะเยซูอิตที่เดินทางมายังสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นหนึ่งในกลวิธีโน้มน้าวให้ชาวสยามหันมานับถือพระเยซูตามแบบพวกตน         “นอกจากหอดูดาวแล้ว ยังจะต้องมีบาทหลวงเยซูอิตอีกสักคณะหนึ่ง มาดำเนินการใช้ชีวิตเท่าที่สามารถทำได้อย่างเคร่งครัด และถือวิเวกตามแบบอย่างพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีอิทธิพลเหนือชาวบ้านเป็นอันมาก ให้ห่มดองแบบภิกษุ ไปมาหาสู่กับพวกภิกษุอยู่เสมอ […]

60 ปีแห่งการรักษาสัญญา: ลูกสาวตามหาพ่อที่ตายในสงครามผ่านจดหมายรักพ่อ-แม่

พ่อของชารอน เอสตีล เทย์เลอร์ ถูกยิงเสียชีวิตในเยอรมนีขณะที่เธอมีอายุได้เพียงสามสัปดาห์ เธออุทิศตัวกว่าทศวรรษเพื่อตามหาพ่อบังเกิดเกล้า เอสตีล เทย์เลอร์ พ่อของชารอนเป็นนักบินรบช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เขาได้แลกเปลี่ยนจดหมายกับแมรี่ ภรรยาของเขา ตั้งแต่ทั้งสองเป็นคู่รักมัธยมปลายด้วยกัน ก่อนถูกยิงในเดือนเมษายน 1945 ขณะนั้นภรรยาของเขาเพิ่งให้กำเนิดลูกสาวได้เพียง 3 สัปดาห์ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้จึงไม่มีความทรงจำใดร่วมกับพ่อของเธอเลย สงครามในยุโรปสิ้นสุดลงยังไม่ครบหนึ่งเดือนดี ณ เมืองซีดาร์แรพิดส์ รัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ได้มีการจัดพิธีเล็ก ๆ ประกาศว่าตระกูลเอสตีลได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง แชนนอนถูกตัดสินว่าเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ทว่า ไม่มีใครพบศพและนำกลับมาฝัง ไม่มีแม้แต่การอธิบายความจริงว่า เรืออากาศโทแชนนอน เอสตีลได้กระโดดร่มหนีจากเครื่องบินขับไล่ P38J Lightning ก่อนที่ปืนต่อสู้ยานอากาศของศัตรูจะยิงทำลายหรือไม่ ชารอนในวัยเจ็ดขวบนั่งจิบช็อกโกแลตมอลต์อยู่ที่เคาน์เตอร์โซดา ขณะที่ย่าของเธอพูดถึงพ่อที่ตายในสนามรบ ความคิดถึงลูกชายที่จากไปไม่มีวันกลับทำให้นัยน์ตาของย่าเต็มไปด้วยน้ำตา ในวันนั้นชารอนให้สัญญากับย่าของเธอว่า “ไม่เป็นไรนะย่า หนูจะตามหาและพาพ่อกลับบ้านเอง” หกสิบปีต่อมา เธอยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เธอรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ จากจดหมายของพ่อแม่ รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจากนักประวัติศาสตร์ทางการทหาร พยานผู้เห็นเหตุการณ์ และทีมขุดค้น และในที่สุด เมื่อปี 2006 เธอนำพ่อกลับบ้านได้สำเร็จ ตอนนี้ […]

ภาพจริงจาก ‘สงครามสนามเพลาะ’ ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ภาพจริงจาก ‘สงครามสนามเพลาะ’ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อยอดจากมุมมองภาพยนตร์ All Quiet on the Western Front ในขณะนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจได้ชมบรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่ 1 จากภาพยนตร์เรื่อง “All Quiet On the Western Front” หรือ “แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” ที่ถ่ายถอดบรรยากาศการรบสงคราม สนามเพลาะ ในครั้งนั้นได้อย่างสมจริงและสะเทือนอารมณ์ ซึ่งมีให้ชมอยู่ทาง Netflix ขณะนี้ หากย้อนดูในมุมมองทางประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “มหาสงคราม” หรือ “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งหมด”  เป็นหนึ่งในความขัดแย้งทางการทหารที่สูญเสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สงครามครั้งนี้มีทหารเสียชีวิตกว่า 8 ล้านคน และพลเรือนอีกว่า 6.6 ล้านคน โดยร้อยละ 60 ของผู้ที่เข้าร่วมสงครามจะเสียชีวิต เกิดขึ้นในช่วงเวลา 4 ปี ระหว่างปี 1914-1918 สงครามครั้งนี้สิ้นสุดด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมนี สงครามครั้งนี้สิ้นสุดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน […]

ฟาโรห์ตุตันคามุน หนึ่งในกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอียิปต์โบราณ

ฟาโรห์ตุตันคามุน หนึ่งในกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอียิปต์โบราณ กษัตริย์ตุตันตามุน (Tutankhamun) หนึ่งในผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจากการค้นพบหลุมฝังศพของพระองค์ในปี 1922 ในหุบเขาของกษัตริย์อียิปต์ การค้นพบนี้กระตุ้นจินตนาการของผู้คนนับล้านที่หลงใหลมัมมี่สวมหน้ากากทองคำของพระราชา และสร้างความรู้มากมายให้กับนักโบราณคดี แต่ตอนนี้เรารู้อะไรเกี่ยวกับท่านแล้วบ้าง? แม้ว่ารายละเอียดมากมายในรัชสมัยของพระองค์จะสูญหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่นักประวัติศาสตร์ได้ใช้เวลาหลายปีรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและมรดกของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ และคำถามที่ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ ฟาโรห์ตุตันคามุนประสูติในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณซึ่งอยู่ในช่วง 1550 ปีถึง 1295 ปีก่อนคริสตกาล เริ่มต้นชีวิตด้วยชื่อ “ตุตันคาเตน (Tutankhaten)”  ก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ อียิปต์ในตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือการที่พระเจ้าอเมนโฮเทปที่ 4 (King Amenhotep IV) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระบิดาของตุตันคาเตนนั้นได้หันหลังให้กับเทพเจ้ามากมายในวัฒนธรรมความเชื่อโบราณ เพื่อบูชาให้กับเทพเจ้าองค์ใหม่แห่งดวงอาทิตย์ที่เรียกกันว่า “เอเทน (Aten)” กษัตริย์อเมนโฮเทปที่ 4 ยังได้เปลี่ยนชื่อของพระองค์เป็น “อเคนาเตน (Akhenaten)” และตั้งชื่อลูกชายของพระองค์ว่า “ตุตันคาเตน” ซึ่งมีความหมายว่า “รูปจำลองชีวิตของอเทน” กระนั้นเมื่อราว 1336 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเคนาเตนก็สิ้นพระชนม์หลังจากครองบัลลังก์มา 17 ปี และ ‘ตุต’ เจ้าชายวัย 9 ขวบก็ขึ้นสู่อำนาจ […]

เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของนักรบ สปาร์ตัน 300 คน ผู้ยันสู้ศัตรูจนตัวตาย

แม้เหล่านักรบจากสปาร์ตาและนครรัฐอื่นๆ ของกรีกเสียเปรียบด้านจำนวน พวกเขาเหล่านี้ก็ละทิ้งความกลัว เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพอันแข็งแกร่งของเปอร์เซีย แต่การถูกหักหลังทำให้พวกเขาต้องพ่ายแพ้ เมื่อเดือนมิถุนายน 480 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพอันทรงพลังของเปอร์เซียข้ามช่องแคบดาร์ดาแนลส์ด้วยสะพานแพสองสะพานเพื่อรุกรานกรีกอย่างโหดเหี้ยม นักรบซึ่งนำโดยเซอร์ซีส (Xerxes) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปสู่เทอร์มอพิลี (Thermopylae) ช่องเขาแคบบนชายฝั่งตะวันออกของกรีกซึ่งห่างจากเอเธนส์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 136 กิโลเมตร ช่องเขานี้มีภูมิประเทศอันทรหด เต็มไปด้วยพุ่มไม้หนา หนามไม้ และไหล่เขาสูงชัน พร้อมทั้งสภาพภูมิอากาศอันทารุณซึ่งห่าฝนและแสงแดดแผดเผาคือเรื่องปกติ ในไม่ช้า ช่องเขากันดารยาว 6.4 กิโลเมตรซึ่งเป็นเส้นทางที่รวดเร็วและง่ายดายที่สุดสำหรับการรุกจากที่ราบธีสซาลี (Thessaly) เข้าสู่ภาคกลางของกรีกแห่งนี้ จะกลายเป็นสมรภูมิของการศึกระดับมหากาพย์ซึ่งกินเวลาสามวัน และต่อมาจะกลายเป็นตำนานที่ถูกจดจำในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ในฐานะตัวอย่างสำคัญของการยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคอันสูงชันยิ่งด้วยความหาญกล้า ข้อเท็จจริงและตัวเลข ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับการศึกที่เทอร์มอพิลี (และสงครามระหว่างกรีกและเปอร์เซียโดยทั่วไป) ซึ่งเป็นที่ทราบกันมาจากฮีโรโดทุส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกซึ่งเขียนผลงานเมื่อช่วงห้าศตวรรษก่อนคริสตกาล แหล่งที่มาอื่นๆ รวมถึง ไดโอโดรุส ซิคูลุส (Diodorus Siculus) นักประวัติศาสตร์ชาวซิซิลี (ซึ่งอ้างอิงบางส่วนของบันทึกของเขาจากศตวรรษที่หนึ่งร้อยก่อนค.ศ. จากอิโฟรุส (Ephorus) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกจากยุคก่อนหน้า), ชาวกรีกโบราณพลูทาร์ช (Plutrach) และทีเซียสแห่งไนดุส (Ctesias of Cnidus), จอร์จ แบร์โด กรันดี […]

มรดกร้ายจากการทดสอบ อาวุธนิวเคลียร์ ของสหรัฐฯ ที่ยังส่งผลต่อผู้คนจนทุกวันนี้

สหรัฐฯ ทดสอบ อาวุธนิวเคลียร์ ไปกว่า 1,054 ครั้ง และใช้เงินไปกว่า 3.75 ล้านล้านบาท (หนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่วนผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมนั้นประเมินค่ามิได้ มักมีการแจกจ่ายยาโพแทสเซียมไอโอไดด์ในยามเกิดวิกฤตการณ์ อาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่กำลังเกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น เช่นเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อสหภาพยุโรปปฏิญาณว่าจะบริจาคยาต่อต้านกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากกว่าห้าล้านเม็ดให้ยูเครนล่วงหน้า ท่ามกลางความหวาดกลัวต่อหายนะในระดับเดียวกับเชอร์โนบิลซึ่งอาจเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริเชียที่อยู่ภายใต้การยิดครองของรัสเซียและถูกโจมตีบ่อยครั้ง แต่สำหรับคลอเดีย เพเทอร์สัน อายุ 67 ปี และเพื่อนๆ ของเธอที่เติบโตใกล้เมืองซีดาร์ซิตี้ รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ยาเม็ดไอโอดีนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทั่วไปเฉกเช่นเดียวกับการพักผ่อน การทำงานบ้าน หรือการปฏิญาณสวามิภักดิ์ต่อประเทศ ยาที่แจกจ่ายให้เด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลของเธอเมีเม็ดใหญ่และมีสีส้ม เธอย้อนความ และอีกหนึ่งสิ่งในวิถีชีวิตปกติของเด็กๆ เหล่านี้ คือชายสวมชุดสูทผู้ปรากฏตัวพร้อมหัววัดไกเกอร์ [สำหรับการวัดค่ากัมมันตภาพรังสี] “พวกเขาจะเดินมาตรงหน้าเราและใช้เครื่องมือเหล่านี้ตรวจร่างกายเราค่ะ” เธอกล่าว เมื่อเพเทอร์สันถามคุณครูว่าเสียงปี๊ปที่ดังมาจากหัววัดนั้นแปลว่าอะไร เธอได้รับคำตอบว่ามันมาจากการที่เครื่องวัดตรวจจับกัมมันตภาพรังสีตกค้าง จากการถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์ในการทำทันตกรรมเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน “แต่” เธอกล่าว “ฉันไม่เคยถูกถ่ายภาพด้วยรังสีนี้เลยค่ะ” เซดาร์ซิตี ซึ่งเคยเป็นชุมชนเหมืองเหล็กและเกษตรกรรม อยู่ห่างจากพื้นที่ทดสอบเนวาดา (Nevada Test Site) ไปทางตะวันออกราว 282 กิโลเมตร (175 ไมล์) […]

สร้าง บ้านวิชาเยนทร์ ของฟอลคอนขึ้นใหม่ จากหลักโบราณคดี-สถาปัตยกรรม

จากเคหสถานพ่อค้าเปอร์เซียสู่ บ้านวิชาเยนทร์ ณ บริเวณสามแยกระหว่างถนนวิชาเยนทร์และถนนฝรั่งเศสที่ตัดตรงมาจากพระราชวังนารายณ์ภายในชั่วระยะเวลาเดินเท้าไม่ถึงห้านาที คือที่ตั้งของบ้านหลังนี้ ที่ผ่านมามักเข้าใจกันว่าอาคารทั้งหมดในพื้นที่ บ้านวิชาเยนทร์ เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกที่สร้างขึ้นโดยฟอลคอนแต่เพียงผู้เดียว มีเพียงจอห์น แอนดรูว์ ลิสโตแพด ผู้ทำปริญญาเอกเรื่อง The Art and Architecture of the Reign of Somdet Phra Narai เสนอต่อมหาวิทยาลัยมิชิแกนเมื่อปี1995 ที่เสนอว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นเคหสถานของพ่อค้าชาวเปอร์เซียมาก่อน และถูกยึดเป็นของพระนารายณ์ในภายหลัง แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นของผู้ใด แต่ข้อเสนอของลิสโตแพดนี้ทำให้ผมอดนึกย้อนไปถึง ชะตากรรมของออกพระศรีนวรัตน์ ผู้เป็นขุนนางชาวอิหร่านคนสำคัญที่ถูกสมเด็จพระนารายณ์ปลดจากตำแหน่งไม่ได้ และเมื่อลองคิดจินตนาการว่า บ้านหลังนี้อาจเคยเป็นของออกพระศรีนวรัตน์ ก่อนการขึ้นมามีอำนาจของฟอลคอน ก็น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย สำหรับผมในฐานะสถาปนิก โจทย์ที่น่าขบคิดคือบ้านหลังนี้ รวมทั้งอาคารหลังอื่นๆ ในบริเวณเดียวกัน มีความหมายอย่างไรกับคนที่กำลังก้าวขึ้นมาดูแลกิจการด้านการค้าและการต่างประเทศของราชสำนักแทนพวกอิหร่าน ในด้านการค้า แน่นอนว่าบ้านหลังนี้คือสถานที่ที่ฟอลคอนใช้พบปะพูดคุยกับบรรดาผู้ค้าจากนานาชาติ เพราะปรากฏหลักฐานว่า เขาใช้บ้านหลังนี้ต้อนรับแขกเหรื่อที่เข้ามาติดต่อกับราชสำนักอยุธยาเสมอ ด้านการต่างประเทศ บ้านวิชาเยนทร์คือบ้านใกล้เรือนเคียงกับ “บ้านหลวงรับราชทูต” ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ฟอลคอนเป็นผู้รับผิดชอบสร้างขึ้นบนแปลงที่ดินที่อยู่ถัดไปทางตะวันออก ส่วนด้านศาสนา การสร้างโบสถ์คริสต์ชื่อนอตเทรอดามเดอลอแรต (Notre Dame de Laurette) ขึ้นในบริเวณบ้าน […]

ฟอลคอน คือใคร? รู้จักประวัติขุนนางต่างชาติผู้สร้างตัวได้อย่างโลดโผนยุคอยุธยา

บ้านวิชาเยนทร์ ก่อนวาระสุดท้ายของฟอลคอน ฟอลคอน คือใคร? นามเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในกลุ่มคนที่สนใจประวัติศาสตร์อยุธยา และขยายสู่สาธารณชนในวงกว้าง เมื่อฟอลคอนกลายเป็นตัวละครในซีรีส์เรื่อง บุพเพสันนิวาส ซึ่งออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2561 แต่น้อยคนนักจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านที่ลพบุรีของเขา “บ้านวิชาเยนทร์” แม้จะเหลือเพียงซากปรัก แต่ก็เป็นสถานที่ที่ชวนให้เราคิดจินตนาการถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของขุนนางคนสนิทของสมเด็จพระนารายณ์ผู้นี้ โชคชะตาอันแสนโลดโผนของเขาที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด แต่สุดท้ายกลับพลิกผันดิ่งลงชั่วข้ามคืน สอดคล้องสัมพันธ์กับการเติบโตและล่มสลายของบ้านหลังนี้อย่างแยกไม่ออก การขุดค้นทางโบราณคดีและการศึกษารูปแบบสันนิษฐานในอดีตของเคหสถานบ้านฟอลคอน ไม่เพียงเปิดเผยหลักฐานที่ไม่มีใครรู้มาก่อนแต่ยังช่วยฉายภาพบั้นปลายชีวิตของผู้เป็นเจ้าของซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวระทึกใจ ไม่ต่างจากชมภาพยนตร์ดรามาเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ************************** แดดบ่ายของฤดูร้อนสาดลงบนซากอิฐปูนเกิดเป็นแสงสะท้อนจ้า โบสถ์น้อยหลังหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ต้นโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นเงาครึ้ม ยามลมพัด ได้ยินใบไม้กิ่งไม้กระทบกัน สลับกับเสียงเดินฉับๆ ของคนดูแลสถานที่ ซึ่งกำลังถอนวัชพืชที่ขึ้นเกาะตามผนัง ผมยืนปาดเหงื่อที่กำลังไหลเข้าตา เป็นอีกวันหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผมมาทำความเข้าใจร่องรอยของฟอลคอน ณ โบราณสถานบ้านวิชาเยนทร์ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกับทีมงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านวิชาเยนทร์นี้ออกจะเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2559 กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี เป็นต้นเรื่องให้มีการสันนิษฐานสภาพในอดีตของบ้านวิชาเยนทร์ จึงติดต่อมายังภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ผมสังกัดอยู่ และด้วยความเข้าใจกันว่า บ้านวิชาเยนทร์มีลักษณะเป็น “ฝรั่งตะวันตก” ภาควิชาเห็นว่าผมมีความสนใจสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทยอยู่บ้าง จึงมอบหมายงานนี้ให้ แม้ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาและฟอลคอนของผมยังอ่อนด้วยนักในตอนนั้น ความทรงจำเพียงอย่างสองอย่างที่ผมพอจะนึกได้ […]

เปิดภาพที่หาชมได้ยากของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ตั้งแต่ภาพถ่ายพระราชพิธีเก่าแก่ไปจนถึงภาพถ่ายที่การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ทั้ง 20 ภาพนี้บันทึกเรื่องราวชีวิตของสมเด็จพระราชินีเอาไว้อย่างครอบคลุม โดยช่างภาพของ เนชันแนล จีโอกราฟฟิก และแทบไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี่ วินด์เซอร์ ประทับอยู่บนบัลลังก์โบราณ พระเนตรของพระองค์ช่างหม่นหมอง ก่อนหน้านี้ในช่วงพระชนมพรรษา 27 พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถยังแต่งพระองค์ด้วยชุดขาว แต่บัดนี้พระองค์คือสมเด็จพระบรบราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราขอาณาจักรและเครือจักรภพ พระอังสาคลุมด้วยผ้าสีทอง พระหัตถ์กุมคทาประดับประดาไปด้วยอัญมนี และพระเศียรที่มีมงกุฎอันหนักอึ้งสวมอยู่ เสียงตะโกนกู่ร้อง “ขอพระเจ้าโปรดทรงคุ้มครององค์ราชินีผู้สูงศักดิ์” (God save the Queen!) ดังก้องไปทั่วมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ พร้อมทั้งเสียงแตรเงินดังกังวาน ในพิธีบรมราชาภิเษกเดือนมิถุนายนปี 1953 ไม่มีใครเดาได้เลยว่าการครองราชย์ขององค์พระราชินีเอลิซาเบธจะดำเนินมายาวนานถึง 70 ปี ช่วงเวลาพระราชพิธีสำคัญอันแสนวิจิตรบรรจงนี้มิได้สูญหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด หากแต่ถูกบันทึกไว้โดยช่างภาพผู้เจนจัดอย่าง เจมส์ จาร์เช่ ผ่านกล้องไลก้าที่บรรจุฟิล์มสไลด์สี Kodachrome เอาไว้ เขาบันทึกภาพพิธีกรรมอันเก่าแก่นี้ไว้ทุกช่วงเวลา ก่อนจะรีบนำภาพเหล่านี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาคมเนชันแนลจีโอกราฟิกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านบริการขนส่งทางอากาศพิเศษ บริบทของสังคมไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น ดินแดน การสื่อสาร การคมนาคม และอื่นๆ […]

พระราชประวัติวัยเยาว์ของ ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง: พระราชินีผู้ไม่คาดคิดครองราชย์

ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง ทรงอยู่ในลำดับที่ 5 ของการสืบราชสันตติวงศ์ หากแต่เรื่องราวหลายหลากจากประวัติศาสตร์ส่งให้เจ้าหญิงขึ้นครองบัลลังก์อันทรงอำนาจที่สุดของโลก การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 หรือ ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง แห่งสหราชอาณาจักรในวันนี้ส่งผลให้การครองราชย์ที่นับว่ายาวนานที่สุดของราชวงศ์อังกฤษสิ้นสุดลง แม้ว่าพระองค์จะทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ แต่เอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี วินด์เซอร์ ผู้นี้ไม่คิดว่าควรจะเป็นราชินี กระทั่งเกิดเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา ส่งให้พระองค์ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของสถาบันกษัตริย์ที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดในโลก ลำดับราชสกุลวงศ์ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ย่าทวดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ขึ้นครองจักรวรรดิอังกฤษเกือบ 64 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานกว่ากษัตริย์อังกฤษพระองค์ใด พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นลำดับแรกในราชบัลลังก์ด้วยซ้ำ ทรงเป็นลำดับที่ 5 หากแต่การสวรรคตของพระราชวงศ์หลายต่อหลายครั้งทำให้พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 18 พรรษา สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชโอรสพระองค์แรกของพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงเป็นรัชทายาทมายาวนานหลายทศวรรษ หากแต่พระชนม์ชีพอันยืนยาวของพระราชชนนีทำให้พระองค์ทรงครองราชย์ขณะพระชนมายุ 59 พรรษา เพียง 9 ปีก่อนสวรรคคต ในเวลานั้น เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ พระราชโอรสองค์แรกสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง 28 พรรษา พระราชโอรสองค์ที่สองจึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงครองราชย์ 25 […]

จากมเหสีทั้ง 6 นี้ ใครคือราชินีที่แท้จริงของ กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ของอังกฤษ

จากละครเพลงยอดฮิต ‘SIX’ บอกเล่าเรื่องราวสุดวายป่วงของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และองค์ราชินีทั้งหก อันเกี่ยวโยงกับ “ชีวิต” และ “ความตาย” นี่คือประวัติศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘ความปัง’ นั้น โทบี้ มาร์โลว และ ลูซี่ มอส ผู้แต่งละครเพลงเรื่อง ‘SIX’ ได้แรงบันดาลใจในการทำละครเพลงยอดฮิตมาจากชีวิตรักของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 (Henry VIII) เล่าเรื่องผ่านมุมมองของราชินีแต่ละพระองค์ โดยที่แต่ละองค์นั้นจะมีเวลาเล่าชะตากรรมของตนตามวลียอดฮิตที่ท่องกันมาว่า “หย่า ประหาร ตาย หย่า ประหาร รอดตาย” หย่า: เจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งอารากอน (Catherine of Aragon) พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลปกครองอังกฤษเป็นเวลา 36 ปี (ค.ศ. 1509-1547) ไม่ว่าจะเป็นสงครามอันเดือดดาลกับฝรั่งเศสและสก็อตแลนด์ การแยกตัวออกจากพระศาสนจักรคาธอลิก (Catholic Church) หรือแม้แต่การปูทางสู่ ‘รัฐธรรมนูญ’แห่งอังกฤษ รวมไปถึงผลงานด้านการเมืองอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นฝึมือของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทั้งสิ้น แต่พระองค์กลับมิได้ถูกลิขิตให้เป็นกษัตริย์ […]

พบฟอสซิลอายุ 230 ล้านปี เป็นไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา

พบฟอสซิลอายุ 230 ล้านปี เป็นไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา ซากดึกดำบรรพ์ที่พึ่งค้นพบนี้อยู่ในประเทศซิมบับเว เชื่อกันว่ามันคือหนึ่งในบรรพบุรุษของไดโนเสาร์คอยาวที่รู้จักกันในชื่อซอโรพอด เช่น แบรคิโอซอรัสและบรอนโตซอรัส พวกมันเป็นสัตว์กินพืชบนบกที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา บางตัวหนักกว่า 60 ตัน แต่กระนั้น จุดเริ่มต้นของมันก็ค่อนข้างเรียบง่าย ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเมื่อมันโตเต็มที่จะสูงไม่ถึง 0.6 เมตร (2 ฟุต) ด้วยหัวที่เล็ก ฟันรูปใบไม้ และคอที่ยาวพอประมาณ คริส กริฟฟิน (Chris Griffin) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลซึ่งได้รับทุนการขุดค้นจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวว่า “มันเกือบจะเหมือนกับไดโนเสาร์ทั่วไป ถ้าคุณให้เด็ก ๆ วาดรูปไดโนเสาร์และทำให้มันไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ” บรรพบุรุษตัวจิ๋วของซอโรพอดยักษ์นี้ถูกตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Mbiresaurus raathi” เพื่อเป็นเกียรติแก่อาณาจักร ‘Mbire’ อาณาจักรเก่าแก่ของชาวโชนาในซิบบับเวที่เคยตั้งอยู่พื้นที่ที่มีการค้นพบฟอสซิล ขณะที่ ‘raathi’ นั้นมาจากชื่อนักบรรพชีวินวิทยาชาวแอฟริกาใต้ ‘Michael Raath’ ซึ่งทำงานในพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1990 และช่วยนำไปสู่การค้นพบ การค้นพบนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลว่า ไดโนเสาร์เกิดขึ้นครั้งแรกและมันสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกในยุคโบราณได้อย่างไร ในช่วงยุคไทรแอสซิค (Triassic) หรือราว 252 ล้านถึง 205 […]

ความลับจาก สโตนเฮนจ์ และเหล่าอนุสรณ์สถานยุคหินใหม่ในอังกฤษ

ไม่ใช่แค่ สโตนเฮนจ์ การค้นพบใหม่ๆ เผยให้เห็นยุคสมัยที่การก่อสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โตน่าตื่นตาเป็นความคลั่งไคล้ สโตนเฮนจ์ – เรื่องใหญ่โตมโหฬารกำลังเกิดขึ้นทางใต้ของอังกฤษเมื่อราว 4,500 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความกระตือรือร้นทางศาสนา ฝีมือการก่อสร้าง หรือการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เข้ามา สิ่งนี้ได้ร่ายมนตร์ใส่ชาวเมือง และทำให้พวกเขาเร่งสร้างอนุสรณ์สถานกันอย่างบ้าคลั่ง ในช่วงเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาจแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น กลุ่มคนที่ไม่มีเครื่องมือโลหะ แรงม้า และล้อ ได้ตั้งวงหินขนาดใหญ่ ปักเสาไม้เป็นรั้วล้อมวงยักษ์ และสร้างทางดำเนินโอ่อ่าที่มีหินตั้งขนาบสองข้างมากมาย ในอังกฤษ โดยตัดต้นไม้ใหญ่ที่สุดในป่าและขนดินหลายล้านตันเพื่อทำการนั้น “มันเหมือนความบ้าคลั่งที่ลามไปทั่วค่ะ เป็นความหมกมุ่นที่ผลักดันให้พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ” ซูซาน กรีนีย์ นักโบราณคดีจากอิงลิชเฮอริเทจ (English Heritage) องค์กรอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่แสวงกำไร บอก สิ่งหลงเหลืออันโด่งดังที่สุดจากยุคการก่อสร้างรุ่งเรืองในครั้งนั้นคือสโตนเฮนจ์ กองหินตั้งซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนไปยังที่ราบซอลส์เบอรีในอังกฤษ หลายร้อยปีมาแล้วที่เมกะลิท (megalith) หรือหมู่หินยักษ์แห่งนี้ทำให้ ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกทึ่งและพิศวง รวมถึงเฮนรีแห่งฮันทิงดัน นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนถึงสโตนเฮนจ์ เป็นครั้งแรกเท่าที่เรารู้เมื่อราวปี 1130 โดยบอกว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของอังกฤษ และเสริมว่า ไม่มีใครรู้ว่า มันสร้างขึ้นได้อย่างไรหรือเพราะเหตุใด ในช่วง 900 […]

ย้อนรอยโลกล้านปีผ่านขุมทรัพย์ธรณีที่ จ.สตูล

ขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา แม้แผ่นดินของจังหวัดสตูลในปัจจุบันจะถูกจับจองโดยมนุษย์ แต่รอยประทับจากรูปร่างของสิ่งมีชีวิตในโลกทะเลโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมากตามธรณีสันฐานยังคงบอกเล่าถึงช่วงเวลาเมื่อพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นท้องทะเลแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลของสัตว์ทะเลอายุเก่าแก่ที่สุดในไทยอย่างไทรโลไบต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงดาทะเลโบราณจากยุคแคมเบรียน พบในชั้นหินทรายแดงบนเกาะตะรุเตาและฟอสซิลของนอติลอยด์ หรือหมึกโบราณในยุคออร์โดวิเชียนบนผนังถ้ำทะลุ สองยุคดังกล่าวเป็นธรณีกาลที่เก่าแก่ที่สุดของมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 545-245 ล้านปีก่อน ซึ่งนับเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตในทะเลกำลังเฟื่องฟูหลังโลกตื่นตัวจากยุคน้ำแข็ง เมื่อโลกท้องทะเลที่ดำรงมากว่า 250 ล้านปีของสตูลถูกยกขึ้นมาเหนือผิวน้ำจากการปะทะกันของเปลือกโลก ซากของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทับถมอยู่ในทะเลก็ถูกยกขึ้นบนผืนแผ่นดินเช่นเดียวกัน มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสซิลของแบรคคิโอพอดซึ่งเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายหอยสองฝา บรรพบุรุษของหอยงวงช้างในปัจจุบันอย่างแอมโมนอยด์ อีกทั้งยังพบหลักฐานว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตออกซิเจนแก่ผืนทะเลโบราณจากการพบฟอสซิลของสโตรมาโตไลต์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซออกซิเจนในท้องทะเล แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยล้านปี ฟอสซิลของพวกมันยังคงหลงเหลืออยู่ตามถ้ำ ชั้นหิน เสมือนสมุดบันทึกแห่งอดีตที่ส่งต่อมายังปัจจุบันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกทะเลโบราณได้เป็นอย่างดี ผืนแผ่นดินแห่งชีวิต เราไม่อาจจินตนาการความเฟื่องฟูทางทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของจังหวัดสตูลในอดีตได้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของมันยังคงส่งต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้รวบรวมความหลากหลายทางของสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล ป่าโกงกาง หรือถ้ำหินปูนที่เกิดจากการกัดกร่อนของฝนกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ จนกลายเป็นภูมิประเทศแบบคาร์ส (Karst) ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ถ้ำเลสเตโกดอนซึ่งอยู่ในเทือกเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ถ้ำแห่งนี้เป็นธารลอดที่มีระดับน้ำทะเลสูงถึงปากทางเข้าและมีลักษณะเป็นอุโมงค์คดเคี้ยวไปมา มีการค้นพบซากและฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคควอเทอนารี ไม่ว่าจะเป็น แรด วัว ควาย จนถึงช้างสเตโกดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษช้างที่มีลักษณะใกล้ช้างเอเชียที่สุด ภูมิประเทศที่หลากหลายของจังหวัดสตูลต่างครอบครองความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นป่าหลุมยุบดึกดำบรรพ์บริเวณปลายถ้ำทะลุเองก็มีปริมาณแสงและความชื้นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชและสัตว์เฉพาะถิ่นหลากหลายชนิด ที่ภูเขาและถ้ำหินปูนก็มีระบบนิเวศสำหรับสัตว์ที่ปรับตัวสำหรับการอยู่ในถ้ำโดยเฉพาะ เช่น ปูเขาหินทุ่งหว้าที่พบในเขาหินปูนของสตูล ซึ่งเป็นปูสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ยังไม่เคยถูกพบที่ใดมาก่อน จากขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา สู่สมบัติของชุมชน […]

อินเดียและปากีสถาน ที่มาของเงาแห่งความแตกแยกที่ยังคงปกคลุมจนวันนี้

หลังจากที่การปกครองอาณานิคมของอังกฤษสิ้นสุดลง ก็ได้กำเนิดสองชาติอธิปไตย แต่การแบ่งเขตนั้นกลับสร้างรอยร้าวความตึงเครียดจนแทบระเบิดขึ้น แม้จะผ่านไปแล้ว 75 ปี ความทรงจำของการแบ่งแยกนี้ยังคงตามหลอกหลอนผู้เหลือรอดมาจนปัจจุบัน ในคืนวันที่ 13 สิงหาคม 1947 สุรี เซฮ์กัลวัย 13 ขวบตื่นเต้นเหลือประดาเสียจนนอนไม่หลับ ในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้เห็นอังกฤษลดธงลงและชักธงใหม่ขึ้น ธงของแคว้นปัญจาบบ้านเกิดของเขาซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแต่ในปัจจุบันเมืองนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติใหม่ที่มีชื่อว่าปากีสถาน เขาจดจำช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการชักธงของประเทศปากีสถานขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการแบ่งอินเดียออกเป็นสองชาติ ความตึงเครียดระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมเดือดพล่านจากกฎการปกครองอาณานิคมอันก่อให้เกิดความแตกแยก คืนนั้นเองที่เซฮ์กัลได้เห็นความน่ากลัว ภาพของผู้คนหลายร้อยถือมืดและอาวุธต่าง ๆ ออกตามล่าชาวฮินดูวิ่งผ่านไป หากมองอย่างผิวเผิน การกำเนิดประเทศปกครองตนเองในเดือนสิงหาคม ปี 1947 เป็นดั่งชัยชนะสำหรับผู้เรียกร้องการปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงทำให้การถอนตัวของจักรวรรดิอังกฤษกลายเป็นการนองเลือด อังกฤษแบ่งแยกอินเดียอย่างไร ในช่วงสิ้นสุดการปกครองแบบอาณานิคมของอังกฤษในปี 1947 อนุทวีปอินเดียถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศได้แก่ อินเดียที่มีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่และปากีสถานที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรีบเร่งนี้นำไปสู่หนึ่งในวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การปกครองอาณานิคม – ก่อนการแบ่งอาณาเขต มีชาวฮินดูคิดเป็นประมาณเกือบร้อยละ 70 ของประชากรอินเดียที่ปกครองโดยอังกฤษ ในขณะที่ชาวมุสลิมมีปริมาณเพียงแค่ประมาณร้อยละ 15 เพียงเท่านั้น ถึงแม้ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่จะอยู่ทางเหนือแต่กลุ่มชาวมุสลิมกลับกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังการแบ่งแยก – การแบ่งประเทศด้วยศาสนานั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในแคว้นปัญจาบและเบงกอลที่มีประชากรชาวฮินดูและมุสลิมใกล้เคียงกัน การถือกำเนิดของปากีสถานจึงเป็นการบังคับให้ชาวฮินดูและมุสลิมกว่าล้านคนจำต้องย้ายที่อยู่ใหม่ พื้นที่ขัดแย้ง – ทางตอนเหนือ บริเวณเส้นแรดคลิฟฟ์ซึ่งหยุดอยู่ที่จัมมูและแคชเมียร์ […]

‘หลักคำสอนแห่งการค้นพบ’ หลักคำสอนคริสตจักรที่ทำให้เกิดยุค ล่าอาณานิคม

หลักคำสอนอายุกว่า 500 ปีของคริสต์คาทอลิกนั้นส่งเสริมการ ล่าอาณานิคม  สมเด็จพระสันตะปาปาจะยกเลิกมันหรือไม่ ? หลักคำสอนแห่งการค้นพบ (Doctrine of Discovery) ซึ่งกำหนดโดยพระสันตะปาปาคือสิ่งที่ทำให้การยึดครองดินแดนด้วยศาสนาคริสต์ ล่าอาณานิคม เป็นเรื่องชอบธรรม ในที่สุด แนวคิดนี้ได้ฝังรากลึกลงในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงกฎหมายระหว่างประเทศ หลุยส์ ลาร์จกรีดร้องและดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับแม่ชีชุดดำที่จับตัวเธอไว้แน่น เธอได้ยินเสียงพูดในภาษาที่เธอไม่เข้าใจและได้แต่มองตามหลังคุณยายของเธอที่เดินไกลออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด เธอก็ได้เข้าใจว่าเธอถูกนำมาทิ้งไว้ที่บลูควิลล์ (The Blue Quill) โรงเรียนประจำสำหรับเด็กๆ ชาวพื้นเมืองในอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2011 ลาร์จได้กล่าวคำให้การต่อคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission of Canada) ว่า “ฉันได้แต่กรีดร้องซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง” ในไม่ช้า ลาร์จตระหนักได้ว่าเธอต้องปฏิบัติตามตารางเวลาอันเข้มงวดในโรงเรียนที่ผูกกับศาสนาคริสต์ เธอเล่าว่าเด็กๆ สวดมนต์และภาวนากันเป็นเวลานานอีกทั้งยังพูดอย่างเสียดสีว่ามันคือ “โรงเรียนคุกเข่า” ที่เปลี่ยนผิวตามข้อต่อให้กลายเป็นหนังแข็งเสียงดังเอี๊ยดจากการบังคับให้สวดมนต์ ลาร์จใช้ชีวิตอยู่กับมรดกจากการล่าอาณานิคมของแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลบังคับให้เด็กพื้นเมืองกว่า 100,000 คนเข้าโรงเรียนประจำที่จะฉีกตัวตน อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเดิมของพวกเขาก่อนเปลี่ยนให้เป็นชาวคริสเตียน ในศตวรรษที่ 20 คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดาได้เปิดเผยประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเหล่านี้รวมถึงผลกระทบที่มีต่อชาวพื้นเมืองแคนาดา […]

เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

มารี อาน ฮาน ยู ในวัยสาวที่ยังรู้สึกเชื่อมโยง ได้ถ่ายภาพสีสันสดใสของประเทศที่กำลังสร้างตัวใหม่หลัง สงครามเกาหลี ในปี 2013 ขณะที่ มารี อาน ฮาน ยู กำลังย้ายบ้านของเธอที่เมมฟิส (รัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ) เธอพบกับกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้แตะต้องมานานหลายสิบปี “มันเป็นกระเป๋าเดินทางจากเกาหลี” สเตฟานี ฮาน ลูกสาวของยู กล่าว “และเต็มไปด้วยฟิล์มสไลด์ค่ะ” ฟิล์มสไลด์เหล่านั้นบันทึกภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเองหลัง สงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลานานสามปีและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งเป็นพลเรือน บรรดาผู้คนในภาพล้วนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวันในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ ยู ซึ่งในขณะนี้อายุ 85 ปี ถ่ายภาพเหล่านี้ในช่วงปี 1956-1957 ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงโซล ช่วงที่เธออายุ 20 ปี แม่ของเธอซึ่งสนิทกับอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รับงานเป็นผู้อำนวยการด้านงานประสัมพันธ์ให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงซึ่งให้บริการนักการเมืองและชนชั้นนำมากมายในกรุงโซล ยูซึ่งเกิดที่ฮาวายในครอบครัวชาวสวนที่เป็นผู้อพยพชาวเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่ไปสหรัฐอเมริกาเดินทางตามแม่ของเธอมาและเข้าทำงานที่ฐานทัพอเมริกาในกรุงโซล มีโอกาสได้ซื้อกล้องถ่ายภาพที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ของเธอ “ฉันอยากจะบันทึกภาพในช่วงเวลานั้น” ยูกล่าวในการสัมภาษณ์ “ทุกอย่างถือเป็นเรื่องประหลาดสำหรับฉันค่ะ” ภาพถ่ายของยูมีทั้งบรรยากาศจอแจของตลาดนัมแดนุนในกรุงโซล รวมไปถึงวิถีชีวิตนอกเมืองริมแม่น้ำฮัน นอกจากนี้ ครอบครัวยูมีความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้น […]