ทำไมประเทศไทยต้องมีดาวเทียม THEOS-3 ? เจาะลึกดาวเทียมคนไทย: ก้าวสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศไทยเพื่อการบริหารเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและการสำรวจมาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาไทยได้ผลักดันส่ง “ดาวเทียมสำรวจโลก (Earth Observation Satellite)” ภายใต้ชื่อ “THEOS (ธีออส)” ขึ้นสู่อวกาศเพื่อใช้สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ บันทึกข้อมูลที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลก และสนับสนุนการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในหลายมิติ เช่น การวางผังเมือง ติดตามภัยพิบัติ รวมถึงวางแผนด้านความมั่นคง ผ่านเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing)
การมีดาวเทียมธีออส-1 ในเวลานั้นเอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ และหลังจากนั้นไทยก็มีการยกระดับการพัฒนาศักยภาพมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับ จนมีการส่งดาวเทียมอีกดวงคือ “THEOS-2” และ THEOS-2A ขึ้นสู่อวกาศตามลำดับ และจนถึงปัจจุบันนี้ ไทยกำลังเตรียมจะส่งดาวเทียม THEOS-3 ขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง
เมื่อเรากำลังเตรียมปล่อยดาวเทียมดวงใหม่ ในเวลานี้เอง เรามักมีคำถามว่า เมื่อไทยมีดาวเทียมสำรวจโลกขึ้นสู่วงโคจรบนอวกาศอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีอีก? ซึ่งคำตอบนี้คือ ไทยมีความพยายามในการพัฒนาดาวเทียมขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพิ่มเติมโดยฝีมือคนไทยอย่างต่อเนื่อง และการมีดาวเทียม THEOS-3 คือความสำเร็จของคนไทย ที่พัฒนาดาวเทียม ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ประกอบ ตลอดจนดำเนินการทดสอบ

ประการต่อมา ดาวเทียม THEOS-1 ซึ่งพี่ใหญ่ดาวเทียมดวงแรกที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ใกล้ปลดประจำการ เหตุนี้การมีดาวเทียม THEOS-3 จึงเตรียมเข้ามาเสริมทัพในยามที่ดาวเทียมก่อนหน้าปลดประจำการ เพื่อให้การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่าช่วงฤดูหมอกควัน ไม่ขาดช่วง
ยิ่งเมื่อมองถึงประสิทธิภาพของดาวเทียม 2 ดวงแรกของไทย ยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีประกอบดาวเทียมที่สามารถถ่ายภาพทะลุผ่านเมฆหรือกลุ่มควันบางๆ ได้ ส่งผลให้บางสถานการณ์ข้อมูลจากดาวเทียมไม่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ หรือสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่เทคโนโลยีของ THEOS-3 ได้ถูกออกแบบพัฒนายกระดับความสามารถด้านการสำรวจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการติดตั้งระบบกล้องที่รองรับการบันทึกภาพในช่วงคลื่น Short-Wave Infared (SWIR) หรือ คลื่นอินฟราเรดช่วงสั้น ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถตรวจจับข้อมูลและทะลุผ่านสิ่งที่ปกคลุมในชั้นบรรยากาศ เช่น ควันบาง หมอกหรือฝุ่นละออง เป็นต้น
นอกจากนี้ดาวเทียมยังมีกล้องในช่วงคลื่น Visible and Near Infrared (VNIR) หรือคลื่นรวมแสงที่ตาของมนุษย์มองเห็น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและภาคการเกษตร สามารถนำมาใช้จำแนกพืช วิเคราะห์การเพาะปลูกในแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนติดตามสุขภาพของพืช เช่น ความชื้น ความต้องการน้ำ และความเครียดของพืชจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเพื่อช่วยสนับสนุนการเกษตรที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยที่เป็นสังคมเกษตรกรรม ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ นำไปสู่การคาดการณ์ผลผลิตเพื่อยกระดับภาคการเกษตรสู่การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)

ดาวเทียม THEOS-3 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขีดความสามารถ แต่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก รวมถึงการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เท่าทันสถานการณ์
ภาพและข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ สารสนเทศ (องค์การมหาชน)
อ่านเพิ่มเติม : ท่องอาณาจักรอวกาศกับ GISTDA ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
