นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก - National Geographic Thailand

นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก

นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก

เสียงนักร้องกำลังวอร์มเสียงลอยผ่านกรงนกเขียวชอุ่มของสวนนกอัมจีนีริเวอร์  ใครคือนักร้องชูโรงนางนี้หนอ  นกแก้วชื่อ มอลลีนั่นเอง  นกแก้วแอมะซอนหน้าผากฟ้าตัวนี้หัดร้องไล่บันไดเสียงจากเจ้าของคนก่อน  นกแก้วหลายตัวในสวนสัตว์และศูนย์เพาะพันธุ์นกในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ แห่งนี้  เป็นนกแก้วที่ได้รับการช่วยเหลือมาจากเจ้าของซึ่งไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับปัญหาจากการเลี้ยงนกขนาดใหญ่ที่ต้องการความเอาใจใส่อย่างมาก  นกแก้วไม่เพียงเสียงดังและชอบทำลายข้าวของ  บางชนิดยังฉลาดพอๆกับเด็กสามขวบ และบางชนิดอาจอายุยืนถึง 80 ปี

กระนั้น แรงจูงใจให้เลี้ยงนกแก้วซึ่งนักนิเวศวิทยาเชิงอนุรักษ์ สจวร์ต มาร์สเดน เรียกว่า “มนุษย์แห่งโลกของนก” ก็ไม่อาจต้านทานได้  นกซึ่งชอบอยู่เป็นสังคมและฉลาดมากนี้  สร้างความผูกพันแน่นแฟ้นและมีความหมายกับผู้เป็นเจ้าของ  เมื่อผสานกับความสามารถในการลอกเลียนเสียงมนุษย์ ก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญว่า  นกแก้วน่าจะเป็นนกเลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี ความนิยมชมชอบในนกแก้วกลับทำร้ายพวกมัน  ทั้งๆที่ทั่วโลกมีการเพาะขยายพันธุ์อย่างกว้างขวาง  นกแก้วหลายชนิดยังคงถูกจับจากธรรมชาติอย่างผิดกฎหมาย  เหตุผลหนึ่งคือ ธุรกิจผิดกฎหมายที่ทำเงินนับพันล้านดอลลาร์จากการลักลอบค้าสัตว์ เช่น ช้าง และแรด เพิ่มเติมนกแก้วลงไปในบัญชีสัตว์ที่ค้าขาย

“ในสหรัฐอเมริกา ถ้าคุณไปซื้อนกแก้ว โอกาสที่มันจะเป็นนกจากการเพาะเลี้ยงมีสูงถึงร้อยละ 99” โดนัลด์ ไบรต์สมิท นักสัตววิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็มซึ่งศึกษานกมาคอว์ในเปรู กล่าว  แต่ “ถ้าคุณอยู่ในเปรู คอสตาริกา หรือเม็กซิโก โอกาสที่มันจะเป็นนกที่จับมาจากธรรมชาติคือร้อยละ 99 ครับ”

ความต้องการนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง  ซ้ำเติมด้วยการตัดไม้ทำลายป่า และการสูญเสียถิ่นอาศัย เป็นแรงผลักดันหลักที่ส่งผลให้นกแก้วตกอยู่ในสถานะอันตราย  นกแก้วทุกชนิด  ยกเว้นสี่ชนิดจากจำนวนประมาณ 350 ชนิด เข้าข่ายที่จะได้รับการปกป้องภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES)

(รู้หรือไม่ว่านกแก้วได้รับความนิยมมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน)

นกแก้ว
นกแก้วปีกแดงเพศผู้แห่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และปาปัวนิวกินี อาจดูสวยงามน่าหลงใหลแล้ว แต่เพศเมียน่าจะเห็นสีสันจัดจ้านกว่า เช่นเดียวกับนกอื่นๆ หลายชนิด นกแก้วชนิดนี้สามารถเห็นแสงอัลตราไวโอเล็ต ขนนกแก้วบางเส้นเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเล็ตซึ่งชี้ว่า นกสื่อสารกับตัวที่มีโอกาสเป็นคู่ผสมพันธุ์ด้วยคลื่นแสงในช่วงสเปกตรัมที่ซับซ้อน
นกแก้ว
สีสันสดใสแต่งแต้มรอบดวงตานกแก้วมะเดื่อแก้มแดง ซึ่งกินผลมะเดื่อตามชื่อ (รวมทั้งผลไม้อื่น น้ำต้อย และอาจกิน แมลงด้วย) นกซึ่งพักพิงอยู่ในป่าเป็นหลักนี้ยังอาศัยอยู่ใกล้ชุมชนมนุษย์ในอินโดนีเซียและปาปัวนิวกีนีได้อย่างสุขสบาย

ชนิดที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดคือนกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกัน ซึ่งพูดเก่งที่สุดในบรรดานกแก้วด้วยกัน  จากรายงานของไซเตส  ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา นกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกันอย่างน้อย 1.3 ล้านตัวถูกส่งออกอย่างถูกกฎหมายจาก 18 ประเทศที่พวกมันอาศัยอยู่ อีกหลายแสนตัวน่าจะตายระหว่างการขนย้ายหรือถูกจับจากป่าดิบชื้นในแอฟริกากลางและตะวันตก

ศูนย์กลางการค้านกแก้วอยู่ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งส่งออกนกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกันมากกว่าประเทศอื่น  ตามประวัติแล้ว คำสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ และยุโรป แต่ความกลัวไข้หวัดนกและกฎหมายที่จำกัดการค้านก  ทำให้ตลาดเหล่านั้นหมดความสำคัญลง  ปัจจุบันตะวันออกกลางเติมเต็มช่องว่างนั้น  เมื่อปี 2016 แอฟริกาใต้ส่งออกนกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกันหลายพันตัวไปยังภูมิภาคดังกล่าว

ในปีเดียวกันนั้น  ไซเตสตัดสินใจทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการถกเถียง นั่นคือการเพิ่มนกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกันเข้าไปในบัญชีหมายเลข 1 ซึ่งครอบคลุมชนิดพันธุ์ที่ตกอยู่ในอันตรายจากการสูญพันธุ์  ปัจจุบัน การจะขายนกในตลาดต่างประเทศต่อไปได้  ผู้เพาะเลี้ยงต้องพิสูจน์ต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของไซเตสว่า นกแก้วใหญ่สีเทาแอฟริกันของพวกเขาเพาะเลี้ยงในกรงเลี้ยง  ไม่ได้ถูกจับมาจากธรรมชาติ  ลูกนกที่เกิดในกรงเลี้ยงส่วนใหญ่สวมห่วงขาถาวรที่ใช้ระบุอัตลักษณ์ แต่พ่อค้านกผิดกฎหมายก็อาจคิดหาวิธีสวมห่วงขาให้นกที่จับจากป่าจนได้  ดังนั้นจึงมักไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างนกที่เพาะในกรงเลี้ยงกับนกที่จับจากธรรมชาติ

นักอนุรักษ์ชี้ว่า  ความท้าทายในระยะยาวอยู่ที่การโน้มน้าวให้สาธารณชนเห็นว่า  นกแก้วเป็นมากกว่าลูกสมุนตลกๆ ที่เกาะไหล่โจรสลัด  หรือสัตว์เลี้ยงที่ร้องเพลงหรือลอกเลียนคำหยาบคายอยู่ในกรง พวกมันเป็นนกหลายร้อยชนิดพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในเกือบทุกทวีป เป็นวงศ์นกสีสวยและส่งเสียงเอะอะโวยวายที่หากชะตากรรมของพวกมันไม่ได้ รับการเหลียวแลต่อไปเรื่อยๆ ก็คงสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ในเวลาไม่นานนัก

เรื่อง  คริสทีน เดลลามอร์

ภาพถ่าย  โจเอล ซาร์โทรี

นกแก้ว
นกแก้วหัวแพรซึ่งมีแก้มสีชมพูและเสียงร้องไพเราะ เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมมานานหลายศตวรรษแล้ว โดยเฉพาะในยุโรป ปัจจุบันนกซึ่งมักถูกจับจากป่าในพม่าและไทยชนิดนี้มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามจากการสูญพันธุ์
นกแก้ว
นกแก้วดำซึ่งมีขนสีเข้มมีชีวิตรักที่โลดโผน กล่าวคือเพศเมียจะตามเกี้ยวและผสมพันธุ์กับเพศผู้หลายตัว พฤติกรรมของนกพื้นเมืองในมาดากัสการ์ชนิดนี้อาจวิวัฒน์ขึ้นเพื่อตอบสนองการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากเพศผู้ป้อนอาหารเพศเมียระหว่างการเกี้ยวพาราสี

 

อ่านเพิ่มเติม

นกในยุคไดโนเสาร์เอาชีวิตรอดจากอุกกาบาตได้อย่างไร?

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร

รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร รูปทรงไข่นก มีความหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ และนักวิทยาศาสตร์ก็สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมว่ารูปทรงบางอย่างช่วยปกป้องไข่ไม่ให้แตกง่าย หรือช่วยให้ซุกอยู่ในรังได้อย่างกระชับแน่น หรืออาริสโตเติลจะพูดถูกที่สันนิษฐานว่า ไข่รูปร่างยาวแหลมเป็น ลูกนกเพศเมีย ส่วนไข่รูปร่างกลมกว่ามีลูกนกเพศผู้อยู่ข้างใน (จริง ๆ ไม่เป็นเช่นนั้น) เพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับ รูปทรง ของไข่นก นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน แมรี แคสเวลล์ สตอดดาร์ด และเพื่อนร่วมงานตรวจสอบไข่เกือบ 50,000 ฟองจากนกมากกว่า 1,400 ชนิดพันธุ์ พวกเขาจำแนกไข่โดยอิงกับความไม่สมมาตรและความรี และพบว่ายิ่งไข่มีรูปทรงแหลมหรือรีมากเท่าใด ก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่จะมาจากนกซึ่งเป็นยอดนักบิน “เราแทบไม่เชื่อเลยว่า คำอธิบายที่ดีที่สุดข้อหนึ่งของความหลากหลายเกี่ยวกับรูปทรงไข่นั้นจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบิน” สตอดดาร์ดบอก ตัวอย่างเช่น นกเมอร์เรธรรมดาซึ่งมีไข่รูปทรงแหลมและรีมาก (ด้านล่าง) เป็นยอดนักดำนํ้าขณะที่นกตัวใหญ่บินไม่ได้อย่างนกกระจอกเทศและนกอีมูฟักเป็นตัวจากไข่ที่เกือบจะเรียกได้ว่ากลมกลึง แต่นกเพนกวินดูจะแหกกฎออกไป แม้นกนํ้าชนิดนี้จะบินไม่ได้ แต่ไข่ของพวกมัน กลับมีลักษณะอสมมาตร การค้นพบนี้ ทำให้นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า “กระบวนการเดียวกันที่อาจมีอิทธิพลต่อรูปทรงไข่ในนกยอดนักบิน ก็อาจเกิดขึ้นกับนกยอดนักว่ายนํ้าอย่างเพนกวิน ด้วยเช่นกัน” สตอดดาร์ดสรุป เรื่อง แฮนนาห์ แลง ภาพถ่าย ฟรานส์ แลนทิง รูปประกอบ เดซี จง […]

World Update: เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสที่คิดว่าสูญพันธุ์ไป 100 ปี ถูกพบอีกครั้ง

เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสที่เคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปเป็น 100 ปี ถูกพบตัวเป็น ๆ อีกครั้ง หลังจากมีการพบครั้งแรกและครั้งเดียวโดยนักสำรวจ โรลโล เบค (Rollo Beck) เมื่อปี 1906 เต่ายักษ์แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส สายพันธุ์ Chelonoidis phantasticus ก็ไม่ถูกพบที่ไหนอีกเลยจนนักวิทยาศาสตร์คิดว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับพบตัวเป็นๆ อีกครั้งหนึ่งหลังจากผ่านไปกว่า 100 ปี สตีเฟน กัวฮราน (Stephen Gaughran) นักวิจัยด้านนิเวศวิทยาและชีววิทยาวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้เผยแพร่รายงานการค้นพบนี้ พร้อมตั้งชื่อมันว่าเฟอร์นันดา (Fernanda) ตามชื่อเกาะเฟอร์นันดินา (Fernandina) เกาะภูเขาซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการสำรวจ ทางตะวันตกของหมู่เกาะกาลาปากอส “ทุกสิ่งที่เราพบเกี่ยวกับสายพันธุ์นี้บอกเราว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว” เขากล่าว “ดังนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการค้นพบสปีชีส์ที่คิดว่าหายไปแล้วเป็นเวลาร้อยปีอีกครั้งหนึ่ง” มีการเฟอร์นันดาพบเมื่อปี 2019 ขณะกำลังเดินอยู่ท่ามกลางกอพืชที่ถูกทำให้แข็งตัวจากกองลาวา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันเป็นสายพันธุ์ phantasticus พื้นเมืองที่ยังคงมีอยู่ (แต่ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก) เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสทั้งหมดนั้นอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ที่ระบุว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สุด ซึ่งมีสายพันธุ์หนึ่งที่ถูกจัดให้สูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นคือสายพันธุ์ของเฟอร์นันดา แต่ด้วยการศึกษาพันธุกรรมแล้วพบว่ามันคือสายพันธุ์เดียวกันกับตัวอย่างที่พบในปี 1906 สร้างความหวังว่าอาจมีพวกมันอยู่ตรงไหนสักแห่งของเกาะ “ความหวังของเราคือยังมีเต่าอีกสองสามตัวบนเกาะนี้ แต่น่าจะมีไม่มากนัก” กัวฮรานกล่าว “หากมีเพียงเฟอร์นันดาโดยที่ไม่มีเต่าอีกตัวเพื่อผสมพันธุ์ด้วย […]

ลูกยีราฟได้ลายมาจากแม่

ผลการค้นพบใหม่ระบุว่า ลวดลายบนตัวลูกยีราฟเป็นมรดกตกทอดมาจากแม่ยีราฟ เพื่อช่วยให้พวกมันเอาชีวิตรอดจากผู้ล่า