แอฟริกา แผ่นดินอาบยาพิษ - National Geographic Thailand

แอฟริกาแผ่นดินอาบยาพิษ

ชาวมาไซเหล่านี้ต้อนปศุสัตว์และแกะจากหมู่บ้านของตนเข้าไปหากินในเขตสงวนมาไซมารา แย่งพืชอาหารของสัตว์ป่าที่สิงโตและไฮยีนาล่ากินตามปกติ เมื่อสัตว์นักล่าหันมาจับปศุสัตว์กิน คน

แอฟริกา แผ่นดินอาบยาพิษ

ในเคนยาและทั่วทั้ง แอฟริกา ยาเบื่อถูกนำมาใช้ฆ่าสัตว์เล็กเพื่อเป็นอาหาร (ผลที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ยังไม่ชัดเจน) ล้มช้างหรือแรดเพื่อเอางาและเขา  ไปจนถึงเอาอวัยวะหรือชิ้นส่วนสัตว์ไปปรุงเป็นเครื่องยา  สาเหตุน่ากังวลอีกประการของการใช้ยาเบื่อเกิดจากการเผชิญหน้าของคนกับสัตว์ป่า  เช่น  เมื่อสิงโตหรือไฮยีนาฆ่าปศุสัตว์  หรือช้างบุกเข้าไปกินพืชผลในไร่  ชาวบ้านมักใช้ยาฆ่าแมลงเพราะมีราคาถูก หาซื้อง่าย และรุนแรงถึงตาย

การวางยาเบื่อเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไร้ทางแก้  การวางยาเพื่อแก้แค้นอาจเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไรก็ได้ แต่หลักฐานการทำเช่นนั้นมักเป็นเรื่องเล่าลือและมักจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ถึงอย่างนั้น เกือบทุกคนที่เฝ้าระวังสัตว์ป่าในเคนยา ทั้งนักชีววิทยา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ ล้วนเห็นตรงกันว่า การวางยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่ามีมากขึ้น

แอฟริกา
วิธีดั้งเดิมในการฆ่าสัตว์ด้วยยาพิษคือการยิงลูกดอก แบบเดียวกับลูกดอกของชาวมาไซที่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองโอลปูซีโมรูใกล้ชายแดนเคนยากับแทนซาเนีย ลูกดอกเหล่านี้อาบยาพิษรุนแรงถึงตายที่ได้จากเปลือกของต้น อะโคคันเทรา

คนทั่วโลกใช้ยาพิษล่าสัตว์และสังหารศัตรูมานานแล้ว  ในแอฟริกาตะวันออก ต้น อโคคันทีรา มีสารประกอบที่ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหัวใจหยุดเต้นและเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาหลายร้อยปีแล้ว  ในระยะหลังมานี้ การใช้สารสตริกนินเพื่อกำจัด “สัตว์รบกวน” เป็นเรื่องปกติเสียจนกระทั่ง จอร์จ แอดัมสัน นักอนุรักษ์ชื่อดังซึ่งชาวเคนยารู้จักกันในชื่อที่เรียกอย่างนับถือว่า บาบา ยา ซิมบา (พ่อสิงโตในภาษาสวาฮิลี) ใช้มันฆ่าไฮยีนาที่สร้างความรำคาญให้เขา

แต่การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลที่สุดซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย  และยังก่อปัญหาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกาและประเทศอื่นๆ คือการพัฒนายาพิษสังเคราะห์เพื่อการเกษตร ซึ่งก็คือยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า  นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เมื่อประชากรมนุษย์เริ่มพุ่งสูงในแอฟริกาและการแย่งชิงที่ทำกินและอาหารรุนแรงขึ้น เจ้าของที่ดินและคนเลี้ยงสัตว์พบว่า ยาฆ่าแมลงยังใช้ฆ่าสัตว์นักล่าต่างๆ (สิงโต เสือดาว หมาป่า แจ็กคัล) สัตว์กินซาก (ไฮยีนา แร้ง) และสัตว์รบกวนพืชผล (ช้าง และนกบางชนิด) ได้  เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนก็เริ่มหันมาใช้สารเคมีอันตรายล่าเป็ดและนกน้ำอื่นๆ เพื่อขายเป็นอาหาร

การเคลื่อนไหวระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาการวางยาเบื่อเริ่มขึ้นเมื่อเนเจอร์เคนยา (Nature Kenya) องค์กรธรรมชาติวิทยาเก่าแก่ที่สุดในแอฟริกาตะวันออก รู้ว่าเกษตรกรทางเหนือใช้ยาฆ่าแมลงฆ่าสิงโต ดาร์ซี โอกาดา  ซึ่งอยู่ในคณะทำงานด้านนกของเนเจอร์เคนยา  อาสาออกแบบและควบคุมกการสำรวจเพื่อวัดระดับของปัญหา เธอรับนักปักษีวิทยาชื่อมาร์ติน โอดีโน มาช่วยทำแบบสอบถาม

แอฟริกา
คนเลี้ยงสัตว์ชาวมาไซให้ดูยาคาร์โบซัลฟานที่เขาเก็บไว้ใกล้บ้าน คืนก่อนหน้านี้ เขาใช้ยาชนิดนี้ฆ่าไฮยีนาที่จับแพะของเขาไปกิน

สถานที่หนึ่งที่ทั้งคู่สนใจคือทุ่งนาบุนยาลาริมทะเลสาบวิกตอเรีย ทางตะวันตกของเคนยา จากรายงานอย่างไม่เป็นทางการ คนที่นั่นฆ่านกด้วยยาฆ่าแมลงฟูราดาน 5จี (Furadan 5G)  ซึ่งมีสารประกอบคาร์โบฟูรานที่เป็นพิษต่อระบบประสาทอย่างรุนแรงจนถูกห้ามใช้หรือจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดในแคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และจีน และสหรัฐฯ

ตอนที่โอนดีโนไปภูมิภาคบุนยาลาครั้งแรก  เขาพบว่าร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่ในชนบทขายฟูราดานให้คนทั่วไป เขายืนยันว่าพรานผสมฟูราดานในข้าวเพื่อฆ่าเป็ด และใส่ในหอยทากเพื่อฆ่านกกระสาปากห่างที่กินหอยเหล่านั้น  มีสัตว์ตายหลายพันตัว  พรานขายนกให้ชาวบ้านซึ่งเชื่อว่า  เนื้อสัตว์ป่าแม้จะปนเปื้อน แต่หากปรุงอย่างดีจะไม่เป็นหรือเกือบไม่เป็นอันตราย

โอกาดานำข้อค้นพบเหล่านี้ไปรายงานแก่เปาลา คาฮุมบู ซีอีโอของไวลด์ไลฟ์ไดเร็กต์  และนักอนุรักษ์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในเคนยา  ซึ่งได้ยินเรื่องทำนองเดียวกันจากพื้นที่อื่นๆในประเทศ  คาฮุมบูตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหานี้การประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน  ปี 2008 คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” โอกาดาบอก “เป็นครั้งแรกที่นักอนุรักษ์ทั้งกลุ่มหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาถกเถียงในห้องเดียวกัน”  ถึงอย่างนั้น คาฮุมบูก็รู้ดีว่า การโน้มน้าวให้รัฐบาลสั่งห้ามสารเคมีที่อุตสาหกรรมเกษตรซึ่งกำลังเติบโตของเคนยาต้องพึ่งพาเป็นเรื่องยาก  เธอบอกว่า “พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกันและราคาถูกกว่านี้ค่ะ”

แอฟริกา
ในมาไซมารา ชาวบ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อุทยาน ผู้นำชุมชน สัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่เอ็นจีโอ เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการสามวันว่าด้วยการตอบโต้ยาพิษ ซึ่งองค์กรเอ็นเดนเจิร์ดไวลด์ไลฟ์ทรัสต์จัดขึ้น พวกเขาเรียนรู้วิธีชันสูตรซากสัตว์ เช่น แพะตัวที่เห็นอยู่นี้ และวิธีช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่ได้รับพิษ

ในช่วงแล้งจัด  ปศุสัตว์หลายพันตัวลักลอบเข้าไปเดินในถิ่นอาศัยของสิงโต  ส่งผลให้พวกมันพัฒนาความชื่นชอบในสัตว์ที่ไม่ค่อยฉลาดและเคลื่อนไหวเชื่องช้าเหล่านี้   สิงโตล่าเหยื่อทั้งสองด้านของพรมแดน  ในประเทศที่การครอบครองปืนอย่างถูกกฎหมายเป็นไปได้ยาก  คนเลี้ยงสัตว์จึงหันไปหาอาวุธใกล้มือ นั่นคือยาพิษหรือหอก

เพราะรู้ว่าการยุติความวุ่นวายนี้  หรืออย่างน้อยก็ทำให้ไม่ลุกลามบานปลาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของคนในท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอหลายแห่งได้ทดสอบวิธีใหม่  นั่นคือการอนุรักษ์ที่มีชุมชนเป็นพื้นฐาน เพื่อลดการวางยาเบื่อเแก้แค้น การลักลอบล่า และการใช้ความรุนแรงอื่นๆ กับสัตว์ป่าของเคนยา

กลยุทธ์เหล่านี้ประกอบด้วยการลาดตระเวนหากับดักลวดแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ย่อมเยาและได้ผลในการจับม้าลายหรือสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารอื่นๆ  การให้เงินชดเชยปศุสัตว์หรือแพะที่หายไปแก่เจ้าของ (โดยใช้งบจากภาครัฐและเอกชน) และการปรับปรุงคอกปศุสัตว์ซึ่งมักทำจากกิ่งไม้ผอมแห้งสำหรับเก็บสัตว์ตอนกลางคืน  นับตั้งแต่ปี 2010 กองทุนแอนน์เคนต์เทย์เลอร์ให้ทุนในการเสริมความแข็งแรงของรั้วเกือบ 800 คอกในภูมิภาคมารา  และการล่าปศุสัตว์ก็ลดลงในเกือบทุกกรณี นั่นหมายความว่าแรงจูงใจหลักของการแก้แค้นและการวางยาเบื่อเพื่อป้องกันสัตว์หมดไป

กลยุทธ์หนึ่งที่ดูจะได้ผลที่สุดคือการจ้างคนในพื้นที่เป็นผู้พิทักษ์  คนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และนักอนุรักษ์ “การจัดการสัตว์ป่าคือการจัดการคนครับ” ริชาร์ด บอนแนม ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์บิ๊กไลฟ์ สรุปปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในแอฟริกา

เรื่อง เอ็ดวิน ด็อบบ์

ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

 

อ่านเพิ่มเติม

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

 

เรื่องแนะนำ

ศึกชิงบ่อน้ำระหว่างช้างและหมาป่าแอฟริกา

อย่าคิดแหยมกับช้างที่กำลังกระหายน้ำเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบ่อที่พวกมันขุดด้วยตนเองแล้ว ไม่ยุ่งเลยจะปลอดภัยกว่า แต่หมาป่าแอฟริกันฝูงนี้ก็กระหายน้ำเช่นกัน และพวกมันไม่ยอมแพ้ แม้โขลงช้างจะไม่อยากแบ่งปันน้ำให้ก็ตาม…แต่ทว่ากินน้ำยังไม่ทันอิ่ม พวกมันก็ต้องรีบหนีให้ไว เมื่อช้างพาโขลงของมันกลับมาอีกครั้ง ปกติแล้วช้างไม่ได้ใช้น้ำแค่การดื่มแก้กระหายเพียงอย่างเดียว พวกมันยังแช่ตัวในโคลนเพื่อคลายร้อนอีกด้วย ซึ่งคลิปวิดีโอนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว่า แม้แต่ผู้ล่าอย่างหมาป่าแอฟริกาก็น่ากลัวไม่เท่าช้างที่กำลังกระหายน้ำ!   อ่านเพิ่มเติม : คุณมองออกไหมว่าเสือดาวซ่อนอยู่ตรงไหน?, กลยุทธการล่าของกิ้งก่าคาเมเลี่ยน

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

เปิดชีวิตเสี่ยงตายของนักล่าจระเข้

"มันยากที่จะมีสมาธิกับภาพถ่ายตรงหน้า ในขณะที่คุณเองไม่มั่นใจว่าแขนหรือมือจะยังอยู่หรือไม่" คำบอกเล่าจาก เทรเวอร์ ฟรอสต์ ช่างภาพผู้ถ่ายภาพจระเข้แทบทุกชนิดเป็นเวลาสามปีเต็ม

ภาพความประทับใจเมื่อเด็กสาวได้พบกับ เจน กูดดอลล์

McKenna Booth เป็นแฟนคลับตัวยงของ เจน กูดดอลล์ เธอมาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Jane ที่ถ่ายทอดอัตชีวประวัติของกูดดอลล์นักวิจัยชิมแปนซีผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยาและเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน Booth อุ้มตุ๊กตาลิงชิมแปนซีและถือนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับที่เล่าเรื่องราวของเจน กูดดอลล์มาด้วย ซึ่งวินาทีที่เธอได้เจอกับฮีโร่ในดวงใจนั้น Booth ถึงกับยิ้มไม่หุบด้วยความดีใจ เธอเป็นหนึ่งในเด็กหญิงหลายคนที่มีกูดดอลล์เป็นไอดอล ว่าแต่คุณผู้อ่านล่ะ เรื่องราวของเจน กูดดอลล์จุดประกายให้แก่คุณในทางไหนบ้าง?   อ่านเพิ่มเติม : ฟุตเทจสลอธถูกจับไปขายยังตลาดมืด, อสุรกายมีจริงในโลกของสรรพสัตว์