แกะเขาใหญ่ เรียนรู้เส้นทางอพยพผ่านแม่ - National Geographic Thailand

แกะเขาใหญ่เรียนรู้เส้นทางอพยพผ่านแม่

แกะเขาใหญ่จากอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน
ภาพถ่ายโดย Robbie George

แกะเขาใหญ่ เรียนรู้เส้นทางอพยพผ่านแม่

การอพยพครั้งใหญ่ในโลกของสัตว์คือภาพธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ วิลเดอบีสต์และม้าลายไล่ล่าสายฝนในเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมาราของเคนยาเป็นประจำทุกปี ผีเสื้อจักรพรรดิบินข้ามประเทศจากเม็กซิโกไปยังแคนาดา และบินกลับมาพวกมันทำได้อย่างไรเมื่อไม่มีแผนที่หรือ GPS คอยช่วย?

สัตว์บางชนิดมีเส้นทางการอพยพฝังอยู่ในยีนของพวกมัน สัญชาตญาณเหล่านี้ช่วยให้พวกมันรู้ว่าควรเริ่มต้นอพยพเมื่อใด และไปในทิศทางใด ทว่าสำหรับแกะเขาใหญ่และกวางมูสนั้นต่างออกไป นักวิจัยสัตว์ป่าตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าพวกมันใช้ประสบการณ์เก่าๆ นำทาง หาใช่พันธุกรรม และผลการศึกษาใหม่ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น สัตว์บางชนิดเรียนรู้ที่จะอพยพจริง รายงานการค้นพบล่าสุดนี้เผยแพร่ลงในวารสาร Science

(เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร?)

ทีมวิจัยอธิบายว่าข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับการอพยพสามารถส่งต่อจากสัตว์ที่แก่กว่าไปยังสัตว์ที่อ่อนกว่าได้ หรือเรียกอีกอย่างว่าพวกมันมี “วัฒนธรรม” บนที่ราบสูงของเทือกเขาในทวีปอเมริกาเหนือมีสัตว์กีบเท้ามากมายเช่น กวางเรนเดียร์, กวางเอลก์, กวางมูส และแกะเขาใหญ่ เมื่อถึงฤดูอพยพพวกมันจะเดินทางลงไปยังพื้นที่ที่อบอุ่นกว่า และเดินทางกลับมายังถิ่นเดิมในฤดูร้อน เมื่อทุ่งหญ้าสีเขียวกลับมา นักนิเวศวิทยาเรียกการอพยพทุกปีนี้ว่า “surfing the green wave”

 

แม่รู้ดีที่สุด

การล่าสัตว์และการระบาดของโรคในแกะ ส่งผลให้ประชากรแกะเขาใหญ่ลดลงมากในปลายศตวรรษที่ 18 ต่อมาช่วงต้นทศวรรษ 1970 เจ้าหน้าที่สัตว์ป่าและกลุ่มนักล่าสัตว์ตัดสินใจเพิ่มประชากรแกะเขาใหญ่ให้มากขึ้น โดยการย้ายแกะบางตัวที่รอดชีวิตจากโรคให้กลับไปอาศัยอยู่ยังถิ่นเดิมในอดีต รวมกับแกะที่มีอยู่แล้วแต่กำลังเผชิญกับปัญหาประชากรลดลง

การย้ายถิ่นที่อยู่ครั้งนี้ถูกติดตามด้วยเทคโนโลยี GPS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้น เพื่อเอื้อให้ Matthew Kauffman นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยไวโอมิงสามารถศึกษาพฤติกรรมการอพยพ งานวิจัยนำโดย Brett Jesmer ผู้เป็นนักศึกษา พวกเขาติดตั้งปลอกคอ GPS ให้กับแกะจำนวน 129 ตัวที่สืบเชื้อสายมาจากแกะเขาใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นี้อย่างน้อย 200 ปีก่อน รวมทั้งยังติดตั้งให้กับแกะหน้าใหม่จำนวน 80 ตัวที่เพิ่งย้ายมา และกวางมูสอีก 189 ตัว

แกะเขาใหญ่
องค์ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการอพยพจะถูกส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกผ่านการเรียนรู้ จากภาพฝูงแกะเขาใหญ่กำลังลงจากภูเขาของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน
ภาพถ่ายโดย Robbie George

“เราเชื่อกันว่าบรรดาสัตว์กีบเท้าเหล่านี้ไม่มีสัญชาตญาณอพยพ แต่พวกมันรู้จักเรียนรู้” Kauffman และหากเป็นเช่นนั้นจริง บรรดาแกะที่เพิ่งย้ายมาใหม่จะไม่สามารถอพยพไปไหนได้เนื่องจากพวกมันยังไม่ได้เรียนรู้เส้นทาง…และใช่นั่นคือสิ่งที่พวกเขาค้นพบ

“สำหรับแกะเขาใหญ่และกวางมูส ชีวิตของลูกๆ ขึ้นอยู่กับแม่ ในปีแรกของชีวิตพวกมันจะอยู่ติดกับแม่ตลอดเพื่อเรียนรู้ทุกอย่าง” เขากล่าว “ดังนั้นมันจึงจดจำเส้นทางการอพยพจากแม่ด้วย” สำหรับในกลุ่มประชากรแกะ 80 ตัวที่เพิ่งย้ายมาใหม่ มีเพียง 7 ตัวเท่านั้นที่เดินทางอพยพ การทดลองนี้บ่งชี้ว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับการอพยพนั้นถูกส่งต่อจากแกะที่โตกว่าไปยังแกะที่อ่อนกว่า

อย่างไรก็ดีการค้นพบนี้ไม่ได้จะบอกว่าบรรดาสัตว์กีบเท้าเหล่านี้จะไม่สามารถอพยพได้เลย ถ้าไม่ได้ถูกสอน แต่งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การอพยพอันปลอดภัย ไม่ใช่การอพยพเพราะปัจจัยกดดันอื่นๆ “การรับรู้ว่าต้องเดินทางจากสถานที่ A ไป B นั้น เต็มไปด้วยความเสี่ยงจากผู้ล่าอื่นๆ และบางครั้งอาหารก็หายาก ดังนั้นพวกมันต้องรู้แน่ชัดว่าจะไปที่ไหน” Marco Festa-Bianchet นักชีววิทยา จากมหาวิทยาลัย Sherbrooke ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยกล่าว “ทั้งหมดนี้มันจำเป็นที่ต้องเรียนรู้”

 

เรียนรู้การอพยพ

เวลาที่ดีที่สุดของการอพยพคือช่วงเวลาที่พืชขึ้นในที่ใหม่พอดี ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังความเสี่ยงจากบรรดาผู้ล่า ผลการศึกษาใหม่บ่งชี้ว่าทั้งแกะเขาใหญ่ และกวางมูสนั้นเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ยิ่งพวกมันรอดชีวิตจากการเดินทางอันยาวนานได้มากเท่าไหร่ องค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับเส้นทางก็ยิ่งถูกจดจำและยิ่งพวกมันมีลูกหลานมากขึ้น เรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางการอพยพก็ยิ่งถูกส่งต่อ หรือเทียบเท่ากับ เราได้ความรู้พื้นฐานจากแม่ และนำมาปรับเข้ากับสิ่งใหม่ที่เราเรียนรู้ผ่านการเดินทางจริง ฉะนั้นแล้วการอพยพประจำปีจึงเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมที่สะสมเรื่อยมา รายงานจาก Kauffman

แกะเขาใหญ่
กวางมูสจากอุทยานแห่งชาติเดนาลี รัฐอลาสกา
ภาพถ่ายโดย Bob Smith

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ จากการทดลองในครั้งนั้นพวกเขาพบว่า กลุ่มประชากรแกะเขาใหญ่ที่มาใหม่ต้องใช้เวลาราว 50 – 60 ปี กว่าที่จะชำนาญเส้นทางการอพยพ สำหรับกวางมูส เนื่องจากว่าพวกมันเป็นสัตว์สันโดษ ดังนั้นอาจใช้เวลาราวศตวรรษ หรือนานกว่านั้น

“หลายครั้งที่การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติมักล้มเหลว งานวิจัยนี้ฉายภาพบางอย่างให้เราเริ่มมองเห็นว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น” Kauffman กล่าว “ที่ล้มเหลวก็เพราะบรรดาสัตว์ไม่มีองค์ความรู้ว่าจะจัดการกับพื้นที่ใหม่อย่างไร”

ฉะนั้นแล้ว เมื่อถนน, รั้ว หรือโครงการบ้านจัดสรรถูกก่อสร้างขึ้นบนเส้นทางการอพยพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่เฉพาะกระทบความอยู่รอดของฝูง แต่ยังสะเทือนถึงองค์ความรู้ที่จะถูกส่งต่ออีกด้วย และหากโครงการที่ช่วยเหลือพวกมันอย่างการสร้างรั้วที่เป็นมิตรกับสัตว์ ไปจนถึงสะพานข้ามทางหลวงของสัตว์ไม่รีบดำเนินการขึ้นอย่างรวดเร็ว กว่าพวกมันจะเรียนรู้ว่านี่คือเส้นทางปลอดภัยก็คงอีกนาน บางทีอาจหลายสิบปีไปจนถึงร้อยปีด้วยซ้ำ

เรื่อง Jason G. Goldman

 

อ่านเพิ่มเติม

มหากาพย์ “นกอพยพ”

 

เรื่องแนะนำ

จังหวะหัวใจนาร์วาฬเมื่อตกอยู่ในอันตราย

นาร์วาฬ วาฬชนิดหนึ่งที่มีฟันยาวเหมือนเขานี้อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก และพวกมันชอบที่จะดำน้ำลึก ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของมัน แต่โชคดีที่จังหวะการเต้นของหัวใจช่วยเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ทีมนักวิทยาศาสตร์ติดเซ็นเซอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจของนาร์วาฬ เพื่อตรวจสอบว่าในช่วงเวลาว่ายน้ำปกติ ช่วงเวลาพักผ่อน หรือช่วงเวลาที่มันต้องหนีจากการคุกคาม หัวใจของมันมีอัตราการเต้นที่แตกต่างกันอย่างไร ปกติแล้วสัตว์จะมีวิธีการตอบสนองต่ออันตรายในสองรูปแบบ คือหนึ่ง หัวใจเต้นเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายสำหรับการต่อสู้หรือหลีกหนี สองหัวใจจะเต้นช้าต่ำลง เพื่อให้ร่างกายของมันดูเหมือนว่าตายไปแล้ว แต่สำหรับนาร์วาฬรูปแบบดังกล่าวใช้ไม่ได้กับมัน เพราะนาร์วาฬทำทั้งสองอย่าง เมื่อนาร์วาฬถูกจับติดอวนพวกมันขยับครีบและหางอย่างรวดเร็วเพื่อสลัดตัวให้หลุด ในขณะที่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะช้าลง เหลือเพียง 3 – 4 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แม้ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุผลเบื้องหลัง แต่พวกเขากังวลว่าปฏิกิริยาดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อกระบวนการรับรู้ของตัวนาร์วาฬเอง เมื่อพวกมันใช้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว และส่งผลให้มันเสี่ยงต่อการถูกจับโดยมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก, มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล

วิธีการล่าเหยื่ออันน่าฉงนของ สัตว์น้ำใต้ทะเลลึก

วิธีการล่าเหยื่ออันน่าฉงนของ สัตว์น้ำใต้ทะเลลึก บรรดาสัตว์น้ำใต้ทะเลลึกอาศัยอยู่ในระบบนิเวศอันซับซ้อนของทั้งผู้ล่าและเหยื่อ  เมื่อพูดถึงผู้ล่า สัตว์ที่มีลักษณะโปร่งใสอย่างแมงกะพรุนมักไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ล่าสุดผลการสำรวจโลกใต้ทะเลลึกโดยยานสำรวจที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกล โดยสถาบันวิจัย MBARI ได้เปลี่ยนความคิดที่นักวิทยาศาสตร์มีต่อบทบาทของแมงกะพรุนในโลกใต้น้ำ จากฟุตเทจที่ถ่ายมาได้พวกเขาพบว่าแมงกะพรุนในทะเลลึกเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่และทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์น้ำอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ตัวมันเองก็ดักจับสัตว์น้ำอื่นๆ กินเป็นอาหารด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างเจ้าหมึกที่โชคร้ายในคลิปวิดีโอ โดยเครือข่ายขนาดใหญ่มหึมานี้จะเกี่ยวพันไปมาอย่างยุ่งเหยิงทั้งผู้ล่าและเหยื่อ   อ่านเพิ่มเติม : ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก, เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหาใหญ่ในมหาสมุทร

นกกระตั้วเท้าไฟ

นกกระตั้วเท้าไฟ อะไรมันจะมันส์ขนาดนั้น! ลีลาการโยกย้ายของนกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองนาม Snowball ตัวนี้มันช่างเร่าร้อนเสียจริง ย้อนกลับไปในปี 2007  คลิปวิดีโอการเต้นรำของมันเคยเป็นที่โด่งดังมาแล้วในโลกออนไลน์ โดยเจ้านกเท้าไฟตัวนี้จะเปลี่ยนการเคลื่อนไหวช้าหรือเร็วไปตามจังหวะเพลงที่เปิด ที่สำคัญก็คือมันยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง Backstreet Boys  อีกด้วย เพราะเมื่อใดที่เปิดเพลง Everybody เจ้า Snowball ก็จะลุกขึ้นมาโยกย้ายดังที่เห็น   อ่านเพิ่มเติม เจ้าหมูหัวใจศิลป์

เรียนรู้ภาษาแมวจากหาง

หางของแมวที่ขยับไปมาคือการส่งสัญญาณบางอย่าง และเหล่านี้คือภาษาพื้นฐานที่บรรดาทาสควรเรียนรู้ไว้ว่าเจ้านายกำลังบอกอะไร