ปลอดโรคภัย เมื่อให้อาหารดีแก่ จุลินทรีย์ในลำไส้ - National Geographic Thailand

ปลอดโรคภัย เมื่อให้อาหารดีแก่จุลินทรีย์ในลำไส้

ปลอดโรคภัย เมื่อให้อาหารดีแก่ จุลินทรีย์ในลำไส้

เราถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าให้ทานผักเยอะๆ เพราะผักมีประโยชน์ และช่วยให้ขับถ่ายง่าย แม้ในความเป็นจริงแล้วน้ำย่อยของมนุษย์จะไม่สามารถย่อยเส้นใยของผักผลไม้ได้ก็ตาม และกากใยดังกล่าวจะถูกขับออกมาในรูปของอุจจาระในที่สุด แต่เหตุใดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังคงยืนยันให้เรารับประทานผักกันต่อไป?

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคำตอบบางส่วนแล้วว่าทำไมคนเราถึงจำเป็นต้องกินผัก คำตอบอยู่ภายในลำไส้ของเราเอง พวกมันคือ “จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และอาศัยอยู่รวมกันเป็นนิคมขนาดใหญ่เรียกว่า “ไมโครไบโอม” (Microbiom) ในทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่ในระบบทางเดินอาหาร, ผิวหนัง, ช่องปาก ไปจนถึงช่องคลอด

 

จุลินทรีย์มาจากไหน?

บนเวที Ted Talk เมื่อปี 2015 ศาสตราจาย์ร็อบ ไนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ในมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด บอกเล่ามิตรภาพอันเก่าแก่ระหว่างตัวเรากับเพื่อนแท้ที่ไม่เคยจากไปไหนนับตั้งแต่วันที่คุณเกิดมา “ประชาคมจุลินทรีย์แรกๆ ของเรานั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเกิด หากคุณคลอดตามธรรมชาติ คุณจะได้รับจุลินทรีย์จากช่องคลอดของแม่ แต่หากคุณคลอดด้วยการผ่าท้อง คุณจะได้รับจุลินทรีย์จากผิวหนังแทน” จากนั้นในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จุลินทรีย์ต่างๆ จากแม่และสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็จะเริ่มเข้าไปก่อตั้งถิ่นฐานในร่างกายของมนุษย์ รวมถึงในระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน โดยในระยะสามปีแรกของชีวิต จุลินทรีย์ในทารกจะเพิ่มจำนวนเป็นสิบเท่า และในที่สุดก็จะมีความหลากหลายคล้ายคลึงกับจุลินทรีย์ที่พบในร่างกายผู้ใหญ่

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร? ไนท์ชี้ว่า การคลอดตามธรรมชาติจะช่วยให้ทารกได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในทารก เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่คลอดด้วยการผ่าท้องแล้ว นั่นทำให้ทารกที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคหอบหืด ภูมิแพ้ โรคอ้วน หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า ในน้ำนมแม่มีมีองค์ประกอบที่สำคัญคือโมเลกุลน้ำตาลสายสั้น (human milk oligosaccharides (HMOs)) หรือทีเรียกว่าพรีไบโอติก (prebiotics) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับร่างกายที่เรียกว่าโพรไบโอติคส์ (probiotics) ดังนั้นการได้รับน้ำนมแม่จึงเป็นการเสริมและเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไปในตัว ตามที่องค์การอนามัยโลกประกาศว่าควรให้เด็กทารกกินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ดูรายชื่ออาหารที่มีพรีไบโอติกได้ ที่นี่

จุลินทรีย์ในลำไส้
ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารจะอาศัยอยู่ในชั้นไบโอฟิล์มที่เคลือบภายในของลำไส้
ขอบคุณภาพจาก https://www.healthline.com/nutrition/gut-microbiome-and-health

 

มหัศจรรย์จุลินทรีย์

ไมโครไบโอมมีความหลากหลายมากมายมหาศาล แค่ในร่างกายของคนๆ เดียว ไมโครไบโอมบริเวณซอกรักแร้ กับไมโครไบโอมที่เท้าก็ยังแตกต่างกันมาก ชนิดที่นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยว่าเหมือนนำระบบนิเวศขั้วโลกมาเทียบกับป่าฝนเขตร้อน และด้วยความหลากหลายนี้เองทำให้ยากที่จะระบุว่านิคมไมโครไบโอมที่ดีควรเป็นอย่างไร

ทว่าในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ในมนุษย์ได้จำนวนหนึ่ง จากการศึกษาพวกเขาพบว่าแท้จริงแล้วประชากรจุลินทรีย์ในลำไส้นี้มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของเราอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น บุคคลที่มีจุลินทรีย์ในกระพาะอาหารชื่อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) มีโอกาสเป็นโรคแผลกระเพาะอาหาร เนื้องอกและมะเร็งในกระเพาะอาหาร มากกว่าคนที่ไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้ หรือหากสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้รับความเสียหาย เช่น มีจุลินทรีย์บางชนิดมากเกินไปหรือน้อยเกินไป คุณก็อาจมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคต่างๆ มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรคหอบหืด ผิวหนังอักเสบ ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง  โรคหัวใจ โรคอ้วน หรืออัลไซเมอร์เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์ประมาณกันว่ามีจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรามากกว่า 5,000 สายพันธุ์ จุลินทรีย์เหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอวัยวะภายในของเราเอง เพราะพวกมันช่วยย่อยอาหาร ดีงสารอาหาร และพลังงานออกมาให้แก่เรา แลกกับที่อยู่อาศัย จากงานวิจัยในสัตว์แสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่เติบโตขึ้นมาในระบบปิด ปราศจากจุลินทรีย์ หรือที่เราเรียกกันว่าสะอาดเกินไป มักไม่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมีปัญหากับระบบย่อยอาหาร

จุลินทรีย์ในลำไส้
ภาพแบคทีเรียที่พบได้ในอุจจาระ (ซ้าย) และแบคทีเรียที่ก่อโรคลำไส้อักเสบชื่อ Clostridium difficile (ขวา) ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่าย หรือกินอุจจาระของผู้ที่มีสุขภาพดี ซึ่งมีแบคทีเรียที่แสดงในรูปซ้ายอาศัยอยู่
ขอบคุณภาพจาก Wikipedia-Contributors (2014). Fecal bacteriotherapy และ Smith, M.B., Kelly, C., and Alm, E.J. (2014). Policy: How to regulate faecal transplants. Nature 506, 290-291

งานวิจัยในปี 2018 โดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้นอกเหนือจะมีบทบาทควบคุมสุขภาพของเราแล้ว ยังส่งผลต่ออารมณ์อีกด้วย พวกเขาทดลองกับหนูทดลองโดยให้กินอาหารไขมันสูง และพบว่าหนูที่อ้วนแสดงสัญญาณของความวิตกกังวลและซึมเศร้ามากกว่าหนูที่ผอม เนื่องจากพวกมันใช้เวลาแอบอยู่ในกล่องมืดๆ นานกว่า ทีมวิจัยตั้งสมมุติฐานว่าจุลินทรีย์ในลำไส้น่าจะมีผลต่อเรื่องนี้ ต่อมาพวกเขาให้ยาปฏิชีวนะซึ่งมีผลคร่าชีวิตจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร และพบว่าพฤติกรรมของหนูกลับมาเป็นปกติ ทว่าปัญหาก็คือปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดเจนว่าจุลินทรีย์ชนิดใดที่เป็นประโยชน์และอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะจึงมีความเสี่ยง เนื่องจากไปทำลายจุลินทรีย์ที่ดีและไม่ดีทั้งหมด

 

กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

ประโยคเตือนไม่ให้เราตามใจปากมากเกินไปจนอ้วน ทว่าจะหาเหตุผลใดมาอธิบายสำหรับคนที่กินมากเท่าไหร่น้ำหนักตัวก็ไม่เพิ่มขึ้นตาม หรือในบางคนแค่กินอาหารตามปกติกลับอ้วนเอาๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้นักวิทยาศาสตร์มุ่งความสนใจไปที่ไมโครไบโอม และเชื่อกันว่าพวกมันคือหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อโรคอ้วนอย่างสำคัญ โดยพบว่าไมโครไบโอมบางชนิดมีประสิทธิภาพในการดึงเอาแคลอรี่ได้ดีกว่าไมโครไบโอมชนิดอื่น นั่นหมายความว่าเป็นไปไดหรือไม่ที่คนอ้วนจะมีจุลินทรีย์ที่ดึงพลังงานจากสารอาหารได้ดีเยี่ยม ในขณะที่คนผอมก็ได้รับพลังงานที่น้อยเกินไป เพราะไมโครไบโอมในระบบย่อยอาหารของพวกเขาทำงานได้แค่นั้น

ปี 2006 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันทดลองนำจุลินทรีย์ของหนูที่ถูกปลุกถ่ายพันธุกรรมให้เป็นโรคอ้วนใส่เข้าไปในหนูปกติ ผลปรากฎว่าหนูกลุ่มที่สองกลายเป็นโรคอ้วนตาม นับเป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าโรคต่างๆ สามารถถ่ายทอดทางไมโครไบโอมได้

ทว่าหากคิดว่านี่เจ๋งแล้ว ไมโครไบโอมยังทำสิ่งที่น่าทึ่งได้มากกว่านั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้อาจสื่อสารกับสมองของเราได้ ไอเดียดังกล่าวนี้มาจากข้อสังเกตที่พบว่าสารเซโรโทนินซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีบทบาทควบคุมความหิว และอารมณ์ ถูกผลิตจากลำไส้ถึง 90% และไมโครไบโอมน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

จุลินทรีย์ในลำไส้
ไมโครฟอสซิลของแบคทีเรียอายุ 4.3 พันล้านปี ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร
ขอบคุณภาพจาก https://mgronline.com/science/detail/9600000021687

มีความเป็นไปได้อีกว่า การที่สมองสั่งการเราว่าให้เลือกกินอะไรนั้น แท้จริงแล้วอาจมาจากไมโครไบโอมเหล่านี้ ในการทดสอบกับแมลงวันผลไม้ ชนิดของจุลินทรีย์ในร่างกายส่งผลต่ออาหารที่พวกมันอยากกินไปจนถึงคู่ที่อยากผสมพันธุ์ด้วย เราทราบแล้วว่าจุลินทรีย์ดั้งเดิมในลำไส้มาจากแม่ของเรา แต่จุลินทรีย์ที่จะอยู่กับเราตลอดไปนั้น แท้จริงแล้วมาจากอาหารที่เรากิน เมื่อไมโครไบโอมคือโลกใบจิ๋วที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ดังนั้นจึงมีจุลินทรีย์ที่ชอบกินผัก ชอบกินไขมัน ไปจนถึงพวกที่ชอบกินน้ำตาล หากเรากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็เป็นการให้อาหารจุลินทรีย์ที่ชอบกินอาหารพวกนั้นเหมือนกัน และเป็นการขยายจำนวนของจุลินทรีย์เหล่านั้นให้มีมากขึ้น ฉะนั้นแล้วหากคุณไม่อยากให้ลำไส้ของคุณกลายเป็นโลกที่ถูกยึดครองด้วยจุลินทรีย์ที่รักแต่น้ำตาลและไขมัน การกินอาหารที่หลากหลายคือตัวเลือกที่ดีในการคงไว้ซึ่งสุขภาพของตัวเราเอง ตลอดจนความหลากหลายของเพื่อนแท้ในร่างกายเรา

บรรดาจุลินทรีย์และแบคทีเรียเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกมาตั้งแต่ 3,500 ล้านปีก่อน ในขณะที่มนุษย์เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาราว 2 แสนปีก่อนเท่านั้น เรียกได้ว่าเส้นทางของเราคือชั่วพริบตาเดียวในโลกของจุลินทรีย์ เป็นไปได้ว่าการเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์คือวิวัฒนาการอย่างหนึ่งที่ช่วยให้พวกมันอยู่รอดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าคุณจะรู้สึกยินดีหรือไม่ก็ตาม ข่าวร้ายก็คือไม่มีทางที่คุณจะกำจัดจุลินทรีย์ออกไปได้หมด พวกมันมีอยู่ทุกหนแห่ง และจะยังคงอยู่ต่อไปด้วยหนทางใหม่ๆ แม้ว่ามนุษยชาติจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม

ฉะนั้นแล้วในมื้ออาหารครั้งหน้าของคุณจึงไม่ใช่แค่ “กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น” อีกต่อไป หากการกินคือภารกิจใหญ่ที่คงรักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์บนเส้นทางอันยาวนานของจุลินทรีย์ด้วย

 

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

– ร้อยละ 40 ของน้ำหนักอุจจาระเราคือ จุลินทรีย์

– ในร่างกายมนุษย์มีจุลินทรีย์รวมกันน้ำหนักราว 1.3 กิโลกรัม

– ร่างกายของเราคือที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์มากถึง 100 ล้านล้านเซลล์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 10 : 1

– ในร่างกายของเรามียีนตัวเองราว 20,000 ยีน แต่มียีนจุลินทรีย์ 20 – 200 ล้านล้านยีน

– สิ่งของที่เราแตะต้องนอกจากมีดีเอ็นเอเราแล้ว ยังมีดีเอ็นเอจุลินทรีย์ด้วย นั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจับคู่เครื่องใช้กับเจ้าของได้แม่นยำราว 95% โดยดูจากจุลินทรีย์

– พรีไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกายพบมากในเส้นใยพืช, ผลไม้, ธัญพืช และของหมักดอง

– นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินได้ว่าบุคคลนั้นๆ จะป่วยด้วยโรคลำไส้อักเสบ มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ หรือโรคอ้วนได้ด้วยการวิเคราะห์จุลินทรีย์แม่นยำกว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ (หมายความว่าพันธุกรรมเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น สุขภาพของเราขึ้นอยู่กับจุลินทรีย์เป็นสำคัญ)

 

อ่านเพิ่มเติม

ความรู้ประจำวัน : 20% ของอากาศที่เราหายใจมาจากแบคทีเรีย

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือ “Super Genes ยีนออกแบบได้” โดย นายแพทย์ดีพัค โชปรา ร่วมกับ ดร.รูดอล์ฟ อี. แทนซี

The human microbiome: why our microbes could be key to our health

ไมโครไบโอต้า จุลินทรีย์ที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด

ไมโครไบโอม : เพื่อนแสนล้านชีวิตในร่างกายคน และสัตว์

‘จุลินทรีย์ในมนุษย์’ คีย์เวิร์ดสำคัญของทุกความป่วยไข้

‘จุลินทรีย์ในลำไส้’อาจเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนเเละอาการซึมเศร้า

Rob Knight: How our microbes make us who we are

How Bacteria Rule Over Your Body – The Microbiome

How the food you eat affects your gut – Shilpa Ravella

 

เรื่องแนะนำ

นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่าดวงตาของปลาดาวมีไว้ทำอะไร

นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่าดวงตาของปลาดาวมีไว้ทำอะไร ปลาดาวหรือดาวทะเลมีดวงตาอยู่ที่ปลายสุดของแขนข้างละหนึ่งดวง แต่มีไว้ใช้สำหรับทำอะไรนั้น ยังคงเป็นปริศนา พวกมันถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และด้วยดาวทะเลนั้นไม่มีสมอง จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าพวกมันเห็นภาพอะไรผ่านดวงตา ในปี 2014 นักวิจัยชี้ว่าดวงตาของดาวทะเลในภูมิภาคเขตร้อน สามารถมองเห็นภาพแบบหยาบๆ ได้ ซึ่งช่วยให้มันไม่เดินเตร็ดเตร่ไกลออกจากบ้านมากเกินไป “ผลการศึกษานี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าบรรดาดาวทะเลมองเห็นโลกอย่างไร” Christopher Mah นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Smithsonian ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวผ่านอีเมล์ และตอนนี้ผลการศึกษาใหม่ยังแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ดาวทะเลจากทะเลลึกในอาร์กติกเองก็ใช้ภาพที่มันมองเห็นเพื่อนำทางเช่นกัน จากการศึกษาดาวทะเลทั้งหมด 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีสองสายพันธุ์ที่เรืองแสงได้ด้วย นั่นหมายความว่าพวกมันใช้แสงสว่างในการสื่อสารกับดาวทะเลด้วยกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาดาวทะเลสายพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก พวกมันมีชื่อว่าดาวทะเลสีน้ำเงิน (Linckia laevigata) ผลการศึกษาวิจัยถูกเผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ลงในวารสาร  Proceedings of the Royal Society B เมื่อวันที่ 7 มกราคมปี 2014 ก่อนที่ผลการศึกษาใหม่กว่าจะถูกเผยแพร่ลงในวารสารเดิมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา   ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีความซับซ้อน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มา ดาวทะเลถูกพิจารณาว่าเป็นสัตว์เรียบง่าย ปราศจากโครงสร้างหรือพฤติกรรมอันซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์รู้จักดาวทะเลมานานกว่า […]

ใครจะถึงเส้นชัยก่อนระหว่างยูเซน โบลต์ กับเสือชีตาห์

ในป่า เสือชีตาห์คือนักล่าที่รวดเร็วที่สุด แต่จะเป็นอย่างไรหากจับผู้รวดเร็วที่สุดในสัตว์กับในมนุษย์มาแข่งขันด้านความเร็วกัน เชิญพบกับการแข่งวิ่งระหว่างยูเซน โบลต์และเสือชีตาห์ ในปี 2009 ยูเซน โบลต์สร้างสถิติใหม่ด้วยการวิ่งระยะทาง 100 เมตรในเวลาเพียงแค่ 9.58 วินาทีเท่านั้น นั่นทำกับความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ยังห่างไกลหลายขุมกับเสือชีตาห์ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง หากจับทั้งคู่มาแข่งกันในระยะทาง 100 เมตร เสือชีตาห์จะใช้เวลาเพียงแค่ 5.9 วินาทีเท่านั้น เข้าถึงเส้นชัยก่อนโบลต์ตั้ง 3.5 วินาที ความเร็วยอดลมกรดของชีตาห์นี้หาสัตว์ใดเปรียบได้ ซึ่งหากจะให้ทั้งคู่เข้าเส้นชัยพร้อมกันล่ะก็ โบลต์ต้องวิ่งนำไปก่อนถึง 60 เมตร แล้วจึงค่อยปล่อยตัวชีตาห์ เราจึงจะเห็นทั้งเจ้าแห่งความเร็วในโลกของมนุษย์และโลกของสัตว์วิ่งเข้าสู่เส้นชัยพร้อมกันอย่างสง่างาม   อ่านเพิ่มเติม : บรรดาสัตว์เชื่องช้าเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเร็วไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต, มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า เหตุใดเจ้ากิ้งก่าเหล่านี้จึงถูกนำมาเกาะอยู่บนเสา แล้วถูกเป่าด้วยลมแรงจากเครื่องเป่าใบไม้? นี่อาจดูเหมือนการรังแกสัตว์ แต่แท้จริงแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองอะไรบางอย่าง… ก่อนที่เฮอร์ริเคนเออร์มา กับเฮอร์ริเคนมารีอาจะเข้าพัดถล่มหมู่เกาะแคริบเบียนในปี 2017 นักวิทยาศาสตร์เดินทางไปที่หมู่เกาะ Turks และหมู่เกาะ Caicos เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกิ้งก่าโดยเฉพาะ พวกเขารวบรวมกิ้งก่าอาโนล์จำนวนหนึ่ง และจับพวกมันเข้าร่วมการทดลอง โดยใช้เครื่องเป่าใบไม้จำลองสถานการณ์ว่ากำลังเกิดเฮอร์ริเคนขึ้น เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของกิ้งก่า จากการทดลองทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า กิ้งก่าที่มีอุ้งตีน และขาหน้าที่ยาวกว่า มีโอกาสที่จะรอดชีวิตจากเฮอร์ริเคนได้มากกว่า เนื่องจากพวกมันมีความสามารถในการเกาะเกี่ยวเสาได้ดีกว่ากิ้งก่าทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ่งชี้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เกิด “การคัดเลือกทางธรรมชาติ” ของกิ้งก่าเหล่านี้เข้า (กิ้งก่าที่มีอุ้งตีนเล็ก ขาหน้าสั้นไม่สามารถรอดชีวิตจากพายุได้จึงล้มตายไปในที่สุด) ทั้งนี้ในการศึกษาครั้งต่อๆ ไป ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งใจหาคำตอบเพิ่มเติมว่าภัยพิบัติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม จะมีผลต่อวิวัฒนาการของสัตว์อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลรอยเท้าเก่าแก่ที่สุดของการวิ่งสองขาในกิ้งก่า

เต่าทะเลติดแหได้รับการช่วยเหลือ

ที่เกาะเตเนรีเฟ ในประเทศสเปน ทีมนักประดาน้ำพบเข้ากับเต่าทะเลตัวหนึ่งที่กำลังทุกข์ทรมานจากการติดอยู่ในแหตกปลา หรือที่เรียกกันว่า “ghost fishing” อุปกรณ์สำคัญที่นิยมใช้ในการจับสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล เพราะแหนี้สามารถตัดหรือเฉือนอวัยวะของพวกมันให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อพวกมันเข้าไปติดอยู่ในนั้นแล้วเริ่มดิ้นด้วยความตกใจ นับเป็นโชคดีของเต่าตัวนี้ที่ทีมนักประดาน้ำไปพบเข้า และสามารถช่วยชีวิตมันเอาไว้ได้   อ่านเพิ่มเติม : นักวิทยาศาสตร์บันทึกภาพพฤติกรรมวาฬที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน, เผชิญหน้ากับฉลามหัวค้อนแบบ 360 องศา