"10 year challenge" สิบปีที่ผ่านมากับสปีชีส์ที่หายไป - National Geographic Thailand

“10 year challenge” สิบปีที่ผ่านมากับสปีชีส์ที่หายไป

ขอบคุณภาพของเสือพูม่าตะวันออกจากวิกิพีเดีย

 

“10 year challenge” สิบปีที่ผ่านมากับสปีชีส์ที่หายไป

ไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่ม “10 year challenge” แคมเปญบนโลกออนไลน์ที่ขณะนี้กำลังได้รับความนิยม และเป็นกระแสสุดๆ ทั้งในไทย และในต่างประเทศ ง่ายแสนง่ายเพียงนำภาพถ่ายปัจจุบัน และภาพถ่ายของอดีตเมื่อสิบปีก่อนมาวางจับคู่เปรียบเทียบกัน เราจึงมีโอกาสได้เห็น “10 year challenge” ของบรรดาคนดัง และเพื่อนฝูงบนโลกโซเชียลที่ทยอยเผยแพร่กันออกมาเรื่อยๆ นัยหนึ่งชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงตลอดทศวรรษ ส่วนอีกนัยสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เรารู้จักกันมานานเป็นสิบปี

สิบปีนั้นนานพอที่หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลง และในที่นี้รวมไปถึงธรรมชาติด้วยเช่นกัน ภาพถ่ายมากมายของภูเขาน้ำแข็ง, แนวปะการัง และป่าไม้ที่หดหายจึงถูกผนวกรวมอยู่ในแคมเปญนี้ด้วย ตอกย้ำถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 วารสาร Biological Conservation เผยแพร่รายงานน่าสนใจ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสายพันธุ์นกถึง 8 สายพันธุ์ ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก BirdLife International องค์กรไม่แสวงผลกำไร หลังทำการศึกษาวิจัยนาน 8 ปี กับนกที่มีความเสี่ยงสูญพันธุ์จำนวน 51 สปีชีส์ ทีมวิจัยพบว่ามีนกจำนวน 4 สายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนอีก 4 สายพันธุ์กำลังจะเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือนกสปิกซ์มาคอว์ (Spix’s macaw) นกที่ถูกใช้เป็นต้นแบบในการสร้างตัวละครนกแก้วสีน้ำเงิน ตัวละครหลักในภาพยนตร์ Rio เมื่อปี 2011 พวกมันสูญพันธุ์ไปหมดแล้วในธรรมชาติ แต่ยังคงเหลืออีกราว 70 ตัว ในกรงเลี้ยง

10 year challenge
ภาพนกสปิกซ์มาคอว์ (Spix’s macaw)
ขอบคุณภาพจาก https://www.birdlife.org/worldwide/news/spixs-macaw-heads-list-first-bird-extinctions-set-be-confirmed-decade

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้บรรดาสัตว์นานาชนิดต้องสูญพันธุ์คือ การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจของบริษัทใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ป่า ไปจนถึงการทำลายโดยชาวบ้านท้องถิ่นเอง กองทุนสัตว์ป่าโลกสากลประมาณการณ์ไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2001 – 2012 ผืนป่าแอมะซอนสูญสิ้นพื้นที่สีเขียวไปแล้วราว 170,000 ตารางกิโลเมตร ด้านนักวิทยาศาสตร์เผย หากผืนป่าแอมะซอนยังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง และเสียพื้นที่ไป 40% จากทั้งหมด เชื่อกันว่าระบบนิเวศของป่าแอมะซอนจะไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้อีก

ทั้งนี้มีบางกรณีที่สัตว์บางชนิดซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับพบประชากรของพวกมันในธรรมชาติราวกับปาฏิหาริย์ เช่น เมื่อปี 2017 มีรายงานพบเห็นลิงซากิ Vanzolini เป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี ข่าวดีเช่นนี้ต้องอาศัยการศึกษาวิจัย และลงพื้นที่เป็นเวลานาน กว่าจะสามารถยืนยันการสูญพันธุ์ได้ และสำหรับนกเพียงแค่ 8 สายพันธุ์ที่หายไปอาจดูเล็กน้อย ทว่ากลับส่งผลกระทบต่อผืนป่ามากกว่าที่คิด เพราะนกคือผู้ช่วยกระจายพันธุ์เมล็ดพืชและเกสรดอกไม้ เมื่อจำนวนประชากรนกในป่าลดน้อยลง นั่นหมายความถึงโอกาสที่ผืนป่าจะฟื้นคืนกลับมาก็จะลดน้อยถอยลงตามไปด้วย และไม่ใช่แค่นกเท่านั้น รายนามเหล่านี้คือบรรดาสัตว์อื่นๆ ที่สูญพันธุ์ไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา น่าเศร้าที่ “10 year challenge” ของพวกมันมีเพียงรูปอดีต ปราศจากรูปปัจจุบัน…

 

เสือลายเมฆฟอร์โมซา (Formosan Clouded Leopard)

10 year challenge
ภาพเขียนของเสือลายเมฆฟอร์โมซา (Formosan Clouded Leopard) ในปี 1862
ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย

เสือลายเมฆสายพันธฺุ์เฉพาะที่มีถิ่นอาศัยอยู่บนเกาะไต้หวันเท่านั้น ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา การล่าและการรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันโดยมนุษย์ส่งผลให้จำนวนประชากรของเสือลายเมฆฟอร์โมซาลดน้อยลงจนไม่ถูกพบเห็น และในที่สุดพวกมันก็ถูกประกาศสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2013 หลังความพยายามตลอด 13 ปีในการค้นหาเสือชนิดนี้ในธรรมชาติล้มเหลว

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ทางไต้หวันยังคงพยายามพิจารณาสถานะของพวกมันใหม่อีกครั้ง ด้วยความหวังว่าอาจจะยังมีเสือลายเมฆฟอร์โมซาหลงเหลืออยู่ในผืนป่า ในปี 2014 มีรายงานวิจัยว่าหากทดลองนำเสือลายเมฆสายพันธุ์ญาติๆ ของมันที่มีถิ่นอาศัยในเอเชียมาปล่อยยังผืนป่าของไต้หวัน อาจช่วยสนับสนุนให้เสือพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มประชากรมากขึ้นได้ ในกรณีที่พวกมันยังคงหลงเหลือ

 

เต่ายักษ์เกาะพินตา (Pinta Tortoise)

10 year challenge
“Lonesome George” เต่ายักษ์เกาะพินทาตัวสุดท้าย
ขอบคุณภาพจาก https://www.learnaboutnature.com/animals/tortoises/pinta-island-tortoise/

“Lonesome George” คือฉายาของเต่ายักษ์สายพันธุ์เกาะพินตา ในหมู่เกาะกาลาปากอสตัวสุดท้าย มันตายลงเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน ปี 2012 ในอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส หลังใช้ชีวิตมามากกว่า 100 ปี โดยผู้ดูแลมันมากกว่า 40 ปี เป็นผู้พบร่างของมันนอนตายอยู่ในบ่อเลี้ยง ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ความพยายามจับคู่ให้มันผสมพันธุ์กับเต่าเพศเมียชนิดใกล้เคียงกันจากเกาะอิสซาเบลลา ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นความตายของมันจึงหมายถึงการสูญสิ้นสายพันธุ์เต่ายักษ์พินตาไปจากโลกด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ยังคงมีความหวังเล็กๆ เมื่อในปีเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์พบประชากรเต่ายักษ์อย่างน้อย 17 ตัว ในบริเวณหมู่เกาะกาลาปากอส ที่มีพันธุกรรมคล้ายกับ George เป็นไปได้ว่าเต่ายักษ์พินตาอาจจะยังคงหลงเหลืออยู่บนโลกนี้

 

ค้างคาวเกาะคริสต์มาส (Christmas Island Pipistrelle)

10 year challenge
ค้างคาวเกาะคริสต์มาส
ขอบคุณภาพจาก https://www.iucnredlist.org/species/136769/518894

รายงานจากไอยูซีเอ็น สายพันธุ์ของค้างคาวขนาดเล็กที่มีถิ่นอาศัยเฉพาะแค่บนเกาะคริสต์มาสของออสเตรเลียนี้ เดิมมีสถานะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียออกมาประกาศการสูญพันธุ์เองในปี 2009 โดยมีสาเหตุมาจากโรคระบาดที่ถูกนำมาจากสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น อันที่จริงตลอด 20 ปีที่ผ่านมาก่อนการประกาศ นักวิทยาศาสตร์เองก็ทราบถึงจำนวนประชากรของพวกมันที่ลดลงมาเรื่อยๆ ทว่ากฎระเบียบที่ยุ่งยากของหน่วยงาน และรัฐบาลช่วงเวลานั้นส่งผลให้ค้างคาวเกาะคริสต์มาสไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควร ทั้งนี้การสูญพันธุ์ดังกล่าว ยังถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าครั้งแรกในรอบ 60 ปี ของทวีปออสเตรเลียอีกด้วย

รายงานจากไอยูซีเอ็นที่เคยเผยเมื่อปี 2004 ระบุว่าอัตราการสูญพันธุ์โดยมนุษย์กำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว 100 – 1,000 เท่า เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ในครั้งก่อนๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยหลากหลายตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง, การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในมหาสมุทร, อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ไปจนถึงการพุ่งชนโดยอุกกาบาต

 

แรดดำตะวันตก (West African Black Rhinoceros)

10 year challenge
กะโหลกศีรษะของแรดดำตะวันตกที่ถูกยิงตายเมื่อปี 1911
ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย

แรดดำตะวันตกคือสายพันธุ์ย่อยของแรดดำ ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกากลาง ภัยคุกคามจากการล่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรของพวกมันอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์รายงาน ตั้งแต่ปี 1960 – 1995 มีแรดดำตำวันตกถูกฆ่าไปมากถึง 98% และในที่สุดพวกมันก็ถูกประกาศสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในปี 2011 หลังการลงพื้นที่สำรวจแล้วไม่พบแรดดำตะวันตกหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติ

ปัจจัยสำคัญมาจากความนิยมในนอแรด ที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรแผนจีน ส่งผลให้นอแรดมีราคาสูงมากในตลาดเอเชีย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ทางแอฟริกาจะมีมาตรการป้องกัน และอนุรักษ์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งวงจรการล่าสัตว์แบบผิดกฎหมายที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องได้ ปี 2018 แรดขาวเหนือตัวผู้ตัวสุดท้ายในโลกตายลง หลังทุกข์ทรมานอย่างหนักจากอาการติดเชื้อที่ขาหลังด้านขวา เหลือเพียงแรดขาวเหนือสองตัวซึ่งเป็นตัวเมียทั้งคู่ สร้างความกังวลว่าสายพันธุ์นี้อาจเป็นสายพันธุ์ต่อไปที่จะเผชิญกับการสูญพันธุ์ในอนาคต หากเซลล์สืบพันธุ์ของตัวผู้ที่ถูกเก็บเอาไว้ ไม่สามารถผสมเทียมได้

 

เสือพูม่าตะวันออก (Eastern Cougar)

10 year challenge
ภาพเขียนเมื่อปี 1830 แสดงภาพเสือพูม่าตะวันออกกำลังล่าเหยื่อตามธรรมชาติ
ขอบคุณภาพจาก https://www.flickr.com/photos/internetarchivebookimages/14781856915/

สถานะการมีตัวตนของเสือพูม่าตะวันออกเป็นที่ถกเถียงมาโดยตลอด จนกระทั่งถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ เมื่อปี 2015 โดยสำนักประมงและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ พวกมันเป็นสัตว์หากินกลางคืนที่มีฉายาว่า “แมวผี” จากความสามารถในการพรางตัวตามธรรมชาติที่ดีเยี่ยม นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงจากผู้ที่เชื่อว่าเสือพูม่าตะวันออกยังคงไม่สูญพันธุ์ ทั้งนี้ตลอดการลงพื้นที่สำรวจที่ผ่านมาพบร่องรอยหลายอย่าง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่สามารถระบุถึงการมีอยู่ของเสือพูม่าชนิดนี้ได้ คาดกันว่าสาเหตุหลักมาจากการที่มนุษย์บุกรุกถิ่นอาศัยของมันเพื่อตั้งถิ่นฐาน ทว่าเจ้าแมวใหญ่ที่สามารถรอดพ้นการสูญพันธุ์ของสัตว์ตระกูลแมวในช่วงท้ายของยุคไพลโตซีนในอเมริกาเหนือมาได้นี้ยังไม่สูญสิ้นไปเสียทีเดียว ปัจจุบันยังคงหลงเหลือเสือพูม่าอีกหลายสายพันธุ์ที่กำลังได้รับการปกป้อง ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ และในอเมริกาใต้

นับตั้งแต่ปี 1500 เป็นต้นมามีบันทึกสายพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วราว 869 ชนิด จากทั้งหมดของความหลากหลายราว 5 – 30 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับสถานะการอนุรักษ์อย่างจริงจัง

 

นกเป็ดผีอเลโอทรา (Alaotra Grebe)

แม้จะหน้าตาคล้ายเป็ด แต่อันที่จริงนกในวงศ์นกเป็ดผีเหล่านี้เป็นนกน้ำที่เป็นญาติกับนกฟลามิงโก สำหรับนกเป็ดผีสายพันธุ์อเลโอทรา พวกมันมีถิ่นอาศัยบนเกาะมาดากัสการ์ เอกลักษณ์คือปีกขนาดเล็กที่ไม่สามารถใช้บินเป็นระยะทางไกลๆ พวกมันมักใช้ชีวิตอยู่กับน้ำตลอดเวลา เพื่อจับปลาเป็นอาหาร ชื่อสามัญว่า “นกเป็ดผี” มาจากพฤติกรรมที่มักผลุบหายลงไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปโผล่อีกจุดหนึ่งซึ่งมักอยู่ห่างออกไปรวดเร็วราวกับผี นักวิทยาศาสตร์รายงานการพบเห็นนกเป็นผีอเลโอทราครั้งสุดท้าย เมื่อทศวรรษ 1980 ก่อนจะประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในปี 2010 สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การถูกจับด้วยแหโดยชาวประมงระหว่างการหาปลา ไปจนถึงถูกมุ่งเป้าล่าเป็นอาหาร

ในปี 2010 ไอยูซีเอ็นเผยรายชื่อของสิ่งมีชีวิตจำนวน 208 สายพันธุ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะสูญพันธุ์ไปแล้ว ในจำนวนนี้มีบางชนิดที่ไม่ถูกพบเห็นในธรรมชาติมากกว่า 10 ปี และมีอีกหลายหมื่นสายพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคาม ในการประกาศนี้รวมถึงสัตว์ที่มีสถานะล่อแหลมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่าง อุรังอุตังบอร์เนียว, ไพกา, นากยักษ์, เสือดาวอามูร์, เฟอเรทเท้าดำ, แรดสุมาตรา, แร้งเทาหลังขาว, ตัวนิ่ม, ซาวลา และ โลมาวากีตา เหล่านี้คือรายชื่อของสัตว์ที่อาจกลายเป็นเรื่องเศร้าในแคมเปญ “10 year challenge” แห่งอนาคต มิรวมถึงการสูญเสียชนิดพันธุ์พืช, พื้นที่ป่า, ธารน้ำแข็ง ไปจนถึงอุณหภูมิโลก, ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิบปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นมากจริงๆ

 

อ่านเพิ่มเติม

โปรดรู้จัก นกใกล้สูญพันธุ์

 

แหล่งข้อมูล

These 8 Bird Species Have Disappeared This Decade

10 Animals That Have Been Declared Extinct in the Last Decade

The only 10 year challenge we should be talking about.

Top 10 Species That May Become Extinct Within A Decade

 

เรื่องแนะนำ

สงครามระหว่างตุ๊กแกและงูที่หักมุมในตอนจบ

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ ในขณะที่สวัส นุ่มเพชร ชายวัย 31 ปี กำลังเดินเล่นอยู่ในป่าหลังโรงงานที่เขาทำงานอยู่ ในประเทศไทย เขาสังเกตเห็นตุ๊กแก 2 ตัวกำลังข่มขู่งูตัวหนึ่งที่กำลังเลื้อยอยู่บนต้นไม้ สวัสตัดสินใจยกโทรศัพท์มือภือขึ้นมาถ่ายพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 3 ตัวไว้ มองไปที่งูลำตัวโป่งพอง เขาสังเกตเห็นรูปร่างของตุ๊กแกตัวหนึ่งอยู่ภายในนั้น สวัสอธิบายเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ตัวเขาและเพื่อนหยุดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตุ๊กแกเริ่มเข้าใกล้งูมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดียวกันกับงู ในขณะที่อีกตัวไต่ลงมาจากเสาคอนกรีตด้านข้าง ทันใดนั้นตุ๊กแกตัวหนึ่งก็งับเข้าที่หัวงู เจ้างูพยายามดิ้นออกจนหลุด สวัสที่ยืนดูอยู่ช่วยตุ๊กแกด้วยการเอากิ่งไม้เขี่ยไปที่ตัวงู ทันใดนั้นงูก็คายตุ๊กแกตัวสีแดงออกมา แล้วรีบเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานตุ๊กแกที่ถูกคายก็ได้สติ และเดินหนีไปท่ามกลางความอึ้งของสวัสและเพื่อนๆ ที่ยืนดูอยู่ แม็กซ์ นิกเกอร์สัน ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในฟลอริดา ระบุว่าตัวเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่งูตัวนี้ยอมแพ้ต่ออาหารมื้อใหญ่ของมันอย่างรวดเร็ว “เมื่อพวกมันกลืนอาหารที่มีขนาดใหญ่เข้าไป จะทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลง” เขาอธิบาย และแม้ว่างูจะมีฟันไว้สำหรับงับเหยื่อก็ตาม แต่มันไม่ได้ใช้ฟันในการบดเคี้ยว งูมักจะกลืนเหยื่อลงท้องเข้าไปทั้งตัว และใช้เวลานานกว่าจะสามารถย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้จนหมด งูกลืนเหยื่อที่ใหญ่กว่าตุ๊กแกหลายเท่าตัว ในอินเดีย งูหลามตัวหนึ่งถูกถ่ายวิดีโอเอาไว้หลังมันกลืนแอนทิโลปตัวโตเต็มวัยเข้าไปหรือที่รัฐเท็กซัสเอง งูดำตัวหนึ่งก็กลืนงูอีกตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าเช่นกัน นิกเกอร์สันกล่าวว่า พฤติกรรมก้าวร้าวที่ตุ๊กแกแสดงออกมา น่าจะเกิดขึ้นจากการที่งูเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของมัน มากกว่าที่จะต้องการช่วยพี่น้องตัวใดตัวหนึ่งที่ถูกงูกลืนเข้าไป และจากในวิดีโอตุ๊กแกทั้งสองน่าจะเป็นตัวผู้ นั่นหมายความว่าพวกมันพร้อมที่จะต่อสู้กับใครก็ตามที่รุกรานเข้ามาในเขตแดนของมัน และเมื่อถามว่าทำไมตุ๊กแกที่ถูกคายออกมาจึงกลายเป็นสีแดง? นิกเกอร์สันอธิบายว่า ตุ๊กแกตัวดังกล่าวน่าจะยังโตไม่เต็มที่มากกว่า […]

กลยุทธการล่าของกิ้งก่าคาเมเลี่ยน

ลิ้นที่แลบออกอย่างรวดเร็วของกิ้งก่าคาเมเลี่ยนคืออาวุธที่ใช้ในการจับเหยื่อกินเป็นอาหาร แต่อาวุธร้ายของสัตว์นักล่าตัวนี้ไม่ได้มีแค่นั้น มาทำความรู้จักกับกิ้งก่าชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะพบว่าเทคนิคของมันนั้นเจ๋งขนาดที่ว่าแทบไม่มีพลาดในการล่าเหยื่อ อาวุธที่ 1 : ความเชื่องช้า กิ้งก่าคาเมเลี่ยนจะเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าจนกว่าเหยื่อจะเข้ามาใกล้ในระยะที่มันสามารถล่าได้ เหตุใดจึงเชื่องช้า เพราะความช้านี่สัมพันธ์กับอาวุธชิ้นที่ 2 : การพรางตัว เพื่อไม่ให้เหยื่อสังเกตเห็นมัน อาวุธที่ 3 : สายตาอันเฉียบคม กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามารถมองเห็นได้ทุกทิศทางแบบ 360 องศา เพราะดวงตาของมันสามารถเคลื่อนไปมาได้ และอาวุธสุดท้ายคือ : ลิ้นที่แลบออกจับเหยื่ออย่างรวดเร็ว ความยาวของลิ้นนั้นมากกว่าความยาวลำตัวของมันเองถึง 1.5 เท่าเลยทีเดียว   อ่านเพิ่มเติม : มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา, คุณมองออกไหมว่าเสือดาวซ่อนอยู่ตรงไหน?

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน ว่ากันว่าบนโลกใบนี้มีประชากรมดทั้งหมดรวมกันราวหมื่นล้านล้านตัว จำนวนมากมหาศาลเช่นนี้เทียบได้กับวลีที่ว่ามนุษย์ครองโลก เพราะหากเทียบด้วยจำนวนแล้ว มดเองก็กำลังครองโลกอยู่เช่นกัน มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความซับซ้อนและความสำเร็จของพวกมันนั้นจำเป้นต้องอาศัยการพึ่งพากัน จากฟุตเทจที่ทำการทดลองกับมดนี้จะแสดงให้เห็นว่าพวกมันแก้ไขปัญหาช่องว่างด้วยการต่อตัวเป็นสะพานเพื่อเดินต่อไปยังจุดหมาย มดที่ต่อตัวอยู่ริมสุดจะชะลอตัวเองลงเมื่อเจอกับช่องว่าง และมดงานตัวอื่นๆ จะเข้ามาเติมเต็มจนในที่สุดสะพานมดก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมันสมองที่มีน้ำหนักเพียง 1 ในล้านของมันสมองมนุษย์ น่าแปลกใจที่มดเหล่านี้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการส่งสัญญาณเท่านั้น แตกต่างจากเราพวกมันไม่มีภาษาแต่ใช้สัญชาตญาณในการสื่อสาร การทดลองศึกษาความร่วมมือกันของมดเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขคำตอบว่ามดมีรูปแบบการสื่อสารในสังคมอย่างไร ตลอดจนอะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มันอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ได้   อ่านเพิ่มเติม ทำไมราชินีมดและแมลงอื่นๆ จึงฝังศพพวกที่ตายแล้ว