ลิ่น : เหยื่อของการลักลอบล่าสัตว์ป่า - National Geographic Thailand

ลิ่น : เหยื่อของการลักลอบล่าสัตว์ป่า

ลิ่น : เหยื่อของการลักลอบล่าสัตว์ป่า

ลิ่น ทั้งหมดแปดชนิด ซึ่งสี่ชนิดอยู่ในแอฟริกาและสี่ชนิดอยู่ในเอเชีย ตกอยู่ในอันตรายจากการสูญพันธุ์โดยการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

ลิ่น ดูคล้ายอาร์มาดิลโลที่ลำตัวมีเกล็ด แต่พวกมันเป็นญาติใกล้ชิดกับหมีและสุนัขมากกว่า ลิ่นจัดอยู่ในอันดับทางอนุกรมวิธานของตัวเอง และหากลิ่นหายไป จะไม่มีสัตว์ใดเหมือนพวกมันเหลืออยู่บนโลกอีก

การค้าระหว่างประเทศซึ่งลิ่นเอเชียสี่ชนิดถูกห้ามมาตั้งแต่ปี 2000 และต่อมาในปี 2007 การห้ามค้าลิ่นทั้งแปดชนิดระหว่างประเทศก็มีผลบังคับใช้ โดยรัฐบาล 183 ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) อันเป็นสนธิสัญญาควบคุมการค้าสัตว์ป่าและอวัยวะข้ามพรมแดน ให้สัตยาบันรับรอง

การวิเคราะห์ขององค์กรเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าแทรฟฟิก (Traffic) ชี้ว่า อย่างน้อย 67 ประเทศและดินแดนบนหกทวีป มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้าลิ่น แต่การค้าเกล็ดลิ่นปริมาณมากที่สุดมีต้นทางในแคเมอรูน ไนจีเรีย เซียร์ราลีโอน และยูกันดา และส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน

ลิ่น
ลิ่นถูกลักลอบซื้อขายทั้งเกล็ดและเนื้อ  ซึ่งบางคนถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ ที่อินโดนีเซียเมื่อเดือนเมษายน ปี 2015 ซากลิ่นแช่แข็งกว่า 4,000 ตัว ตลอดจนเกล็ดและลิ่นเป็นๆเกือบ 100 ตัว ถูกตรวจพบในตู้สินค้าที่ควรบรรจุปลาแช่แข็ง
ลิ่น
ลิ่นเทมมิงก์ชื่อทามูดาค้นหามดหรือปลวกเป็นอาหารที่ศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่าในซิมบับเว มันได้รับการช่วยเหลือมาจากนักค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ซึ่งน่าจะมีเป้าหมายในการลักลอบส่งเกล็ดของมันไปเอเชียเพื่อใช้ปรุงยาแผนโบราณ

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การค้าลิ่นระหว่างทวีปขยายตัวอย่างมโหฬารครับ โดยเฉพาะเกล็ดลิ่น” แดน แคลเลนเดอร์ หัวหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านลิ่นจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือไอยูซีเอ็น (IUCN) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกผู้กำหนดสถานะให้แก่ชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม กล่าวและเสริมว่า ก่อนหน้านี้ การลักลอบล่าและขนส่งลิ่นส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า ลิ่นเอเชียกำลังหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่มูลค่าของเกล็ดทำให้การลักลอบขนส่งลิ่นจากแอฟริกาไปเอเชียมีความคุ้มค่ามากขึ้น

ผู้คนในแถบตะวันตกและตอนกลางของแอฟริกา รวมถึงชนพื้นเมืองบางกลุ่มในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กินเนื้อลิ่นเป็นอาหาร ในกานา ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ และที่อื่นๆในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา มีการใช้อวัยวะของลิ่นในทางการแพทย์แผนโบราณ ขณะที่คนบางกลุ่มในเวียดนามและจีนยังถือว่า เนื้อลิ่นเป็นอาหารชั้นเลิศ กระนั้น ความต้องการเกล็ด  กลับเป็นสิ่งที่ทำลายล้างลิ่น

เกล็ดลิ่นซึ่งปกติแล้วนำมาตากแห้ง บดเป็นผง แล้วบรรจุเป็นยาเม็ด นำมาใช้ปรุงยาจีนแผนโบราณหลายตำรับ ตั้งแต่การรักษาโรคต่างๆ การช่วยบำรุงน้ำนมแม่ ไปจนถึงการบรรเทาโรคข้ออักเสบและไข้รูมาติก เกล็ดลิ่นพบได้ในตลาดยาทั่วเอเชีย รวมถึงเวียดนาม ไทย ลาว และเมียนมา

จากรายงานเมื่อปี 2016 ของมูลนิธิอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของจีน ในประเทศจีนซึ่งรัฐบาลยังคงสนับสนุนการรักษาดังกล่าว บริษัทยากว่า 200 บริษัทผลิตยาแผนโบราณประมาณ 60 ชนิดที่มีเกล็ดลิ่นเป็นส่วนประกอบ ทุกปีมณฑลต่างๆในจีนโดยรวมแล้วอนุญาตให้บริษัทยาใช้เกล็ดลิ่นเฉลี่ย 26.6 ตัน คิดเป็นจำนวนลิ่นประมาณ 73,000 ตัว

ลิ่น
ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าของมูลนิธิทิกกีไฮวูดในซิมบับเว ลิ่นแต่ละตัว เช่น ทามูดาที่เห็นในภาพนี้ จะมีผู้ดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย ลิ่นผูกพันใกล้ชิดกับผู้ดูแลของมัน ซึ่งจะช่วยให้มันเรียนรู้วิธีหากินมดและปลวก ผู้ดูแลบอกว่า ทามูดาซึ่งได้รับการช่วยเหลือตอนเป็นลูกลิ่น ดื้อและซน

รายงานบางฉบับชี้ว่า เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1990 ลิ่นในประเทศจีนหายากอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากถูกล่าเกินขนาด เมื่อความต้องการยังมีอยู่ บริษัทจีนจึงยังคงผลิตผลิตภัณฑ์จากลิ่น โดยหันไปหาแหล่งเกล็ดลิ่นที่ถูกกฎหมายสองแหล่ง ได้แก่ คลังสะสมลิ่นที่ล่าภายในประเทศจีนก่อนจำนวนจะลดลงอย่างมาก และลิ่นที่นำเข้ามาในประเทศก่อนการห้ามค้ามีผลบังคับใช้

บันทึกการค้าลิ่นของไซเตสแสดงว่า ในช่วง 21 ปีตั้งแต่ปี 1994 ถึง 2014 จีนนำเข้าเกล็ดลิ่นเกือบ 15 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของบริษัทยา ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลในระดับมณฑลมักไม่ตรวจสอบว่า บริษัทได้เกล็ดลิ่นจากคลังจริง ไม่ใช่ลิ่นที่ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้ โจวจิ้นเฟิง ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของจีนในกรุงปักกิ่ง กล่าวและเสริมว่า เขาสงสัยว่าคลังเกล็ดลิ่นของจีนมีมากถึงขนาดรองรับความต้องการของบริษัทยามานานกว่าสองทศวรรษ หลังจากลิ่นแทบจะเรียกได้ว่าหมดไปจากประเทศแล้วจริงหรือ

“ผมไม่เชื่อหรอกครับ” เขาพูด “ผ่านมาหลายปีแล้ว พวกเขายังมีเกล็ดลิ่นมากมายขนาดนั้นในคลังหรือครับ”

ลิ่น
องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าของเวียดนามดูแลลูกลิ่นตัวนี้จนกระทั่งมันแข็งแรงพอจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ถึงแม้ในเวียดนามยังมีความต้องการเนื้อและเกล็ดลิ่น  แต่ลิ่นหลายตัวที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมีปลายทางอยู่ที่จีน  ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจำเป็นต้องให้ความรู้เกี่ยวกับทางเลือกใหม่ๆในตำรับยาจีนแก่แพทย์และลูกค้า  เพื่อลดความต้องการสัตว์ที่กำลังจะหายไปเหล่านี้
ลิ่น
ตามปกติแล้ว ลิ่นใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ทามูดาและลูเลโกใช้โอกาสอันหาได้ยากอยู่ใกล้กันเพื่อดื่มน้ำในแอ่ง ลิ่นเทมมิงก์เดินด้วยขาหลังโดยใช้หางและขาหน้าในการทรงตัว ลิ้นที่เหนียวและยาวเกือบเท่าลำตัว ยึดอยู่ที่ฐานของกระดูกซี่โครง

ประเทศจีนเป็นผู้บริโภคเกล็ดลิ่นรายใหญ่ที่สุด แต่ไม่ต้องเป็นเช่นนั้นก็ได้ สตีฟ กิฟเวน อดีตผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนโบราณของอเมริกันในแซนแฟรนซิสโก กล่าว เขาจำแนกสมุนไพร แร่ธาตุ และสัตว์ทางเลือกสำหรับใช้ในตำรับยาจีนได้อย่างน้อย 125 ชนิด ขึ้นอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บที่ผู้ป่วยต้องการรักษา “ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ต้องใช้ ชวานชานเจี่ย มารักษาโรค” เขากำลังพูดถึงเกล็ดลิ่นในภาษาจีน

จนถึงตอนนี้ การแพทย์แผนตะวันตกไม่พบหลักฐานใดๆว่า เกล็ดลิ่นซึ่งประกอบด้วยเคอราทิน อันเป็นวัสดุเดียวกันกับที่สร้างเล็บมือ เส้นผม และนอแรด มีผลกระทบทางสรีรวิทยาต่อมนุษย์ แต่ตำราการแพทย์แผนโบราณบันทึกว่า เกล็ดลิ่นรักษาความไม่สมดุลต่างๆในร่างกายอย่างได้ผล

ตราบใดที่ผู้คนนับล้านยังหันมาหาการแพทย์แผนโบราณเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย และตัวเลขดังกล่าวน่าจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับการแพทย์แผนจีนโบราณในฐานะส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ กิฟเวนกล่าวว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับยาทางเลือกแก่ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและผู้ป่วยจะเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันลิ่นจากการสูญพันธุ์

เรื่อง เรเชล เบล

ภาพถ่าย เบรนต์ สเตอร์ตัน

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 2562 


อ่านเพิ่มเติม

เหล่าดอกไม้เหล็กผู้ปกป้องสัตว์ป่าในซิมบับเว

เรื่องแนะนำ

ศิลปะจากธรรมชาติ : สร้างสรรค์แมลงจากมวลบุปผา

รากุ อิโนะอุเอะ ศิลปินและช่างภาพผู้พำนักอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา อาศัยสีสันและรูปทรงของกลีบดอกไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ รังสรรค์ประติมากรรมรูปแมลงที่ดูสมจริงและมีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง นี่คืองานศิลปะที่คุณต้องร้อง ว้าว!

ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อะโซโลตล์ (Axolotl หรือแอกโซลอเทิล ภาษาสเปนออกเสียงว่า อะโฮโลตล์) ซึ่งเป็นซาลาแมนเดอร์หรือหมาน้ำชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์ที่คนชื่นชอบ เพราะนอกจากหน้าตาที่ดูแปลกและน่ารักแล้ว มันยังงอกอวัยวะส่วนไหนก็ได้ขึ้นมาใหม่ แต่ปัจจุบันสัตว์ชนิดนี้กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ชนพื้นเมืองและชาวบ้านในเม็กซิโกจึงกำลังพยายามปกป้องพวกมันไว้ให้ได้มากที่สุด ตำนานอัซเต็กเล่าว่า ในครั้งบรรพกาล เหล่าทวยเทพมารวมตัวกันอยู่รอบกองไฟ โดยจะต้องมีผู้ยอมสละชีพเพื่อสร้างดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ขึ้นมาให้กับโลกมนุษย์ เทพหลายองค์กระโดดเข้าสู่กองไฟเพื่อเป็นเชื้อให้เกิดธาตุใหม่ๆขึ้นมา แต่เทพโซโลตล์ (Xolotl) ผู้เป็นฝาแฝดของเทพเควตซัลโคตล์ (Quetzalcoatl – เทพแห่งลมและสติปัญญา มีร่างเป็นมังกร หรือ Feathered Serpent) ไม่ยอมสละชีพ ทำให้เทพเควตซัลโคตล์โกรธา จึงสั่งให้จับแฝดของตนมายัญพลี เทพโซโลตล์แปลงร่างเป็นสัตว์หลากหลายเพื่อหลบหนี และเมื่อไปถึงทะเลสาบโซชีมิลโก (ในกรุงเม็กซิโกซิตี) ก็แปลงกายเป็น “อะโซโลตล์” และกระโจนหนีลงไปในน้ำ เทพเควตซัลโคตล์จึงไว้ชีวิตผู้เป็นแฝด แต่ก็สาปให้เทพโซโลตล์ต้องอยู่ในความมืดไปชั่วนิรันดร์ในฐานะปีศาจน้ำที่มีชื่อว่า อะโซโลตล์ เฟร์นันโด อารานา นักชีววิทยาของ Center of Biological and Aquatic Research of Cuemanco (CIBAC) เล่าว่า Ambystoma mexicanum เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่พบได้ในเฉพาะปากแม่น้ำเม็กซิโกเท่านั้น […]

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย ทุกวันสำคัญมาพร้อมกับความคาดหวัง เราอยากเห็นพลุสวยๆ ในวันที่ 4 กรกฎาคม (วันชาติสหรัฐอเมริกา) อยากกินไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้า และเช่นกันเรื่องราวความรักอันแสนโรแมนติกคือสิ่งที่ใครหลายคนโหยหาเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ สัตว์เหล่านี้พร้อมแบ่งปันเรื่องราวให้คุณแล้ว เอาเป็นว่าหากคุณผู้อ่านยังไม่มีแผนเซอร์ไพรส์ หรือไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไร ลองดูตัวอย่างในโลกของสรรพสัตว์ดูก็ได้ คุณอาจได้ไอเดียดีๆ ไปต่อยอด หรือไม่ก็เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของสัตว์เหล่านี้อาจทำให้แผนที่คุณวางไว้ดูจืดสนิทไปเลยก็เป็นได้   ของขวัญสุดล้ำค่า : มอท Ornate เจ้าผีเสื้อกลางคืนสายพันธุ์นี้ที่มีถิ่นอาศัยในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาใต้รู้ดีว่าของขวัญอะไรที่จะทำให้สาวๆ ประทับใจ มอท Ornate ตัวผู้จะมอบของขวัญสุดล้ำค่าที่ในโลกของแมลงแล้วเทียบเท่ากับการขอแต่งงานเลยทีเดียว เจ้าของขวัญที่ว่านี้คือ สารแอลคาลอยด์ สารอินทรีย์ที่ได้มาจากดอกไม้ โดยสารที่ว่านี้จะถูกส่งต่อไปยังตัวเมียในระหว่างการผสมพันธุ์ และถูกส่งต่อไปยังไข่ในที่สุด ข้อมูลจาก Andrei Sourakov จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในฟลอริดา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้าของขวัญชิ้นนี้อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายสำหรับการวางไข่ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับมอธตัวเมีย ฟังดูไม่เลวใช่ไหมที่ได้ดินเนอร์มื้อสุดหรูในเดทแรก   ลีลาการเต้นที่เร่าร้อน : ไก่ป่า Greater Sage Grouse ในโลกแห่งความรักของสัตว์มีสัตว์หลายชนิดที่มีลีลาการเต้นโดนใจ แต่ตำแหน่งนี้ต้องยกให้กับไก่ป่า Greater Sage Grouse สัตว์ปีกในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทาตัวนี้ ในเพศผู้จะมีขนอันฟูฟ่องอยู่ที่หน้าอกเป็นเอกลักษณ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น บรรดาตัวผู้ไม่อายที่จะเต้นรำไปมา นอกเหนือจากลีลาการขยับขาอันเร่าร้อนแล้ว พวกมันยังสูดลมเข้าไปในปอดซึ่งช่วยให้หน้าอกของมันยกขึ้นยกลงเป็นการดึงดูดตัวเมีย […]