ประชากร "ควอกก้า" กลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง - National Geographic Thailand

ประชากร “ควอกก้า” กลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง

ประชากร “ควอกก้า” กลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง

ควอกก้า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทมีถุงหน้าท้อง ขนาดเท่าตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ เป็นสัตว์ที่พบได้ที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลียเท่านั้น ขณะนี้พวกมันกำลังดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตรอดจากบรรดาสัตว์นักล่า และการรุกรานที่อยู่อาศัย นั่นคือชะตากรรมของควอกก้าบนแผ่นดินใหญ่ แต่สำหรับควอกก้าบนเกาะร็อตเนสต์ นอกชายฝั่งเพิร์ท ประชากรของพวกมันกำลังเพิ่มขึ้น

ความช่วยเหลือครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 โดยสมาร์ทโฟน เมื่อชายคนหนึ่งเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ และถ่ายภาพเซลฟี่กับเจ้าควอกก้า ด้วยรูปปากที่ดูเหมือนกับว่ายิ้มอยู่ตลอดเวลา ภาพควอกก้าดังกล่าวกลายเป็นไวรัลทันที

จากนั้นผู้คนจำนวนมากก็พากันเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ เพื่อถ่ายภาพกับควอกก้า เรียกได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวเริ่มก่อสร้างเพิ่มขึ้น และเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่ม จำนวนของควอกก้าก็เพิ่มตาม

ควอกก้า
ควอกก้าโพสต์ท่าถ่ายภาพ ที่สวนสัตว์ Taronga

ย้อนกลับไปในปี 1658 เกาะควอกก้าแห่งนี้ เพิ่งจะถูกค้นพบเป็นครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ที่เข้าใจผิดว่าควอกก้าเหล่านี้คือหนูตัวใหญ่ (คำว่า ร๊อตเนสต์ หรือ Rottnest เป็นภาษาดัตช์แปลว่ารังหนู)

“ควอกก้าเป็นสัตว์หากินกลางคืน แต่พฤติกรรมของพวกมันเปลี่ยนเพราะนักท่องเที่ยว ทุกวันนี้ควอกก้าตื่นตัวตลอดวัน และคอยป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆตัวนักท่องเที่ยวเพื่อขออาหาร” เวโรนิกา ฟิลิป นักชีววิทยาสัตว์ป่ากล่าว

ในปี 2016 รายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Hystrix ของอิตาลี พบว่าบรรดาควอกก้าบนเกาะที่มีการพัฒนาการท่องเที่ยวมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับควอกก้าในพื้นที่อื่นเช่นในป่า และลูกควอกก้าเองก็มีแนวโน้มที่จะเอาชีวิตรอดได้มากกว่า ในพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว

บุฟเฟ่อาหารกลางวัน และเศษขนมปังจำนวนมากจากนักท่องเที่ยวช่วยให้ควอกก้าเหล่านี้มีชีวิตรอดจากฤดูร้อนอันแห้งแล้งได้ ฟิลิปกล่าว

ควอกก้า
ควอกก้า 2 ตัวพักผ่อนบนเกาะร็อตเนสต์

 

การเพิ่มความสมดุล

โชคร้ายที่การพัฒนาพื้นที่บนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ ไม่เอื้อประโยชน์ต่อควอกก้า การขยายตัวของเมือง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจไล่ต้อนสัตว์ป่าเหล่านี้ให้มีพื้นที่อยู่อาศัยน้อยลง

หลายสปีชีส์สูญเสียประชากรไปถึง 50% จากที่อยู่อาศัยของพวกมัน ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ ข้อมูลจากการศึกษาในปี 2014 โดย จอห์น วอนาสกี จากองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมในเครือจักรภพของออสเตรเลียหรือ CSIRO

“ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนักว่ามีควอกก้าอยู่บนแผ่นดินใหญ่ และควอกก้าเหล่านี้กำลังมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก” คาสยันนา เกรย์ เจ้าหน้าที่อนุรักษ์บนเกาะร็อตเนสต์กล่าว แม้ว่าประชากรควอกก้าจะเพิ่มมากขึ้น แต่ทางสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติกำลังเตรียมพิจารณาความเสี่ยงของสัตว์ประเภทนี้ที่จะสูญพันธุ์

ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร และความปลอดภัย ควอกก้าบนเกาะร็อตเนสต์ยังมีข้อได้เปรียบควอกก้าบนแผ่นดินใหญ่มากกว่านั้น เพราะบนแผ่นดินใหญ่บรรดาควอกก้าอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจาย และถูกคุกคามโดยนักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกแดง หรือแมวจรจัด

ส่วนบนเกาะร็อตเนสต์ แมวจรจัดตัวสุดท้าย ผู้ล่าหนึ่งเดียวของเกาะถูกกำจัดไปในช่วงปี 2000 อย่างไรก็ตามแม้เกาะควอกก้าดูจะเป็นแดนสวรรค์ แต่บนเกาะเองก็มีปัญหาเช่นกัน

ควอกก้า
ที่สวนสัตว์ Taronga นักท่องเที่ยวช่วยควอกก้าเพ้นท์สีลงบนผืนผ้าใบ

ที่เกาะร็อตเนสต์ ควอกก้าประมาณ 13 – 20% อาศัยอยู่รอบๆสนามกอล์ฟหลายแห่ง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปีนั้นๆ ซึ่งบรรดาผู้จัดการสนามกอล์ฟเหล่านี้ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นักที่จะต้องคอยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากควอกก้า และไม่ใช่เฉพาะแค่ควอกก้า แต่ตามหลักการแล้วหากสิ่งมีชีวิตชนิดในชนิดหนึ่งจับกลุ่มอยู่อาศัยในพื้นที่เดียวกันมากๆ สุดท้ายพวกมันจะยุติการหาอาหาร และโรคระบาดก็จะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกาะ นั่นหมายถึงจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย และเพิ่มความเสี่ยงที่ควอกก้าจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ยังอาจเผชิญอันตรายจากนักท่องเที่ยวเองที่พยายามป้อนอาหารมันเก็บมันไปเลี้ยง ตลอดจนโยนมันลงทะเล

ทางเกาะร็อตเนสต์เองทำงานร่วมกับฟิลิป และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ รวมถึงบริษัททัวร์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ตลอดจนวิธีการปฏิบัติในการอนุรักษ์ควอกก้า นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราตลอด หากเกิดปัญหาขึ้น ตลอดจนมีการแนะนำให้ใช้ไม้เซลฟี่ในการถ่ายภาพควอกก้า เพื่อสร้างระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างคนกับสัตว์

“เรากำลังมองหาความสมดุลในการปกป้องพวกมันอยู่ค่ะ” เกรย์ กล่าว

ควอกก้า
ควอกก้านั่งกินลมชมวิวใกล้อ่าวแคทเธอรีน บนเกาะร็อตเนสต์

ในระยะยาว มีอีกหนึ่งภัยคุกคามที่เจ้าหน้าที่สัตว์ป่าไม่สามารถควบคุมได้ ตามธรรมชาติแล้วควอกก้าเป็นสัตว์กินพืชพวกมันต้องการต้นไม้เขียวชอุ่มสำหรับอาหารและการซ่อนตัวจากนักล่า คารีน เบรน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลียพบว่า การที่ควอกก้าเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นผลมาจากฝนที่ตกชุกมากขึ้น หากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลียลดลง จากภาวะโลกร้อน ตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ ป่าไม้ที่เคยเขียวชอุ่มจะกลับเหี่ยวแห้ง

ผลการศึกษาในปี 2010 ระบุว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียส จากเดิมในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ควอกก้าจะสูญพันธ์ภายในปี 2070 นี้

“ฉันไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวหรอกค่ะ” ฟิลิปกล่าว “ฉันกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมากกว่า”

เรื่อง เอพริล รีส

 

อ่านเพิ่มเติม : ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ตัวสุดท้ายอาจสายเกินไป : ชมภาพถ่ายของเหล่าสรรพสัตว์ก่อนสูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร เจ้าสัตว์เล็กจิ๋วอย่างแพลงก์ตอนเคยถูกเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีผลอะไรต่อมหาสมุทรมากนัก แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า แพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อันประกอบด้วยคริลล์ และตัวอ่อนของกุ้ง ปูเหล่านี้ เมื่อพวกมันว่ายรวมกันเป็นกลุ่ม การมีอยู้่ของพวกมันสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรได้เลยทีเดียว กระแสสมุทรคือระบบหมุนเวียนน้ำนมหาสมุทรที่มีทิศทางการไหลที่แน่นนอน โดยเกิดขึ้นจากแรงลมและอุณหภูมิของน้ำ ทีมนักวิจัยพบว่าการที่กลุ่มของแพลงก์ตอนสัตว์จำนวนหลายพันล้านตัวนั้นว่ายขึ้นมาจากความลึกหลายร้อยเมตรสู่ผิวน้ำสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรเดิมได้ ผ่านการทดลองกับแทงก์น้ำในห้องปฏิบัติการ โดยในการศึกษาครั้งต่อไปพวกเขาจะหาคำตอบเพื่มเติมว่า วิถีชีวิตของสัตว์นั้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน

ฮิปโปเลียจระเข้เล่น

ฝูงจระเข้แอฟริกันกำลังรุมกินซากของแอนทิโลป แต่แล้วจู่ๆ ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามาร่วมวงด้วย มันคือฮิปโปโปเตมัส ว่าแต่เจ้าฮิปโปเข้ามาทำอะไรในเมื่อมันเป็นสัตว์กินพืช? ฮิปโปโปเตมัสตรงเข้าไปเลียเนื้อตัวของจระเข้ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของพฤติกรรมที่น่าฉงนนี้ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าฮิปโปจะเพลิดเพลินกับกิจกรรมนี้มากๆ ด้านจระเข้เองก็ปล่อยให้ฮิปโปได้ทำตามใจ เพราะพวกมันรู้ดีว่าหากต่อสู้กันขึ้นมาล่ะก็ มันแพ้ฮิปโปโปเตมัสแน่นอน และหากคุณผู้อ่านคิดว่านี่เป็นพฤติกรรมที่กล้าบ้าบิ่นแล้วขอให้เปลี่ยนใจ เพราะแม้แต่ลูกฮิปโปก็ขอร่วมวงเล่นกับจระเข้ด้วยเช่นกัน   อ่านเพิ่มเติม : ชมการลอกคราบของตะขาบยักษ์, ท่าฉี่สุดแปลกของหมาใน

พบกับบ๊อบ ทูตฟลามิงโกแห่งคูราเซา

หลังพลัดตกใส่กระจกหน้าต่างของโรงแรม เจ้าฟลามิงโกตัวนี้ได้รับความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์ท้องถิ่น และปัจจุบันกลายมาเป็นดาวของเกาะแห่งนี้ในฐานะทูตผู้ให้ความรู้

ติดอยู่ในกาลเวลา

  น้อยนักที่ฟอสซิลของไดโนเสาร์จะคงสภาพเหมือนเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ และมีรูปทรงสามมิติ แต่กระบวนการในภาพประกอบนี้แสดงให้เห็นว่า โนโดซอร์ที่พบในรัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ตัวนี้เป็นข้อยกเว้นที่หายากยิ่ง มันถูกฝังอยู่ในตะกอนใต้สมุทร และนอนอยู่ในหลุมที่ฝังร่างของมันมากว่า 110 ล้านปี จนกระทั่งคนงานเหมืองช่างสังเกตคนหนึ่งค้นพบเข้าโดยบังเอิญ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า แม่น้ำที่หลากท่วมพัดพาโนโดซอร์ตัวนี้ลอยออกสู่ทะเล โดยไม่ถูกกินและไร้ร่องรอยความเสียหาย เมื่อ 110 ล้านปีก่อน ทวีปอเมริกาเหนือต่างจากปัจจุบันมาก โนโดซอร์ตัวนี้ถูกฝังอยู่ในทางน้ำขนาดใหญ่ซึ่งครั้งหนึ่งแทรกตัวเข้ามาภายในภาคพื้นทวีป มันอาจอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่งอันอบอุ่นและอุดมไปด้วยพืชพรรณ จากการถูกฝังสู่การค้นพบ ในที่สุดซากที่ขึ้นอืดก็ปริแตก จมลงสู่ก้นทะเล และถูกตะกอนกลบฝังอย่างรวดเร็ว 1 ตะกอนห่อหุ้มร่างของโนโดซอร์ เมื่อเวลาผ่านไป แร่ธาตุก็แทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อ และรักษารูปทรงให้อยู่ในรูปสามมิติภายใน “โลงหิน” ของมัน 2 ชั้นตะกอนทับถมหนาขึ้นและแข็งตัวกลายเป็นหิน ระหว่างสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ถอยร่นทิ้งตะกอนเพิ่มขึ้นอีก ต่อมามีพืชพรรณเกิดขึ้น ทำให้ดินคงที่ไม่เลื่อนไหล 3 คนงานเหมืองทรายน้ำมันขุดผ่านส่วนครึ่งตัวหลังของโนโดซอร์ก่อนจะสังเกตเห็น ครั้นแล้วคนงานตาไวคนหนึ่งก็เห็นลวดลายแปลกๆในก้อนหิน นั่นคือเกราะของโนโดซอร์ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง “เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ” เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ