ราชาลมกรดโลกสีคราม - National Geographic Thailand

ราชาลมกรดโลกสีคราม

ฉลามมาโกครีบสั้นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นนักสู้ในหมู่นักตกปลา พอๆกับคุณภาพเนื้อของมัน ฉลามมาโกครีบสั้นซึ่งจำแนกจากญาติที่หายากกว่าคือฉลามมาโกครีบยาวด้วยครีบอกที่สั้นกว่าและลักษณะอื่นๆ (ในสารคดีเรื่องนี้ “มาโก” จะหมายถึงฉลามมาโกครีบสั้น) ตกเป็นเป้าของนักตกปลาเพื่อนันทนาการอย่างมาก และบ่อยครั้งยังถูกจับเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) ในการประมงเบ็ดราวเชิงพาณิชย์ เนื้อของมันมีคุณภาพสูสีกับเนื้อปลากระโทงแทงดาบ และในเอเชีย ครีบของมันมีราคาสูงลิ่วสำหรับนำมาปรุงซุปหูฉลาม ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันทำให้ฉลามมาโกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าแรงกดดันมีมากเพียงใด และนำไปสู่ผลอะไรในท้ายที่สุด

ฤดูร้อนปี 2015 ผมได้รับเชิญไปร่วมการติดแถบสัญญาณดาวเทียมให้ฉลามมาโกนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาตำตอบให้คำถามข้างต้น

ฉลามมาโกด้อมๆมองๆใกล้กอสาหร่ายเคลป์ที่ลอยอยู่นอกชายฝั่งแซนดีเอโก กอสาหร่ายลอยน้ำเช่นนี้เป็นที่อยู่ของระบบนิเวศขนาดจิ๋ว โดยปลาขนาดใหญ่กว่าล่าปลาขนาดเล็กกว่า และฉลามมาโกอยู่บนยอดของห่วงโซ่อาหาร

ผมติดสอยห้อยตามนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยกายฮาร์วีย์ (Guy Harvey Research Institute) ซึ่งออกติดแถบสัญญาณและติดตามฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติกและอ่าวเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของฉลามชนิดนี้ ฉลามมาโกทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออพยพย้ายถิ่นเป็นระยะทางไกล โดยเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือในช่วงเดือนที่อบอุ่น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้เมื่อฤดูหนาวใกล้จะมาถึง การออกเรือนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์ในเดือนพฤษภาคมประสบความสำเร็จด้วยดี กล่าวคือในระยะเวลาสองสัปดาห์ ฉลามมาโกได้รับการติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม 12 ตัว ในทางกลับกัน การออกเรือที่โรดไอแลนด์ในเดือนสิงหาคมประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ เราไม่ได้ฉลามมาโกเลยสักตัว แต่ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นเบาะแสที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติก

ในการศึกษาเบาะแสดังกล่าว คุณต้องรู้เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องแรกๆที่คุณจะได้เรียนรู้จากการจับฉลามมาโก นั่นคือ พวกมันอยู่ร่วมอาณาเขตกับฉลามสีน้ำเงิน ฉลามสองชนิดนี้เป็นเหมือนสิงโตกับไฮยีนาซึ่งอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่ใช้กลยุทธ์หาอาหารแตกต่างกัน ฉลามมาโกครีบสั้นเป็นฉลามที่ว่องไวที่สุดในมหาสมุทร สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะไล่ล่าเหยื่อที่มีความเร็วสูง เช่น ปลาบลูฟิชและปลาทูน่า นักกีฬาตกปลาจึงชื่นชอบพละกำลังของมัน ในทางกลับกัน ฉลามสีน้ำเงินค่อนข้างระมัดระวังและเน้นล่าเหยื่อที่ช้ากว่า เช่น หมึกกล้วย นักตกปลาคนหนึ่งเล่าว่า การตกฉลามสีน้ำเงินไม่ต่างจากการ “เย่อกับประตูโรงนา” ดังนั้นคุณคงพอจะเดาได้ว่า ในการเปรียบเปรยดังกล่าว ตัวไหนเป็นสิงโต และตัวไหนเป็นไฮยีนา ทุกคนต่างต้องการจับสิงโต

“ตอร์ปิโดมีฟัน” คือสิ่งที่ช่างภาพ ไบรอัน สเกอร์รี พูดถึงฉลามมาโกครีบสั้น “จมูกรูปกรวยนั้นพุ่งผ่านท้องน้ำไปเลยครับ” แม้เพศเมียที่โตเต็มวัยอาจมีน้ำหนักมากกว่า 600 กิโลกรัม ฉลามชนิดนี้ก็ยังว่องไวพอจะซุ่มโจมตีปลาทูน่าซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเช่นกัน

แบรด เวเทอร์บี นักนิเวศวิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ ซึ่งมาติดแถบสัญญาณให้ฉลามมาโกตัวใด ก็ตามที่เราจับได้ อธิบายว่า แรงกดดันจากการจับฉลามมาโกนั้นหนักหน่วงรุนแรง ฉลามมาโกที่เราพยายามจับ ว่ายน้ำขึ้นไปทางเหนือเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงฤดูร้อน เข้าไปอยู่ท่ามกลางกิจกรรมการตกปลาเพื่อนันทนาการรายวัน และรายการแข่งขันจับฉลามหลายสิบรายการ นี่จึงเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับพวกมัน

ฉลามมาโกไม่ต่างจากฉลามอีกหลายชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการทำประมงเกินขนาด เนื่องจากการมีลูกน้อยตัวและถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุมาก (งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ฉลามมาโกเพศเมียถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 15 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป นักชีววิทยาเห็นพ้องกันว่า ต้องมีงานวิจัยรองรับมากกว่านี้)

จากข้อมูลของสำนักงานประมงทางทะเลแห่งชาติซึ่งควบคุมกิจกรรมประมงในน่านน้ำสหรัฐฯ ฉลามมาโกถูกจับในระดับที่มีความยั่งยืน หลักๆแล้ว การประเมินนี้อาศัยตัวเลขปริมาณปลาที่จับได้ซึ่งผู้ประกอบการประมงเบ็ดราวเชิงพาณิชย์รายงานมายังองค์การนานาชาติที่ควบคุมการทำประมงปลาทูน่าและปลาผิวน้ำอื่นๆในมหาสมุทรแอตแลนติก ตัวเลขเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าปลาที่จับได้มีปริมาณค่อนข้างคงที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งชี้ว่าประชากรฉลามมาโกมีเสถียรภาพ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นวิธีประเมินที่ไม่แม่นยำ ปริมาณปลาที่จับได้ถูกบันทึกในหน่วยเมตริกตันและข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ เช่น จำนวนฉลามที่ถูกจับ และขนาดกับเพศของฉลามเหล่านั้นอาจขาดหายไป นอกเหนือจากนี้ ปริมาณปลาที่จับได้อีกจำนวนมากไม่อยู่ในรายงาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์แสดงความกังขาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของทั้งข้อมูลและการประเมินปริมาณปลา

สเกอร์รีเล่าว่า ฉลามมาโกวัยเยาว์ตัวนี้ “รี่เข้ามาอย่างเร็ว” และทำให้บางส่วนของกล่องกันน้ำกล้องถ่ายภาพเสียหาย แม้ฉลาม มาโกแทบไม่โจมตีมนุษย์ แต่ภัยคุกคามที่มนุษย์มีต่อฉลามกลับมีมากมาย เมื่อปี 2007 ฉลามมาโกถูกจัดให้อยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการทำประมงเกินขนาด

สิ่งที่เวเทอร์บีและทีมของเขารู้คือ ฉลามที่พวกเขาติดแถบสัญญาณมีชีวิตที่ไม่ดีนัก แถบสัญญาณที่พวกเขาใช้ส่งสัญญาณไปยังดาวเทียมทุกครั้งที่ฉลามขึ้นสู่ผิวน้ำ ช่วยให้นักวิจัยสร้างแผนที่การเคลื่อนที่ของพวกมันได้อย่างละเอียดเมื่อสัญญาณเริ่มมาจากบนบก พวกเขารู้ว่าฉลามถูกจับแล้ว “ที่ผ่านมา เราติดแถบสัญญาณให้ฉลามมาโกไป 49 ตัว ถูกฆ่าไปแล้ว 11 ตัวครับ” เวเทอร์บีบอกผม (ภายในหนึ่งเดือน จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 12 ตัว) ผมบอกว่า ตัวเลขนั้นดูเหมือนมากและเขาเห็นด้วย ขนาดตัวอย่างน้อย แต่อัตราการจับอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

เมื่อกลับขึ้นฝั่ง ผมโทรศัพท์หามะห์มูด ชิฟญี นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโนวาเซาท์อีสเทิร์น ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการติดแถบสัญญาณนี้ “สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ” เขาบอก “คือมหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่ไพศาลและฉลามเหล่านี้ก็ว่ายน้ำเป็นระยะทางไกล แต่ร้อยละ 25 ของฉลามที่ติดแถบสัญญาณก็ยังว่ายเข้าไปหาเบ็ดตกปลาจนได้ ไม่มีการทำประมงฉลามที่ไหนจะรับได้กับอัตราการจับปีละ 25 เปอร์เซ็นต์หรอกครับ”

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส

ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

 

อ่านเพิ่มเติม : ฉลามให้กำเนิดลูกโดยไม่ผ่านการผสมพันธุ์ฉลามขาวจอมลี้ลับฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่องแนะนำ

ลิงโคลนนิ่ง คู่แรกในจีน

นักวิทยาศาสตร์จีนประสบความสำเร็จโคลนนิ่งลิงเป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้กระบวนการเดียวกันกับการโคลนนิ่งแกะดอลลี

การถูกคุกคามของสายพันธุ์

การถูกคุกคามของสายพันธุ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประชากรสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกำลังลดจำนวนลง ยกเว้นสายพันธุ์มนุษย์ ผลจากการลดลงของจำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ย่อมนำมาซึ่งความไม่สมดุลในระบบนิเวศ การถูกคุกคามของสายพันธุ์ (Species Endangerment) คือ ภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด (Species) ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ทั้งที่อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ในแหล่งน้ำหรือในพื้นที่รกร้างต่าง ๆ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตหลายพันล้านชนิดกว่าร้อยละ 99 ที่เกิดขึ้นบนโลกได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้งในอดีต (Mass Extinction) โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งช่วงเวลาที่พืชทะเล และปลาดึกดำบรรพ์ครองโลก หรือในยุคที่ไดโนเสาร์อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ในอดีต การสูญพันธุ์แต่ละครั้งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งภูเขาไฟระเบิด และการพุ่งชนโลกของอุกกาบาตขนาดใหญ่ หรือดาวเคราะห์น้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีอัตราเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นหลายพันหลายหมื่นเท่าจากผลของกิจกรรมมนุษย์     สาเหตุของภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Loss) : จากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและผลจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การขยายตัวเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม การทำเกษตรกรรม และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการตัดถนนผ่านพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างสะพานข้ามแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึกต่าง […]

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]