เหตุใด วาฬสเปิร์ม จึงยืนในน้ำ - National Geographic Thailand

เหตุใดวาฬสเปิร์มจึงยืนในน้ำ

เหตุใด วาฬสเปิร์ม จึงยืนในน้ำ

เมื่อหนึ่งในสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกงีบหลับ ภาพที่ออกมาจึงแปลกประหลาดดังที่เห็น

ภาพถ่ายดังกล่าวกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ จากในภาพแสดงฝูงวาฬสเปิร์มจำนวนหนึ่งอยู่ในสภาพหลับนิ่งไม่เคลื่อนไหวในท่าแนวตั้ง วาฬเหล่านี้มีขนาดตัวประมาณรถรับส่งนักเรียน ทั้งหมดพร้อมใจกันยืนตรง สร้างความประหลาดใจให้แก่หลายคนที่ได้ชมภาพถ่ายนี้

สเตฟาน แกรนโซโต ช่างภาพและนักสร้างภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้บันทึกพฤติกรรมอันน่าฉงนของฝูงวาฬเอาไว้ได้ ขณะที่เขากำลังดำน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อบันทึกภาพของวาฬสเปิร์ม ลงในโปรเจค Cachalots โฟโต้บุ๊คของเขา ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวถูกส่งมายังโครงการ YourShot ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งสเตฟานระบุว่าวาฬเหล่านี้งีบหลับอยู่นานเกือบชั่วโมง

ผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Current Biology ในปี 2008 นับเป็นรายงานชิ้นแรกที่สรุปเกี่ยวกับท่าทางการนอนหลับในแนวตั้งของวาฬไว้

ก่อนหน้านี้พฤติกรรมการนอนหลับของสัตว์จำพวกวาฬและโลมาในอควาเรียมเคยถูกสังเกตุมาบ้างแล้ว แต่สำหรับวาฬในธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่เข้าใจพฤติกรรมการนอนของพวกมันดีนัก ด้วยข้อมูลจากวาฬสเปิร์มจำนวน 59 ตัว ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูและมหาวิทยาลัยโตเกียวเริ่มต้นศึกษาช่วงเวลาการนอนหลับของพวกมัน

ผลการศึกษาพบว่า วาฬใช้เวลาเพียง 7% จากทั้งหมดของวันสำหรับการนอนหลับในท่ายืน ใกล้กับผิวน้ำ โดยพวกมันจะใช้เวลาในการงีบหลับประมาณ 10 – 15 นาที ซึ่งทีมนักวิจัยเสริมว่า ช่วงเวลาในการนอนหลับที่สั้นนี้ อาจส่งผลให้มันเป็นสัตว์ที่นอนหลับน้อยที่สุดในโลกเลยก็เป็นได้

สำหรับวาฬในอควาเรียมขณะนอนหลับพวกมันจะใช้สมองเพียงแค่ครึ่งเดียว นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์เชื่อว่า การนอนหลับของพวกมันช่วยหลีกเลี่ยงตนเองจากนักล่า, รักษาความสัมพันธ์ในสังคม, ควบคุมอัตราการหายใจ ไปจนถึงเพื่อช่วยให้การว่ายน้ำต่อมีประสิทธิภาพมากที่สุด

และผลการศึกษายังเสริมอีกว่า จากการสังเกตุพฤติกรรมของวาฬที่ถูกถ่ายวิดีโอไว้ ทางตอนเหนือของชิลี แสดงให้เห็นว่าพวกมันไม่ได้ตื่นจนกว่าเรือในบริเวณนั้นจะเคลื่อนตัวออก ซึ่งทีมนักวิจัยให้ความเห็นว่า วาฬในธรรมชาติน่าจะมีพฤติกรรมการนอนหลับที่เต็มอิ่ม ไม่เหมือนกับวาฬในอควาเรียม

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม : คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตันฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ

เรื่องแนะนำ

เมื่อวิชาทางโบราณคดีค้นพบพฤติกรรมนากทะเล

บางครั้ง บรรดา นากทะเล จะนำเท้ามาเชื่อมเข้าหากันเพื่อให้พวกมันลอยตัวกันเป็นแพ ภาพถ่าย ROY TOFT, NAT GEO IMAGE COLLECTION เมื่อวิชาทางโบราณคดีค้นพบพฤติกรรมนากทะเล เทคนิคต่างๆ ที่เคยนำมาใช้ศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือในมนุษย์และโฮมินิดกำลังนำมาปรับใช้กับนากทะเลในยุคปัจจุบัน นักโบราณคดีสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านขยะจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นกองหินบิ่นเบี้ยวและเศษเปลือกหอยจากบรรดามนุษย์ผู้หิวโหยเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเผยข้อมูลที่ว่า เผ่าพันธุ์ของเราเคยอาศัยอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร และอยู่มานานเท่าใด ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังใช้วิธีการทางโบราณคดีแบบเดียวกันนี้เพื่อเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับสัตว์ขนฟู ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ นากทะเลป่า มักทุบหอยแมลงภู่ด้วยการกระแทกกับหินจนติดเป็นนิสัย ทำให้พวกมันเป็นหนึ่งในสัตว์เพียงไม่กี่ตัวที่ใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือตนเอง จากการสังเกตพฤติกรรมของนากทะเลทางตอนใต้ของชายฝั่งแคลิฟอร์เนียและวิเคราะห์การสึกหรอของหินและเปลือกหอยบริเวณใกล้เคียงนั้น นักวิจัยจึงสามารถค้นพบข้อสรุปอันน่าประหลาดใจได้ ยกตัวอย่างเช่น รอยแตกอันเด่นชัดบริเวณด้านข้างของหอยแมลงภู่แสดงให้เห็นว่านากส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้ใช้มือขวาของพวกมันในการทุบ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่า มีเพียงแค่โฮมินิดและมนุษย์เท่านั้นที่ใช้มือสร้างประโยชน์ แต่ต่อมาทั้งจิงโจ้ ปลาวาฬสีน้ำเงิน และนากทะเล ต่างมีความถนัดในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน ขนาดของเปลือกหอยและการสึกกร่อนของหินยังเป็นพื้นฐานสำหรับการประเมินว่าช่วงระยะเวลาที่นากได้กินอาหารในบริเวณแห่งนี้เกิดขึ้นมานานแค่ไหน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ลงวารสาร Scientific Reports “ข้อมูลเหล่านี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับช่วงระยะเวลาที่บรรดานากทะเลเริ่มใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ นั้นเริ่มแพร่กระจายในหมู่ของพวกมันได้อย่างไร” — Jessica Fujii, นักวิจัยอาวุโสแห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ กล่าว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังสามารถตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดนากทะเลทางตอนใต้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนียมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องมือมากกว่านากทะเลทางเหนือที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกและอะแลสกา […]

วิกฤตินกทะเล

เหล่าวิหคแห่งท้องทะเลกำลังประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงการจะปกป้องพวกมันต้องเริ่มจากการรู้จักนกทะเลเหล่านี้ให้มากขึ้น

ฟุตเทจสลอธถูกจับไปขายยังตลาดมืด

สลอธนอนหลับ 20 ชั่วโมงต่อวัน พวกมันเป็นที่รู้จักดีในฐานะสัตว์อันแสนสงบและเชื่องช้า คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้ง่ายต่อการถูกจับและขนย้ายโดยบรรดาพวกลักลอบล่าสัตว์ป่า ซึ่งไม่รู้เลยว่าความเครียดจากการถูกกักขังสามารถคร่าชีวิตของสลอธได้ สลอธเหล่านี้ถูกขายในราคา 13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อตัว (ประมาณ 430 บาท) พวกมันจะถูกพาตัวมายังท่าเรือของเมือง Iquitos ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่แลกเปลี่ยนสัตว์ป่า จากนั้นพวกมันจะถูกนำไปใช้เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว ด้วยการให้บริการ “เซลฟี่” กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ   อ่านเพิ่มเติม : อสุรกายมีจริงในโลกของสรรพสัตว์, ไดโนเสาร์อาจมีลักษณะคล้ายแร็กคูน

จังหวะหัวใจนาร์วาฬเมื่อตกอยู่ในอันตราย

นาร์วาฬ วาฬชนิดหนึ่งที่มีฟันยาวเหมือนเขานี้อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก และพวกมันชอบที่จะดำน้ำลึก ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของมัน แต่โชคดีที่จังหวะการเต้นของหัวใจช่วยเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ทีมนักวิทยาศาสตร์ติดเซ็นเซอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจของนาร์วาฬ เพื่อตรวจสอบว่าในช่วงเวลาว่ายน้ำปกติ ช่วงเวลาพักผ่อน หรือช่วงเวลาที่มันต้องหนีจากการคุกคาม หัวใจของมันมีอัตราการเต้นที่แตกต่างกันอย่างไร ปกติแล้วสัตว์จะมีวิธีการตอบสนองต่ออันตรายในสองรูปแบบ คือหนึ่ง หัวใจเต้นเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายสำหรับการต่อสู้หรือหลีกหนี สองหัวใจจะเต้นช้าต่ำลง เพื่อให้ร่างกายของมันดูเหมือนว่าตายไปแล้ว แต่สำหรับนาร์วาฬรูปแบบดังกล่าวใช้ไม่ได้กับมัน เพราะนาร์วาฬทำทั้งสองอย่าง เมื่อนาร์วาฬถูกจับติดอวนพวกมันขยับครีบและหางอย่างรวดเร็วเพื่อสลัดตัวให้หลุด ในขณะที่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะช้าลง เหลือเพียง 3 – 4 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แม้ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุผลเบื้องหลัง แต่พวกเขากังวลว่าปฏิกิริยาดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อกระบวนการรับรู้ของตัวนาร์วาฬเอง เมื่อพวกมันใช้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว และส่งผลให้มันเสี่ยงต่อการถูกจับโดยมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก, มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล