กบสีม่วงสายพันธุ์ใหม่ ในเทือกเขาอันห่างไกล - National Geographic Thailand

กบสีม่วงสายพันธุ์ใหม่ ในเทือกเขาอันห่างไกล

กบสีม่วงสายพันธุ์ใหม่ ในเทือกเขาอันห่างไกล

ทีมนักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบกบสายพันธุ์ใหม่ที่หายากในเทือกเขาฆาฏตะวันตก ของประเทศอินเดีย เจ้ากบตัวนี้มีเนื้อตัวเป็นมัน ผิวหนังสีม่วง ขอบดวงตาของมันเป็นสีฟ้า และเอกลักษณ์อันโดดเด่นนั่นคือจมูกที่มีรูปทรงคล้ายกับจมูกหมู

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อมันว่า กบสีม่วง Bhupathy (Nasikabatrachus bhupathi) เพื่อเป็นเกียรติแก่ด็อกเตอร์ Subramaniam Bhupathy เพื่อนร่วมงานของเขา ผู้ศึกษาเกี่ยวกับสปีชี่ส์ของสัตว์ และเสียชีวิตระหว่างการทำงานในเทือกเขาฆาฏตะวันตก เมื่อปี 2014

ในฐานะของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกแล้ว หน้าตาของกบสายพันธุ์ใหม่สีม่วงอาจดูแปลกประหลาด แต่ผลของร่างกายที่เป็นเช่นนี้ต่อยอดมาจากวิวัฒนาการนับครั้งไม่ถ้วนในการเอาตัวรอด ดวงตาที่เล็ก, จมูกยื่นยาว แขนขาสั้นที่มาพร้อมกับลักษณะคล้ายจอบแข็งๆ ช่วยให้มันสามารถอาศัยอยู่ใต้ดินได้ตลอดชีวิต

กบสีม่วงไม่จำเป็นต้องขึ้นมาบนพื้นดินเพื่อหาอาหาร เจ้ากบอินเดียตัวนี้ใช้ลิ้นยาวของมันในการจับมดและปลวกที่อาศัยอยู่ใต้ดินกินเป็นอาหาร รายงานจาก อลิซาเบธ เพรนดินี นักสัตววิทยาด้านสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งอเมริกา และผู้ร่วมเขียนบทความอธิบายถึงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้ในวารสาร Alytes ฉบับล่าสุด

กบสีม่วง Bhupathy เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับกบสีม่วงอีกชนิดหนึ่งที่เคยถูกพบในถูมิภาคนี้เมื่อปี 2003 โดยการค้นพบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจากการสนับสนุนของรัฐบาลในการรวบรวมดีเอ็นเอของกบและคางคกทุกชนิดในประเทศ

“สายเลือดของกบตัวนี้มีความเก่าแก่ และมีความหลากหลายต่ำมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงเป็นเรื่องพิเศษ” เพรนดินีกล่าว

(เคยสงสัยกันไหม บรรดากบพิษเอาชีวิตรอดจากพิษของตัวเองได้อย่างไร?)

 

ร้องเพลงกลางสายฝน

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ยั่วยวนให้มันขึ้นมาจากดินได้นั่นก็คือ สายฝน

เมื่อฤดูฝนมาถึง กบสีม่วงตัวผู้จะเริ่มส่งเสียงร้องดังลั่นมาจากใต้พื้นดิน ราเมช อัครวาล นักเขียนอาวุโสผู้ศึกษาเกี่ยวกับโมเลกุลทางชีววิทยาจากศูนย์ชีววิทยาของเซลล์และโมเลกุล ในไฮเดอราบาด ประเทศอินเดียกล่าว

จากนั้นทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมาพบหน้ากันกลางสายฝน หลังพวกมันผสมพันธุ์กัน ไม่กี่วันต่อมาไข่ที่ปฏิสนธิจะฟักเป็นลูกอ๊อด

แต่ลูกอ๊อดเหล่านี้ไม่เหมือนกับลูกอ๊อดทั่วไปของกบสายพันธุ์อื่น ลูกอ๊อดของกบสีม่วง Bhupathy พัฒนาปากของมันให้มีลักษณะคล้ายปลาซัคเกอร์ พวกมันจะใช้ปากยึดตัวเอาไว้กับก้อนหินหลังน้ำตก และกินสาหร่ายด้วยฟันซี่เล็กๆ

Karthikeyan Vasudevan นักชีววิทยาและเพื่อนร่วมงานของอัครวาลที่ CCMB กล่าวว่า ลูกอ๊อดจะเกาะอยู่กับก้อนหินประมาณ 120 วัน “นี่คือช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่พวกมันอยู่บนพื้นดิน” เขากล่าว หลังผ่านพ้นระยะของการเป็นตัวอ่อน กบสีม่วงก็จะออกไปผจญโลกและใช้ชีวิตที่เหลือของมันอยู่ใต้ดิน

กบสายพันธุ์ใหม่
ลักษณะของกบมีจมูกยื่นอันเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาขนาดเล็ก และแขนขาที่สั้น ซึ่งช่วยให้มันอาศัยอยู่ใต้ดินได้ดี

 

โลกอันมหัศจรรย์ของกบ

“กบคือความมหัศจรรย์ของการปรับตัว” โจดี้ โรเลย์ นักชีววิทยาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจากพิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียนและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกล่าว

โรเลย์กล่าวว่ามีกบหลากหลายสายพันธุ์ทั่วโลกที่สามารถเอาตัวรอดจากความแห้งแล้ง แต่กบสีม่วง Bhupathy เลือกใช้ชีวิตแบบสุดขั้ว ด้วยการอาศัยอยู่ในโลกใต้ดินอย่างถาวร

การค้นพบนี้เป็นสิ่งที่น่าตกใจ โดยเฉพาะการหาคำตอบว่าเจ้ากบชนิดนี้อยู่ห่างทางสายเลือดแค่ไหนจากญาติสนิทของมัน “กบสีม่วงสองสายพันธุ์ที่ถูกพบมีการวิวัฒนาการแตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ” เธอกล่าว “ญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของมันไม่ได้อยู่ในอินเดีย แต่อยู่ในประเทศเซเชลส์ ทางแอฟริกาตะวันออก”

ผลการค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยังมีความรู้เฉพาะกบทั่วๆ ไป “แม้กบสีม่วงจะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ถุกคุกคามมากที่สุด ปัจจุบันสัตว์จำนวน 42 สายพันธุ์ที่เรารู้จักกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เรายังคงไม่รู้ว่ามีกบอีกกี่สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอื่นๆ จำนวนเท่าไหร่” โรเลย์กล่าว

ในความเป็นจริงเธอเล่าว่า ทุกๆ ปี จะมีการเผยแพร่การค้นพบของกบสายพันธุ์ใหม่ๆ กว่า 100 สายพันธุ์ ลงในวารสารด้านวิทยาศาสตร์ (และยังคงมีอีกมากที่ถูกค้นพบแล้ว แต่ยังต้องรอการตรวจสอบ) พวกเขาคาดหวังว่าเจ้ากบสีม่วงที่มีจมูกเหมือนหมูนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทางชีววิทยาต่อไปในอนาคต

“โลกเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์ ดังนั้นฉันจึงคิดว่าข่าวนี้เป็นข่าวดีที่คู่ควรแก่การฉลอง” โรเลย์กล่าว

โดย เจสัน บิทเทล

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายอันน่าทึ่ง! เมื่องูพยายามหนีออกจากปากกบ

เรื่องแนะนำ

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน สำหรับชนชาติโบราณอย่างชาวแอซเท็กและชาวมายาแล้ว เพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขาคือผู้ติดตามที่ไร้ขนอย่างหมาขนเกรียนเม็กซิกัน พวกมันคอยช่วยเสาะหาอาหารและนำทางพวกเขาไปยังโลกหลังความตาย เพื่อนผู้นี้เป็นที่รู้จักดีในชื่อ สุนัขขนเกรียนเม็กซิกัน หรือ Xoloitzcuintli (อ่านออกเสียงว่า show-low-itz-QUEENT-ly) คำๆ นี้มาจากสองคำรวมกันในภาษาแอซเท็ก คือ Xolotl หมายถึงเทพแห่งแสงสว่างและความตาย ส่วน itzcuintli มีความหมายว่าสุนัข ตามความเชื่อของชาวแอซเท็ก สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้าเพื่อปกป้องและนำทางดวงวิญญาณของมนุษย์ไปยังโลกหลังความตาย Xoloitzcuintli คือหนึ่งในสายพันธู์สุนัขที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา นักวิจัยเชื่อว่าบรรพบรุษของพวกมันอพยพมาจากเอเชียและพัฒนาจนเป็นสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อราว 3,500 ปีก่อน สุนัขพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคือไร้ขน (บางชนิดมีขนอยู่หย่อมหนึ่งที่บนหัวและหาง) อันเป็นผลจากวิวัฒนาการซึ่งรวมไปถึงการปราศจากฟันกรามน้อย ลักษณะที่โดดเด่นของฟันนี้ช่วยให้การระบุตัวตนของมันในทางโบราณคดีเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น เจ้าสุนัข Xolos ปรากฏตัวบ่อยครั้งผ่านงานศิลปะในยุคเมโซอเมริกัน ด้วยลักษณะที่โดดเด่นคือหูแหลมตั้งและผิวหนังอันไร้ขนของพวกมัน ชิ้นงานที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือรูปปั้นเซรามิกขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Colima Dogs ที่ถูกพบทางตะวันตกของเม็กซิโก นักโบราณคดีประเมินว่าในสมัย 300 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์กาลที่ 300 กว่า 75% ของการทำพิธีศพจะบรรจุหุ่นจำลองของสุนัขพันธุ์นี้ลงไปด้วย เพื่อช่วยนำทางดวงวิญญาณไปยังโลกหลังความตาย สุนัขสายพันธุ์นี้กลายเป็นที่สนใจเมื่อคณะเดินทางจากยุโรปมาถึงทวีปอเมริกา ในจำนวนนี้รวมไปถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสและคณะนักบวชชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีบันทึกเรื่องราวของสุนัขเหล่านี้ไว้ว่า ชาวแอซเท็กโบราณห่มผ้าให้พวกมันในตอนกลางคืนเพื่อช่วยให้มันอุ่น นอกจากนั้นการที่มันปราศจากขนส่งผลให้ร่างกายของมันเป็นตัวนำความร้อนชั้นดี พวกเขาใช้มันเปรียบเสมือนขวดน้ำร้อนแก่บรรดาผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ “สุนัขรู้ดีว่าคุณกำลังป่วยอยู่” Kay […]

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

รายนามต่อไปนี้คือชีวิตมหัศจรรย์ที่ "ไม่มีตัวตน" สถานะของมันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์ในโลกเวทมนต์ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมีพวกมัน

พวกลักลอบล่าสัตว์ในแอฟริกาใต้ถูกสิงโตกิน

ขนมปัง, อาวุธ และชิ้นส่วนมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจายรอบๆ เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงชะตากรรมสุดท้ายของกลุ่มคนที่ตั้งใจมาล่านอแรดผิดกฎหมาย

ไทม์แลปส์นกฟลามิงโกออกจากไข่

ไทม์แลปส์นกฟลามิงโกออกจากไข่ ทุกการถือกำเนิดคือเรื่องน่ายินดี! ชีวิตน้อยๆ นี้เริ่มต้นด้วยการเจาะเปลือกไข่ทีละน้อย จนในที่สุดก็ออกมาสู่โลกภายนอกได้ วิดีโอไทม์แลปส์ที่บันทึกเหตุการณ์ฟักออกจากไข่ของลูกนกฟลามิงโกตัวนี้ ถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2018 ภายในสวนสัตว์และอควาเรียมโคลัมบัส และต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่ามันจะทำสำเร็จ ทางสวนสัตว์ตัดสินใจปกป้องไข่นกฟลามิงโกจากผู้ล่าอื่นๆ ด้วยการนำมันออกจากรังและใส่ตู้อบ เมื่อเวลาผ่านไป 28 วัน ก็ได้เวลาที่ลูกนกจะออกจากไข่ ซึ่งจากจำนวนไข่ 12 ใบในตู้อบ มีเพียงลูกนกแค่ 5 ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิต และเจ้าตัวในวิดีโอนี้คือลูกนกที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด มันหนักเพียงแค่ 85 กรัมเท่านั้น และสัตวแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยให้มันรอดเติบโตต่อไป   อ่านเพิ่มเติม นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก