สานภารกิจพิทักษ์กอริลลาสุดสายหมอก - National Geographic Thailand

สานภารกิจพิทักษ์กอริลลาสุดสายหมอก

สานภารกิจพิทักษ์กอริลลาสุดสายหมอก

ไม่นานหลังฟ้าสาง กอริลลา ภูเขาสองตัวโหนตัวอย่างสง่างามข้ามกำแพงหินที่กั้นเขตอุทยานแห่งชาติโวลเคโนส์ (Volcanoes National Park) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรวันดา  เจ้า “หลังเงิน” (silverback – หลังเงินคือคำเรียกกอริลลาภูเขาเพศผู้ที่มีแถบขนสีขาวพาดกลางหลังเมื่อโตเต็มวัย) ทั้งสองทิ้งตัวเบาๆลงบนพื้นหญ้า และวิ่งลัดทุ่งลงเนินที่ชาวบ้านเพาะปลูกด้วยการควบสี่เท้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินสองเท้า พวกมันขยับย่างไปทางดงต้นยูคาลิปตัส และเอาฟันหน้าครูดแทะเปลือกไม้กิน  เมื่อสมาชิกเพศเมียและพวกวัยเยาว์ในฝูงที่นักวิจัยตั้งชื่อให้ว่า ไททัส ตามมาสมทบ พวกมันก็พากันบ่ายหน้าไปยังกอไผ่สูงชะลูด

ในช่วงสายวันเดียวกัน เวโรนิกา เวเชลลิโอ ผู้จัดการโครงการกอริลลาของกองทุนกอริลลาระหว่างประเทศ ไดแอน ฟอสซีย์ (Dian Fossey Gorilla Fund International) นั่งอยู่บนท่อนไม้ในอุทยานซึ่งอยู่บนเทือกเขาวีรุงกา เธอหันไปพินิจกอริลลาหลังเงินชื่ออูร์วีบุตโซ  ผู้ชอบโดดกำแพงออกไปนอกเขตอุทยานและกำลังบรรจงพับใบทิสเซิลก่อนส่งเข้าปาก พอมันหันมาหาเธอ เวเชลลิโอ ก็ถ่ายภาพและซูมเข้าไปดูแผลที่จมูกของมัน

“มันสู้กับหลังเงินอีกตัวจากฝูงไททัสเมื่อเช้านี้ค่ะ” เธอกระซิบ

เวเชลลิโอเล่าว่า ฝูงไททัสแอบปีนรั้วออกนอกเขตอุทยานมา 10 ปีแล้ว และไปไกลขึ้นทุกปี สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก กอริลลาไม่กินมันฝรั่งหรือถั่วที่ชาวบ้านปลูก อย่างน้อยก็ยังไม่กินในตอนนี้ แต่พวกมันทำลายต้นไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรล้ำค่า และเข้าไปใกล้สิ่งปฏิกูลจากมนุษย์และปศุสัตว์ซึ่งเต็มไปด้วยจุลชีพก่อโรค ความเป็นไปได้ที่เชื้อโรคจะแพร่ข้ามสายพันธุ์มีอยู่สูง และโอกาสที่กอริลลาจะรอดชีวิตจากการระบาดของโรคร้ายแรงก็จัดว่าต่ำ ดังนั้นเมื่อฝูงไททัสเข้าใกล้บ้านที่สร้างด้วยไม้และโคลนในหมู่บ้านบีซาเต ซึ่งมีประชากรราว 10,000 คน เจ้าหน้าที่อุทยานจะโบกลำไผ่ไปมาช้าๆ เพื่อไล่พวกมันให้กลับขึ้นเขา

กอริลลา
เกษตรกรจากหมู่บ้านบีซาเต ใกล้กับอุทยานแห่งชาติโวลเคโนส์ เคยชินกับการที่กอริลลาภูเขาออกจากป่ามากินไผ่ที่พวกเขาปลูกไว้ใช้สร้างบ้านเรือน ทำให้พวกมันเสี่ยงที่จะติดโรคร้ายแรงจากมนุษย์หรือปศุสัตว์มากขึ้น

ไดแอน ฟอสซีย์ ชาวอเมริกันผู้ไม่มีประสบการณ์ในการวิจัยสัตว์ป่า เดินทางมาแอฟริกาเพื่อศึกษากอริลลาภูเขาในช่วง ปลายทศวรรษ 1960 เพราะได้แรงกระตุ้นจากหลุยส์ ลีคีย์ นักมานุษยวิทยา และด้วยทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก พอถึงปี 1973 ประชากรกอริลลาแถบเทือกเขาวีรุงกาก็เหลืออยู่ไม่ถึง 275 ตัว แต่ทุกวันนี้ มาตรการอนุรักษ์เข้มข้นขั้นสุดซึ่งประกอบด้วยการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ความพยายามต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์ชนิดกัดไม่ปล่อยและการแทรกแซงของสัตวแพทย์ในกรณีฉุกเฉิน ส่งผลให้พวกมันมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 480 ตัว

การมีกอริลลาเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อความหลากหลายทางพันธุกรรม กล่าวคือ เป็นเวลาหลายปีที่นักวิจัยพบหลักฐานซึ่งเป็นผลของการผสมแบบเลือดชิด (inbreeding) เช่น เพดานโหว่ และพังผืดที่นิ้วมือและนิ้วเท้า แต่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นก็มีข้อเสียเช่นกัน “ขนาดฝูงใหญ่ขึ้นค่ะ” เวเชลลิโอบอก ฝูงปาโบลมีสมาชิก 65 ตัวเมื่อปี 2006 แต่ตอนนี้เหลืออยู่ราวๆ 25 ตัวซึ่งยังสูงกว่าฝูงกอริลลาทั่วไปในเทือกเขาวีรุงกาของยูกันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเกือบสามเท่า “ความหนาแน่นของฝูงในบางพื้นที่ก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน” เวเชลลิโอเสริม

ความขัดแย้งระหว่างฝูงซึ่งทำให้กอริลลามีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะบาดเจ็บ หรือฆ่าลูกอ่อนเพื่อกำจัดเชื้อสายของคู่แข่งพบบ่อยกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วถึงหกเท่า “เราพบว่าระดับความเครียดสูงขึ้นด้วยค่ะ” เวเชลลิโอบอก และนั่นอาจส่งผลให้โรคที่เกิดจากความเครียดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ปัญหาเหล่านี้จะไม่รุนแรงมาก ถ้ากอริลลาภูเขามีพื้นที่ให้ท่องไปไม่จำกัด แต่อุทยานแห่งชาติโวลเคโนส์มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร และจำนวนผู้คนที่หิวกระหายอยากได้พื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ซึ่งนับจะมีเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านละเมิดกฎของอุทยานโดยปีนรั้วหินเข้ามาตัดฟืน ล่าสัตว์ หาน้ำผึ้ง และตักน้ำในฤดูแล้งเป็นประจำ

การตะลุยดงยูคาลิปตัสและไผ่ในช่วงเช้าบอกชัดว่า  ฝูงไททัสคุ้นชินกับการออกนอกเขตป่า แต่กอริลลามีภูมิต้านทาน  โรคของมนุษย์น้อยนิด  และความไม่อินังขังขอบกับมนุษย์ก็ทำให้พวกมันตกอยู่ในความเสี่ยง

กอริลลา
ถ้าฟอสซีย์ไม่ปกป้องกอริลลาและถิ่นที่อยู่ของมันอย่างเกรี้ยวกราด ทุกวันนี้ เราอาจไม่ได้เห็นภาพฝูงกอริลลานั่งๆนอนๆ อยู่บนเนินสูงของเมานต์สการีซิมบี แต่วิธีการของฟอสซีย์ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนไม่น้อยเห็นเธอเป็นศัตรู

เช้าวันฟ้าครึ้มวันหนึ่ง ฉันใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเดินทางจากชายหมู่บ้านบีซาเต  ลุยโคลนครึ่งแข้งและฝ่าดงต้นเน็ตเทิลสูงถึงบ่าไปยังสถานีวิจัยบนช่องสันเขาสูงระหว่างเมานต์การีซิมบีกับวีโซเคที่ฟอสซีย์จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1967 สถานีที่ฟอสซีย์ตั้งชื่อว่าคารีโซคี (คารีโซกเช) นี้เริ่มต้นจากเต็นท์สองหลังจนมีบ้านพักและโรงเรือนกว่าสิบสองหลัง ทุกวันนี้ ที่นี่ยังเหมือนเมื่อครั้งที่ฟอสซีย์ยังมีชีวิตอยู่  ลำธารสายหนึ่งไหลผ่านที่โล่งกลางป่า ตอนที่ซากลูกกอริลลาหายไป ฟอสซีย์นั่งคุดคู้ตรงริมธารสายนี้หลายชั่วโมง เพื่อตรวจสอบมูลของกอริลลาตัวเต็มวัยด้วยหมายจะหาหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของการกินพวกเดียวกันเอง แต่ไม่เคยพบ

หลังจากผู้บุกรุกลงมือสังหารฟอสซีย์ที่นอนหลับอยู่ในกระท่อมเมื่อปี 1985 ซึ่งยังคงเป็นคดีปริศนา นักวิจัยยังคงทำงาน ที่คารีโซคีต่อไป สถานีวิจัยปิดตัวในช่วงที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อปี 1994 และพวกกบฏก็บุกป่าเข้ามารื้อค้นปล้นชิง ทุกวันนี้ศูนย์วิจัยคารีโซคี (Karisoke Research Center) ที่ขยายใหญ่ขึ้นมาก บริหารจัดการและสั่งการจากสำนักงานทันสมัยในเมืองมูซันเซที่อยู่ใกล้ๆกัน

แม้เส้นทางจะลาดชัน ฝนจะกระหน่ำ และอุณหภูมิอาจลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ก็ยังมีคนเดินเท้ามาถึงคารีโซคีเพื่อรำลึกถึงฟอสซีย์ราวปีละ 500 คน หลายคนรู้จักเธอจาก กอริลลาสุดสายหมอก (Gorillas in the Mist)  หนังสือที่เธอเขียนซึ่งเป็นที่มาของภาพยนตร์ชื่อเดียวกันที่ออกฉายเมื่อปี 1988  ทว่าช่วงที่ฉันไปที่นั่น แทบไม่มีใครอื่นเลย ขณะที่ฉันเดินสำรวจสถานที่ พยายามนึกภาพการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ของฟอสซีย์ ลูกหาบก็ขะมักเขม้นขูดไลเคนออกจากป้ายไม้หน้าหลุมศพกอริลลา 25 ตัวแค่พ้นสุสานอันเรียบง่ายนี้ไป ก็จะพบป้ายสำริดเหนือหลุมศพของฟอสซีย์แล้ว

กอริลลา
ฟอสซีย์เดินเล่นกับโคโคและพักเกอร์ กอริลลาน้อยทั้งสองถูกจับเมื่อปี 1969 เพื่อขายให้สวนสัตว์แห่งหนึ่งในเยอรมนี และได้รับบาดเจ็บ เธอพยาบาลลูกกอริลลากำพร้าทั้งคู่จนหายดี ถึงขนาดให้พักร่วมกระท่อมด้วย แต่ท้ายที่สุด เธอก็ไม่อาจช่วยให้พวกมันรอดพ้นจากการใช้ชีวิตในสถานเพาะเลี้ยงได้

หญิงร่างสูง ปากตรงกับใจอย่างฟอสซีย์ไม่ใช่ที่รักของทุกคน ชาวบ้านหลายคนในพื้นที่เห็นเธอเป็นจอมแส่หรือแม่มดซึ่งไม่เพียงบ่อนทำลายประเพณีดั้งเดิม แต่ยังเป็นสิ่งคุกคามผู้คนที่พึ่งพาผืนป่าเพื่อยังชีพ ฟอสซีย์ประกาศสิ่งที่เธอให้ความสำคัญอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

เธอไล่คนเลี้ยงสัตว์และปศุสัตว์ออกจากอุทยาน เพราะสัตว์พวกนั้นเหยียบย่ำทำลายพืชที่กอริลลาชอบกิน ทุกปีเธอทำลายกับดักและบ่วงแร้วหลายพันอันที่ชาวบ้านวางไว้เพื่อจับแอนทิโลปและควายป่า กับดักเหล่านี้ไม่ทำให้กอริลลาตายทันที แต่จะรัดแขนขาจนทำให้เกิดเนื้อตายหรือการติดเชื้ออย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต

ฟอสซีย์จับและทำร้ายร่างกายพวกลักลอบล่าสัตว์ ด้วยต้นเน็ตเทิลหนาม เผากระท่อมของพวกเขา ยึดอาวุธ และครั้งหนึ่งเธอถึงกับจับลูกของพรานคนหนึ่งเป็นตัวประกัน แต่กลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุดของเธอและเป็นส่วนหนึ่งในมรดกที่ตกทอดมาจนทุกวันนี้ คือการจ้างคนพื้นเมืองให้ลาดตระเวนในอุทยานและยืนกรานให้เจ้าหน้าที่ทางการของรวันดาบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์ แม้ฟอสซีย์จะเป็นพวกสุดโต่ง แต่ก็อย่างที่เจน กูดอลล์  ผู้เชี่ยวชาญด้านชิมแปนซี เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าไดแอนไม่อยู่ที่นั่น ทุกวันนี้อาจไม่เหลือกอริลลาภูเขาในรวันดาแล้วก็เป็นได้”

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์

ภาพถ่าย โรแนน โดโนแวน

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายสัตว์ป่าจาก ไมเคิล ‘นิก’ นิโคลส์ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

เรื่องแนะนำ

แตนยักษ์เอเชีย บุกสหรัฐฯ และนี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ

แตนยักษ์เอเชีย แตนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถูกพบในรัฐวอชิงตัน เจ้าหน้าที่กำลังพยายามควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่พันธุ์ แตนรูปร่างแปลกตา โดดเด่นด้วยสีส้มสลับดำ และเหล็กในยาวแหลม ถูกพบใกล้เมืองเบลน รัฐวอชิงตัน เมื่อปลายปี 2019 ผลจากการระบุชนิดพันธุ์ พบว่าพวกมันคือ แตนยักษ์เอเชีย (Asian giant hornet) แตนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดประมาณเกือบสองนิ้วเมื่อโตเต็มที่ นักวิทยาศาสตร์ต่างกังวลว่า แตนชนิดนี้จะแพร่กระจายไปทั่ววอชิงตันและรัฐอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผึ้งในท้องถิ่น และอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไม่มีใครทราบว่าแมลงชนิดนี้มาถึงสหรัฐฯ ได้อย่างไร แต่การค้นพบครั้งนี้เปรียบเหมือนสัญญาณเตือน และกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ โดยได้รับการเรียกขานว่า “แตนมรณะ” (Murder hornet) ผู้ล่าชนิดนี้เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออก และญี่ปุ่น อีกทั้งขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศัตรูของฝูงผึ้งน้ำหวาน ด้วยพิษที่อยู่ในเหล็กในยาวแหลม เป็นที่ทราบกันดีว่า การต่อยหนึ่งครั้งสามารถปลิดชีพคนได้ ในประเทศญี่ปุ่นมีคนเสียชีวิตจากการถูกแตนยักษ์ต่อยประมาณ 30 ถึง 50 คนต่อปี ในปี 2013 เมื่อประชากรของแตนยักษ์เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ พวกมันฆ่าคนราว 42 คนในจังหวัดหนึ่งของประเทศจีน ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อมนุษย์เข้าใกล้รังหรือไปรบกวนรังของมัน แมลงชนิดนี้ “กำจัดได้ยาก” คริส ลูนีย์ นักกีฏวิทยา ประจำสำนักงานเกษตรรัฐวอชิงตัน […]

แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย

แขนจิ๋วของ ทีเร็กซ์ อาจเป็นอาวุธอันตราย แขนจิ๋วสองข้างของเจ้าไดโนเสาร์ ทีเร็กซ์ เป็นปริศนาคาใจมาช้านาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแขนคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นไว้สำหรับจับเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย, ช่วยยันตัวไดโนเสาร์เองขึ้นมาจากพื้น หรือใช้จับคู่ของมันขณะผสมพันธุ์ ไม่ว่าแขนของมันจะมีไว้ใช้ทำอะไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เป็นเอกฉันท์ในช่วงหลายปีมานี้ลงความเห็นว่าแขนคู่นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นเศษตกค้างจากวิวัฒนาการของมัน ที่มันได้รับมาจากบรรพบรุษทีเร็กซ์ คล้ายกับปีกในนกที่บินไม่ได้และในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เสนอว่า การที่แขนของมันมีขนาดเล็กลงนั้นมีขึ้นเพื่อจำเป็นให้รับกับศีรษะและลำคอที่ทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของมัน แต่ปัจจุบันนักวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดนี้อาจผิด สตีเฟ่น สแตนลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย เชื่อว่าแขนของไทแรนโนซอรัสวิวัฒนาการขึ้นเพื่อใช้ในการข่วนระยะใกล้ ซึ่งด้วยกรงเล็บแหลมความยาว 4 นิ้ว นั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่เหยื่อที่เจอเข้ากับอาวุธร้ายอันตรายนี้เข้าไป “ในระยะใกล้ ขากรรไกรที่แข็งแรงและกรงเล็บขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์สามารถจับเหยื่อจากด้านหลังได้อยู่หมัดและยังข่วนเหยื่อให้เป็นแผลลึกยาวเกือบเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที” สแตนลี่ย์กล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้มันสามารถทำซ้ำได้อีกหลายครั้งอย่างรวดเร็ว” จากการศึกษาพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับทีเร็กซ์ใช้กรงเล็บของมันข่วนเหยื่อเช่นกัน “ฉะนั้นแล้วในแง่ของอาวุธที่น่าเกรงขาม ทำไมทีเร็กซ์จะไม่ใช่ประโยชน์จากอวัยวะนี้?” สแตนลี่ย์ถาม ตัวเขาเสนอรายงานการค้นพบนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ในซีแอตเทิล ระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กระดูกแขนของทีเร็กซ์ ซึ่งแรงข่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ “กระดูกและข้อต่อที่ไม่ปกติ” มีส่วนช่วยให้แขนของมันเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีการข่วน สแตนลี่ย์กล่าว นอกจากนั้นไทแรนโนซอรัสยังเสืยกรงเล็บข้างหนึ่งของมันไปจากวิวัฒนาการอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้แรงกดมากกว่า 50% ถ่ายเทไปที่กรงเล็บที่เหลือทั้ง 2 ข้าง และช่วยให้การข่วนเฉือนเหยื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เกราะของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ก็อาจไม่ได้มีไว้แค่การต่อสู้เช่นกัน)    ข่วนเฉือนเพื่อผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วย “มันดูไร้เหตุผลที่จะใช้แขนเล็กๆ […]

ตุ่นหนูไร้ขนมีชีวิตรอด 18 นาที แม้ไม่มีออกซิเจน

สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่ใต้ดิน ภายในอาณาจักรของพวกมันที่มีสมาชิกมากถึง 280 ตัว การอาศัยอยู่ในโพรงนั่นหมายความว่าพวกมันต้องเผชิญกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากกว่าบนพื้นผิวโลก จาก 7% เป็น 10% ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองและค้นพบว่าร่างกายของตุ่นหนูไร้ขนวิวัฒนาการปรับตัวให้สามารถใช้น้ำตาลฟรุกโตสในการให้พลังงานแก่หัวใจ และสมองเพื่อให้กลไกในร่างกายยังคงทำงานต่อไปได้ แม้ในพื้นที่ที่พวกมันอาศัยอยู่นั้นจะไม่มีออกซิเจนก็ตาม กระบวนการนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ ซึ่งทางทีมนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาตุ่นหนูไร้ขนจะนำไปสู่กุญแจของการรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในมนุษย์   อ่านเพิ่มเติม : เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า, วงแตกกระจาย! เมื่อช้างพุ่งเข้าใส่เพราะอยากเล่นด้วย

ชมคลิปวิดีโอที่เผยกลไกการทำงานอันน่าทึ่งของปีกเต่าทองเป็นครั้งแรก

22 พฤษภาคม 2017 เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นกลไกการทำงานภายในปีกของเต่าทองได้อย่างชัดเจน ปีกของเต่าทองซึ่งเป็นแมลงในอันดับ Coleoptera (ด้วงชนิดต่างๆ) มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะพับเก็บได้อย่างซับซ้อนน่าทึ่ง แต่แข็งแรงพอสำหรับใช้บิน ปกติแล้ว กระบวนการพับปีก (ชั้นใน) จะถูกซ่อนไว้เบื้องหลังปีกซึ่งมีลักษณะเป็นเกราะแข็ง (elytra เอกพจน์คือ elytron) ซึ่งเป็นปีกคู่แรกของแมลงเหล่านี้ และมีสีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เช่น แดง และดำ นักวิทยาศาสตร์สร้างปีกแข็งเทียมขึ้นแล้วนำไปติดไว้กับตัวแมลงเพื่อเผยกระบวนการพับปีกชนิดที่ทำให้เราเห็นรายละเอียดอันน่าทึ่ง การศึกษาการออกแบบและกลไกแห่งโลกธรรมชาตินี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิทยาการทางวิศวกรรมศาสตร์ของมนุษย์ให้ดีขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : อะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ฉลามมาโกครีบสั้นเป็นฉลามที่รวดเร็วที่สุด?, แมลงสาบมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายล้านปี ชมคลิปวิดีโอที่เผยความทรหดทนทายาดของสัตว์ที่ได้ชื่อว่า อึดที่สุดชนิดหนึ่งในโลก