วาฬเพชฌฆาต ออกล่าวาฬสีน้ำเงินอีกครั้ง ถือเป็นข่าวดีของธรรมชาติได้อย่างไร

วาฬเพชฌฆาต ออกล่าวาฬสีน้ำเงินอีกครั้ง ถือเป็นข่าวดีของธรรมชาติได้อย่างไร

วาฬเพชฌฆาต ออกล่าวาฬสีน้ำเงินอีกครั้ง และทำสำเร็จเป็นครั้งแรก การล่าในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวาฬทั้งสองสายพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

บทความวิจัยเผยแพร่ถึงการบันทึกการล่าและฆ่าวาฬสีน้ำเงินของ วาฬเพชฌฆาต ได้อย่างสำเร็จเป็นครั้งแรก ในวิจัยเล่าถึงเหตุการณ์การไล่ล่าวาฬสีน้ำเงินของวาฬเพชฌฆาตกว่าสิบๆ ตัว ณ นอกชายฝั่งเมืองเบรเมอร์ เบย์ (Bremer Bay) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ความเหนื่อยล้าจากการหนีทำให้วาฬสีน้ำเงินเริ่มชะลอตัวลงและเป็นจังหวะนั้นเองที่เหล่าวาฬเพชฌฆาตเข้าพิชิตเหยื่อของพวกมัน เพียงไม่กี่นาทีเจ้าวาฬสีน้ำเงินถูกคมเขี้ยวกว่าสิบๆ ชุดดึงมันลงใต้ท้องทะเล ไร้วี่แววของการกลับขึ้นมา

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านวิจัยในวารสาร Marine Mammal Science เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การล่าครั้งนี้ไม่ใช่การล่าเหยื่อแบบธรรมดาแต่เป็น “อภิมหาการล่าเหยื่อ ระหว่างสุดยอดนักล่า (apex predator) ที่ขนาดใหญ่ที่สุดกับเหยื่อที่เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุด” คุณ Robert Pitman นักระบบนิเวศวิทยาทางทะเลของศูนย์วิจัยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต ผู้ร่วมวิจัยกล่าว ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังเป็นการบันทึกครั้งแรกที่ วาฬเพชฌฆาต สามารถฆ่าและกินวาฬสีน้ำเงินโตเต็มวัยได้สำเร็จ

วาฬเพชฌฆาต,
วาฬเพชฌฆาต (Orcas) ใช้ชีวิตเป็นกลุ่มกับครอบครับเพื่อออกล่าเหยื่อด้วยกัน รูปโดย BRIAN SKERRY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ทะเลนอกชายฝั่งเมืองเบรเมอร์ เบย์เป็นพื้นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงซึ่ง มีสิ่งมีชีวิตรวมถึงฉลามและวาฬหลากหลายสายพันธุ์ “อะไรก็ตามที่มันผ่านมาแถวนี้อาจถูกวาฬเพชฌฆาตกินได้หมด” คุณ David Donnelly นักวิจัยของศูนย์วิจัยโลมาประเทศออสเตรเลียกล่าว ซึ่งจากการบันทึกทั่วโลกมีการพบเห็นวาฬเพชฌฆาตล่าลูกวาฬสายพันธุ์อื่นๆ อยู่เสมอ การบันทึกหนึ่งเป็นวีดิโอจากโดรนซึ่งบันทึกวาฬเพชฌฆาตเข้าจู่โจมวาฬสีน้ำเงินนอกชายฝั่งเมืองมอนเทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แต่เหล่าวาฬเพชฌฆาตไม่สามารถฆ่าเหยื่อของพวกมันได้ในครั้งนั้น

(ชมวิดีโอ วาฬเพชฌฆาตโจมตีวาฬสีน้ำเงิน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่)

การล้มวาฬสีน้ำเงิน

ในงานวิจัยกล่าวถึงบันทึกการล่าและกินวาฬสีน้ำเงินของ วาฬเพชฌฆาต สามครั้ง แต่เหยื่อในสองเหตุการณ์แรกเป็นลูกวาฬและวาฬอ่อนวัยอายุราวหนึ่งปีเท่านั้น ครั้งที่สามซึ่งคือเหตุการณ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นการล่าและกินวาฬสีน้ำเงินโตเต็มวัย ความยาวตัวราว 18 ถึง 21 เมตรได้สำเร็จ

แม้ผู้เก็บข้อมูลไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบวาฬที่ถูกล่า แต่จากการคาดคะเนโดยคำนวณพื้นที่ ช่วงเวลาในปีและทิศทางการเคลื่อนไหวของวาฬทำให้เดาได้ว่าวาฬดังกล่าวเป็นวาฬสีน้ำเงินเล็ก (pygmy blue whale) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ขนาดเล็กกว่าปกติแต่ก็ยังมีความยาวตัวได้ถึง 24 เมตร โดยวาฬเพชฌฆาตขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาดเพียงแค่ราว 10 เมตร

เมื่อเทียบขนาดตัวกันแล้ว อาจดูเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่วาฬเพชฌฆาตจะสามารถล้มสัตว์ขนาดตัวกว่าสองเท่าของมันได้ อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับในการล่าของวาฬเพชฌการคือการอยู่รวมกันเป็นครอบครัวของพวกมัน ฝูงวาฬเพชฌฆาตจะมีวาฬเพศเมียซึ่งอาจเป็น “ยาย” “แม่” หรือ “ป้า” วาฬเป็นผู้นำฝูง คุณ Pitman กล่าวว่า “วาฬเพชฌฆาตเหล่านี้มีอายุไขพอๆ กับมนุษย์ พวกมันจึงใช้เวลาร่วมกันล่าเหยื่อได้เป็นสิบๆ ปี การฝึกล่ากันเป็นทีมช่วยให้พวกมันเรียนรู้อะไรจากกันได้มากมาย”

วาฬเพชฌฆาต
วาฬเพชฌฆาต (คาดว่าเป็น) เพศเมียกำลังกัดลิ้นลูกวาฬสีน้ำเงิน ลิ้นวาฬเป็นอาหารโปรดอย่างหนึ่งของวาฬเพชฌฆาต รูปโดย JOHN DAW, AUSTRALIAN WILDLIFE JOURNEYS

วาฬล่าวาฬเป็นอาจเป็นเรื่องดีอย่างไร

สำหรับคุณ Pitman นี่อาจเป็นสัญญาณบวกเรื่องภาพรวมของประชากรวาฬทั้งสองสายพันธุ์ ซึ่งประชากรวาฬเพชฌฆาตที่สามารถพบในมหาสมุทรทั่วโลกนั้นยังมีตัวเลขที่ไม่แน่ชัด ในส่วนของวาฬสีน้ำเงินองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature / IUCN) ขึ้นสถานะเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ สาเหตุจากการล่าวาฬในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่การปกป้องวาฬสายพันธุ์นี้ทั่วโลกทำให้จำนวนวาฬสีน้ำเงินค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960 การประมาณการคาดว่าวาฬสีน้ำเงินมีจำนวนอยู่ราว 5,000 ถึง 15,000 ตัวทั่วโลกในปัจจุบัน

คุณ Pitman ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่วิจัยอธิบายว่ามีความเป็นไปได้ที่วาฬเพชฌฆาตจะล่าวาฬสีน้ำเงินเป็นอาหารโดยปกติมานานแล้ว แต่ในช่วงยุคล่าวาฬทำให้ประชากรของวาฬสีน้ำเงินลดฮวบลงไปอย่างมากจนวาฬเพชฌฆาตต้องหันไปล่าเหยื่อชนิดอื่นแทน การที่วาฬเพชฌฆาตกลับมาล่าวาฬสีน้ำเงินอีกจึงอาจเป็นสัญญาณว่าประชากรของวาฬทั้งสองชนิดกำลังฟื้นตัวได้ดีและอาจจะมีการพบเห็นวาฬสีน้ำเงินถูกล่าแบบนี้บ่อยขึ้นตามจำนวนวาฬทั้งสองสายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณ Pitman เพิ่มเติมว่าเขาสนใจความเปลี่ยนแปลงแก่ระบบนิเวศทางทะเลที่อาจขึ้นจากการล่าเหล่านี้ ซึ่งยกตัวอย่างได้จากการที่วาฬหลังค่อม (humpback whale) และวาฬหัวคันศร (bowhead whale) หลบเลี่ยงเส้นทางการย้ายถิ่นบางจุดเพื่อหลบวาฬเพชฌฆาต

เรื่องโดย CLAUDIA GEIB

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

วิจัยอ้างอิงในบทความ
Totterdell, J. A., Wellard, R., Reeves, I. M., Elsdon, B., Markovic, P., Yoshida, M., Fairchild, A., Sharp, G., & Pitman, R. L. (2022). The first three records of killer whales (Orcinus orca) killing and eating blue whales (Balaenoptera musculus). Marine Mammal Science, 1– 16. https://doi.org/10.1111/mms.12906


อ่านเพิ่มเติม ความลับของเหล่า วาฬ: พวกมันเหมือนมนุษย์มากกว่าที่คิด

วาฬ, ความลับของวาฬ

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2018: รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ได้ไปสำรวจและดำน้ำในแอนตาร์กติกา และล่าสุดยังเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่เดินทางสู่มหาสมุทรอาร์กติก เพื่อสำรวจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องโคอาลา (Koala marsupial) น่าจะเป็นคำเรียกที่ถูกต้องมากกว่าสำหรับสัตว์น่ารัก น่ากอดเหล่านี้ หลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยโคอาล่าจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในถุงหน้าท้องของแม่นานราว 6 เดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า แท้จริงแล้ว โคอาล่า คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้มันมีความเกี่ยวข้องกับจิงโจ้มากกว่าหมีเสียอีก ตอนที่ชาวยุโรปเดินทางมาถึงออสเตรเลียครั้งแรก พวกเขาเรียกโคลาล่าว่าหมี เพราะรูปร่างหน้าตาหน้าคล้ายหมีของมัน ดังนั้น จากนี้ไป เรามาเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอวบอ้วนน่ากอด และดูเหมือนขี้เซานี้เสียใหม่เพียงสั้นๆ ว่า “โคอาล่า” กันดีกว่าครับ   อ่านเพิ่มเติม : แมวน้ำช้างจดจำกันได้จากเสียงร้อง, คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

เมื่อวิชาทางโบราณคดีค้นพบพฤติกรรมนากทะเล

บางครั้ง บรรดา นากทะเล จะนำเท้ามาเชื่อมเข้าหากันเพื่อให้พวกมันลอยตัวกันเป็นแพ ภาพถ่าย ROY TOFT, NAT GEO IMAGE COLLECTION เมื่อวิชาทางโบราณคดีค้นพบพฤติกรรมนากทะเล เทคนิคต่างๆ ที่เคยนำมาใช้ศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือในมนุษย์และโฮมินิดกำลังนำมาปรับใช้กับนากทะเลในยุคปัจจุบัน นักโบราณคดีสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านขยะจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นกองหินบิ่นเบี้ยวและเศษเปลือกหอยจากบรรดามนุษย์ผู้หิวโหยเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเผยข้อมูลที่ว่า เผ่าพันธุ์ของเราเคยอาศัยอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร และอยู่มานานเท่าใด ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังใช้วิธีการทางโบราณคดีแบบเดียวกันนี้เพื่อเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับสัตว์ขนฟู ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ นากทะเลป่า มักทุบหอยแมลงภู่ด้วยการกระแทกกับหินจนติดเป็นนิสัย ทำให้พวกมันเป็นหนึ่งในสัตว์เพียงไม่กี่ตัวที่ใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือตนเอง จากการสังเกตพฤติกรรมของนากทะเลทางตอนใต้ของชายฝั่งแคลิฟอร์เนียและวิเคราะห์การสึกหรอของหินและเปลือกหอยบริเวณใกล้เคียงนั้น นักวิจัยจึงสามารถค้นพบข้อสรุปอันน่าประหลาดใจได้ ยกตัวอย่างเช่น รอยแตกอันเด่นชัดบริเวณด้านข้างของหอยแมลงภู่แสดงให้เห็นว่านากส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้ใช้มือขวาของพวกมันในการทุบ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่า มีเพียงแค่โฮมินิดและมนุษย์เท่านั้นที่ใช้มือสร้างประโยชน์ แต่ต่อมาทั้งจิงโจ้ ปลาวาฬสีน้ำเงิน และนากทะเล ต่างมีความถนัดในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน ขนาดของเปลือกหอยและการสึกกร่อนของหินยังเป็นพื้นฐานสำหรับการประเมินว่าช่วงระยะเวลาที่นากได้กินอาหารในบริเวณแห่งนี้เกิดขึ้นมานานแค่ไหน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ลงวารสาร Scientific Reports “ข้อมูลเหล่านี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับช่วงระยะเวลาที่บรรดานากทะเลเริ่มใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ นั้นเริ่มแพร่กระจายในหมู่ของพวกมันได้อย่างไร” — Jessica Fujii, นักวิจัยอาวุโสแห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ กล่าว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังสามารถตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดนากทะเลทางตอนใต้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนียมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องมือมากกว่านากทะเลทางเหนือที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกและอะแลสกา […]