ต่อจากนี้ไป ผึ้งคือปลา :กลยุทธ์พลิกกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์สุดจี๊ดจากแคลิฟอร์เนีย

ศาลแคลิฟอร์เนียอนุมัติจัดประเภทสิ่งมีชีวิตใหม่ นับจากนี้ไป ผึ้งคือปลา

เมื่อ ผึ้งคือปลา – วันที่ 5 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา องค์คณะผู้พิพากษาแห่งศาลแคลิฟอร์เนียตัดสินให้ผึ้งเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับปลา

สามัญสำนึกของเราคงสงสัยและต่อต้านไม่มากก็น้อยหากต้องยอมรับว่าแมลงตัวเล็กๆ ที่โบยบินอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้จะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันกับปลาที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำ แม้กระทั่งในทางวิวัฒนาการ ปีกและครีบหางของพวกมันก็มิได้มีจุดร่วมใดที่จะเชื่อมโยงหากันได้ ดังนั้น การจะคิดว่า “ ผึ้งคือปลา ” โดยไม่ทำความเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องหลังคงเป็นเรื่องพิลึกอย่างสิ้นเชิงดังที่หลุยส์ โรชา ภัณฑารักษ์แห่งมีนวิทยา (ศาสตร์การศึกษาเกี่ยวกับปลา) แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียได้กล่าวไว้ว่า “นี่มันบ้าไปแล้ว ตามหลักชีววิทยา ผึ้งไม่มีทางเป็นปลาอย่างเด็ดขาด”

บัมเบิลบี หรือ ผึ้งหึ่ง เป็นผึ้งป่าที่เคยมีอยู่ทั่วไปในแถบอเมริกาเหนือ ทว่าข้อมูลจากบริการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐอเมริกา (USFWS หรือ FWS) กลับเผยว่าปัจจุบันพวกมันมีจำนวนลดลงเกือบร้อยละ 90 เหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ยาฆ่าแมลง และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย

เสียงหึ่งๆ จากปีกผึ้งกระตุ้นให้ดอกไม้ผลิตน้ำต้อยที่มีรสหวานเพิ่มขึ้นระยะหนึ่ง

วิกฤตการเสี่ยงสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนี้นับเป็นที่หวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งสำหรับอเมริกาเพราะพวกมันคือหนึ่งในผู้ช่วยสำคัญในการผสมพันธุ์ดอกไม้ป่าและพืชไร่ราว 1 ใน 3 ทั่วสหรัฐตั้งแต่บลูเบอรีจนถึงมะเขือเทศ ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าทางเกษตรกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนและนักอนุรักษ์จึงยื่นคำร้องแก่ศาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 เพื่อให้ผึ้งผสมเกสรอย่างบัมเบิลบีได้รับการดูแลและคุ้มครองในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธ์ภายใต้พระราชบัญญัติสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แห่งแคลิฟอร์เนีย (CESA หรือ The California Endangered Species Act)

แม้สังคมจะตระหนักและเดินหน้าเพื่ออนุรักษ์ประชากรบัมเบิลบี แต่พวกเขาก็เจอทางตันแห่งลายลักษณ์อักษร นั่นคือขอบเขตของ CESA ซึ่งระบุประเภทสิ่งมีชีวิตที่เข้าข่ายการคุ้มครองตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ว่าจะต้องเป็น “สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ท้องถิ่น หรือชนิดย่อยของ นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน หรือ พืช” ที่จัดว่าใกล้สูญพันธุ์เท่านั้น แมลงอย่างผึ้งบัมเบิลบีจึงไม่เข้าข่ายสัตว์คุ้มครองของ CESA แม้พวกมันจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็ตาม

ผึ้ง
ผึ้งพันธุ์ที่เมืองลังเงิน เยอรมนี ดื่มน้ำด้วยลิ้นลักษณะคล้ายหลอดเพื่อนำกลับไปยังรัง ผึ้งใช้น้ำควบคุมสภาพอากาศภายในรัง

หน่วยงานด้านการอนุรักษ์ยังคงพยายามทำลายกำแพงข้อกำหนดนี้ด้วยการหาช่องโหว่ของข้อบัญญัติเพื่อยื่นอุทธรณ์หวังพลิกคำตัดสิน พวกเขาชี้ให้เห็นว่าผึ้งมีจุดร่วมกับปลาตรงที่พวกมันเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังดังที่ CESA ได้ให้ความหมายของคำว่า “ปลา” ไว้ว่า “ปลาธรรมชาติ หอย สัตว์น้ำเปลือกแข็ง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและไข่ของสัตว์เหล่านั้น” อีกทั้งยังโต้แย้งว่ามีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลหลายชนิดที่ได้รับการคุ้มครองจากพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่หากยึดถือตามหลักชีววิทยา พวกมันเองก็มิใช่ปลาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ผึ้งบัมเบิลบีที่ไม่มีกระดูกสันหลังเหมือนกับ “ปลา” ก็ควรได้รับความคุ้มครองเช่นกัน

ศาลแคลิฟอร์เนียโต้แย้งว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ถูกเขียนไว้ในนิยามคำว่า “ปลา” ของ CESA จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอย่างพวกดอกไม้ทะเลหรือหอยเม่นเท่านั้น สัตว์บกไม่มีกระดูกสันหลังอย่างผึ้งจึงไม่เข้าข่ายคำนิยามนี้

ทว่าในภายหลัง ศาลเองก็ตระหนักถึงความผันผวนของการจำกัดความคำว่าปลา เพราะแม้แต่หอยทากขนแปรงซึ่งเป็นสัตว์บกไม่มีกระดูกสันหลังและกบที่เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำก็ถูกจัดเป็นสัตว์คุ้มครองในหมวดปลาเช่นกัน หลังจากทบทวนข้อพิจารณาใหม่ ศาลจึงขยายขอบเขตคำว่า “ปลา” ให้ครอบคลุมถึงสัตว์บกไม่มีกระดูกสันหลังอย่างผึ้งบัมเบิลบีอีกด้วย

การตัดสินใจนี้นับเป็นก้าวสำคัญของนักอนุรักษ์ ดังที่ซารีนา เจพเซ่น สมาชิกขององค์กรอนุรักษ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและเป็นหนึ่งในผู้ร่วมยื่นคำร้องเพื่อปกป้องบัมเบิลบีได้กล่าวเอาไว้ว่า “เราเฉลิมฉลองการตัดสินใจนี้เพราะจากนี้ไป แมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ จะมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองจาก CESA ซึ่งการอนุมัติให้ปกป้องแมลงผสมเกสรเหล่านี้นับเป็นขั้นตอนที่จะช่วยให้ระบบนิเวศและฟาร์มท้องถิ่นของสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นได้” อย่างไรก็ตาม แม้การให้ผึ้งเป็นปลาอาจเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่หากพิจารณาถึงผลประโยชน์ของพวกมันเป็นหลัก นี่อาจเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและยุติธรรมกับพวกมันที่สุด เพราะถึงแม้พวกมันจะไม่ได้เป็น “ปลา” ตามหลักทางชีววิทยาแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเป็น “ปลา” ตามหลักทางกฎหมายไม่ได้

สืบค้นและเรียบเรียง : พิชามญชุ์ สุวรรณธวัช

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ที่มา

https://www.businessinsider.in/international/news/california-court-rules-that-bees-are-a-type-of-fish-in-order-to-protect-them-under-the-states-endangered-species-act/articleshow/91947663.cms?utm_source=social_sticky_non_amp&utm_medium=social_sharing&utm_campaign=Click_through_social_share

https://theswaddle.com/bumblebees-are-now-classified-as-fish-in-california/

https://www.scholarship.in.th/why-bees-are-so-important/

https://www.blockdit.com/posts/629856b7434d04ceb753c55f

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/268874


อ่านเพิ่มเติม ผึ้ง : ความลับของมวลหมู่ภมร

ผึ้ง

เรื่องแนะนำ

จงศรัทธาในรัก เหมือนดั่งสัตว์เหล่านี้

รักมั่นคงของบรรดาสัตว์โลกนั้น ถือเป็นเรื่องจากธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ และรายชื่อของสัตว์ต่อไปนี้คือเหล่าบรรดาคู่รักที่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสมอ

สิ่งน่าพิศวงเกี่ยวกับ แมงมุมทารันทูลา ที่มีเขาประหลาดอยู่บนหลัง

การค้นพบในพื้นที่ที่มีการสำรวจเพียงเล็กน้อยของแองโกลา ทำให้พบแมงมุมทารันทูลา นักล่าที่ลอบโจมตีเหยื่อในเวลากลางคืน ทันทีที่ จอห์น มิดจ์ลีย์ กลับเข้ามาในแคมป์และเปิดโถขนาดเล็ก เขาพบเข้ากับบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ – แมงมุมทารันทูลา ที่คาดว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางแสงแดดแผดเผาในแองโกลาทางตะวันออกเฉียงใต้ นักกีฏวิทยากำลังศึกษา แมงมุมทารันทูลา ซึ่งมีลักษณะแปลกตา โดยมีเขาขนาดใหญ่อยู่บนหลังเล็กๆ ของมัน มิดจ์ลีย์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแมงมุม ดังนั้นเขาจึงส่งรูปถ่ายของเขาไปให้ เอียน เอนเกลเบร็ชต์ จากมหาวิยาลัยพริทอเรีย แอฟริกาใต้ “เอียนกล่าวหาว่า ผมถ่ายรูปแมงมุมมาจากรูปถ่ายในพิพิธภัณฑ์ กวาซูลู-นาตัล ในแอฟริกาใต้” มิดจ์ลีย์ เล่าอย่างขำๆ ดังนั้นเขาจึงออกไปสำรวจในคืนถัดไป และเขาพบกับทารันทูลาอีกหลายตัวที่มีเขาขนาดใหญ่ “ผมรู้ว่าเราได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่ มันยากที่คุณจะรู้ว่ามีบางสิ่งที่พิเศษในช่วงแรกของการวิจัย” เขากล่าว โดยกลุ่มทารันทูลาสายพันธุ์ใหม่มีชื่อว่า Ceratogyrus attonitifer มาจากภาษาละติน คือ “ผู้ถือครองความพิศวง” และเผยแพร่ผลการสำรวจในวารสาร African Invertebrates การดักจับแมงมุม หลังเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งสิ้นสุดในปี 2002 ความหลากหลายทางชีวภาพของแองโกลายังคงเป็นปริศนา – ไม่มีใครรู้ว่ามีผู้รอดชีวิตมากน้อยเพียงใด ในปี 2015 […]

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]