นักวิทย์ฯ พยายามนำเสือแทสเมเนียที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาอีกครั้ง - National Geographic Thailand

นักวิทย์ฯ พยายามนำเสือแทสเมเนียที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาอีกครั้ง

นักวิทย์ฯ พยายามนำเสือแทสเมเนียที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาอีกครั้ง แต่ควรทำหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียง

นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จอร์จ เชิร์ช (George Chruch) ผู้ก่อตั้งบริษัทชีววิทยาศาสตร์คอลอสซัส (Colossal) ร่วมมือกับกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประกาศความพยายามในการนำเสือแทสเมเนียที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ‘ไทลาซีน (Thylacine)’ กลับมาจากการสูญพันธุ์ โดยเชื่อว่าจะเป็นการคืนสมดุลทางนิเวศวิทยาให้กับเกาะแทสเมเนียอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้ควรหรือไม่นั้นถูกถกเถียงกันอย่างดุเดือด

ไทลาซีน คือสัตว์นักล่าที่มีกระเป๋าหน้าทองเหมือนจิงโจ้ เคยมีชีวิตอยู่เป็นเวลาหลายล้านปีก่อนในพื้นที่ออสเตรเลียและนิวกินีเป็นส่วนใหญ่ มันเป็นออกล่าเหยื่อขนาดเล็กถึงกลางในตอนกลางคืน แม้จะเป็นผู้ล่าสูงสุดในห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศนี้ มันก็เริ่มมีจำนวนลดลงจนสูญพันธุ์เนื่องจากมนุษย์ 

ไทลาซีนตัวสุดท้ายที่รู้จักนั้นมีชื่อว่า ‘เบนจามิน’ ซึ่งตายลงในเดือนกันยายน ปี 1936 ที่สวนสัตว์บัวมาริส (Beaumaris Zoo) ประเทศออสเตรเลีย และได้รับการประกาศในสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในปี 1982

ทุกวันนี้ระบบนิเวศที่มันเคยอาศัยอยู่ได้ทำให้เหยื่อของมันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้พืชพันธุ์ท้องถิ่นได้รับการจัดการไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่มีนักล่ามาคอยควบคุมจำนวนสัตว์เหล่านี้ จนเกิดความไม่มั่นคงทางนิเวศวิทยา 

ในทางทฤษฎีแล้ว การนำเสือแทสเมเนียกลับมาสามารถช่วยให้ระบบนิเวศกลับคืนสู่สมดลได้ แน่นอนว่าการทำให้ได้จริงนั้นเป็นความท้าทายอีกเรื่องนึง นักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้พันธุกรรมจากญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของมันนั่นคือ ‘นัมแบต (Numbat)’ หรือตัวนิ่มลายแถบ สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่กินแมลงเป็นอาหาร และมีบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อราว 40 ล้าน ถึง 35 ล้านปีก่อน

“เราสังเคราะห์ชิ้นส่วนดีเอ็นเอขนาดใหญ่ได้เก่งมาก ดังนั้นเราจึงสร้างพันธุกรรมในเซลล์นัมแบตที่มีชีวิตตอนนี้แล้วเปลี่ยนให้เป็นจีโนมของไทลาซีน จากนั้นก็เปลี่ยนเซลล์นั้นให้เป็นสัตว์ที่มีชีวิต” แอนดรูว์ แพสค์ (Andrew Pask) หัวหน้าห้องปฏิบัติการฟื้นฟูไทลาซีนแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นกล่าว พร้อมเสริมว่า “เราได้ทำงานเกี่ยวกับการนำไทลาซีนกลับมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ด้วยการร่วมมือกับคอลอสซัสนั้น พวกเขามีความรู้มากมายอย่างเหลือเชื่อ” 

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์หลายคนเห็นแย้ง ทอม กิลเบิร์ต (Tom Gilbert) นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกล่าวว่า “นัมแบตไม่มีทางเป็นไทลาซีนได้ พวกเขาแค่เปลี่ยนให้มันเหมือนไทลาซีนมากขึ้น” และเมื่อข้อมูลพันธุกรรมไม่สมบูรณ์ กิลเบิร์ตกล่าวว่าเราก็จะถูกบังคับให้เลือกใส่ข้อมูลอย่างมีอคติ และที่สำคัญที่สุด การปรับเปลี่ยนข้อมูลพันธุกรรมอาจทำให้สัตว์ไม่มีความพร้อมที่จะอยู่รอดในธรรมชาติ

นับตั้งแต่เซลล์แรกไปจนถึงตัวอ่อนและพัฒนากลายเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจริง ๆ ไทลาซีนตัวนั้นก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดและเติบโตในห้องทดลอง มันจะยังมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของสัตว์ป่าอยู่หรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ แต่นักวิจัยยังคงเชื่อมั่น 

“เปรียบเหมือนถุงมือที่ขาดหายไป และถ้าสามารถใส่ไทลาซีนกลับเข้าไปในสถานการณ์นั้นได้ มันจะกลับเข้าไปได้พอดีเหมือนถุงมือที่ไม่เคยหายไป” ไมเคิล อาร์เชอร์ (Michael Archer) นักบรรพชีวินวิทยาศาสตร์ผู้เคยพยายามนำไทลาซีนกลับมาเมื่อปี 1999 กล่าวอย่างกระตือรือร้นต่อโครงการครั้งใหม่นี้

แต่หลายคนมองว่ามีวิธีอื่นที่ง่ายกว่ามากในการคืนสมดุลของระบบนิเวศ “ถ้าเราต้องการฟื้นฟูการทำงานของระบบนิเวศออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ แนวทางที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดตามหลักฐาน คือการดูแลนักล่าชั้นนำที่เรามีในปัจจุบัน ซึ่งก็คือดิงโก” คริส จอห์นสัน (Chris Johnson) นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนียกล่าว อีกทั้งการนำสัตว์ที่สูญพันธุ์กลับคืนมานั้นสามารถทำได้อย่างมีจริยธรรมหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ต้องมีคำตอบ

การนำสัตว์ที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วกลับมานั้นเป็น “การขโมยสิทธิในการพูดของชาวอบอรจินแทสเมเนียพื้นเมืองที่จะพูดเพื่อประเทศของพวกเขาอย่างน่าเกลียด” ศาสตรจารย์ เอ็มมา ลี (Prof. Emma Lee) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสวินเบิร์นในเมลเบิร์น ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกิจการพื้นเมืองและการจัดการสิ่งแวดล้อมกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีการสอบถามชนพื้นเมืองว่าพวกเขาต้องการไทลาซีนกลับสู่ป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่หรือไม่ อีกทั้งลียังเสริมว่า “วัฒนธรรมและสัตว์ของเราไม่ใช่สนามเด็กเล่นทางวิทยาศาสตร์” 

แพสค์กล่าวว่า “ความพยายามในการสร้างอนาคตใหม่ทั้งหมดนั้น จะมีส่วนร่วมกับเจ้าของที่ดินพื้นเมืองในปัจจุบัน” และสำหรับเขาแล้ว การนำไทลาซีนกลับมาหลังจากถูกมนุษย์ทำให้สูญพันธุ์นั้นเป็นภาระผูกพัน “เราเป็นหนี้สปีชีส์เหล่านี้ เราจึงพยายามฟื้นฟูพวกมันกลับสู่ระบบนิเวศอีกครั้ง” 

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

https://www.nationalgeographic.com/magazine/article/efforts-to-resurrect-the-extinct-tasmanian-tiger-get-a-boost

เรื่องแนะนำ

ลูกสลอธพบแม่อีกครั้งเพราะเสียงร้อง

ลูกสลอธพบแม่อีกครั้งเพราะเสียงร้อง ณ ชายหาดของคอสตาริกา ลูกสลอธสามนิ้วเท้าตัวหนึ่งกำลังร้องระงม เพราะมันพลัดหลงกับแม่ เคราะห์ดีที่นักท่องเที่ยวไปพบมันเข้า และนำลูกสลอธตัวดังกล่าวส่งต่อมาให้กับศูนย์ดูแลสัตว์จากัวร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ช่วยกันออกไปตามหาแม่ของมันในเวลาต่อมา แต่ไม่เป็นผล… เสียงร้องอันน่าปวดใจของลูกสลอธจุดประกายบางอย่างให้พวกเขาได้ไอเดียใหม่ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ลองอัดเสียงของลูกสลอธน้อย จากนั้นเปิดเสียงของมันด้วยลำโพงตัวเล็กๆ แทนในระหว่างการตามหา ทันใดนั้นสลอธตัวเมียตัวหนึ่งก็มีปฏิกิริยาตอบรับต่อเสียงร้อง พวกเขาลองส่งลูกสลอธให้มันดม ว่าใช่กลิ่นของลูกที่พลัดพรากจากไปหรือไม่ และในที่สุดสองแม่ลูกก็ได้พบกันอีกครั้ง! แม้ว่าสลอธสามนิ้วเท้าสีน้ำตาลเหล่านี้จะไม่ใช่สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ แต่ปัจจุบันถิ่นอาศัยของพวกมันกกลังได้รับผลกระทบจากมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนการวางแนวเสาไฟฟ้า   อ่านเพิ่มเติม สลอธถึงจะช้าแต่ไม่ได้โง่

หา…..เจ้าหมากลายเป็นสีฟ้าไปได้ไง?

เจ้าหมาสีฟ้าถูกพบใน Taloja เขตอุตสาหกรรมใกล้มุมไบ อินเดีย ขนสีฟ้าของมันเชื่อมโยงถึงขยะอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำ Kasadi ซึ่งอยู่ใกล้เคียง เชื่อว่าเป็นสีย้อมจากโรงงานผลิตผงซักฟอก เจ้าหมาตัวดังกล่าวลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำจึงทำให้สีติดตัวมันขึ้นมาด้วย (ชมคลิปวิดีโอเจ้าหมาสีฟ้าได้ที่นี่) ด้านเจ้าหน้าที่สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ท้องถิ่นจับหมาสีฟ้าได้ตัวหนึ่งและอาบน้ำให้มัน จากการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่ามันแข็งแรงและไม่พบการบาดเจ็บภายใน ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้ว และผลการตรวจจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตามภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของเจ้าหมาสีฟ้า กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว และสำนักข่าวท้องถิ่นในอินเดียเองก็ตามติดข่าวนี้เช่นกัน ล่าสุดทางการอินเดียได้ปิดโรงงานแห่งหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุการปล่อยมลพิษทั้งทางอาการและน้ำลงสู่แม่น้ำ Kasadi อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงงานกว่า 1 พันแห่ง เช่น โรงงานผลิตยา อาหาร และวิศวกรรม ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมนั้น แม่น้ำ Kasadi มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมากและมีคลอไรด์ปนเปื้อนสูง ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนในท้องถิ่นด้วย   อ่านเพิ่มเติม : เต่าทะเลติดแหได้รับการช่วยเหลือ, ลูกสลอธเรียนรู้การปีนจากเก้าอี้โยก

เฟอร์เรตตีนดำ ได้รับการโคลนเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา

เซลล์ของ เฟอร์เรตตีนดำ จากตัวที่ตายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ได้รับการโคลนขึ้นมาอีกครั้ง นับเป็นความหวังสำหรับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ คุณอาจเคยได้ยินชื่อแกะชื่อ “ดอลลี” แต่วันนี้เราขอนำเสนอ “เอลิซาเบธ แอนน์” ซึ่งเป็น เฟอร์เรตตีนดำ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จการโคลนนิ่งเฟอร์เรตตีนดำ โดยใช้เซลล์ที่เก็บรักษาไว้เป็นเวลานานจากตัวที่ตายแล้ว นี่คือครั้งแรกที่ทำโคลนนิ่งสำเร็จกับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในสหรัฐฯ ความก้าวหน้าครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการอนุรักษ์เฟอร์เรตตีนดำ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าพื้นเมืองชนิดเดียวในอเมริกาเหนือ สายพันธุ์นี้เคยถูกสำรวจพบในพื้นที่กว้างใหญ่ของอเมริกาตะวันตก แต่ในทศวรรษ 1970 พวกมันมีจำนวนลดน้อยลง เมื่อเกษตรกรและเจ้าของฟาร์มกำจัดอาหารหลักของพวกมันคือ แพรี ดอก พวกเขาคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งในปี 1981 สุนัขในฟาร์มปศุสัตว์นำนักวิทยาศาสตร์ไปยังครอบครัวของเฟร์เรต 18 ตัวในไวโอมิง เฟอร์เรตที่รอดชีวิตเหล่านั้นกลายมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ในโครงการผสมพันธุ์ในกรงเลี้ยง ซึ่งบริหารจัดการโดยหน่วยบริการสัตว์ป่าและการประมงสหรัฐฯ ในรัฐโคโลราโด สัตว์ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ถูกกระจายไปยังพื้นเพาะเลี้ยงในทุ่งหญ้า 8 แห่งทั่วรัฐ แต่มีเฟอร์เรตจากเจ็ดสถานที่เพาะเลี้ยง ที่ผสมพันธุ์กัน และประชากรที่มีชีวิตอยู่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกันทั้งหมด ปัจจุบัน มีเฟอร์เรตตีนดำในธรรมชาติประมาณ 400 – 500 ตัว พีต ก็อบเบอร์ ผู้ประสานงานโครงการฟื้นฟูประชากรเฟอร์เรตตีนดำ กล่าว การโคลนครั้งใหม่นี้เป็นการคัดลอกพันธุกรรมจากตัวเมียในธรรมชาติชื่อ วิลลา ซึ่งตายลงช่วงกลางทศวรรษ 1980 […]

วาฬเพชฌฆาตแกล้งเต่าทำไม?

วาฬเพชฌฆาตแกล้งเต่าทำไม? เมื่อคุณอยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร คุณจะทำอะไรก็ได้ดังเช่น วาฬเพฌฆาตตัวนี้ มันว่ายเอาปากดุนเต่าทะเลให้หมุนติ้วๆ ไปมา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันอาจกำลังพึงใจกับการเล่นเหยื่อก่อนที่จะกินเป็นอาหาร หรือวาฬตัวนี้อาจกำลังสอนบทเรียนการล่าเหยื่อให้แก่วาฬที่เด็กกว่า ฟุตเทจจากใต้น้ำนี้ถูกบันทึกโดย Nicolas Davalos จากเกาะ Isla Isabela ในกาลาปากอส เขาเล่าว่าเจ้าวาฬเล่นกับเต่าอยู่นานครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะว่ายน้ำจากไป โดยไม่ได้ฆ่าเต่าแต่อย่างใด ในฐานะของนักศึกษาด้านชีววิทยาสัตว์น้ำแล้ว เขาเชื่อว่านี่คือพฤติกรรมที่โชว์ให้วาฬเพฌฆาตที่เด็กกว่าเห็น เพื่อเรียนรู้บทเรียนการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไป   อ่านเพิ่มเติม ทำไมวาฬถึงใหญ่โตมโหฬารนัก?