มังกรโคโมโด วางไข่ได้เอง แม้ไม่มีตัวผู้ผสมพันธุ์ - National Geographic Thailand

มังกรโคโมโดวางไข่ได้เอง แม้ไม่มีตัวผู้ผสมพันธุ์

เรื่อง แพททริเกีย เอ็ดมอนด์

มังกรโคโมโด สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เมื่อโตเต็มที่พวกมันสามารถยาวได้ถึง 10 ฟุต และหนักเกือบ 200 ปอนด์ ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง ฟันอันแหลมคมทำให้มังกรโคโมโดสามารถล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่อย่างกวาง, หมูป่า และควายน้ำได้

ดูเหมือนว่ามังกรโคโมโดจะเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งเสียจนไม่มีใครสามารถทำอะไรมันได้ แต่ ณ ตอนนี้มังกรโคโมโดกำลังเผชิญกับความเสี่ยง บนเกาะ 7 เกาะของอินโดนีเซีย สถานที่เพียงแห่งเดียวที่เป็นถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ พวกมันกำลังถูกคุกคามโดยมนุษย์ที่ต้องการพื้นที่ในการทำการเกษตรหรือล่าพวกมัน แม้กระทั่งในพื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างอุทยานแห่งชาติโคโมโด รายงานอย่างเป็นทางการระบุจำนวนของมังกรโคโมโดลดลงเหลือ 3,013 ตัว ในปี 2016 จากเดิมที่จำนวน 3,222 ในปี 2013

เมื่อสายพันธุ์ของพวกมันต้องการผู้สืบทอด แม่มังกรโคโมโดจะทำอย่างไร? มันสามารถเลือกวิถีแบบเก่าด้วยการหาตัวผู้สักตัวเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ หรือบางครั้งมันอาจวางไข่ได้เองโดยปราศจากการผสมพันธุ์ ลักษณะของการกำเนิดในลักษณะนี้เรียกว่า พาร์ธีโนเจเนซิส (Parthenogenesis) หรือการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

ในปี 2006 ที่สวนสัตว์เชสเตอร์ ในอังกฤษ มังกรโคโมโดเพศเมียที่มีชื่อว่า ฟลอร่า และไม่เคยพบเจอกับมังกรโคโมโดเพศผู้มาก่อนวางไข่จำนวนหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจสอบ DNA พบว่าพวกมันมีแค่ DNA ของแม่ในร่างกาย นั่นทำให้การให้กำเนิดลูกมังกรโคโมโดครั้งนี้เป็นการกำเนิดแบบไม่อาศัยเพศครั้งแรกของมังกรโคโมโด

สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ในมนุษย์เพศชาย จะมีโครโมโซมเพศทั้งของเพศหญิงและเพศชาย และเป็นเช่นนี้เช่นกันในมังกรโคโมโดเพศเมีย ดังนั้นฟลอร่าจึงสามารถให้กำเนิดลูกของตัวเองได้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าลูกมังกรโคโมโดทั้งหมดมีสุขภาพดี แต่พวกมันเป็นตัวผู้

ความสามารถในการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศช่วยยกวิวัฒนาการของพวกมันไปอีกระดับหากต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนตัวผู้ และเมื่อลูกๆ ของพวกมันโตขี้น ตัวแม่ก็สามารถผสมพันธุ์กับลูกชายของตัวเองได้แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วมันจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะจะให้กำเนิดลูกมังกรโคโมโดที่มียีนด้อยคุณภาพก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังคงไว้ซึ่งการสืบสายพันธุ์ให้ดำเนินต่อไป

 

อ่านเพิ่มเติม : ทำไมสุนัขต้องกินอึด้วย?จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้

เรื่องแนะนำ

แม่สิงโตภูเขาเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างไร?

แม่สิงโตภูเขาเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างไร? ร่วมสำรวจไปยังมุมลับๆ ของสิงโตภูเขา หรือที่เรียกกันว่า เสือพูม่า เพื่อหาคำตอบว่าพวกมันมีวิธีการเลี้ยงดูลูกอ่อนอย่างไร ฟุตเทจที่หายากเหล่านี้ถูกบันทึกโดยองค์กร Panthera พวกเขาใช้อุปกรณ์ติดตามและกล้องดักถ่ายสัตว์ กับประชากรสิงโตภูเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของรัฐไวโอมิง จากการสำรวจทีมอนุรักษ์พบว่า หลังให้กำเนิดลูก แม่สิงโตภูเขาจะคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่างเป็นเวลา 2 – 3 วัน ก่อนที่มันจะออกไปหาอาหาร ซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งวัน และบางครั้งพวกมันก็พาลูกๆ ย้ายไปยังแหล่งที่อยู่ใหม่ เพื่อให้ลูกรอดพ้นจากผู้ล่าหรือปรสิตอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปราว 6 สัปดาห์ ลูกสิงโตภูเขาจะเริ่มติดตามแม่ของมันออกไปล่าเหยื่อด้วย และจะติดอยู่กับแม่จนกว่าอายุได้ 18 เดือน ระหว่างนี้พวกมันต้องเรียนรู้ทักษะการล่าเหยื่อและเอาตัวรอดด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่พบก็คือ ลูกสิงโตภูเขาเหล่านี้มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก หากพวกมันสูญเสียแม่ไป กฎหมายของรัฐไวโอมิงระบุว่าห้ามฆ่าสิงโตภูเขาที่มีลูกอ่อน อย่างไรก็ดีมันยากที่จะดูออกว่าตัวเมียนั้นๆ กำลังมีลูกหรือไม่ และทุกๆ ปี ประมาณกันว่ามีลูกสิงโตภูเขาราว 70 ตัวที่ต้องกลายเป็นกำพร้า ทั้งนี้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของมันอาจช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ประชากรสิงโตภูเขาได้   อ่านเพิ่มเติม พบลูกสิงโตขาวในป่าแอฟริกาใต้

ราชาลมกรดโลกสีคราม

ฉลามมาโกครีบสั้นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นนักสู้ในหมู่นักตกปลา พอๆกับคุณภาพเนื้อของมัน ฉลามมาโกครีบสั้นซึ่งจำแนกจากญาติที่หายากกว่าคือฉลามมาโกครีบยาวด้วยครีบอกที่สั้นกว่าและลักษณะอื่นๆ (ในสารคดีเรื่องนี้ “มาโก” จะหมายถึงฉลามมาโกครีบสั้น) ตกเป็นเป้าของนักตกปลาเพื่อนันทนาการอย่างมาก และบ่อยครั้งยังถูกจับเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) ในการประมงเบ็ดราวเชิงพาณิชย์ เนื้อของมันมีคุณภาพสูสีกับเนื้อปลากระโทงแทงดาบ และในเอเชีย ครีบของมันมีราคาสูงลิ่วสำหรับนำมาปรุงซุปหูฉลาม ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันทำให้ฉลามมาโกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าแรงกดดันมีมากเพียงใด และนำไปสู่ผลอะไรในท้ายที่สุด ฤดูร้อนปี 2015 ผมได้รับเชิญไปร่วมการติดแถบสัญญาณดาวเทียมให้ฉลามมาโกนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาตำตอบให้คำถามข้างต้น ผมติดสอยห้อยตามนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยกายฮาร์วีย์ (Guy Harvey Research Institute) ซึ่งออกติดแถบสัญญาณและติดตามฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติกและอ่าวเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของฉลามชนิดนี้ ฉลามมาโกทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออพยพย้ายถิ่นเป็นระยะทางไกล โดยเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือในช่วงเดือนที่อบอุ่น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้เมื่อฤดูหนาวใกล้จะมาถึง การออกเรือนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์ในเดือนพฤษภาคมประสบความสำเร็จด้วยดี กล่าวคือในระยะเวลาสองสัปดาห์ ฉลามมาโกได้รับการติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม 12 ตัว ในทางกลับกัน การออกเรือที่โรดไอแลนด์ในเดือนสิงหาคมประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ เราไม่ได้ฉลามมาโกเลยสักตัว แต่ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นเบาะแสที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติก ในการศึกษาเบาะแสดังกล่าว คุณต้องรู้เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องแรกๆที่คุณจะได้เรียนรู้จากการจับฉลามมาโก นั่นคือ พวกมันอยู่ร่วมอาณาเขตกับฉลามสีน้ำเงิน ฉลามสองชนิดนี้เป็นเหมือนสิงโตกับไฮยีนาซึ่งอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่ใช้กลยุทธ์หาอาหารแตกต่างกัน ฉลามมาโกครีบสั้นเป็นฉลามที่ว่องไวที่สุดในมหาสมุทร สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะไล่ล่าเหยื่อที่มีความเร็วสูง เช่น ปลาบลูฟิชและปลาทูน่า นักกีฬาตกปลาจึงชื่นชอบพละกำลังของมัน ในทางกลับกัน […]

พบกับแรดขาวเหนือสองตัวสุดท้ายของโลก

ในปี 2009 แรดขาวเหนือ ที่ชื่อว่าฟาตู (ขวา) และซูดานที่ล่วงลับ ได้เดินทางโดยเครื่องบินจากสาธารณรัฐเช็กมายังเคนยาเพื่อความพยายามในการเพาะพันธุ์ในภูมิอากาศอบอุ่น ภาพถ่ายโดย AMI VITALE หลังจากแรดขาวเหนือตัวผู้ตัวสุดท้ายของโลกตายไป โลกก็เหลือเพียงแค่ แรดขาวเหนือ ตัวเมียสองตัวสุดท้าย พร้อมกับโอกาสในการขยายพันธุ์ที่ “แทบเป็นไปไม่ได้เลย” ในปี 2018 คงไม่มีข่าวการจากไปของสัตว์ชนิดใดที่สะเทือนใจชาวโลกเท่ากับ “ซูดาน” แรดขาวเหนือตัวผู้ตัวสุดท้ายของโลก ที่อาศัยอยู่ภายในศูนย์ โอล เพเยตา ประเทศเคนยา โดยมันที่ได้สิ้นใจไปอย่างสงบด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า และสังขารที่ร่วงโรยไปตามวัย ในที่สุดเจ้าหน้าที่ศูนย์จึงตัดสินใจการุณยฆาตเจ้าซูดานไป ด้วยวัย 45 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีแรดขาวเหนือตัวเมียเหลืออยู่บนโลกเพียงแค่สองตัว มีชื่อว่า ฟาตู และ ไนจิน (Fatu and Naijin) ซึ่งเป็นแม่-ลูกกัน อันที่จริงแล้ว ทั้งซูดานผู้ล่วงลับ ฟาตู และ ไนจิน มีบ้านเกิดที่สวนสัตว์ Dvur Kralove ในสาธารณรัฐเช็ก ก่อนจะถูกย้ายมายังศูนย์อนุรักษ์ในเคนยา เมื่อปี 2009 เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าสภาพภูมิอากาศแบบทวีปแอฟริกาจะกระตุ้นให้แรดขาวเหนือสืบพันธุ์ได้มากขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกมันได้สูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติไปแล้ว หากย้อนกลับไปในอดีต […]