ความรู้ประจำวัน: ฮัมมิงเบิร์ดคือนกหิวบ่อยที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

ความรู้ประจำวัน: ฮัมมิงเบิร์ดคือนกหิวบ่อยที่สุดในโลก

ความรู้ประจำวัน: ฮัมมิงเบิร์ดคือนกหิวบ่อยที่สุดในโลก

ถ้าคุณเผาผลาญพลังงานในแบบเดียวกันกับนกฮัมมิงเบิร์ด คุณต้องกินแฮมเบอร์เกอร์อย่างน้อย 300 ชิ้นต่อวันเพื่อให้เพียงพอต่อร่างกาย!

นกจิ๋วเหล่านี้เผาผลาญพลังงานเร็ว เนื่องมาจากการกระพือปีกอันรวดเร็วชนิดสายฟ้าแลบของพวกมัน โดยเฉลี่ยใน 1 วินาที ฮัมมิงเบิร์ดจะกระพือปีกราว 50 – 80 ครั้ง และใน 1 นาที หัวใจของมันเต้นเป็นจังหวะมากถึง 1,200 ครั้งเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย (ในมนุษย์หัวใจเราเต้นสูงสุดแค่เพียง 200 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น) นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนกฮัมมิงเบิร์ดจึงบินหาน้ำหวานทั้งวัน เรียกได้ว่าในหนึ่งวันของมันนั้นจะหมดไปกับการกินอย่างเดียวจริงๆ

(เชิญคลิกชมวิดีโอ ฮัมมิงเบิร์ด นกหิวบ่อยที่สุดในโลกได้ที่นี่)

อ่านเพิ่มเติม

ภาพนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องแนะนำ

ตามหาแมลงกลางพงไพรแอมะซอน

การทดลองแนวทางใหม่ในผืน ป่าแอมะซอน พบแมลงนับร้อยชนิดอาศัยอยู่ในบริเวณที่สูงขึ้นไปจากผืนป่า เช้าอากาศปลอดโปร่งวันหนึ่งของเดือนมกราคมที่มาเนาส์ เมืองท่าของบราซิลซึ่งแวดล้อมไปด้วยป่าดิบชื้น ฉันกับนักกีฏวิทยากลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันไปซื้อข้าวของในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อใช้ระหว่างการสำรวจใน ป่าแอมะซอน ยี่สิบนาทีต่อมา ระหว่างเข้าแถวรอจ่ายเงิน เห็นได้ชัดเจนว่า เรามีความคิดแตกต่างกันเกี่ยวกับสิ่งที่จะไปทำ ฉันได้ถั่วลิสง ลูกเกด และสเปรย์กันแมลง ส่วนนักกีฏวิทยาซึ่งทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงวัน (dipterist) ซื้อผักผลไม้ช้ำๆถุงใหญ่ เนื้อไก่ใกล้หมดอายุหลายถาด และเนื้อปลาพีค็อกแบสเป็นชิ้นๆห่ออยู่ในพลาสติกใส “ผมขอมะเขือเทศช้ำที่สุดที่มีในร้าน มันฝรั่งและหัวหอมเอาแบบยิ่งเน่ายิ่งดี แมลงวันชอบของแบบนั้นแหละครับ” ดัลตง ดี โซซา อามอริง ศาสตราจารย์ด้านกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาเปาลู บอก อามอริงเล่าว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงวันมักใช้อาหารเน่าเหม็นเป็นเหยื่อล่อสำหรับกับดักบนพื้นดิน ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ของพวกเขามุ่งเน้น แต่ในการสำรวจครั้งนี้ เขาและเพื่อนร่วมงาน ได้แก่ ไบรอัน บราวน์ ภัณฑารักษ์แผนกกีฏวิทยาที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของลอสแอนเจลิสเคาน์ตี สตีเวน มาร์แชลล์ ศาสตราจารย์ กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยเกวลฟ์ในออนแทรีโอ จูเซ อัลเบร์ชีโน ราฟาเอล จากสถาบันวิจัยป่าแอมะซอนแห่งชาติ (อินปา) และผู้ช่วยวิจัยอีกสองคน มีภารกิจใหม่ที่แตกต่างออกไป เรามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเวลาสองชั่วโมงสู่หอคอยเหล็กสูง 40 เมตรที่สร้างขึ้นในผืนป่าบริสุทธิ์ของป่าดิบชื้น หอคอยซึ่งสร้างเมื่อปี 1979 นี้ใช้วัดการแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างต้นไม้กับบรรยากาศ จนไม่นานมานี้ […]

นักวิทยาศาสตร์บันทึกภาพพฤติกรรมวาฬที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

เรื่อง :  แครี อาร์โนล นักวิทยาศาสตร์จับภาพวาฬหลังค่อมใช้ครีบข้าง (flipper) พัดโบกน้ำคล้ายปีกของนกเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อบังคับทิศทางอย่างที่เข้าใจกันมา เปาโล เซเกร นักชีววิทยาและนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านกลศาสตร์ชีวภาพของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ต ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการติดตั้งกล้องวิดีโอขนาดเท่าแฮมเบอร์เกอร์ที่หลังวาฬหลังค่อมขนาด 60 ตันเพื่อศึกษาชีวิตลับใต้ผิวน้ำของวาฬหลังค่อม  เขาต้องทรงตัวบนเรือบดขนาดเล็กกลางทะเลปั่นป่วนของแอฟริกาใต้ โดยต้องหลบหลีกหางของวาฬที่อาจจมเรือได้เมื่อมันสะบัดหางเพียงหนเดียว วาฬสองตัวถูกบันทึกภาพเมื่อมันใช้ครีบข้างพัดโบกเพื่อพุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าเพื่อกินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนเกี่ยวกับวาฬชนิดพันธุ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในโลก  นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่ามันใช้ครีบข้างเพื่อบังคับทิศทางขณะเคลื่อนไหว  “มันเหมือนนกใช้ปีกบิน” เซเกรกล่าว  งานของเขาเพิ่งถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมในวารสาร Current Biology ในฐานะงานวิจัยที่บันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ครั้งแรก วาฬหลังค่อมยาว 14 เมตรใช้พลังงานมหาศาลในการพุ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นร้อยๆ ครั้งในหนึ่งวัน  มันกินสัตว์จิ๋วอย่างเคยและแพลงก์ตอนพืชสัตว์ด้วยการอ้าปากขนาดยักษ์งาบน้ำทะเลเข้าไปในปากและพ่นน้ำให้ไหลผ่านซี่บาลีนหรือแผ่นกรองออกมา  ก่อนหน้าการค้นพบหนนี้ นักชีววิทยาเคยคิดว่าครีบข้างของวาฬทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบิน ส่วนหางมีไว้โบกเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเหมือนเครื่องบินเจ็ต  แต่ในความเป็นจริง มันใช้ครีบข้างกระพือเข้ามาที่ออกก่อนจะแผ่กางออกอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับนก สิงโตทะเล และเต่าทะเล จากการวิเคราะห์ทางอุทกพลศาตร์ในห้องวิจัย การเคลื่อนที่ของวาฬหลังค่อยยืนยันว่าการขยับขึ้นขยับลงของครีบข้างทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า  น่าเสียดายที่กล้องไม่ได้บันทึกภาพการเคลื่อนไหวของปลายครีบหางเอาไว้ด้วย   อ่านเพิ่มเติม : โอ้ยก็มันคันอ่า!, เผชิญหน้ากับฉลามหัวค้อนแบบ 360 องศา

เต่าทะเล : หยัดยืนได้อีกนานเพียงใด

เต่าทะเลแยกสายวิวัฒนาการจากเต่าบกเมื่อกว่า 100 ล้านปีมาแล้ว พวกมันรอดชีวิตจากดาวเคราะห์น้อยที่ล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์มาได้ และผ่านการสูญพันธุ์ทางทะเลเมื่อสองล้านปีก่อนที่ทำให้เครือญาติของมันหายไปกว่าครึ่ง ทุกวันนี้ เราพบเต่าทะเลได้ตามชายหาดในทุกทวีป ยกเว้นแอนตาร์กติกา และมีเต่าแหวกว่ายอยู่ในน่านน้ำเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก ถึงกระนั้น ภัยคุกคามใหม่ๆ โดยเฉพาะจากมนุษย์กำลังท้าทายความสามารถในการปรับตัวของพวกมัน