สายพันธุ์ใหม่ของ"หมีน้ำ"ถูกพบในญี่ปุ่น - National Geographic Thailand

สายพันธุ์ใหม่ของหมีน้ำถูกพบในญี่ปุ่น

สายพันธุ์ใหม่ของ”หมีน้ำ”ถูกพบในญี่ปุ่น

หมีน้ำ หรือทาร์ดิเกรดคือสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋ว และพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยืนยาวแม้ดวงอาทิตย์จะดับสูญไปแล้ว ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับมันมนุษย์เรายังมีความรู้เพียงน้อยนิด

Kazuhara Arakawa นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคโอ ในกรุงโตเกียว พบเข้ากับเจ้าหมีน้ำสายพันธุ์ใหม่นี้เข้า ระหว่างที่เขากำลังเก็บตัวอย่างจากลานจอดรถบริเวณอพาร์ทเมนท์ของเขาในเมืองสึรุโอกะ ของญี่ปุ่น เขาหยิบเอาก้อนกรวดดังกล่าวขึ้นมาและนำกลับไปตรวจสอบยังห้องปฏิบัติการ และหลังจากตรวจสอบดีเอ็นเอของมัน Arakawa และทีมงานชาวโปแลนด์ของเขาก็ประกาศว่าทาร์ดิเกรดตัวนี้เป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ พวกเขาตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้แก่มันว่า Macrobiotus shonaicus จากขาอ้วนป้อมของมัน

รายงานการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร PLoS One เมื่อวันพุธที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

 

อย่าคิดแหยมกับหมีน้ำ

ทาร์ดิเกรดถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 1773 โดยนักสัตววิทยาชาวเยอรมัน แต่กว่าจะได้รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับมันก็ต้องรอเวลาให้ผ่านไปหลายปี ฉายา “หมีน้ำ” และ “Moss Piglets” ถูกตั้งให้แก่เจ้าสัตว์พิศวงลำตัวอวบป้อมที่อวัยวะภายในของมันสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น มันมีตาแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วยเซลล์ไม่กี่เซลล์ เมื่อวัดขนาดความยาวของตัวอยู่ที่ 0.02 นิ้ว และที่น่าทึ่งก็คือทาร์ดิเกรดสามารถพบได้ในทุกสิ่งแวดล้อมบนโลก ไม่ว่าตั้งแต่สถานที่อันมืดมิด ใต้ะเลลึก ที่ที่ชื้นที่สุดในโลก หรือแม้แต่สถานที่อันอุดมสมบูรณ์อย่างป่าฝนเขตร้อน

แม้ว่าตลอดช่วงชีวิตของมันจะหมดไปกับการเดินไปมาตามมอสหรือไลเคน แต่ทาร์ดิเกรดคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา พวกมันเป็นที่รู้จักดีในฐานะสัตว์ที่ปรับตัวเก่งที่สุดในโลก พวกมันมีชีวิตที่ยืนยาวหลายทศวรรษ และอยู่มานานกว่าที่คิด ฟอสซิลของทาร์ดิเกรดที่เคยถูกค้นพบสามารถย้อนอายุกลับไปได้ไกลถึง 500 ล้านปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์ทดสอบความอึดของมันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาเผามันในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 300 องศาเซลเซียส และแช่แข็งพวกมันในอุณหภูมิติดลบ 328 องศาเซลเซียส เท่านั้นยังไม่พอพวกเขายังส่งมันไปกลับยังอวกาศ ผลการทดสอบพบว่าไม่ว่าในสิ่งแวดล้อมจะสุดขั้วขนาดไหนก็ตาม เจ้าสัตว์ชนิดนี้สามารถมีชีวิตรอดได้ พวกมันจะปรับตัวเข้าสู่โหมดจำศีลที่เรียกว่า cryptobiosis เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีรายงานการค้นพบว่าหมีน้ำรอดตายจากการถูกแช่แข็งนาน 30 ปี  พวกมันปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้จากการขาดน้ำและอาหาร ทั้งยังทนต่อความดันและรังสีอย่างน่าทึ่งอีกด้วย

“ทาร์ดิเกรดเป๊นสัตว์ที่อึดทนมาก” Thomas Boothby นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนา เคยกล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกในปี 2017 “นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่าพวกมันเอาชีวิตรอดจากสภาพแวดล้อมสุดขั้วได้อย่างไร”

หมีน้ำสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้นับเป็นสายพันธุ์ที่ 168 แล้วที่พบในญี่ปุ่น (ทั่วโลกมีสายพันธุ์ของหมีน้ำมากกว่า 1,000 สายพันธุ์) และแต่ละปีมีรายงานพบสายพันธุ์ใหม่ของทาร์ดิเกรดมากถึง 20 สายพันธุ์ อวัยวะที่มองเห็นได้เช่น ปาก และขา ของหมีน้ำสายพันธุ์ M. shonaicus มีรูปร่างคล้ายคลึงกับทาร์ดิเกรดสายพันธุ์อื่น เพียงแต่ว่าเจ้าหมีน้ำสายพันธุ์ใหม่นี้มีจำนวนพื้นผิวของด้านในของขาที่มากกว่า นอกจากนั้นมันยังมีส่วนของไข่รูปร่างกลมที่ยื่นออกมาจากร่างกายพร้อมติ่งที่มีความยืดหยุ่น ซึ่ง Arakawa เชื่อว่า ติ่งที่ยื่นออกมานี้มีไว้เพื่อช่วยให้พวกมันแปะไข่ที่วางให้ยืดติดกับพื้นผิวของสิ่งแวดล้อมนั้นๆ

ทาร์ดิเกรดสายพันธุ์ M. shonaicus นี้มีความคล้ายคลึงกับทาร์ดิเกรดอีกสองสายพันธุ์ หนึ่งคือสายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาและอีกสายพันธุ์ที่พบในอเมริกาใต้ นั่นหมายความว่าเจ้าหมีน้ำสายพันธุ์ใหม่นี้อาจสืบเชื้อสายมาจากหมีน้ำโบราณ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าการศึกษามันให้มากขึ้นจะช่วยให้ข้อมูลว่าพวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ความสามารถในการทนทานต่อการแช่แข็งอาจมีส่วนช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวัคซีนแช่แข็งแบบแห้งได้ ในอนาคตวัคซีนเหล่านี้สามารถเก็บกักไว้ได้ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่าวัคซีนปกติ และใช้เพียงแค่น้ำเล็กน้อยในการผสมก่อนใช้งานจริง นอกจากนั้นความต้านทานในการคายน้ำของหมีน้ำอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์พบวิธีการรักษาผลผลิตจากพืชหรือเนื้อสัตว์ให้ยังคงความชุ่มชื้นตลอดเวลา

“ทาร์ดิเกรดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจทำลายได้” Rafael Alves Batista นักวิจัยหมีน้ำจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดกล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เมื่อปีที่ผ่านมา “แต่อาจเป็นไปได้ว่ายังคงมีสายพันธุ์อื่นๆ ของหมีน้ำล่องลอยอยู่ที่ไหนสักที่ในอวกาศก็เป็นได้”

เรื่อง Elaina Zachos

 

อ่านเพิ่มเติม

นี่คือสิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะรอด หากวันสิ้นโลกมาถึง

เรื่องแนะนำ

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]

แกะเขาใหญ่เรียนรู้เส้นทางอพยพผ่านแม่

เส้นทางการอพยพของแกะเขาใหญ่ไปยังทุ่งหญ้าเขียวขจีแห่งใหม่นั้นยาวไกลมาก และพวกมันไม่ได้ใช้สัญชาตญาณนำทาง แต่เกิดจากการเรียนรู้ผ่านแกะที่โตกว่าต่างหาก

มังกรโคโมโดกำลังเผชิญอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา

มังกรโคโมโดคือกิ้งก่าที่ดุร้ายที่สุดในโลก พวกมันแข็งแรง วิ่งเร็ว ทั้งยังมีน้ำลายพิษที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัว เหยื่อที่ถูกกัดจึงเสียเลือดอย่างรวดเร็ว ทว่าปัจจุบันชาวอินโดนีเซียเริ่มกังวลถึงอนาคตของพวกมัน เพราะประชากรมังกรโคโมโดกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง