พบนิคมขนาดยักษ์ของ"เพนกวิน"ในแอนตาร์กติกา - National Geographic

ค้นพบนิคมขนาดยักษ์ของเพนกวินในแอนตาร์กติกา

ค้นพบนิคมขนาดยักษ์ของ”เพนกวิน”ในแอนตาร์กติกา

ที่นอกชายฝั่งทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา บนหมู่เกาะเล็กๆ ที่มีชื่อว่า เกาะแดนเจอร์ สถานที่แห่งนี้เป็นบ้านของ”เพนกวิน”อาเดลีจำนวนมากถึง 1.5 ล้านตัว ที่หลบซ่อนจากการสำรวจมานาน

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่แล้วว่าบนเกาะแห่งนี้มีเพนกวินอาศัยอยู่ แต่จำนวนมากเท่าใดนั้นยังคงเป็นปริศนา จนกระทั่งภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจทางภาคพื้นเพิ่งจะเผยขนาดมหึมาของนิคมนี้

ผลการสำรวจเผยให้เห็นว่า นิคมขนาดยักษ์ของเพนกวินอาเดลีนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 3 ใน 4 ของจำนวนประชากรเพนกวินอาเดลีบนโลก ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของเพนกวินอาเดลีในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นถึง 70%

รายงานการค้นพบล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2018 และช่วยกระตุ้นแผนการอนุรักษ์ระบบนิเวศในแอนตาร์กติกาให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังเป็นการรวมข้อมูลการวิจัยจากนักวิจัยเข้ากับข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “การรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยนี้เป็นอะไรที่โดดเด่นมาก” Luba Reshitnyk นักภูมิศาสตร์ทางทะเลจากสถาบัน Hakai ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้กล่าว “การสร้างแผนที่นิคมเพนกวินจากอวกาศเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก!”

เพนกวิน
เพนกวินอาเดลีอาศัยอยู่รวมกันเป็นนิคมขนาดใหญ่
ภาพถ่ายโดย Jim Richardson
เพนกวิน
นกเพนกวินใช้เวลาช่วงหนึ่งบนแผ่นดิน และอีกช่วงหนึ่งริมชายฝั่งเมื่อพวกมันต้องการจับคริลล์และปลากินเป็นอาหาร
ภาพถ่ายโดย Michael Melford

 

ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ในแอนตาร์กติกามีเพนกวินด้วยกันทั้งหมดสามชนิด คือเพนกวินอาเดลี, ชินสแตรป และเจนทู แต่เพนกวินอาเดลีเป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่พบเฉพาะในแอนตาร์กติกา และพวกมันอาศัยอยู่ได้แค่ในภูมิอากาศอันเหน็บหนาว แต่สถานะของภูมิภาคทางตะวันตกในแอนตาร์กติกากำลังน่าเป็นห่วง อุณหภูมิของน้ำทะเลร้อนขึ้นอย่างมากในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง -12 องศาเซลเซียส ฤดูกาลที่ปราศจากน้ำแข็งถูกยืดระยะเวลาออกไปอีก 3 เดือน ในขณะที่ธารน้ำแข็งจำนวน 600 แห่งจากทั้งหมด 674 แห่งในภูมิภาคนี้ก็กำลังละลายหดเล็กลงๆ

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการหากินของเพนกวินอาเดลี อากาศที่อุ่นขึ้นหมายความว่าจะมีปริมาณฝนตกลงมากขึ้นเช่นกัน น้ำท่วมที่เกิดจากฝนจะทำลายรังของนกเพนกวิน ไข่ที่เพิ่งฟักอาจจมน้ำ หรือลูกเพนกวินอาจหนาวตาย ผลกระทบเหล่านี้กำลังลดจำนวนประชากรของเพนกวินอาเดลีในหลายนิคมที่อาศัยอยู่ทางภูมิภาคตะวันตกของแอนตาร์กติกา

แต่บริเวณฝั่งตะวันออกของแอนตาร์กติกา และบนเกาะแดนเจอร์เอง ประชากรของเพนกวินอาเดลีกลับเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากกระแสลมที่พัดเข้าหาชายฝั่งและกระแสน้ำวนที่ช่วยรักษาน้ำแข็งบริเวณคาบสมุทรไว้ เกาะแดนเจอร์เป็นที่รู้กันดีว่าเต็มไปด้วยเพนกวิน แต่การจะเดินทางเข้าถึงเกาะผ่านผืนน้ำแข็งปริมาณมากมายนั้น เป็นไปอย่างอันตรายและยากลำบากสมชื่อ นักวิทยาศาสตร์จึงนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการสำรวจครั้งนี้ ซึ่งนิคมที่พวกเขาค้นพบนี้เป็นนิคมขนาดยักษ์ และสามารถมองเห็นได้จากดาวเทียม LANDSAT ของนาซ่า

ในปี 2014 Heather Lynch และทีมงานของเธอ Matthew Schwaller ร่วมกันเผยแพร่อัลกอริทึมที่สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมของทวีปแอนตาร์กติกา ในเวลานั้นหมู่เกาะแดนเจอร์ที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 9 เกาะเป็นที่สนใจของพวกเขาขึ้นมา

ด้วยความสามารถของดาวเทียม LANDSAT ภาพพิกเซลเดียวอาจหมายถึงความกว้างหลายร้อยฟุต ซึ่งไกลเกินกว่าที่จะสรุปว่าเห็นเพนกวินได้ “มันเหมือนกับผมกำลังพูดว่า ผมเห็นควันนะ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันเกิดไฟไหม้จริงๆ” Hanumant Singh ผู้ร่วมศึกษาวิจัยในครั้งนี้จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นกล่าว

ดังนั้นแล้วเพื่อประสิทธิภาพทางการมองเห็นที่มากขึ้น ทีมของ Lynch จึงเดินทางไปยังหมู่เกาะต่างๆ ในเดือนธันวาคม ปี 2015 เพื่อสำรวจเพนกวินบนภาคพื้นดิน ด้วยเทคโนโลยีโดรน หลังการสำรวจพวกเขาสร้างภาพโฟโต้โมเสกบางพื้นที่บนเกาะขึ้นมา ตลอดจนคาดการณ์จำนวนของรังเพนกวิน อย่างไรก็ตามการจะตรวจสอบการทำงานของอัลกอริทึม ทีมนักวิจัยยังคงต้องใช้วิธีการนับจำนวนด้วยมืออยู่ “พวกนักชีววิทยาเป็นคนที่อดทนมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา” Singh กล่าว

เพนกวิน
ลูกเพนกวินจะตายจากความหนาวหากขนของพวกมันเปียก เนื่องจากว่ามันยังไม่มีขนที่กันน้ำได้เหมือนเพนกวินตัวเต็มวัย
ภาพถ่ายโดย Michael Melford
เพนกวิน
แอนตาร์กติกาเป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรง และไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต
ภาพถ่ายโดย Michael Melford

 

การปกป้องนิคมเพนกวิน

การค้นพบครั้งนี้ช่วยฉายภาพของกลยุทธ์ที่ CCAMLR จะนำมาใช้เพื่อการอนุรักษ์ องค์กรที่ก่อตั้งจากคณะกรรมมาธิการระหว่างประเทศนี้มีจุดประสงค์เพื่ออนุรักษ์บรรดาสัตว์น้ำในแอนตาร์กติกา Mercedes Santos นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันแอนตาร์กติกาในอาร์เจนตินา ผู้ช่วย CCAMLR ในการกำหนดพื้นที่ปกป้องทางทะเลกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ข้อเสนอที่จะกำหนดพื้นที่ปกป้องทางทะเลในภูมิภาคตะวันตกของแอนตาร์กติกา พื้นที่ดังกล่าวนี้รวมไปถึงนิคมของเพนกวินความยาว 30 กิโลเมตร และเกาะแดนเจอร์

“เกาะแดนเจอร์นั้นมีขนาดเล็กมาก มันไม่เคยอยู่ในแผนของ CCAMLR ด้วยซ้ำ” Lynch กล่าว “มันน่าทึ่งมากที่มีเพนกวินมากแค่ไหนบนเกาะเล็กๆ นี้”

ในอนาคตทีมของ Lynch จะศึกษาต่อว่านิคมเพนกวินนี้มีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บได้ในปี 2015 เผยให้เห็นว่าเพนกวินกินคริลล์และปลาเป็นอาหาร และตัวอย่างจากดินจะเผยให้เห็นว่าพวกมันอยู่อาศัยมานานแค่ไหนแล้วบนเกาะแห่งนี้ “เราสามารถสำรวจพื้นที่อื่นๆ ได้อีกผ่านภาพถ่ายดาวเทียม แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องลงไปเก็บข้อมูลด้วยตนเอง” Lynch กล่าว “เราแขวนรองเท้าบู๊ทและเฝ้ามองจากอวกาศเพียงอย่างเดียวไม่ได้หรอกค่ะ”

เรื่อง มิคาเอล เกรสโค

เพนกวิน
เพนกวินเป็นสัตว์สังคม พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสื่อสารกัน
ภาพถ่ายโดย Tim Laman
เพนกวิน
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่งผลให้เพนกวิจหาอาหารได้ยากลำบากขึ้น อนาคตของสัตว์สายพันธุ์นี้ยังคงไม่แน่น่นอน แม้จะมีนโยบายอนุรักษ์และการกำหนดเขตคุ้มครองทางทะเล
ภาพถ่ายโดย Ralph Lee Hopkins

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบฟอสซิลเพนกวินที่มีขนาดเท่ากับมนุษย์

เรื่องแนะนำ

พบกับสัตว์ 5 สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

ผลการศึกษาจากทั่วโลกสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์กำลังมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในอัตรา 1,000 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา เชิญพบกับสัตว์ 5 สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในขณะนี้ ตั้งแต่เสือไปจนถึงเต่า และภาพถ่ายของพวกมันได้ถูกบันทึกเอาไว้โดย โจเอล ซาตอร์ ช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกับโปรเจคภาพถ่ายสัตว์ของเขาที่ต้องการบันทึกสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์บนโลกให้ได้มากที่สุด เสือโคร่งมลายู : จำนวนประชากรจาก 3,000 ตัวในปี 1950 เหลือน้อยกว่า 340 ตัวในปี 2013 โดยนอกเหนือไปจากการถูกล่าแล้ว การรุกล้ำพื้นที่ป่าในมาเลเซียซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่กำลังทำให้มันใกล้สูญพันธุ์ งูหางกระดิ่งซานตากาตารีน่า : ไม่ทราบจำนวนประชากร สายพันธุ์งูหายากนี้เป็นสายพันธฺุเฉพาะบนเกาะในเม็กซิโก และปัจจุบันกำลังตกเป็นเหยื่อของแมวดุร้ายที่กลับคืนสู่ป่า (Feral Cats) เหยี่ยวริดเวย์ : ประชากรน้อยกว่า 400 ตัวในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เหยี่ยวสายพันธุ์นี้กำลังใกล้สูญพันธุ์อันเนื่องมาจากพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง เต่ากระ หรือ เต่าปากเหยี่ยว : จำนวนประชากรเพศเมียน้อยกว่า 29,000 ในปัจจุบัน การค้าสัตว์ป่ากำลังคุกคามเต่าสายพันธู์นี้ความนิยมในกระดองราคาสูงของมันมีมาตั้งแต่โลกยุคโบราณ แรดดำ : จำนวนประชากรจาก 65,000 ตัวในปี 1960 เหลือ […]

ความน่ารักของลูกหมี หลังได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่

ลูกหมีสีน้ำตาลอายุเพียง 3 เดือนตัวนี้ ได้รับความช่วยเหลือหลังเจ้าหน้าที่พบมันในป่าทางตะวันตกของรัสเซียเพียงตัวเดียว เจ้าหมีน้อยจะถูกย้ายตัวไปยังอุทยานแห่งชาติ Meshchyora เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย เจ้าหน้าที่ที่อุทยานจะดูแลลูกหมีตัวนี้จนกว่ามันจะพร้อมกลับเข้าสู่ป่าอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่ามันจะสามารถเอาตัวรอดได้เอง ลูกหมีอีกตัวหนึ่งอายุ 5 เดือน ถูกพบอย่างโดดเดี่ยวในป่าเช่นกัน การดูแลหมีน้อยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าหน้าที่ต้องฝึกฝนพวกมันให้สามารถเอาตัวรอดได้เองในอนาคต เนื่องจากหากหมีมีปฏิสัมพันธ์และพึ่งพามนุษย์มากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่มันจะมีชีวิตรอดในป่าก็ยิ่งน้อยลง ปัจจุบันหมีสีน้ำตาลถือเป็นสัตว์หายากและมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ในพื้นที่ทาตะวันตกของรัสเซีย จำนวนประชากรหมีที่ลดลงเป็นผลมาจากการคุกคามของมนุษย์   อ่านเพิ่มเติม : ชุดภาพถ่ายละลายหัวใจจากช่วงเวลาอบอุ่นของแม่ลูก, คลิปนี้ดีต่อใจและจะทำให้คุณยิ้มได้

เสือจากัวร์ล่าจระเข้เป็นอาหาร

คุณคิดว่าระหว่างเสือจากัวร์กับจระเข้เคแมน ใครกันแน่ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร? ที่ริมฝั่งแม่น้ำในป่าดิบชื้นของบราซิล  เสือจากัวร์ตัวหนึ่งกำลังมองหาเหยื่อ เช่นเดียวกันกับจระเข้เคแมนที่กำลังว่ายช้าๆ อยู่ในน้ำ มันกำลังมองหาเหยื่อเช่นกัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม หากตกลงมาในน้ำนั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เสือจากัวร์หนุ่มเดินมาจนถึงขอบตลิ่ง และมันกำลังเฝ้ารอ เมื่อจระเข้เคแมนว่ายผ่านมา เจ้าจากัวร์ก็กระโจนลงไปในน้ำและใช้ขากรรไกรอันแข็งแรงของมันงับคอจระเข้เคแมนขึ้นฝั่ง ทีนี้เห็นแล้วใช่ไหมว่าใครคือผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารตัวจริง   อ่านเพิ่มเติม : พาไปชมตลาดค้าอวัยวะของเสือจากัวร์, อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

ทำไม แมลงสาบ ถึงไม่สูญพันธุ์

เพราะเหตุใด แมลงสาบ ถึงไม่สูญพันธุ์ หลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของแมลงชนิดหนึ่ง เป็นข้อพิสูจน์ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าแมลงสาบนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงราวๆ 300 ล้านปีก่อน เนื่องจากมันดำรงชีวิตมาอย่างยาวนาน เจ้า แมลงสาบ หลากหลายสายพันธุ์จึงถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในบรรดาสัตว์ที่สูญพันธุ์ยากเป็นอันดับต้นๆ หากพูดถึงแมลงสาบคงมีแต่คนส่ายหน้าและแสดงอาการไม่ชอบใจ เพราะแมลงเหล่านี้มักสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นตระหนกให้กับใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกมันบิน หรือคืบคลานเข้ามาหาตัวเรา ไม่เพียงแค่นี้พวกมันยังสร้างผลกระทบอื่นๆ ต่อสุขภาพของมนุษย์อีกด้วย และปัญหาที่ว่านั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราพบเจอกันในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ปัญหาแรกที่พบ คือ พวกมันมักก่อเชื้อโรคเจือปนในอาหาร เพียงแค่พวกมันวิ่งผ่านจานข้าว หรือแม้แต่สัมผัสของใช้ภายในครัว แบคทีเรียที่อยู่ในตัวของแมลงสาบก็สามารถส่งผ่านมายังภาชนะได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด และโรคท้องร่วง ปัญหาข้อต่อมา คือ โรคภูมิแพ้จากแมลงสาบ หากมนุษย์คนใดที่พบเจอกับอุจจาระ หรือซากการลอกคาบของแมลงสาบ อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น มีผดผื่นขึ้นที่ผิวหนัง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว จามติดต่อกันหลายครั้ง และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นโรคหอบหืด ปัญหาข้อสุดท้ายที่สาหัสไม่แพ้กัน คือ แมลงสาบเป็นพาหะนำโรค เชื้อโรคที่มาพร้อมกับแมลงสาบนั้นอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพได้ หากได้รับการสะสมแบคทีเรียติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น โรคอุจจาระร่วงจากเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) หรือโรคสเตรปโทคอกโคสิส (Streptococcus) เป็นต้น (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคสเตรปโทคอกโคสิสได้ที่นี่)  ไดโนเสาร์ยังสูญพันธุ์ แล้วเหตุใดแมลงสาบถึงยังคงมีชีวิตอยู่? หลายๆ คนคงเคยสงสัย และต่างนึกถึงเหตุผลว่าทำไมแมลงสาบถึงยังไม่สาบสูญไปจากโลกเสียที เพราะเจ้าแมลงเหล่านี้มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเหตุผลเหล่านี้จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกมันดำรงชีพมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยล้านปี พวกมันมีความสามารถในการปรับตัวอย่างยอดเยี่ยม คงเป็นเรื่องยากสำหรับแมลงชนิดอื่นที่จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล […]