Cultures Archives - Page 3 of 29 - National Geographic Thailand

ความหวาดกลัวของ ฮ่องกง ในกรงเล็บการปกครองแห่งพญามังกร

สิบห้าปีหลังการส่งมอบคืนให้จีนแผ่นดินใหญ่ ชาวฮ่องกงต่างวิตกว่าอัตลักษณ์และเสรีภาพของพวกเขากำลังหลุดลอยไป ริมฝั่งทะเลจีนใต้  มหานคร ฮ่องกง ทอประกายสว่างไสวระยิบระยับ  หมู่ตึกระฟ้าสัญลักษณ์ของฮ่องกงวูบไหวราวกับแท่งเหล็กหลอมละลายในภาพสะท้อนบนผิวน้ำของอ่าว ด้วยพื้นที่ราบเพียงน้อยนิดและมีตึกระฟ้ามากที่สุดในโลก ฮ่องกง จึงคลาคล่ำไปด้วยตึกน้อยใหญ่  บ้างสูงถึงร้อยชั้นจนดูเหมือนพุ่งทะยานขึ้นมาจากเชิงเขา  ประหนึ่งล่องลอยอยู่บนฟ้าก็ไม่ปาน  ฮ่องกงคือนครกลางฟ้าที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของโลก  ล่องละลิ่วอยู่บนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ขึ้นลงไม่หยุดหย่อน  ธุรกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์  และเงินหยวนจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไหลบ่าเข้ามาบนคลื่นแห่งความมั่งคั่งที่เพิ่งได้ลิ้มรส  ฮ่องกงยังลอยล่องอยู่เหนือชั้นตะกอนแห่งอดีต  ตั้งแต่ครั้งเป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่  รัง โจรสลัด  ไปจนถึงอาณานิคมของอังกฤษ  และในฐานะเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ของจีนในปัจจุบัน  ทำให้ฮ่องกงต้องเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้งด้วยแรงกดดันมหาศาลจากพญามังกร  ยิ่งไปกว่านั้น  มหานครแห่งนี้ยังลอยล่องอยู่บนความวิตกกังวลที่นับวันมีแต่จะทบทวี  เป็นความรู้สึกที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขที่ฮ่องกงเคยรุ่งเรืองในฐานะเสือเศรษฐกิจตัวหนึ่งของเอเชีย ผู้ที่ทำให้ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่ความร่ำรวยให้จมปลักอยู่กับวิตกจริตได้ถึงเพียงนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจีนยุคใหม่  จีนที่ว่านี้เป็นทั้งเงา  บทสรุปความฝันลมๆ แล้งๆ และเจ้านายผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่ปรากฏกายอยู่ในทุกบทสนทนาของผู้คนที่นี่  ชาวฮ่องกงมองจีนใหม่ด้วยสายตาดูหมิ่น  แต่ก็ยกย่องชื่นชมอย่างแหยงๆ อยู่ในที  คุณจะสัมผัสได้ถึงอวลไอแห่งความกระอักกระอ่วนใจนี้ในทุกซอกมุมเมืองดุจเดียวกับละอองหมอกที่พัดเข้ามา จากอ่าว หรือไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถนนยามเช้าตรู่  เป็นส่วนผสมระหว่างความสับสน  ความกลัว  และความปริวิตกที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนว่า  ตัวตนและเอกลักษณ์ของฮ่องกงจะถูกกลืนจนหมดสิ้น “ถ้าคุณอยากเห็นลัทธิทุนนิยมขนานแท้แล้วละก็ต้องไปฮ่องกง”  กล่าวกันว่าเจ้าของคำพูดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์ ชื่อ มิลตัน  ฟรีดแมน  กระนั้น  การมองมหานครแห่งนี้ในปัจจุบันว่าเป็นสวรรค์ของตลาดเสรีที่ยังคงรุ่งเรือง  แม้เวลาจะล่วงเข้าสู่ปีที่ […]

จิตวิญญาณของกังฟู วัดเส้าหลิน ในยุคปัจจุบัน

ใต้ร่มเงา วัดเส้าหลิน อันเป็นตำนานลือเลื่อง เหล่าศิษย์ของปรมาจารย์กังฟูกำลังเผชิญหน้ากับโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านอาจารย์ทอดร่างใต้ผ้านวมฝีมือการตัดเย็บของภรรยาในวันสุดท้ายของชีวิตในห้องนอนเล็กๆ มีเพียงเสียงลมหายใจแหบพร่าดังเป็นห้วงๆ ตลอดวันที่อากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ผลิ อาคันตุกะหลั่งไหลมายังเมืองเหยี่ยนชือตรงตีนเทือกเขาซงชาน เพื่อคารวะท่านอาจารย์หยางกุ้ยอู่ผู้ถ่ายทอดวิชากังฟู วัดเส้าหลิน ให้พวกตนเป็นครั้งสุดท้าย บ้างนุ่งห่มจีวรพระและสวดให้พรขณะก้าวเข้าสู่บ้าน อิฐหลังน้อยแห่งนี้ ภรรยาท่านอาจารย์เจ้าของเรือนผมสีดอกเลาที่หวีอย่างบรรจง บีบไหล่ของทุกคนแน่นราวกับเป็นลูกในไส้ ก่อนจะเดินนำพวกเขาผ่านครัวที่มีเตาถ่านลุกโชนไปสมทบกับสมาชิกครอบครัวและลูกศิษย์ที่รวมตัวกันข้างเตียงท่านอาจารย์ ผู้เป็นภรรยาโน้มตัวลงหาร่างของสามีที่ซุกอยู่ในผ้าห่มเพื่อแนะนำ ผู้มาเยือนคนหนึ่ง เป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายที่ท่านอาจารย์รับเข้าสู่ครอบครัวกังฟูเมื่อ 15 ปีก่อน “หูเจิ้งเชิงมาเยี่ยมค่ะ” เธอบอก หูในวันนี้เป็นหนุ่มใหญ่ วัย 33 ที่ช่วงไหล่ผึ่งผาย สวมชุดวอร์มของไนกี้และรองเท้า ผ้าแบบดั้งเดิม เขาน้อมกายลงหาร่างที่ไหวระริกและเอ่ย ปากเรียก “ชือฟู่” ภาษาจีนกลางที่แปลว่าอาจารย์ อย่างแผ่วเบาและเปี่ยมด้วยความเคารพ “ได้ยินผมไหมครับ” เปลือกตาของชายชราที่ขาวซีดและบางราวกระดาษว่าว กะพริบ ชั่วขณะหนึ่งม่านตาของเขาดูราวกับจับจ้องไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ก่อนจะกลายเป็นเหม่อลอย ก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ลูกศิษย์คนสุดท้องคนนี้ฟังหลายต่อหลายครั้งว่า บูรพาจารย์ด้านศิลปะการป้องกันตัวหรือเหล่าหลวงจีนจาก วัดเส้าหลิน ที่ล่วงลับได้มาเข้าฝันและถ่ายทอดภูมิปัญญาที่สั่งสมต่อเนื่องมานานนับศตวรรษ และสืบทอดต่อกันมาในหมู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้ฝากรอยฝ่าเท้าเป็นร่องลึกบนพื้นหินในหอฝึก และอัฐิได้รับการเก็บรักษาไว้ในป่าเจดีย์(Pagoda Forest) นอกกำแพงวัด บุรุษเหล่านั้นคือบรรดาหลวงจีนผู้อุทิศชีวิตให้กับการฝึกฝนกังฟูด้วยกระบวนท่าที่มีชื่อเรียกอย่างมหัศจรรย์พันลึก อาทิ หมัดดอกเหมย (Plum Flower Fist) […]

คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ

คริสต์มาส เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ทั้งสุขสันต์และสดใส แล้วเหตุใดกันที่ทำให้คริสต์มาสได้รับความนิยมทั่วโลกมากมายขนาดนี้? คำสอนของคริสต์ไม่ได้กล่าวถึงวันประสูติของพระเยซู หากเพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิสนธินิรมลและทรงประสูติอย่างสมถะ นักประวัติศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับที่ว่า วันที่ 25 ธันวาคม มีความเกี่ยวข้องกับคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.336 คริสตจักรในกรุงโรมได้ทำการเฉลิมฉลองคริสต์มาสในวันนั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับเทศกาลเหมายัน (วันที่กลางคืนในซีกโลกเหนือยาวนานกว่ากลางวัน) เลี้ยงฉลองพระเสาร์ของโรมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า บางคนก็ฉลองคริสต์มาสในเดือนมกราคม เทศกาลฤดูหนาวจัดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ครั้งโบราณ จนในที่สุดประเพณีเหล่านั้นก็เชื่อมโยงกันกับคริสต์มาส ยกตัวอย่างเทศกาลเหมายันดั้งเดิมของเยอรมันที่เต็มไปด้วยช่อดอกไม้และการเฉลิมฉลอง หรือดรูอิด (ผู้นำศาสนา) ของชาวเคลท์ที่จัดเทศกาลครีษมายันยาวนานตลอดสองวันไปพร้อมกับการจุดเทียนและตกแต่งบ้านด้วยต้นฮอลลี่หรือแขวนมิสเซิลโท เมื่อเวลาผ่านไป คริสต์มาสได้รับความนิยม และกลายเป็นประเพณีใหม่ ในยุคกลางของอังกฤษ คริสต์มาสกินระยะเวลายาว 12 วัน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสนุกสนานรื่นเริงในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเล่นละครไปจนถึงการประกวดเพื่อฉลองการประสูติของพระเยซู เช่นนั้นแล้วดนตรี การให้ของขวัญ และของประดับตกแต่งจึงกลายมาเป็นวิถีปฏิบัติประจำเทศกาล   ชาวอเมริกันหล่อหลอมประเพณีในวันคริสต์มาสด้วยการแลกของขวัญ ในศตวรรษที่ 20 กระดาษห่อของขวัญเข้ามาแทนที่การห่อของขวัญด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อ Rollie B. Hall ผู้ซึ่งน้องชายของเขาเป็นผู้ก่อตั้ง Hallmark Cards ได้ใช้กระดาษหุ้มซองจดหมายสไตล์ฝรั่งเศสมาห่อของแทนกระดาษในร้านที่หมดไป เช่นเดียวกันกับที่ Hallmark ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การ์ดคริสต์มาสสมัยใหม่ แทนที่กระดาษการ์ดใบเล็กจากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 […]

การระบาดโควิด-19 และวัฒนธรรม จิตอาสา ในไทย

ในขณะนี้ ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อโควิด-19 กว่า 2.1 ล้านคนและผู้เสียชีวิตอีกกว่า 21,000 คน ผู้ต้องการความช่วยเหลือต่างพึ่งพาเหล่าอาสาสมัคร จิตอาสา ผู้มาช่วยเหลือ ในยามที่รัฐไม่ตอบสนองพวกเขา กรุงเทพ, ประเทศไทย – ณ ยามใกล้โพล้เพล้ ชาวไทยผู้ไร้บ้านกลุ่มหนึ่งเริ่มปรากฏตัวที่ถนนราชดำเนิน บรรดาผู้คนซึ่งสวมเสื้อผ้าเก่ารุ่งริ่งและมีแววตาเหนื่อยล้าขยับตัวอย่างช้าๆ บนถนน พวกเขาและเธอหล่านี้กำลังเดินทางไปรับบริจาคอาหารจากมูลนิธิอิสรชน กลุ่มไม่แสวงผลกำไรในกรุงเทพซึ่งมีภารกิจช่วยเหลือผู้ยากไร้ ที่หน้าแถว ผู้นำมูลนิธิท่าทางสุภาพคนหนึ่งให้กำลังใจผู้มาต่อแถวให้สู้ต่อไปแม้ช่วงเวลานี้จะยากลำบากเป็นพิเศษ “คุณไม่รู้หรอกค่ะ วันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นเหมือนพวกเขา หรือวันหนึ่งเขาอาจจะมาอยู่ในจุดเดียวกับเรา” อัจฉรา สรวารี เลขาธิการของมูลนิธิอิสรชนกล่าว “เราจึงไม่เคยตัดสินผู้คนที่ยากลำบากเหล่านี้เมื่อช่วยพวกเขา พวกเขาเป็นพลเมืองเหมือนกับเรา และควรจะได้เข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน” ในขณะนี้ ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิดกว่า 2.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 21,000 คน อาจมีบางคนกล่าวว่ายอดผู้ป่วยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด มีสาเหตุโดยตรงจากการที่รัฐบาลแจกจ่ายวัคซีนอย่างล่าช้า และความไม่พร้อมรับมือเมื่อสายพันธุ์เดลตามาถึงกรุงเทพ แต่คนไทยมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่าง นั่นนคือ “จิตอาสา” รากฐานทางวัฒนธรรมที่เน้นย้ำถึงการช่วยเหลือชุมชน ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงมีคนไทยมากมายเลือกเป็นอาสาสมัครเพื่อต่อสู้กับผลกระทบของโควิด แทนที่จะรอการช่วยเหลือจากรัฐ “ในเอเชีย เราถูกสอนมาให้ดูแลคนในครอบครัวครับ” ทอม เครือโสภณ นักลงทุนชื่อดัง กล่าวและเสริมว่า […]

ผู้อพยพ คนเกาหลีเหนือ แสวงเส้นทางแห่งเสรีภาพให้ตัวเองได้อย่างไร

สำหรับ คนเกาหลีเหนือ ผู้ที่หนีตายจากเงื้อมมือเผด็จการในบ้านเกิด การเดินทางฝ่าอันตรายกว่า 3,000 กิโลเมตรข้ามประเทศจีนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายของการเริ่มชีวิตใหม่ ความหนาวเหน็บของเดือนพฤศจิกายนเบียดตัวแนบหน้าต่างอพาร์ตเมนต์โกโรโกโสในเมืองเอี๋ยนจี๋ของจีน  ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนเกาหลีเหนือ 16 กิโลเมตร  สูงขึ้นไปสามชั้น  เสียงฝีเท้าหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่ง  เมื่อได้ยินเสียง  หญิงสาวสองคนก็รีบไปยังห้องด้านหลังและซุกตัวแนบผนังห้อง  จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตู  หญิงสาว คนเกาหลีเหนือ ทั้งสองซึ่งเป็นผู้หลบหนีออกนอกประเทศก้มศีรษะลง  ราวกับจะยอมรับในสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น  หากตำรวจจีนพบว่าไม่มีบัตรประชาชน  พวกเธอจะถูกส่งกลับประเทศโดยใส่กุญแจมือและโซ่ตรวน  และเมื่อไปถึงเกาหลีเหนือ  พวกเธอจะถูกจองจำให้ทำงานหนักในค่ายกักกันหลายปี อดีตเจ้านายเชื้อสายจีน-เกาหลีของพวกเธอ  ซึ่งเป็น เจ้าของธุรกิจขายบริการทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตก็กำลังตามล่าพวกเธอเช่นกัน  ตลอดปีที่ผ่านมา  “แดง” และ “ขาว” (นามแฝงที่ผมใช้เรียกพวกเธอ) ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ต่างอะไรกับนักโทษ  ถูกบังคับให้ “พูดจาลามกอนาจาร” และเปลื้องผ้าหน้ากล้องให้ลูกค้าออนไลน์ในเกาหลีใต้ได้เชยชม  เมื่อคืนก่อนองค์กรมิชชันนารีช่วย พวกเธอออกมาได้แล้วนำมาซ่อนตัวในเซฟเฮ้าส์แห่งนี้ เสียงเคาะประตูยังดังไม่หยุด ชายคนหนึ่งตะโกนถามว่า “พวกเธออยู่ในนั้นหรือเปล่า  เปิดเร็ว” ขาวจำเสียงนั้นได้  เพราะเป็นเสียงของหนึ่งในกลุ่มคนที่ช่วยพวกเธอออกมา เธอรุดไปที่ประตูและค่อยๆเปิดออกอย่างเงอะงะทุลักทุเล  ชายร่างผอมที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูส่งยิ้มแหยๆ เขาถือหม้อหุงข้าวและถุงข้าวสารอยู่ในมือ “พวกเธอคงหิวแย่แล้วสิ” สองสาวโค้งศีรษะเป็นเชิงทักทายก่อนจะนำ เขาเข้าไปในครัว  ไม่ช้าเสียงพูดคุยก็ดังไปทั่วห้อง มิชชันนารีส่งข่าวมาด้วยว่า “เตรียมตัวออกเดินทางเร็วๆ นี้ เพิ่งได้รับโทรศัพท์ยืนยัน” […]

ทำไมมนุษย์จึงอพยพ: บทเรียนจากการ เดินเท้ารอบโลก กว่า 39,000 กิโลเมตร

การ เดินเท้ารอบโลก สอนอะไรเกี่ยวกับการก้าวผ่านศตวรรษแห่งความอลหม่านของเรา ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดหลังท่องอยู่ในแอฟริการาว 240,000 ปี มนุษย์ที่มีโครงสร้างทางกายวิภาคสมัยใหม่เหมือนพวกเรา จึงเริ่มตั้งหน้าตั้งตาเดินออกจากทวีปมารดรและพิชิตโลก ผมหมกมุ่นกับคำถามนี้ เพราะเกือบเก้าปีในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเล่าเรื่อง ผมออกเดินเท้าไปตามเส้นทางยุคหินของบรรพบุรุษเราที่แยกย้ายออกจากแอฟริกา ผมเดินมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยท้ายที่สุดแผนที่วางไว้คือย่ำไปให้ถึงปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้ ที่ซึ่ง โฮโม เซเปียนส์ เดินไปจนจดขอบฟ้าทวีปแล้ว เป้าหมายของผมเรียบง่ายตลอดมา นั่นเหยียบเบรคให้ชีวิต ชะลอความคิด หน้าที่การงาน และโมงยามให้ช้าลง โชคไม่ดีที่โลก ก็มีความคิดอ่านของตัวเอง วิกฤติสภาพภูมิอากาศถึงขั้นสิ้นโลก การสูญพันธุ์อย่างกว้างขวาง การอพยพของมวลมนุษย์เพราะสถานการณ์บังคับ การลุกฮือของประชาชน ไวรัสโคโรนาที่คร่าชีวิต กว่า 3,000 รุ่งอรุณแล้วที่ผมผูกเชือกรองเท้าบู๊ต ออกก้าวไปบนดาวเคราะห์ที่เหมือนกำลังเร่งความเร็วจนฝ่าเท้าสะเทือน สู่วิกฤติมากมายที่จะส่งผลลึกล้ำต่ออนาคต ก่อนมาถึงเมียนมา ผมยังไม่เคยเดินหน้าเข้าหารัฐประหารเลย มีสมมติฐานมากมายว่าด้วยเหตุที่ทำให้เรากระจัดกระจายออกจากแอฟริกา นักวิจัยบางคนเชื่อว่า ทุพภิกขภัยขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเหวี่ยงเราออกไปสู่โลกที่กว้างขึ้น หมายความว่าพวกเราเก็บอาหารกินจนหมดทุ่งสะวันนาอันเป็นถิ่นกำเนิดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ บอกว่า ดินแดน“อาหรับเขียว” หรือตะวันออกกลางที่เคยเขียวขจีกว่าตอนนี้ล่อใจบรรพบุรุษขายาวของเราไปสู่พื้นที่ล่าสัตว์ใหม่ๆ กระนั้นก็ยังมีบางคนที่อ้างว่า เราเริ่มออกเร่ร่อนเก็บของตามชายหาด แล้วพลัดออกจากพื้นที่คุ้นเคยในแอฟริกา ไปตามแนวชายฝั่งที่เพิ่งผุดเมื่อระดับทะเลลดลง (ทฤษฎีการอพยพย้ายถิ่นทางแนวชายฝั่ง) สมมติฐานอธิบายมูลเหตุแห่งความอยู่ไม่ติดที่ของมนุษย์ที่ถูกใจผมมากกว่านั้นเกี่ยวข้องกับเสียงแห่ง ความทรงจำ พอจะอธิบายได้ดังนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณเดินโซซัดโซเซไปตามขอบเหวแห่งการสูญพันธุ์อยู่นานเหลือเกิน พวกเรามีจำนวนน้อยมากจนแทบไร้ตัวตนบนแผ่นดินบรรพกาล ใครบางคนอาจประดิษฐ์สิ่งของ […]

กรุงเทพ 24 ชั่วโมง: เจาะลึกชีวิตผู้คนในเมืองหลวงที่ไม่หลับใหล

อะไรที่ทำให้ กรุงเทพ ได้รับฉายาว่า “มหานครที่ไม่เคยหลับใหล” คงไม่ใช่เพียงแสงสีที่ให้ความสว่างไสว แต่เป็นชีวิตและกิจกรรมของผู้คนที่ “เคลื่อนไหว” ในมหานครแห่งนี้ คุณอาจพบเห็นพวกเขาแทบทุกวันแต่อาจไม่เคยล่วงรู้ว่า ชีวิตและหน้าที่การงานของพวกเขามีส่วนสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้เมืองหลวงของสยามประเทศอย่างไร 06:00 น. กรุงเทพ เกือบ 6 นาฬิกาแล้ว  แสงแรกแห่งวันเริ่มทอประกายเหนือขอบฟ้า พระพุฒิ พลวุฑโฒ เตรียมพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นหน้าที่แห่งสงฆ์ผู้เปรียบได้กับเนื้อนาบุญ นั่นคือการออกรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชน พระพุฒิออกจากวัดทางประตูด้านหลัง  ท่านอุ้มบาตรคู่กายเดินผ่านย่านชุมชนแออัด ก่อนจะข้ามถนนเพชรบุรี มุ่งหน้าสู่ตลาดสดประตูน้ำ จากนั้นเดินย้อนกลับมาตามถนนประตูน้ำเพื่อกลับสู่วัด และฉันภัตตาหารเช้าเวลา 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นอาหารเพียงมื้อเดียวของวัน ในแต่ละวันกิจวัตรที่ท่านต้องปฏิบัติต่อจากนี้ได้แก่ การทำวัตรเช้า เรียนภาษาบาลี ศึกษาพระธรรม ทำความสะอาดบริเวณวัด และทำวัตรเย็น พระพุฒิอธิบายว่า “อาตมาออกบิณฑบาตเช้ากว่านี้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ญาติโยมออกมาใส่บาตรค่อนข้างสาย”  ทำให้ท่านต้องออกบิณฑบาตเวลา 7 นาฬิกา แล้วอีกอย่างก็เพื่อหลีกเลี่ยงพระรูปอื่นๆ ที่ใช้เส้นทางเดียวกัน แม้การออกบิณฑบาตของพระพุฒิจะสายกว่าพระรูปอื่นๆถึงหนึ่งชั่วโมง  และถ้าเป็นในต่างจังหวัดหรือแม้แต่ย่านชานเมือง พระมักออกบิณฑบาตตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง  กระนั้นพระสงฆ์เหล่านี้ก็เป็นคนกลุ่มแรกๆที่เริ่มปลุกชีวิตชีวาให้นครหลวง ของสยามประเทศแห่งนี้ ชีวิตตลอดสิบปีที่ผ่านมาของพระพุฒิวนเวียนอยู่ในโลกทางธรรมภายในพระอารามหลวงเนื้อที่ 16 ไร่ ของวัด ปทุมวนาราม  ซึ่งตั้งอยู่ […]

กุมารี โลกลับของเทพเจ้าในร่างเด็กหญิงแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ

เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตา ศากยะ มีอายุ 21 ปี เธออาศัยอยู่กับครอบครัวในตึกแถวสี่ชั้นชานกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ไม่ไกลจากวัดสวายัมภูนาถ หนึ่งในสัญลักษณ์ของอดีตราชอาณาจักรแห่งนี้ แต่หากย้อนเวลากลับไปเพียงสิบกว่าปี อมิตา ศากยะ ก็คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศเช่นกัน เพราะในเวลานั้น เธอไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นเทพเจ้า อมิตา ศากยะ ในวัยเยาว์ดำรงสถานะกุมารีหลวงแห่งกาฐมาณฑุนาน 10 ปี (พ.ศ. 2534-2544) ตลอดระยะเวลานั้น เธอพำนักอยู่ที่กุมารีพะหาล (Kumari Bahal) หรือกุมารีเช (Kumari Che) ในภาษาเนวารี ตำหนักไม้แกะสลักสถาปัตยกรรมแบบอารามพุทธศาสนา พื้นเมืองอายุกว่าสองร้อยปีในย่านพระราชวังโบราณหรือจัตุรัสกาฐมาณฑุทุรพาร์ (Kathmandu Durbar Square) ซึ่งเมื่อหลายศตวรรษก่อนเจริญรุ่งเรืองขึ้นจากการเป็นชุมทางการค้าสู่อาณาจักรทิเบต ปัจจุบันที่นี่ยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่ว ทุกมุมโลก เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตาจะเดินทางไป ร่วมพิธีที่กุมารีเช ซึ่งในเวลานี้ มาตินา ศากยะ กุมารีหลวง องค์ปัจจุบันวัย 4 ขวบ พำนักอยู่ในฐานะเทพเจ้าที่มีชีวิต หากลองเดินสำรวจร้านขายของที่ระลึกในย่านจัตุรัส กาฐมาณฑุทุรพาร์ เราจะพบเห็นไปรษณียบัตรรูปใบหน้ากุมารีอมิตาได้ไม่ยาก เด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์สีแดงเข้มเดินดิ้นทองแพรวพราว […]

พิธีกรรมสวมหน้ากากเชื่อมโลกมนุษย์และจิตวิญญาณอันเก่าแก่ในบัลแกเรีย

ประเพณีพื้นบ้านในบัลแกเรียเชื่อมโลกมนุษย์กับภพจิตวิญญาณ เพื่อกำราบความชั่วร้าย บันดาลความมั่งคั่ง และสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง “พวกเขามากันหลายร้อยคน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงกระดิ่ง” อีโว ดังเชฟ เท้าความหลัง “บรรยากาศสุดเหวี่ยงและดิบเถื่อนสุดๆ ไปเลยครับ” ลองนึกภาพฝูงชนสวมหน้ากากน่าเกรงขาม ส่งเสียงเอะอะอื้ออึง กระโดดโลดเต้น กวัดแกว่งแขนไปมา เสียงกระดิ่งรัวดัง ป่วนจังหวะชีวิตปกติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้ๆ กับกรุงโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรีย ในเมืองเปอร์นิก ซึ่งทุกเดือนมกราคม จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลซูโรวา งานเฉลิมฉลองสวมหน้ากากยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก งานประเพณีเต้นรำสวมหน้ากากหยั่งรากลึกในบัลแกเรีย แต่เทศกาลฤดูหนาวคล้ายคลึงกันนี้จัดขึ้นอีกหลายแห่งในยุโรป เช่น เทศกาลอูซกาเวเนสในลิทัวเนีย มาโซพุสต์ในเช็กเกีย บูโชยารัสในฮังการี และคาปราในโรมาเนีย แต่ละงานมี กลิ่นอาย เครื่องแต่งกาย และพิธีกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นักเต้นสวมหน้ากากของบัลแกเรียอาจสวมบทและมีชื่อแตกต่างกัน แต่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า คูเคร์ (kuker พหูพจน์ kukeri) ผู้สร้างความตื่นตะลึง และความรื่นเริงแก่ผู้พบเห็น ประเพณีดังกล่าวคือสิ่งล้ำค่าควรเชิดชูสำหรับประกอบพิธีเอง เพราะถือว่าพวกเขากำลังธำรงรักษาพิธีกรรมตามความเชื่อพื้นบ้าน นอกจากนี้ การแปลงกายเชิงสัญลักษณ์และการผัดเปลี่ยนฤดูกาลใหม่ที่เฉลิมฉลองกันทั้งในรูปงานเต้นรำสวมหน้ากากตามหมู่บ้าน ที่ยืนยงมาช้านาน และในรูปเทศกาลสมัยใหม่ ยังดึงดูดการมีส่วนร่วมของชาวเมืองผู้หวนคืนถิ่นบรรพบุรุษปีแล้ว ปีเล่าในฐานะนักเต้นสวมหน้ากากในพิธี ช่างภาพ อีโว ดังเชฟ […]

ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้“คนนอก” เข้าไปเยือนอีกต่อไป จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาคและ ร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจาก คณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้ง สองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่ เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือน ผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึง ความตื้นลึกหนาบางได้ คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา […]

เจาะอดีต ปัจจุบัน อนาคตวงการ หนังสือไทย

เมื่อพูดถึงคุณค่า หนังสือไทย บางเล่มอาจเป็นตำราหายากของนักวิชาการตัวเก็งรางวัลโนเบล อาจเป็นของสะสมของเศรษฐี ผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ทางปัญญา หรืออาจไม่ต่างจากกระดาษชำระสำหรับคนไม่เห็นค่า เมื่อพูดถึงมูลค่า หนังสือไทย อาจเป็นที่มาของอุตสาหกรรมมูลค่า 20,000 ล้านบาทต่อปี อาจเป็นแหล่งรายได้สำหรับจ่ายค่าเช่าตึกของสำนักพิมพ์เปิดใหม่ หรือไม่ก็เป็นความหวังสุดท้ายของนักเขียนไส้แห้ง เมื่อพูดถึงชีวิต หนังสือบางเล่มอาจบอกเล่าเรื่องราวความรักประโลมโลก หรือสะท้อนภาพชีวิตจริงอันน่าเศร้าของมนุษย์ และหากพูดถึงมนุษยชาติ หนังสือเพียงเล่มเดียวอาจนำทางเด็กน้อยสักคนให้เติบใหญ่ขึ้นเป็นได้ทั้งไอน์สไตน์, ดา วินชี, ดาร์วิน, เอดิสัน, คานธี และแม้แต่ฮิตเลอร์ แต่สำหรับผม ทุกอย่างเริ่มจากหนังสือเล่มหนึ่งที่พบในห้องสมุดโรงเรียน หนังสือที่หาใช่วรรณกรรมอมตะระดับโลก ไม่ใกล้เคียงหนังสืออันเป็นตัวแทนแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ หรือหนังสือเพื่อการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ หนังสือเล่มนั้นคือรวมเรื่องสั้นหัสนิยายชุด “ฒ ผู้เฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทยผู้จากโลกนี้ไปแล้วกว่า 50 ปี เรื่องสั้นชุดนั้นพาผมล่องลอยไปบนฉากชีวิตแห่งท้องทุ่งเมืองเพชรบุรี และชนบทไทยในยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันบริบูรณ์ หรือไม่ก็ความแห้งแล้งกันดาร การกดขี่ ธาตุแท้ของมนุษย์ ความเรียบง่าย ความทรหด อารมณ์ขันร้ายกาจ ไปจนถึงตัวละครเท่ ๆ อย่างนักเลงปืน เสือนักปล้น อนงค์สะคราญ และพระเอกโฉมงามแห่งบ้านทุ่ง ที่ขาดไม่ได้คือบรรดาเฒ่าหนู เฒ่าโพล้ง […]

หลังตอลิบานหวนคืน ชีวิตของ ชาวอัฟกานิสถาน ที่ถูกแบ่งแยกจะเป็นเช่นไร

ชาวอัฟกานิสถาน ต้องเดิมพันด้วยอะไร และเสี่ยงจะสูญเสียอะไร เมื่อกลุ่มตอลิบานหวนคืนสู่อำนาจ หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกไป 15 สิงหาคม 2021 กลุ่มตอลิบานที่ฟื้นคืนชีพอีกครั้งยาตราเข้าสู่กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสาน ขณะที่มีรายงานว่า ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานี หนีออกจากประเทศแล้ว  การระดมยิงและความแตกตื่นเริ่มปรากฏตามท้องถนนแทบจะในทันที  ก่อนหน้านี้หลายวัน กองกำลังอิสลามสายสุดโต่งเข้ายึดกันดะฮาร์ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ รวมทั้งเมืองหลวงของแคว้นต่างๆ อีกหลายแห่ง ระหว่างนั้น กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และเพนตากอนเร่งอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตและ ชาวอัฟกานิสถาน บางส่วนที่เคยทำงานให้กับรัฐบาลอเมริกัน ยี่สิบปีผ่านไปนับตั้งแต่สหรัฐฯบุกอัฟกานิสถานเพื่อกำจัดกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 และโค่นล้มการปกครองของตอลิบานในอัฟกานิสถานซึ่งให้ที่พักพิงแก่กลุ่มดังกล่าว ส่งผลให้มีการเสริมกำลังทหารและอัดฉีดเงินทุนเพื่อการพัฒนาให้รัฐบาลยุคหลังตอลิบาน โดยมียอดรวมเป็นกองกำลังนานาชาติกว่า 150,000 นาย  กับเงินช่วยเหลือรายปีสูงเกือบเจ็ดพันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงตึงเครียดที่สุดของปี 2011 แต่การทุ่มหนนี้กลับถอนรากถอนโคนตอลิบานไม่สำเร็จ ท้ายที่สุด สหรัฐฯก็ตัดสินใจยุติสงครามยุคใหม่ที่ยาวนานที่สุดของประเทศลง  ในสัปดาห์กลางเดือนสิงหาคม กองกำลังตอลิบานยึดเมืองใหญ่เกือบทั้งหมดคืนสำเร็จ และเข้ากุมอำนาจเขตต่างๆใน 34 แคว้นของอัฟกานิสถานได้เกือบทั้งหมด ปัจจุบัน พลเมืองอัฟกานิสถานกว่าสามในสี่อายุไม่ถึง 25 ปี ยังเยาว์เกินกว่าจะจดจำการปกครองด้วยความหวาดกลัวของกลุ่มตอลิบานได้  และเคยชินกับเสรีภาพเกินกว่าจะสละเสรีภาพเหล่านั้นไป โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ  […]

เดินทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า นับจากประสูติจนปรินิพพาน จากเนปาลสู่อินเดีย

ตามรอยพระพุทธเจ้า จากเนปาลสู่อินเดีย ภารกิจแห่งจิตวิญญาณเพื่อตามหามหาบุรุษผู้แสวงหาโมกขธรรม ผมกำลังเดินเท้าผ่านด่านพรมแดนโสเนาว์ลีปราการด่านสุดท้ายในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย ก่อนเข้าสู่เขตประเทศเนปาลพร้อมนักท่องเที่ยววัยแสวงหาอีกหลายสิบชีวิต พวกเขาล้วนมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่สาครมาทา “หน้าผากแห่งท้องฟ้า” หรือชื่อในภาษาท้องถิ่นของเอเวอเรสต์ ยอดเขาสูงที่สุดในโลก ทว่าเส้นทางของผมนั้นต่างออกไป เพราะการมาเยือนเนปาลครั้งนี้ คือการตามรอยจาริกของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่ทว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง จนค้นพบสัจจธรรมที่เรียกว่า “ธรรมะ” อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ มหาบุรุษผู้นั้นคือพระศาสดาพุทธโคดม หรืออดีตเจ้าชายสิทธัตถะ จากพรมแดนเนปาล ผมโดยสารรถประจำทางท้องถิ่นไปยังตลาดเมืองเตาลิฮาวา เพื่อต่อรถไปยังเมืองติเลาราโกฏ [เมืองโบราณติเลาราโกฏ (Tilaurakot) ในปัจจุบัน อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลประมาณ 300 กิโลเมตร] ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงแห่งแคว้นสักกะ แคว้นอิสระที่ปกครองตนเองโดยเหล่าตระกูลศากยวงศ์ สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา ทุกวันนี้ กรุงกบิลพัสดุ์เหลือเพียงกองอิฐ ซากปรักหักพัง และเนินดินที่สูงไม่เกินสองเมตร บันทึกในคัมภีร์โบราณของพุทธศาสนาทั้งสองนิกายใหญ่ คือเถรวาทและมหายาน กล่าวถึงการก่อสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ไว้ว่า ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาหิมาลัย และเต็มไปด้วยต้นสักกะจำนวนมาก [ปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่า ต้นสักกะคือพรรณไม้ชนิดใด แต่บริเวณรอบ ๆ ซากโบราณสถานมีต้นตะคร้อขนาดใหญ่และต้นทองกวาวขึ้นอยู่ทั่วไป] ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเสนอว่า นครแห่งนี้เกิดจากเหล่าราชบุตรพลัดถิ่นของพระเจ้าโอกกากราชที่อาจหาญสร้างบ้านแปลงเมืองด้วยไพร่พลและกำลังคนของตนพระเจ้าโอกกากราชจึงพระราชทานคำชมว่า “ศากยะ” แปลว่าผู้มีความสามารถ จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของศากยวงศ์ แม้กรุงกบิลพัสดุ์จะเหลือเพียงกองซากอิฐ แต่ความพยายามฟื้นฟูสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดำเนินการมายาวนานแล้ว ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2439 ดร.เอ. […]

เปิดตำนานสารพัด ผีไทย :ความเชื่อหรือเรื่องจริง

ผีไทย : ฮาโลวีนปีนี้ตรงกับออกพรรษา ว่ากันว่าคืนนี้บรรดาภูตผีต่างเฉลิมฉลองการกลับมาเยือนโลกมนุษย์อีกครั้ง ค่ําคืนเดียวกัน จันทร์ กระจ่างอาจยวนใจบรรดาสาวหนุ่มให้รุดหน้าสู่ย่านสถานบันเทิงเพื่อตามหา “วิญญาณเร่ร่อน” ทั้งเธอและเขาอุปโลกน์ตนเองเป็นผีปลอมๆ และ ถ่ายภาพคู่กับแจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น ฟักทองแกะสลักเป็นโคมไฟก่อนบิดกายราวกับถูกทรมานจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาในรูป ของเสียงดนตรีแผดสนั่นและเครื่องดื่มสีอำพัน เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านผึ้งคืนนั้น หลังราตรีคลี่ม่านดำ ห่มคลุมแดนกันดารแห่งอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ฤดูเกี่ยวข้าวหอบคลีฝุ่นฟุ้งเงาทมิฬ เราเดินผ่านชาวบ้าน ที่กำลังประกอบและตกแต่งปราสาทผึ้งสำ หรับงาน ตักบาตรเทโวในวันพรุ่ง เพื่อมาเยือนเรือนไม้เก่าสองชั้น ของพ่อใหญ่วัง สุวรรณจักร ซึ่งแปรสภาพเป็นสถานที่ จัดงานเลี้ยงใหญ่ประจำปีของบรรดา “ผีฟ้า” หรือ “แถน” เรือนหลังนั้นผสมกันระหว่างไม้กับปูน ชั้นล่าง เป็นคอนกรีต พื้นปูเสื่อนํ้ามันสีสด มีโทรทัศน์ ข้าวของ เบ็ดเตล็ด ชั้นสองสร้างด้วยไม้ทั้งชั้น เนื้อที่ราว 20 ตารางเมตร แบ่งเป็นสองห้อง หนึ่งในนั้นคือหิ้งบูชา ผีฟ้า ดอกไม้มาลัยแขวนระเกะระกะจนแทบไม่เหลือ ที่ว่าง นํ้าแดง นํ้าเขียว นํ้าส้ม สุรา ธูปเทียน แจกัน หมากพลู พานพุ่ม และถ้วยชามรามไห […]

สงครามยาเสพติด กับความจริงที่มอง(ไม่)เห็น

ท่ามกลางวังวนและวาทกรรมขาวดำของการรณรงค์ สงครามยาเสพติด จะยังคงเป็นปัญหาที่เราไม่อาจเอาชนะ หากปราศจากความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหา กลางดึกที่ร้อนอบอ้าวคืนหนึ่งของเดือนเมษายน เป็นเวลาที่ผู้คนต่างหลับใหล ร้านรวงและผับบาร์ปิดบริการไปนานแล้ว แต่ผมยังกระสับกระส่ายไม่อาจข่มตาหลับ ผมนอนเงี่ยหูฟังเสียงเพลงแผ่ว ๆ ที่ดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง เป็นบทเพลง Desperado ของวงดิอีเกิลส์ (The Eagles) เพลงหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตวัยรุ่นของผม “…เจ้าคนกล้าบ้าบิ่นเอย เจ้าไม่มีทางย้อนเวลากลับไปอย่างเดิมได้หรอก ความเจ็บปวดที่เจ้าได้รับ ความหิวโหยที่เจ้าประสบ น่าจะทำให้เจ้ายอมรับสภาพได้เสียที…” ผมนอนคุดคู้ซุกกายอยู่ในหลืบของตัวเอง พลางเหลือบสายตาไปยังผู้คนรอบตัว ที่นี่มีทั้งคนมีอันจะกิน นักธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน วัยรุ่นคึกคะนอง และชาวบ้านร้านตลาดพวกเขานอนก่ายเกยกันในห้องสี่เหลี่ยมที่ร้อนอบอ้าว เสมอภาคและเท่าเทียม แน่นขนัดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้เดินหรือแม้แต่ขยับตัว เสียงไอและกรนดังเป็นระยะ ๆ คลอเสียงเพลงที่ยังแว่วมาตามลม เสียงเพลงดังผ่านผนังและลูกกรงเหล็ก ไม่มีอะไรสามารถพันธนาการเสียงนั่นได้ ”…อิสรภาพ โอ้ อิสรภาพ มันก็แค่คำที่ใคร ๆ เขาพูดกัน แต่พันธนาการของเจ้ากำลังเดินผ่านโลกนี้ไปเพียงลำพัง เท้าของเจ้าไม่หนาวเหน็บบ้างหรือในฤดูหนาว ฟ้าก็ไม่โปรยหิมะลงมา ดวงอาทิตย์ก็ไม่ส่องแสง บอกไม่ถูกเลยว่ากลางคืนหรือกลางวัน เจ้ากำลังสูญเสียช่วงเวลาในชีวิตทั้งที่ดีและเลวร้ายไปจนหมดสิ้น มันน่าขันไหมเล่าว่าความรู้สึกเช่นนั้นจากไปอย่างไร…” ด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง ทำให้ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้เข้าไปสังเกตการณ์ในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ผู้ต้องขังที่นั่นส่วนใหญ่ถ้าไม่ต้องคดียาเสพติด ก็มักมีส่วนเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด […]

งานวิจัยเผยขัอมูลของแรงงานอาหารทะเลไทย

งานวิจัยเผย แรงงานอาหารทะเลไทย ค่าจ้างไม่พอชนเดือน และยังพบความไม่เท่าเทียมระหว่างชายหญิง ซ้ำยังเจอการระบาดใหญ่ใหญ่ซ้ำเติม ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานและความยั่งยืนทางทะเล 14 องค์กร เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดเรื่อง “ชีวิตไม่มั่นคงและโรคระบาด : บทสำรวจปัญหาค่าจ้างและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แรงงานซึ่งมีความเปราะบางด้านรายได้และคุณภาพชีวิตอยู่แล้ว ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นในวิกฤติการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 แรงงานอาหารทะเลไทย รายได้แรงงานน้อยกว่า ‘ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน’ งานวิจัยชิ้นนี้สำรวจแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ประมง ประมงต่อเนื่อง โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และฟาร์มกุ้ง ในพื้นที่ 8 จังหวัดของประเทศไทย โดยใช้ ‘ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน’ ซึ่งได้มาจากค่าแรงขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายไทยคูณด้วย 30 วัน เป็นเกณฑ์พื้นฐานของรายได้ขั้นต่ำที่สุดที่จะทำให้แรงงานสามารถดำรงชีวิตได้ตลอดทั้งเดือน ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือนในพื้นที่ที่งานวิจัยนี้ทำการศึกษาต่ำสุดอยู่ที่ 9,390 บาทต่อเดือนที่จังหวัดปัตตานี และสูงสุด 10,050 บาทต่อเดือนที่จังหวัดระยอง แต่ผลการสำรวจพบว่าแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 58 มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มประมงต่อเนื่องและแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 7,839 และ 8,423 บาทต่อเดือน ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น […]

เมื่อเกิดในอัฟกานิสถาน เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย

เมื่อเกิดใน”อัฟกานิสถาน” เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย ใน”อัฟกานิสถาน” มีเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่พอใจกับอิสระเสรีเฉกเช่นเด็กผู้ชาย ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงเหล่านี้ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับผู้ชาย พวกเธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผู้ชาย เข้าร่วมการต่อสู้ในสงคราม มีส่วนร่วมกับพิธีกรรมในศาสนา หรือแม้แต่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ ทั้งหมดนี้คุณสามารถเป็นได้แม้เกิดมาเป็นผู้หญิง หากกลายเป็นผู้ชายแล้วไซร้อนาคตย่อมดีกว่า “เมื่อเพศหนึ่งมีความสำคัญ ในขณะที่อีกเพศไม่เป็นที่ต้องการ แน่นอนว่าต้องมีใครบางคนต้องการข้ามไปยังอีกฝั่ง” Najia Nasim ผู้อำนวยการองค์กร Women for Afghan Women ในอัฟกานิสถานกล่าว ในสังคมของอัฟกานิสถาน เมื่อเกิดเป็นผู้หญิงคุณต้องพึ่งพาผู้ชายทั้งในด้านการเงินและด้านสังคม ดังนั้นแล้วการเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงจึงถูกมองว่าเป็นภาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกผู้ชายสามารถหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว และคอยดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าได้ เพื่อตอบโต้กับความเชื่อนี้บางครอบครัวนิยามเพศของลูกสาวตนเองเสียใหม่ พวกเธอถูกเรียกว่า “Bacha Posh” ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเลี้ยงดูลูกสาวอย่างลูกชายแล้วล่ะก็ ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป ผู้เป็นแม่จะให้กำเนิดลูกชาย “ธรรมเนียมนี้ช่วยให้ครอบครัวที่ไม่มีลูกชายหลีกเลี่ยงข้อครหาจากสังคม เด็กผู้หญิง Bacha Posh สามารถออกไปซื้อของนอกบ้านได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่ไปส่งพี่สาวน้องสาวไปโรงเรียน หางานทำ เล่นกีฬา ทำอะไรก็ได้เช่นเดียวกับที่เด็กผู้ชายในสังคมทำ” Nasim กล่าว ที่มาของความเชื่อนี้เกิดขึ้นเมื่อใดไม่มีใครทราบ แต่ปัจจุบันกำลังแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ฤดูร้อนปี 2017 Loulou d’Aki ช่างภาพชาวสวีเดนเดินทางไปทั่วอัฟกานิสถานเพื่อบันทึกสารคดีของ Bacha Posh หลังเธอได้อ่านหนังสือเรื่อง The […]

การหวนคืนของตาลีบัน จะสร้างภัยต่ออนาคตของ ชาวอัฟกานิสถาน อย่างไร

อิสรภาพที่ ชาวอัฟกานิสถาน ได้มาตั้งแต่ปี 2001 กำลังอยู่ในอันตราย เมื่อกลุ่มหัวรุนแรงยึดประเทศได้สำเร็จเนื่องจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ท่ามกลางหมอกควันสีน้ำเงินของควันจากเตาฮุคคา (บารากุ) ในคาเฟ่แห่งหนึ่งในไอโนมีนา ย่านหรูหราขนาดใหญ่ในเมืองกันดาฮาร์ อัฟกานิสถาน เหล่าชายหนุ่มนั่งทอดตัวอยู่บนเก้าอี้นุ่ม จิบกาแฟใต้โทรทัศน์จอแบนที่ฉายภาพมิวสิควีดีโอร้อนแรง ลำตัวเปลือยเปล่าของหญิงสาวถูกเซ็นเซอร์โดยสถานีโทรทัศน์ แม้ ชาวอัฟกานิสถาน จะเป็นคนสังคมอิสลามอนุรักษ์นิยม แต่พวกเขาเหล่านี้คือคนรุ่นใหม่หัวทันสมัยที่อาศัยอยู่ในเมือง เป็นคนรุ่นที่เติบโตหลังการล่มสลายของรัฐบาลตาลีบัน และมีความทรงจำถึงผู้ปกครองคลั่งศาสนาจอมกดขี่ที่เกิดในเมืองแห่งนี้เเต่เพียงเลือนลาง ในความหรูหราและบรรยากาศชานเมืองปกติในย่านชุมชนแห่งนี้ เป็นเรื่องง่ายที่เหล่าชนชั้นกลางและสูง ซึ่งหลายคนได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล จะลืมสงครามที่ปะทุอยู่โดยรอบ “คนที่นี่ไม่กังวลครับ” สุไลมาน อาร์ยัน ครูสอนภาษาอังกฤษวัย 28 ปีที่ทำงานและพักอาศัยในย่านนี้ กล่าว แต่นั่นเป็นเรื่องของอดีต เพราะในตอนนี้ ความสงบได้แตกสลายลงแล้ว ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน กลุ่มตาลีบันเข้ายึดพื้นที่ในชนบท และด้วยความรวดเร็วจนน่าใจหาย กลุ่มติดอาวุธซึ่งกำลังฮึกเหิมเนื่องจากมีการทำสัญญากับสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีรัฐบาลอัฟกานิสถานร่วมอยู่ด้วยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 กลุ่มติดอาวุธนี้ได้ยึดหัวเมืองสำคัญในอัฟกานิสถานได้เกือบทั้งหมด ในจำนวนนั้นรวมถึงกันดาฮาร์ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ จนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ยี่สิบปีหลังสหรัฐฯ รุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับไล่พวกเขาและกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ออกจากอำนาจเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเหล่านี้ต้องระเห็จไปซ่อนตัวในปากีสถานและเริ่มรวบรวมและรื้อฟื้นกำลังใหม่ เมื่อสหรัฐฯ มุ่งความสนใจและทุ่มสรรพกำลังไปกับสงครามอิรัก [เมื่อปี 2003 […]