Cultures Archives - Page 3 of 27 - National Geographic Thailand

ออกตัวไปแล้วและไปลับ บอกลากีฬาแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์

การแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์ ในสหรัฐ ใกล้ปิดฉาก หลังรัฐฟลอริดายกเลิกการพนันในสนามแข่งสุนัข ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ คืนวันเสาร์เดือนสิงหาคม เวลา 20.30 น. ดวงจันทร์ข้างแรมลอยต่ำอยู่บนท้องฟ้า แสงนวลของมันเทียบไม่ได้เลยกับแสงจากป้ายไฟนีออนที่เขียนว่า สนามแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์ และเดอร์บีเลน ผู้ชมราว 300 คนนั่งกระจายบนอัฒจันทร์ที่นี่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา ซึ่งเคยจุคนนับพัน พวกเขา คุยกันจ้อกแจกขณะลำโพงเล่นดนตรีแนวบิ๊กแบนด์และร็อกกะบิลลี แล้วเงียบเสียงลงเมื่อเฟรเดอริก เดวิส เดินนำขบวนสุนัขออกมา “ทีเอ็นที เชอร์ล็อก” ผู้ประกาศขานชื่อสุนัขรูปร่างปราดเปรียวตัวแรกจากแปดตัวขณะเดวิสหยุดพวกมันไว้ตรงหน้าอัฒจันทร์ สุนัขแต่ละตัวมีหมายเลขระบุบนเสื้อกั๊ก จากนั้น เดวิส วัย 41 ปี และผู้ควบคุมสุนัขแปดคนที่เขาเดินนำมา พาสุนัขเข้าคอกปล่อยตัว หุ่นกระต่ายวิ่งฉิวผ่านไปส่งเสียงดังเอี๊ยดและประกายไฟสีน้ำเงินออกมา ประตูคอกเปิดออก สุนัขเกรย์ฮาวนด์พุ่งออกไปบนลู่แข่งอย่างรวดเร็ว อุ้งเท้าของสุนัขสะบัดทรายขึ้นในอากาศ ขณะพวกมันควบไปรอบลู่แข่งรูปวงรีเป็นเวลา 30 วินาที ด้วยความเร็วสูงถึง 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดอร์บีเลนซึ่งเปิดกิจการเมื่อปี 1925 เป็นสนามแข่งสุนัขเกรย์ฮาวนด์ที่ดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องเก่าแก่ที่สุด ในสหรัฐฯ แต่เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2020 สนามแห่งนี้ก็จัดการแข่งขันนัดสุดท้าย สองปีก่อนหน้านั้น […]

บามียัน พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น

20 ปีหลังจากการทำลาย บามียัน พระพุทธรูปโบราณ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือโพรงบนผนังอันว่างเปล่าและความทรงจำ ความพยายามในครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ของ Pascal Maitre ในการไปเยือนพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่แกะสลักบนไหล่เขาของหุบเขาบามียันในอัฟกานิสถานนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ในปี 1996 ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนนี้อยู่กรุงคาบูลเพื่อมาทำงานที่ได้รับมอบหมายกับนิตยสาร L’express แม้การเดินทางจากกรุงคาบูลไปเมือง บามียัน มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร แต่ในทุกเช้า เขาได้รับการปฏิเสธจากคนขับรถทุกครั้ง แม้เขาจะเพิ่มค่าจ้างให้ก็ตาม ในตลอดเส้นทาง จะมีกองกำลังติดอาวุธประจำจุดตรวจระหว่างทาง และรถขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นเป็นที่หมายตามากเป็นพิเศษ และรถที่พยายามผ่านทางไปมักถูกยึด Pascal ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จนในที่สุด เขาสามารถเดินทางผ่านจุดตรวจโดยรถประจำทางของเมืองที่เขาเช่ามาซึ่งเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และนั่งท่ามกลางพวกเขาในชุดเสื้อคลุมและกางเกงในแบบอัฟกานิสถาน ที่ชื่อว่า Perahan Tunban แต่บามียันนั้นเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าความเสี่ยง พระพุทธหินคู่นี้เริ่มสร้างขึ้นในศตววรษที่ 6 องค์หนึ่งมีความสูง 38 เมตร ส่วนอีกองค์หนึ่งมีความสูง 55 เมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา แม้จะผ่านทั้งยุคสมัย การถูกละเลย และช่วงสงคราม บามียันก็ยังคงดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดพักอันคึกคักในเส้นทางสายไหมและศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา พื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ได้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ประเทศนี้อยู่ภาวะที่สั่นคลอนเกินกว่าจะรักษาพระพุทธรูปเหล่านี้ไว้ แม้ก่อนหน้า Maitre ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยไปยังบามียัน […]

เส้นพิพาทเหนือขุนเขา อินเดีย-ปากีสถาน บนสมรภูมิที่สูงที่สุดบนโลก

การเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดบนแผนที่ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชักนำ อินเดีย-ปากีสถาน สู่สงครามในสมรภูมิที่สูงที่สุดในโลก ใครเปลี่ยนและเปลี่ยนทำไม เป็นปริศนายาวนานที่เพิ่งคลี่คลาย 27 มิถุนายน 1968 จดหมายแอร์แกรมเลขที่ เอ-1245 ถูกส่งไปยังสำนักงานนักภูมิศาสตร์ (Office of the Geographer) หน่วยงานที่แทบไม่มีใครรู้จักซุกตัวอยู่ภายในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ท้ายที่สุด จดหมายฉบับนี้็ก็ไปอยู่บนโต๊ะของนักภูมิศาสตร์ผู้ช่วยวัย 45 ปี ชื่อโรเบิร์ต ดี. ฮอดจ์สัน จดหมายซึ่งลงนามโดยวิลเลียม เวเทอร์สบี อุปทูตสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงนิวเดลี ขึ้นต้นว่า “ในหลายโอกาส… รัฐบาลอินเดียได้ท้วงติงทางสถานทูตอย่างเป็นทางการว่าด้วยเรื่องแผนที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในอินเดียซึ่งระบุสถานะแคว้นแคชเมียร์เป็น ‘พื้นที่พิพาท’ หรือดูจะแยกขาดจากดินแดนส่วนที่เหลือ ของอินเดีย” จดหมายปิดท้ายด้วยการขอทราบแนวทางว่าควรจะแสดงเส้นพรมแดนของอินเดียบนแผนที่ต่างๆของสหรัฐฯอย่างไร สำหรับ อินเดีย-ปากีสถาน สองชาติที่ถือกำเนิดจากการนองเลือดที่มาพร้อมกับการแบ่งประเทศ (Partition) ศัพท์ทางการที่หมายถึงการยุบและแบ่งดินแดนบริติชอินเดีย แผนที่ถือเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ ประจำชาติ แต่สำหรับฮอดจ์สันและทีมงานคนอื่นๆ ที่สำนักงานนักภูมิศาสตร์ แผนที่เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ของวิชาชีพ ในแต่ละปี รัฐบาลสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่หลายพันฉบับ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้จัดพิมพ์แผนที่ รายใหญ่ที่สุดในโลกตามการประเมินของหลายสำนัก ความรับผิดชอบในการแสดงเส้นแบ่งเขตแดนในทางการเมืองระหว่างประเทศตกเป็นของสำนักงานนักภูมิศาสตร์ […]

“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

สัมผัสเบื้องหลังของผู้คนจากหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้ประท้วงในเมียนมา ที่มาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามของกองทัพ นครย่างกุ้ง, เมียนมา – กลุ่มนายพลผู้บีบเค้นสภาวะการประชาธิปไตยได้ไม่นานนักของเมียนมาโดยการทำรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อาจไม่ได้คาดคิดถึงการตอบโต้จากประชาชนครั้งใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความพยายามของกองทัพในการทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ต้องสูญเปล่า ดูเหมือนว่าในช่วง 2-3 วันแรก ประชากรราว 54 ล้านคนของประเทศต่างอยู่ในภาวะเงียบงัน ทว่า ในวันที่ 4 หลังจากเริ่มมีการใช้กำลังตำรวจปราบปรามและจับกุม ผู้คนต่างหลั่งไหลสู่การประท้วงบนท้องถนนโดยสงบซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทนกับเผด็จการทหารอันโหดร้ายมานานกว่า 50 ปี และได้สัมผัสการทดลองการมีประชาธิปไตยในช่วง 10 ปีให้หลัง เป็นระบอบลูกผสมกับอำนาจกองทัพก็ได้เข้าร่วมการต่อต้านครั้งนี้ด้วยความโกรธแค้นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น การประท้วงก็กลายเป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกช่วงวัย และสาขาอาชีพอันหลากหลาย ในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพและตำรวจเริ่มยิงปืนไปที่กลุ่มผู้ประท้วงผู้ไร้ซึ่งอาวุธ ในวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 224 คน มีผู้ถูกจับกุมกว่า 2,258 คน ตามข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเมียนมา โดยสมาคมได้ติดตามการบุกโจมตีในเวลากลางคืนและการกักขังหมู่จำนวนมากเช่นกัน […]

รายากับมังกรตัวสุดท้าย : ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเจ้าหญิงจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน รายา กับมังกรตัวสุดท้าย ทว่า ภาพยนตร์เรื่องสามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมจากภูมิภาคนี้ได้ดีเพียงใด เรื่องราวในดินแดนจินตนาการ การต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคของตัวละครเอก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจ คือสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์จากดิสนีย์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ดินแดนในจินตนาการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากภูมิภาคหรือประเทศที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงอย่าง ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้  (Moana) ที่เชื่อว่านำมาต้นแบบมาจากประเทศแถบหมู่เกาะในเขตโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก อะลาดิน จากภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมู่หลาน ที่เชื่อว่าเป็นวีรสตรีต้นแบบจากประเทศจีนยุคโบราณ และหลังจากในรอบ 90 ปี การก่อตั้งสตูดิโอ ดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่นำฉากหลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง  รายากับมังกรตัวสุดท้าย (Raya and the Last Dragon)  ที่ทางทีมผู้สร้างกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปในภูมิภาคดังกล่าว รายากับมังกรตัวสุดท้าย เล่าเรื่องถึงนครสมมติที่ชื่อว่า คูมันตรา ที่ครั้งหนึ่งเป็นนครที่ทั้งมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันเมื่อ 500 ปีก่อน โดยมังกรเป็นผู้ดูแลและดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์บนโลก จนกระทั่งมีปีศาจที่ชื่อว่า ‘ดรูน’ ที่มีลักษณะคล้ายหมอกควันเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์และโลกใบนี้ไว้ ทิ้งไว้เพียงอัญมณีมังกร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพลังจากมังกรที่คอยปกปักโลกนี้เอาไว้เบื้องหลัง แต่ตามตำนาน ยังมีมังกรตัวสุดท้ายที่ชื่อว่า ซิซู ที่ยังคงหลับใหลและซ่อนตัวอยู่หลังจากเหตุการณ์เสียสละของเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทว่าหลังจากนั้น ผู้คนในนครคูมันตราเกิดความขัดแย้งจนต้องแตกตัวเองออกเป็น 5 เผ่าใหญ่ และมีการแย่งชิงอัญมณีดังกล่าวซึ่งถูกเก็บรักษาไว้โดยเจ้าเมืองเบญจา เจ้าเมืองผู้มีความฝันว่าต้องการรวมผู้คนจาก 5 […]

ชาวต่างชาติสามารถสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ ได้

คนไทยในกองทัพสหรัฐอเมริกาให้กำลังใจแก่ผู้ที่สนใจอยากสมัครเข้ารับราชการทหารใน กองทัพสหรัฐ ฯ จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพใบงานนักเรียนที่มีหัวข้อให้เขียนอาชีพในฝัน และคณะที่อยากจะเข้าเรียน ข้อความที่ปรากฏบนภาพ ระบุว่า อาชีพในฝันคือ ทหารอเมริกัน (U.S.Army) แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนคณะอะไร นักเรียนจึงเขียนไปว่าภาษาศาสตร์ ซึ่งครูเขียนคำแนะนำกลับมาในใบงาน บอกให้กลับมาแก้ระบุว่า ขอเป็นอาชีพในอนาคตที่มีโอกาสเป็นได้ หลังจากเรื่องนี้ถูกส่งต่อจำนวนมาก ทหารเชื้อสายไทยที่ประจำอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงออกมาร่วมกันทำคลิปวิดีโอ เพื่อส่งกำลังใจให้น้องๆ ที่ฝันอยากเป็นทหารอเมริกัน ในทุกปีปีมีผู้ถือกรีนการ์ดแต่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันมากกว่า 8,000 คน ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ปี 2001 สมาชิกทหารกว่า 120,000 คน ซึ่งเป็นผู้อพยพ กลายเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ตามประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ นายทหารที่เป็นคนต่างชาติเหล่านี้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง พวกเขาได้ร่วมต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธมาตั้งแต่สงครามปฏิวัติ ข้อกำหนดในการเข้าร่วมกองทัพสำหรับชาวต่างชาติ ในสหรัฐฯ การรับราชการทหารพลเมืองอเมริกัน และชาวต่างชาติ เป็นระบบความสมัครใจ หน่วยบริการพลเมืองและการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (USCIS) กล่าวว่า สาขาบริการแต่ละสาขามีข้อกำหนดในการเกณฑ์ทหารที่แตกต่างกัน แต่มีข้อกำหนดมาตรฐานบางประการที่เหมือนกันทั้งประเทศ ณัฐพล เฉลยเพียร คนไทยที่ประจำอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ มาแล้ว 16 ปี ปัจจุบันทำงานด้านการสรรหาและคัดเลือกกำลังพลเข้ากองทัพ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คนที่อยากจะเป็นทหารบก […]

ภิกษุณีธัมมนันทา : นักบวชหญิงผู้สืบสานพระศาสนา แม้ไม่ถูกยอมรับเป็นนักบวชตามกฏหมายไทย

ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย  สัมภาษณ์พิเศษ ภิกษุณีธัมมนันทา ภิกษุณี ธัมมนันทา หรืออดีต รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการด้านศาสนาและสตรี หลังรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศาสนาและปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่นานถึง 27 ปี และเกษียณอายุราชการก่อนสามปี เพื่อบรรพชาเป็นสามเณรีเมื่อปี พ.ศ 2544 ณ ประเทศศรีลังกา และต่อมาอุปสมบทเป็นภิกษุณีเถรวาทรูปแรกของไทยในปี พ.ศ. 2546 ปัจจุบัน ภิกษุณีธัมมนันทาเป็นเจ้าอาวาสและประธานภิกษุณีสงฆ์วัตรทรงธรรมกัลยาณีภิษุณีอาราม อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ผู้เป็นมารดา แม้จะไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากคณะสงฆ์ไทย อีกทั้งภิกษุณีก็ไม่ได้รับสถานะนักบวชตามกฎหมาย ทว่าตลอดระยะเวลา 18 ปีในสมณเพศ ภิกษุณีธัมมนันทา ยังคงมุ่งมั่นทำภารกิจสำคัญอย่างการประดิษฐานภิกษุณีเถรวาทในประเทศไทย เพื่อหวังสืบทอดเจตนารมณ์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทำให้พุทธบริษัทสี่ [ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา] กลับมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง ในโอกาสที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จัดทำนิตยสารฉบับพิเศษที่อุทิศเนื้อที่ทั้งฉบับให้แก่ผู้หญิง (ผู้หญิง : ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 กองบรรณาธิการได้รับความเมตตาจากภิกษุณีธัมมนันทาให้เข้าสัมภาษณ์พูดคุยถึงเรื่องต่างๆ อาทิ อุปสรรคและความท้าทายของการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทย และความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย […]

หมู่บ้านชนบทในจีนแห่งนี้ต้องใช้ สายเคเบิล สู่โลกภายนอก

ช่างภาพบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับแม่นํ้าอันทรงพลัง โดยการใช้ สายเคเบิล และถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง แม่นํ้าสาละวิน หรือที่รู้จักในจีนว่า แม่นํ้านู่ เป็นหนึ่งในมหานทีที่ไหลอย่างอิสระสายสุดท้ายในเอเชีย จีนประกาศว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่นํ้านู่เมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งเรียกว่า ดินแดนแห่งแม่นํ้าขนานสามสายได้แก่ แม่นํ้านู่ แม่นํ้าจินชา (แยงซีเกียง) และแม่นํ้าหลานชาง (โขง) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 2008 ผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของภูมิภาคห่างไกลแห่งนี้ ผมพบว่ามีที่ราบลุ่มน้อยมากตามริมแม่นํ้านู่ หลายหมู่บ้านซ่อนอยู่สูงขึ้นไปบนผนังผาสูงชันของโกรกธารแม่นํ้า มีสะพานไม่กี่แห่งพาดข้ามแม่นํ้า ผมเห็นคนท้องถิ่นข้ามแม่นํ้าด้วยเชือกโดยใช้สายเคเบิลเส้นโตขึงไว้กับผนังหุบเหวด้านละหนึ่งจุด ชาวบ้านจะนำเชือกมาด้วยและผูกรอกไว้กับเข็มขัดหรือคล้องไว้ที่ไหล่ เตรียมพร้อมจะเกี่ยวกับสายเคเบิลและสาวข้ามไป ระหว่างถ่ายภาพในพื้นที่ ผมทำแผนที่ตำแหน่งจุดข้ามด้วยสายเคเบิลทั้งหมดและสังเกตภูมิทัศน์กับแสง โกรกธารซึ่งแคบและลึกมักจะอยู่ในเงามืด ผมพินิจพิเคราะห์ผู้คนที่ไต่เชือกข้ามกระแสนํ้าเชี่ยวกรากของแม่นํ้านู่ (คำนี้แปลว่า “เกรี้ยวกราด” ในภาษาจีน) พวกเขามีทั้งข้ามคนเดียว ข้ามเป็นคู่ และข้ามกับสัตว์ต่างๆ ผมเห็นไก่ หมู และแพะหนึ่งตัว ผมหาตำแหน่งจุดโหนเชือกที่ใกล้เมืองที่สุดและมุ่งหน้าไปที่นั่นในวันที่มีตลาด พร้อมกับผู้ช่วย ฉวานเจี้ยนหวา และคนขับรถชาวทิเบต จู้หลินเหวิน (ทั้งคู่เป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยเผ่าลี่ซู่หรือลีซอ) ผมเช่าสายรัดนิรภัยและรอกจากชาวบ้านคนหนึ่ง คล้องกล้องไว้ที่คอและใส่ฟิล์มไว้ในกระเป๋าจัดแจงเกี่ยวรอกกับสายเคเบิล แล้วดึงตัวเองไปข้างหน้าจนถึงครึ่งทางเหนือแม่นํ้า สายนํ้าดูเกรี้ยวกราด ขณะห้อยอยู่เหนือแม่นํ้านู่ ผมถ่ายภาพผู้คนที่ข้ามแม่นํ้า หลังห้อยโหนจากสายเคเบิลและถ่ายภาพจากริมฝั่งแม่นํ้าในตอนเช้า ผมก็ตัดสินใจเก็บของ ตอนขนของขึ้นรถ เรากวาดตามองสันเขาสูงที่อยู่ตรงข้ามเราคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้าลงมาตามเส้นทางเดินสูงชัน […]

จากเวียดนามสู่สิงคโปร์: เมื่อผู้หญิงต้องแต่งงานย้ายถิ่นเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ด้วยมุ่งมั่นจะแสวงหาความมั่นคงทางการเงิน เธอเสี่ยงทิ้งบ้านเกิดในชนบทของเวียดนามเพื่อ แต่งงานเพื่อย้ายถิ่น กับชายคนหนึ่งในประเทศร่ำรวยกว่า ผ่านการจัดการของนายหน้า ผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้อพยพย้ายถิ่นฐานข้ามชาติและภายในประเทศตัวเอง บางส่วน ถูกดึงดูดโดยคำมั่นสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่า แต่สำหรับคนที่เผชิญความอดอยากหรือเภทภัยในประเทศของตนเอง การโยกย้ายถิ่นฐานคือการเดิมพันเพื่อความอยู่รอดของพวกเธอและครอบครัว ในวันแต่งงานของน็อก ทูเหยียน รอบตัวเธอมีแต่คนแปลกหน้า เธอนั่งบนม้านั่งไม้ในสวนพฤกษศาสตร์ของสิงคโปร์ ในชุดสีแดงขลิบลูกไม้สีดำ พร้อมผ้าคาดศีรษะปักลูกปัดเป็นรูปดอกเดซี เธอพบกับเจ้าบ่าวเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ และเพิ่งได้เจอครอบครัวเขาหลังเธอมาถึงเมื่อ 16 วันก่อน นายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแปลพิธีแต่งงานเป็นภาษาเวียดนาม แล้วคู่บ่าวสาวก็ผนึกพันธสัญญาของตนด้วยการจูบปากกันอย่างประดักประเดิด หลังลงนามในเอกสาร ปึกใหญ่ การแต่งงานของทูเหยียนก็เสร็จสมบูรณ์เป็นทางการ “ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยค่ะ” ทูเหยียนบอก “ฉันอยากทำงานแล้วค่ะ” ทูเหยียนเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยการแต่งงาน หนึ่งในหลายหมื่นรายจากเวียดนามในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง การโยกย้ายถิ่นฐานวิธีนี้มักเริ่มจากนายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแจ้งผู้หญิงตามหมู่บ้าน และเมืองในชนบทให้ทราบว่า ฝ่ายชายเดินทางมาถึงแล้วจากเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ทูเหยียน วัย 34 ปี เจอกับโทนี คอง วัย 45 ปี ด้วยวิธีนี้ ภาพถ่ายของเขาโผล่ขึ้นมาในฟีดเฟซบุ๊กของนายหน้ารายหนึ่ง พร้อมกับที่อยู่ ในนครโฮจิมินห์ และวันนัดหมายที่เขาจะดูตัวและสัมภาษณ์ว่าที่ภรรยาเขาในอนาคต ขั้นตอนนี้มีเงื่อนไขข้อตกลงชัดเจนว่า ฝ่ายหญิงต้องมาด้วยความพร้อมที่จะเจรจราต่อรองเรื่องค่าจ้างสำหรับตนเองและครอบครัว ฝ่ายชายจะเป็น ผู้ระบุว่าจะให้เงินเดือนเท่าใด […]

อะแมนดา กอร์แมน กวีเยาวชน

กอร์แมน กวีรุ่นเยาว์ ผู้กล่าวบทกวีในวันสำคัญของไบเดน อะแมนดา กอร์แมน กวีวัย 22 ปี เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากเธออ่านบทกวีในงานพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กอร์แมนรับตำแหน่งกวีเยาวชนแห่งนครลอสแอนเจลิสตั้งแต่เธอมีอายุเพียง 16 ปี โดยครั้งนี้ เธอเป็นกวีที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้อ่านบทกวีในพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดัง ทวีตข้อความถึงกอร์แมนว่า “ฉันไม่เคยรู้สึกภูมิใจที่เห็นหญิงสาวรุ่นใหม่ผงาดขึ้นแบบนี้มาก่อน!” โดยในงานพิธี กอร์แมนสวมแหวนกรงนกที่วินฟรีย์ให้เป็นของขวัญด้วย เพื่อสื่อถึงมายา แอนเกโล กวีผู้ล่วงลับที่อ่านกวีในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เมื่อปี 1993 บทกวี “ขุนเขาที่เราปีน” หรือ “The Hill We Climb” ของกอร์แมน ยังระบุถึงละครเพลงดังแห่งยุค “ฮามิลตัน” จนได้รับคำชื่นชมจากลิน-มานูเอล มิรันดา ผู้ประพันธ์ละครเพลงดังกล่าวว่า บทกวีดังกล่าว “เขียนและถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ” กอร์แมนกล่าวกับสื่อ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ว่า เธอเขียนบทกวีไปได้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม […]

เหตุใดมนุษย์จึงยังทำพิธีกรรมแม้ในช่วงโรคระบาด

แม้ที่มาของหลายๆ พิธีกรรม ของมนุษย์ยังคงไม่ชัดเจน งานวิจัยกล่าวว่าเราได้พัฒนาวิถีปฏิบัติเหล่านี้เพื่อกำจัดหรือระบุที่มาของภัยที่มีร่วมกันในสังคม นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้คนรอบโลกต่างเข้าร่วม พิธีกรรม การเฉลิมฉลองต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือน ที่ประเทศอินเดีย มีผู้คนกว่า 7 แสนคนเข้าร่วมพิธีกรรมที่แม่น้ำคงคา แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดใหญ่อย่าง โควิด-19 นอกจากนี้ในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ พื้นที่ต่างๆ รอบโลกก็ยังจัดการเฉลิมฉลองในรูปแบบของตัวเอง ในทุกวัฒนธรรมของมนุษย์ต่างมีพิธีกรรมเป็นของตัวเอง และมักเกิดขึ้นซ้ำๆ พฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์ซึ่งเรารับรู้ว่ามีจุดประสงค์นี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันได้ผลอย่างไร ได้เสริมความรู้สึกถึงความเป็นชุมชนและความเชื่อที่มีร่วมกัน แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันน่าฉงนนี้ก็สามารถทำให้มีการแตกแยกหรือแบ่งแยกระหว่างผู้คนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณค่าของพิธีกรรมหนึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องประหลาดในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องของพิธีกรรมมองว่าจุดเริ่มต้นของมันที่ไม่ชัดเจนคือหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญ แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยมีความสงสัยว่า ก่อนที่พิธีกรรมจะกลายเป็นคุณสมบัติเฉพาะของสังคม หลายๆ พิธีกรรมมีจุดเริ่มต้นจากความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงหายนะทางธรรมชาติมาก่อน กระบวนการทำให้เป็นพิธีกรรม (Ritualization) อาจช่วยให้วัฒนธรรมของมนุษย์รักษาพฤติกรรมที่ผู้คนคิดว่าจะทำให้พวกเขาปลอดภัย แม้เหตุผลในตอนแรกเริ่มจะถูกลืมเลือนไปในตอนหลังก็ตาม นี่คือแนวคิดว่าผู้เขียนงานวิจัยหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสารฉบับพิเศษของ Philosophical Transactions of the Royal Society B. โดยวิธีการของพิธีกรรม เช่นการเตรียมอาหารหรือชำระร่างกาย อาจปรากฎขึ้นในฐานะวิธีการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ โดยหลายๆ พิธีกรรมได้ให้การปลอบประโลมทางจิตวิทยา (psychological comfort) ในช่วงเวลาอันยากลำบาก และหลังจากกลายเป็นวิถีปฏิบัติปกติแล้ว พิธีกรรมก็จะทำให้ผู้คนรวมตัวกันโดยการเสริมสร้างความรู้สึกของการเป็นชุมชน ในขณะนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 […]

ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา : เหตุการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำของคนทั้งโลก

เกิดเหตุการณ์จลาจล จากกลุ่มคนที่สนับสนุนทรัมป์ ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ผู้ประท้วงบุกเข้ายึดเมืองหลวงของสหรัฐฯ 6 มกราคม 2021 เวลา 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจาก ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ข่าวรายงานสะพัดผ่านรายการโทรทัศน์หลายสถานี ชายคนหนึ่งถือโล่โปร่งใส พร้อมทุบลงไปที่หน้าต่างของศาลากลาง นั่นคือชาวอเมริกันชายสองคนในชุดดำที่กำลังปีนผ่านกระจกแตก เสียงไซเรนและรถฉุกเฉินดังก้อง รถที่มีสมาชิกสภาคองเกรสนั่งอยู่นั้นกำลังเร่งรีบออกจากอาคาร อาคารแห่งนี้เป็นของผู้คนอเมริกัน และเป็นดั่งศูนย์กลางของการปกครองของประเทศนี้ นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ฉันจะจดจำ เมื่อฉันได้ยินข่าวความพยายามลอบสังหาร และการโจมตีของผู้ก่อการร้าย วันที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นิ่งเงียบนานกว่าสองชั่วโมง และสื่อสารกันโดยใช้ทวีตเตอร์ ขณะที่ผู้ประท้วงทั้งชายและหญิง ส่งเสียงเชียร์ การบุกโจมตีรัฐสภา ตำรวจเข้าปราบจลาจลกลุ่มคนที่เดินไปที่อาคารเพื่อให้การรับรองผลการเลือกตั้งดำเนินต่อไป ผู้เดินขบวนพร้อมถือธงที่มีรูปของทรัมป์ขนาบข้างนักข่าวฟ็อกซ์ พร้อมตะโกนว่า “ข่าวปลอม!” ในขณะที่นักข่าวกำลังบรรยายสิ่งที่เขาเห็นรอบตัวเขา? “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา” ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เวลา 16.15 น.  เสียงและภาพของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ชายในชุดสูทสีน้ำเงิน กล่าวอ้างถึงอับราฮัม ลินคอล์น ด้วยน้ำเสียงดูตึงเครียด ขณะที่เขาขอร้องให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งประชาชนให้ยุติความรุนแรงโดยกล่าวว่า “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา ผมขอเรียกร้องให้ผู้ประท้วงถอยกลับ และปล่อยให้งานของประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป” […]

กิจการเพื่อสังคม เมื่อธุรกิจช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น

“มึงจะไปขายใคร” พ่อพูดในวันที่เรากำลังขนข้าวของออกไปวางขายใน กิจการเพื่อสังคม ของเราในวันแรก “น้ำยา” ต่างๆ อย่างแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันบรรจุในแกลลอนซึ่งเสียบหัวปั๊มเอาไว้สำหรับแบ่งขาย แทนที่จะขายเป็นขวดเล็กๆ อย่างที่พบเห็นในท้องตลาดหรือตามร้านสะดวกซื้อ ฉันวาดหวังให้ผู้ซื้อนำขวดเปล่ามาซื้อน้ำยาเหล่านั้นเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก ุจุดเริ่มต้น ความคิดนี้เกิดขึ้นตอนที่ฉันได้ดูทอล์กทางยูทูบของลอเรน ซิงเกอร์  สาวสวยชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตแบบ “ขยะเหลือศูนย์”  หรือ zero-waste “นี่คือขยะทั้งปีของฉัน” เธอพูดพร้อมโชว์โหลแก้วใบเล็กที่มีขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยบรรจุอยู่เต็ม หลายคนเห็นแล้วร้องว้าว! แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกฝึกมาให้ตั้งคำถามอย่างฉันแล้ว สิ่งแรกที่ฉันคิดคือ “โกหกหรือเปล่าวะ” ถึงแม้ฉันจะเคยเห็นว่า สบู่เหลวบางยี่ห้อมีแบบบรรจุถุงรีฟิลสำหรับเติมใส่ขวดเดิมขายด้วย แต่กลับไม่เคยเห็นแชมพูขายแบบรีฟิลเลย ขวดหัวปั๊มสภาพดีที่เคยมีแชมพูบรรจุอยู่ภายในย่อมกลายเป็นขยะ ซึ่งต้องล้นโหลแก้วของลอเรนแน่ๆ  แต่เธอใช้ชีวิตให้ขยะเหลือศูนย์ได้อย่างไร พอหาข้อมูลมากขึ้น ฉันก็พบว่าลอเรนใช้บริการร้านค้าแบบเติมหรือบัลก์สโตร์ (bulk store) ที่ลูกค้าต้องนำขวดหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไปเติมสบู่ แชมพู หรือแม้กระทั่งของกินด้วยตัวเอง  ฉันรีบค้นหาร้านค้าแบบเดียวกันในบ้านเรา แต่พบว่าไม่มีอยู่เลย “ในเมื่อไม่มี ทำไมเราไม่ทำเองเลยล่ะ” “นั่งตบยุง” ดูจะเป็นคำที่อธิบายผลประกอบการของวันแรกได้ดีที่สุด คนที่มาจับจ่ายในตลาดหลายคนมองอยู่ห่างๆ แล้วเดินจากไป แม้จะมีสินค้า แต่เรายังไม่มีลูกค้า พอฟ้าเริ่มมืดและยุงจริงๆ เริ่มมา พวกเราก็เตรียมเก็บข้าวของ และแล้วลูกค้ารายแรกก็มาซื้อน้ำยาล้างจานใส่ขวดรียูสที่เรารวบรวมมาและเตรียมเผื่อไว้ ลูกค้าคนนั้นคือคุณป้าแม่ค้าร้านข้างๆที่มาช่วยซื้อเพราะคิดว่า พวกเราทำาโครงงานส่งอาจารย์ […]

ทองคำเปลว กับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

ทองคำเปลว เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ฟอยล์ที่มีความบางกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 30 เท่า ผ่านการทุบด้วยค้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่ำกว่าสองหมื่นครั้ง ณ The King Galon Gold Leaf workshop ในมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา จะมีการทุบเม็ดทองคำที่ถูกสอดอยู่ระหว่างแผ่นใยไผ่ใช้ค้อนทุบจนกลายเป็นแผ่น ทองคำเปลว เพื่อนำไปใช้กับพระพุทธรูปที่วัด หรือศาลเจ้าทั่วประเทศ เรื่อง และภาพถ่าย : พอล ซาโลเพก   “ดูสิ มันบางมาก” Htet Htet กล่าว Htet นักธุรกิจหญิง อายุ 24 ปี และเป็นเจ้าของ The King Galon Gold Leaf workshop นั่งอยู่ในร้านพลางมองดูแผ่นทองคำเปลวขนาดเท่าแสตมป์ที่แปะติดกับกระดาษไม้ไผ่บนฝ่ามือของเธอ ฟอยล์เรืองแสงระยิบระยับเมื่อเธอพลิกฝ่ามือไปมา ทองคำเปลวบางเพียงใด? ผิวหนังมนุษย์มีความหนาประมาณ 0.18 เซนติเมตร ความหนาของกระดาษโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.01 เซนติเมตร แต่ทองคำเปลวมีความหนาเพียง 0.000254 เซนติเมตร หรือ […]

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]

เมื่อโลกติดไวรัสโควิด-19: รายงานจาก อินโดนีเซีย

การระบาดใหญ่ทั่วโลกที่ทำให้สุสานแน่นขนัดขึ้น ส่งผลให้ท้องถนนร้างผู้คนไปด้วย แต่ก็ในระดับหนึ่งเท่านั้น ใน อินโดนีเซีย ผู้คนยังออกมาทำกิจกรรมสำคัญกันอยู่ เช่น ฉลองเทศกาลทางศาสนาและรับการแจกจ่ายอาหาร การระบาดใหญ่ทั่วโลกของ โควิด-19 ทำให้ประเพณี มูดิค (mudik) ในประเทศ อินโดนีเซีย หรือการที่ชาวเมืองแห่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในหมู่บ้านและชนบทถึงกับชะงักงัน อินโดนีเซียมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และการเคลื่อนย้ายผู้คนในช่วงมูดิคหลังสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนก็ถือเป็นมหกรรมระดับชาติ ถ้าเป็นปีก่อนๆ ช่างภาพ มุฮัมมัด ฟัดลี จะพาภรรยากับลูกสาวขึ้นรถตู้นิสสันของครอบครัว แล้วขับฝ่าการจราจรติดขัดออกจากเมืองหลวงจาการ์ตา การเดินทางกลับบ้านเกิดของฟัดลีใช้เวลา 36 ชั่วโมงไปตามถนนคดเคี้ยวและโดยสารเรือข้ามฟาก แต่พ่อแม่ของเขารออยู่ และฟัดลีก็เป็นลูกคนเดียว ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น และเทศกาลรอมฎอนกำลังเริ่มขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งจำกัดการเดินทางระหว่างภูมิภาคเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งเท่ากับเป็น “การสั่งระงับประเพณีมูดิค” ตามที่หนังสือพิมพ์ จาการ์ตาโพสต์ เรียก เมื่อต้องติดอยู่ในเมือง ฟัดลีจึงเดินหน้าทำงานต่อ ผู้ช่วยช่างภาพคนหนึ่ง ขับรถพาเขาไปตามท้องถนนว่างเปล่าไร้ความเคลื่อนไหว กระทั่งเช้าวันที่พวกเขาเลี้ยวตรงหัวมุมถนนสายหนึ่งและ เห็นฝูงชนมารวมตัวกันเนืองแน่น พวกเขาเดินเบียดเสียดกันอย่างเร่งรีบเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน “จอดตรงนี้ก่อนครับ” ฟัดลีบอก เขาดึงหน้ากากอานามัยขึ้นมาปิดปากปิดจมูก แล้วรีบลงจากรถ เกิดอะไรขึ้นครับ เขาถาม และโดยไม่ได้ชำเลืองมามองเขา ผู้คนตอบว่า “บันตวนโซซีอัล” หรือการแจกของยังชีพสารพัดโดยกลุ่มชายในชุดเครื่องแบบทางอีกฟากของประตูรั้วที่ปิดอยู่ […]

จดหมายถึงคนรุ่นใหม่ ในยุคสมัยแห่ง โควิด-19

พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใต้เงื้อมเงาของ โควิด-19 ความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบางคนชอบเรียกพวกเราว่า “เจเนอเรชันพัง ๆ” แต่เราขอบอกว่า อย่าได้ประเมินความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรคของพวกเราต่ำเกินไป ใครจะไปรู้ล่ะว่า คำสั่งให้อยู่บ้านเนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นขนานใหญ่ถึงเพียงนี้ นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในรุ่นเรารู้สึกกับช่วงต้นปี 2020 คนอย่างพวกเราที่เพิ่งจะได้เริ่มลิ้มรสอิสรภาพและวัยผู้ใหญ่ก่อนที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะทำให้ทุกอย่างพังครืน บางทีพวกเราที่ตอนนี้อายุ 18 ถึง 25 ปี อาจต้องการชื่อเรียก แทนที่จะต้องเป็นคนรุ่นครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่นคือรู้สึกเด็กเกินกว่าจะเป็นมิลเลนเนียล แต่แก่เกินกว่าจะเป็นเจนซี แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เราอยู่ตรงจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตส่วนตัว ณ ช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนกำลังจะระเบิดออกในหลาย ๆ ด้าน เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกนำมาใช้ ผมติดตามว่าเพื่อนคนไหนต้องระหกระเหิน เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ไร้ผู้คน ผมรู้ว่าใครต้องออกจากอพาร์ตเมนต์แรกของตัวเองเพื่อกลับไปยังห้องนอนวัยเด็ก ใครถูกล็อกดาวน์อยู่หลังเขาหรือชายหาด และคนไหนที่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหลือทางเลือกให้ นอกจากจะต้องอยู่ในเมืองที่ถูกโรคระบาดเล่นงานอย่างหนัก ในจดหมายที่เขียนถึงกันนั้น ผมกับเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดทำนองนั้น ความอ่อนไหวที่ไม่ได้แสดงออกทางข้อความสั้นหรือกลุ่มซูม (ซึ่งเราก็ยังใช้อยู่แหละ) บางสิ่งที่อยู่ในการเขียนจดหมายด้วยลายมือแบบเดิมๆ เหมือนจะดึงอารมณ์ต่าง ๆ และความเปราะบางทั้งหลายออกมาในแบบที่พวกเราหลายคนไม่เคยประสบมาก่อน นํ้าเสียงของจดหมายพวกนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเราเอง ตั้งแต่ความวิตกกังวลไปจนถึงการพินิจใคร่ครวญ ความตื่นกลัวถึงความสงบนิ่ง […]

เมื่อโลกติดไวรัสโควิด-19: รายงานจากประเทศไทย

เมื่อลูกชายคนแรกเกิดเดือนเดียวกับที่ โควิด-19 เริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น คุณพ่อมือใหม่ที่ต้องทำงานในคลินิกของครอบครัว จะเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงนี้อย่างไร เดือนธันวาคมปีนี้ ลูกชายคนแรกของผมจะอายุครบหนึ่งขวบพอดี แม้เวลาจะผ่านไปนานร่วมปี แต่วินาทีที่ได้เห็นหนูน้อยร้องไห้จ้าในห้องคลอด วินาทีที่อุ้มเด็กชายในอ้อมกอดพร้อมมือเล็ก ๆ ที่กำนิ้วผมไว้แน่น ยังคงสดใหม่ในความทรงจำราวกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เด็กชายลืมตาดูโลกท่ามกลางข่าวผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุในสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเราทราบข่าวอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า มีคนในประเทศจีนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จำนวน 27 คน โดยทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดสดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ผมพยายามรับฟังข่าวสารอย่างต่อเนื่องโดยไม่ตื่นตระหนก พร้อมกับหวังว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก็น่าจะซํ้ารอยโรคระบาดอื่น ๆ ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้โดยมีผู้ติดเชื้ออยู่ในวงจำกัด ผู้ติดเชื้อรายแรก เพียงไม่นาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากหลักสิบสู่หลักหมื่น จนรัฐบาลจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือปิดเมืองทั้งเมืองเพื่อยับยั้งการระบาด ท่ามกลางสายตาของทั่วโลกที่จับจ้องด้วยความหวาดวิตก ผมพยายามปลอบใจตัวเองและคนรอบข้างว่าประเทศไทยยังปลอดภัยอยู่ และรัฐบาลนี้น่าจะประสบความสำเร็จในการจำกัดการระบาด ระยะทางจากอู่ฮั่นถึงกรุงเทพฯ กว่าสองพันกิโลเมตรก็น่าจะเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้โอกาสระบาดในไทยคงมีไม่มากนัก นับตั้งแต่มีประกาศถึงการระบาดอย่างเป็นทางกา รกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งจุดเฝ้าระวังคัดกรองนักท่องเที่ยวที่บินตรงจากเมืองอู่ฮั่น สนับสนุนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลไทยก็ได้แถลงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563 ยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือต่อมาเรียกด้วยชื่อย่อว่า โควิด-19 (COVID-19) รายแรกในประเทศไทยนับเป็นผู้ป่วยนอกประเทศจีนรายแรกของโลก ซึ่งเป็นหญิงชาวจีนอายุ […]