ฟอสซิลเท้า เด็กฉายการเคลื่อนไหวของบรรพบุรุษมนุษย์ - National Geographic

ฟอสซิลเท้าเด็กฉายการเคลื่อนไหวของบรรพบุรุษมนุษย์

ฟอสซิลเท้า เด็กฉายการเคลื่อนไหวของบรรพบุรุษมนุษย์

ย้อนกลับไปเมื่อราว 3 ล้านปีก่อน ญาติห่างๆ ของเราที่มีชื่อเรียกว่า ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีส (Australopithecus afarensis) ย่ำเท้าไปบนดินแดนของโลกโบราณด้วยขาทั้งสองข้าง ซึ่งการยืนตัวตรง และเดินด้วยขาสองข้างนี้ได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวิวัฒนาการมนุษย์ แต่ผลการศึกษาใหม่จาก ฟอสซิลเท้าของอาฟฟาเรนซีสวัยหัดเดินชี้ให้เห็นว่า แม้บรรพบุรุษของเราจะเริ่มก้าวเดินแล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะบางประการของเอป ซึ่งช่วยให้พวกเขายังคงปีนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว

ผลการค้นพบใหม่นี้ถูกเผยแพร่ลงใน Science Advances เมื่อวันพุธที่ 4 กรกฎาคม 2018 นักวิทยาศาสตร์ศึกษาฟอสซิลเท้าของ Selam เด็กผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 3.3 ล้านปีก่อน และเสียชีวิตก่อนอายุได้สี่ขวบ ฟอสซิลหายากเหล่านี้ช่วยฉายภาพให้นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าเท้าของอาฟฟาเรนซีสมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรตั้งแต่เกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่

“เราสามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของพวกเขาระหว่างวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ ตลอดจนวิธีที่พวกเขาเคลื่อนไหวร่างกาย” Will Harcourt-Smith นักบรรพมานุษยวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกา ผู้ตรวจทานงานวิจัยชิ้นนี้ก่อนเผยแพร่กล่าว “มันเยี่ยมยอดมากเลยครับ”

ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีสที่โด่งดังที่สุดคือ “ลูซี่” บรรพบุรุษมนุษย์อายุ 3.2 ล้านปี ถูกค้นพบในเอธิโอเปียเมื่อปี 1974 และในปีต่อๆ มา นักวิจัยค้นพบฟอสซิลอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้พวกเขาปะติดปะต่อข้อมูล และเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของโฮมินินเหล่านี้ได้

พวกเขามีสะโพก และท่อนขาที่คล้ายคลึงกับมนุษย์สมัยใหม่อย่างมาก นั่นทำให้ปราศจากข้อสงสัยถึงท่าทางการเดิน ซึ่งไม่น่าจะต่างจากเรามากนัก ทว่าคุณลักษณะบางประการของเอปยังคงปรากฏในโครงกระดูกบ่งชี้ว่าบรรพบุรุษขอเรามีความสามารถในการปีนป่ายอย่างยิ่งยวด กระดูกนิ้วมือ และกระดูกนิ้วเท้าของอาฟฟาเรนซีสนั้นมีความโค้ง ช่วยในการเกาะเกี่ยว ยึดจับ รวมไปถึงลักษณะของกระดูกท่อนแขนบ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นนักปีนป่ายที่แข็งแรงเอาการ

(มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่าสลอธยักษ์เป็นอาหาร)

ฟอสซิลเท้า
ผู้เข้าชมมองดูฟอสซิลอายุ 3.2 ล้านปี ของ “ลูซี่” โครงกระดูกของโฮมินินสายพันธุ์ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีสที่เกือบสมบูรณ์ที่สุด จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฮูสตัน ระหว่างนิทรรศการในปี 2007
ภาพถ่ายโดย Dave Einsel

ทีมนักวิจัยถกเถียงในประเด็นดังกล่าวมานานว่าอาฟฟาเรนซีสปีนป่ายได้คล่องแคล่วกว่าการเดิน หรือลักษณะเหล่านี้เป็นเพียงแค่วิวัฒนาการที่ตกค้าง? ทว่าการมุ่งหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้มักพุ่งไปที่ฟอสซิลของผู้ใหญ่ แต่ล่าสุดการวิจัยในฟอสซิลอาฟฟาเรนซีสช่วยให้คำตอบบางอย่าง ในโลกยุคโบราณการที่บรรพบุรุษของเราจะเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้นั้น จำเป็นต้องเอาชีวิตรอดให้พ้นจากวัยเด็กก่อน ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อวิวัฒนาการ

การค้นพบตัวอย่างฟอสซิลของเด็กนี้ หรือที่เรียกกันว่า “เบบี้ลูซี่” เริ่มต้นขึ้นในปี 2006 เมื่อ Zeresenay Alemseged นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และทีมประกาศการค้นพบ “Selam” ในแหล่งโบราณคดี Dikika ของเอธิโอเปีย ไม่ไกลจากจุดที่พบลูซี่

“ฟอสซิลทุกๆ ชิ้นให้รายละเอียดนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับอดีตของพวกเขา แต่ถ้าคุณมีฟอสซิลของเด็ก คุณจะรู้ได้ว่าพวกเขาเติบโต และพัฒนาร่างกายอย่างไร ตลอดจนชีวิตของเด็กเมื่อสามล้านปีก่อนเป็นยังไง” Jeremy DeSilva นักมานุษยวิทยากายภาพจากสถาบัน Dartmouth กล่าว “มันเป็นการค้นพบที่งดงามมาก”

DeSilva พบกับฟอสซิลของ Selam ครั้งแรกในปี 2009 และในอีกไม่กี่ปีถัดมา ตัวเขาและ Alemseged ตัดสินใจมุ่งการศึกษาไปที่ฟอสซิลเท้าโดยเฉพาะ

ในมนุษย์นิ้วหัวแม่เท้าของเราไม่อาจใช้งานได้เทียบเท่ากับนิ้วหัวแม่มือ นิ้วหัวแม่เท้ายื่นตรงไปในทิศทางเดียวกันกับนิ้วเท้าอื่นๆ เพื่อช่วยให้การเดินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นิ้วหัวแม่เท้าของอาฟฟาเรนซีสเรียงชิดกันกับนิ้วเท้าอื่นๆ เหมือนของเราก็จริง แต่ข้อต่อของมันมีส่วนโค้งมากกว่า นั่นทำให้อาฟฟาเรนซีสสามารถกระดิก และขยับนิ้วหัวแม่เท้าได้ในทิศทางที่มากกว่ามนุษย์สมัยใหม่

ฟอสซิลเท้า
(ภาพซ้าย) ฟอสซิลกระดูกเท้าอายุ 3.32 ล้านปี ของโฮมินินสายพันธุ์ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีส แสดงให้เห็นถึงลักษณะของข้อต่อกระดูกเท้าที่โดดเด่นในวัยเด็ก ส่วนภาพขวาคือการเปรียบเทียบฟอสซิลกระดูกเท้าระหว่างออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีสวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่
ภาพถ่ายโดย Jeremy Desilva และ Cody Prang

ฟอสซิลนิ้วหัวแม่เท้าของ Selam นั้นมีความโค้งมากกว่านิ้วหัวแม่เท้าของอาฟฟาเรนซีสวัยผู้ใหญ่ คุณลักษณะนี้บ่งชี้ว่าเด็กหญิงจากโลกล้านปีสามารถใช้เท้าของเธอในการจับคว้าได้ DeSilva สันนิษฐานตามมาว่าบรรดาออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีสเดินย่ำไปตามพื้นโลกในช่วงกลางวัน แต่ปีนกลับขึ้นไปนอนพักบนต้นไม้เมื่อถึงเวลากลางคืน เพื่อหลีกหนีจากผู้ล่า ส่วนสาเหตุที่อาฟฟาเรนซีสวัยเด็กนั้นมีนิ้วเท้าที่โค้งงอมากกว่าก็เพื่อใช้ในการปีนขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหนีเอาชีวิตรอด ซึ่งบ่อยครั้งกว่าในวัยผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ใช้ในการเกาะเกี่ยวกับแม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหว

การศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตจะช่วยบอกได้ว่าในอาฟฟาเรนซีสวัยผู้ใหญ่ยังต้องพึ่งพาการปีนต้นไม้มากแค่ไหน นอกเหนือจากนี้ผลการสแกนกระดูกเท้าของ Selam เพิ่มเติมบ่งชี้ว่ากระดูกเท้าของเธอมีส่วนช่วยกระจายน้ำหนักของร่างกาย ด้าน DeSilva กล่าวเสริมว่าในการที่จะได้ข้อมูลมากกว่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาฟอสซิลในหลายช่วงวัย ตั้งแต่วัยสองขวบ สี่ขวบ ไปจนถึงหกขวบ และโตกว่านั้น

 

อ่านเพิ่มเติม

รอยเท้าเก่าแก่ 85,000 ปี ร่องรอยการอพยพมนุษย์

เรื่องแนะนำ

พบภาพเขียนสีโบราณรูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี

พบ”ภาพเขียนสีโบราณ”รูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี เมื่อรวม”ภาพเขียนสีโบราณ”กับเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่อย่างฉมวกที่ทำขึ้นหยาบๆ กับแพเรื่องราวยุคโบราณก็ปรากฏ พรานโบราณแทงวาฬด้วยฉมวกที่ทำหยาบๆ จากแพไม้ อาจเป็นการฆ่าที่น่ายินดีสำหรับนักล่า-เก็บของป่าซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแห้งแล้งที่สุดอย่างทะเลทรายอะตาคามาของชิลี เมื่อ 1,500 ปีก่อน ชั่วขณะเช่นนั้นถูกหยุดไว้กับกาลเวลาโดยฝีมือศิลปินโบราณตั้งแต่ 1,500 ปีที่ผ่านมา  ภาพวาดสีแดงสดใสบนผนังหิน วาดด้วยสีไอเอิร์นออกไซด์ ทำให้เราได้เห็นภาพการล่าดั้งเดิมอยู่  นักโบราณคดีกล่าวว่ามีทั้งภาพวาฬ ปลากระโทงดาบ สิงโตทะเล และฉลาม จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Antiquity พูดถึงความสำคัญของการล่าทางทะเลสำหรับนักล่า-เก็บของป่าในยุคนี้ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่ภาพเหล่านี้เล่าเอาไว้ นักโบราณคดีต้นศตวรรษที่ 20 พบภาพเขียนผนังถ้ำชุดนี้พบครั้งแรกในเขตดังกล่าวของชิลี ที่หุบเขาเอลเมดาโน ซึ่งกั้นอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับทะเลทราย จะมีก็แต่ชาวปาโปโซซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ว่ามีภาพพวกนี้บนผนังถ้ำมานานนับพันปี งานวิจัยชิ้นใหม่มุ่งศึกษาศิลปะผนังถ้ำที่พบห่างออกไปทางตอนเหนือหลายกิโลเมตรที่พื้นที่ชื่อ Izcuna แต่เมื่อหากเอ่ยถึงช่วงเวลาของภาพวาด ก็มักจะเรียกกันว่า “ศิลปะเอลเมดาโน” ในหุบเขา Izcuna ภาพวาดจำนวน 328 ภาพถูกพบบนก้อนหินที่แตกต่างกัน 24 แท่ง  หลายชิ้นถูกไอน้ำที่เมฆแคมาคาคาส ซึ่งก่อตัวเหนือชายฝั่งชิลีและเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดิน แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าจะระบุยุคสมัยของภาพได้ ศิลปะที่พบได้ทั่วไปคือภาพซิลลูเอตของปลาขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นภาพการล่าด้วยแพและฉมวก  มีภาพสัตว์บกอยู่บ้าง แต่การค้นพบภาพชีวิตในมหาสมุทรบนผนังถ้ำถือว่าเป็นของหายาก นักวิจัยชื่อเบนฆามิน บาลเยสเตอร์ สังเกตว่าปลาหรือวาฬมักถูกวาดเป็นภาพขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับนักล่าและแพของพวกเขา ทำให้เหยื่อดูเป็นศัตรูที่น่ากลัว  “โดยรวมแล้ว การล่าเป็นตัวแทนของปฏิบ้ติการระดับบุคคลที่ชำนาญและต้องฉายเดี่ยวได้แค่สองสามคนที่ถูกคัดมาแล้ว” มากกว่าความเป็นศิลปะ […]

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ทวีปยุโรปเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล

สันติภาพเปราะบาง

แม้สงครามกลางเมืองอันนองเลือดและยืดเยื้อยาวนานจะปิดฉากลง แต่ ศรีลังกา ยังมีบาดแผลต้องเยียวยา โดยเฉพาะผู้คนเรือนหมื่นที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่และกลายเป็นบุคคลสาบสูญ วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกา ทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกา ทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด “นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล […]

ขนย้ายฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่

ขนย้าย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่ รูปปั้นอายุ 3,200 ปีนี้ เป็นรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 กษัตริย์ผู้เคยปกครองอาณาจักรอียิปต์ในปีที่ 1279 – 1213 ก่อนคริสต์กาล เชื่อกันว่าในรัชสมัยของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมากที่สุด และขณะนี้ทางการอียิปต์ได้เคลื่อนย้ายรูปปั้นของพระองค์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ กระบวนการขนย้ายรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2น้ำหนัก 83 ตัน สูง 30 ฟุต กินเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ขั้นตอนถูกปฏิบัติอย่างเป็นมืออาชีพและสมพระเกียรติ ท่ามกลางประชาชนมากมายที่มารอดูด้วยความสนใจ โดยรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะถูกจัดแสดงยังบ้านหลังใหม่คือพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองกีซา ในอียิปต์   อ่านเพิ่มเติม เผยภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของ ตุตันคามุน