Science Archives - Page 3 of 40 - National Geographic Thailand

World Update: หลุมดำโดดเดี่ยวที่พเนจรไปทั่วทางช้างเผือก

เรื่องราวของการค้นพบหลุมดำโดดเดี่ยวที่พเนจรไปทั่วทางช้างเผือก ทีมนักวิทยาศาสตร์ 2 ทีมวิเคราะห์โดยอิสระแยกจากกันแต่ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน คือตรวจพบวัตถุเล็กที่ไม่ส่องแสงล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ห่างออกไป 5,153 ปีแสง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจมีมากกว่า 100 ล้านดวงในทางช้างเผือกและจุดที่อยู่ใกล้สุดอาจห่างออกไปเพียง 80 ปีแสง “นี่อาจเป็นหลุมดำหรือดาวนิวตรอนที่ลอยได้อิสระดวงแรกที่ค้นพบด้วยไมโครเลนส์โน้มถ่วง(gravitational microlensing)” เจสสิกา ลู (Jessica Lu) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว ทีมของเธอระบุว่าวัตถุนี้มีมวลอยู่ระหว่าง 1.6 ถึง 4.4 เท่าของดวงอาทิตย์ พวกเขาจึงคาดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นดาวนิวตรอน ขณะที่อีกทีมหนึ่งซึ่งนำโดย ไคลาช ซาฮู (Kailash Sahu) จากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศระบุว่าวัตถุนี้คือ “หลุมดำ” ที่มีมวลอยู่ราว 7.1 เท่าของดวงอาทิตย์ แม้คำตอบของทั้งสองทีมยังคงต้องการการศึกษาและยืนยันเพิ่มเติม แต่ด้วยเครื่องมือใหม่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กที่ไม่ส่องแสงในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราได้ วิธีนั้นก็คือการตรวจจับกาล-อวกาศ (Space-Time) ที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวด้วยแรงโน้มถ่วงรุนแรงซึ่งแสงจากดวงดาวที่อยู่ด้านหลังจะบิดเบี้ยวตาม ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ปรากฎการณ์นี้หมายความว่าเราจะเห็นดวงดาวที่อยู่ใกล้ออกไปสว่างวาบขึ้นมาและมีตำแหน่งเปลี่ยนไปจากเดิม แสดงให้เห็นว่ามีวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงรุนแรงได้บิดกาล-อวกาศผ่านไปด้านหน้า “ด้วยไมโครเลนส์นี้ เราสามารถตรวจสอบวัตถุที่โดดเดี่ยวและมีขนาดเล็ก พร้อมกับชั่งน้ำหนักมันได้ ฉันคิดว่าเราได้ค้บพบเรื่องราวใหม่ของวัตถุที่มืดมิดเหล่านี้ซึ่งยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยวิธีอื่น” ลู กล่าว นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังวัดความเร็วได้แตกต่างกัน โดยทีมของซาฮูระบุว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตรต่อวินาที ส่วนทีมของลูระบุว่าอยู่ที่ […]

World Update: สหรัฐฯ อนุมัติยารักษาผมร่วงทำให้ผู้ป่วยมีผมกลับคืนเกือบทั้งหมด

อย. สหรัฐฯ อนุมัติยารักษาผมร่วงเป็นหย่อมรุนแรงตัวแรกที่ทำให้ผู้ป่วยมีผมกลับคืนเกือบทั้งหมด องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติยาที่มีชื่อว่า Olumiant (baricitinib) เพื่อรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata) โดยการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเกือบครึ่งนึงมีผมกลับมางอกใหม่เกือบทั้งหมด Alopecia areata หรือ โรคผมร่วงเป็นหย่อมนั้นสร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย หลายคนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเพราะสูญเสียความมั่นใจและมีความเครียดสะสม สาเหตุของโรคนี้คาดกันว่ามาจากการโจมตีรูขุมขนตัวเองของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ผมหลุดร่วงและยังรวมไปถึงคิ้ว ขนตาหรือขนตามร่างกายก็สามารถร่วงได้เช่นกัน โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบในช่วงวัย 30 ปี “การเข้าถึงตัวเลือกการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวอเมริกันจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะผมร่วงอย่างรุนแรง” เคนดัลล์ มาร์คัส (Kendall Marcus) เจ้าหน้าที่ของ FDA กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่า “การอนุมัติในวันนี้จะช่วยเติมเต็มความต้องการที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการผมร่วงอย่างรุนแรง” ผลลัพธ์การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ในผู้ป่วย 1,200 คนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มยาหลอก กลุ่มที่ได้รับยาสองมิลลิกรัมทุกวัน และกลุ่มที่ได้รับยาสี่มิลลิกรัมทุกวัน หลังจากผ่านไป 36 สัปดาห์ (9 เดือน) เกือบร้อยละ 40 ของกลุ่มที่ได้รับยาสี่มิลลิกรัมทุกวันผมกลับงอกขึ้นมาใหม่เกือบสมบูรณ์ราวร้อยละ 80 […]

World Update: วิจัยพบการกินปลาทะเลเชื่อมโยงกับ มะเร็งผิวหนัง

วิจัยพบการกินปลาทะเลเชื่อมโยงกับ มะเร็งผิวหนัง คาดสาเหตุจากมลพิษในแหล่งน้ำ – ยังไม่แนะให้หยุดกินปลา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐได้ศึกษาข้อมูลชาวอเมริกันกว่า 491,367 คน อายุระหว่าง 50-71 ปี โดยติดตามเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิด มะเร็งผิวหนัง แบบเมลาโนมา (Melanoma) กับพฤติกรรมการบริโภคปลาทะเลหรืออาหารทะเลอื่นๆ ทีมวิจัยพบว่าคนที่กินปลาโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงที่จะเกิด มะเร็งผิวหนัง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 22 และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการพัฒนาผิวหนังผิดปกติที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 28  โดยเฉพาะกับปลาทูน่า อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าปลานั้นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่ตัวการที่แท้จริงคือมลพิษที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ “เราคาดการณ์ว่าการค้นพบของเราอาจมีสาเหตุมาจากสารปนเปื้อนในปลาเช่น โพลีคลอริเนตเต็ดไบฟีนิล (Polychlorinated biphenyls หรือ PCB มักใช้การผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและตัวเก็บประจุไฟฟ้า) สารไดออกซิน (Dioxins) สารหนู และปรอท” อึนยอง โช (Eunyoung Cho) แพทย์ผิวหนังจากมหาวิทยาลัยบราวน์กล่าว สารพิษเหล่านี้สามารถหลุดลอดจากโรงงานไปยังธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย เธอเสริมว่า “การวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าการที่มีระดับสารปนเปื้อนเหล่านี้สูงขึ้นมีเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น” และ “การบริโภคสารปรอทในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่มาจากปลา” โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันเช่นปลาทูน่าจะมีแนวโน้มในการปนเปื้อนสารพิษเหล่านี้มากกว่าและจะสะสมอยู่นานหลายปี นักวิจัยได้เรียกร้องให้ต้องทำการตรวจสอบแหล่งเพาะเลี้ยงอย่างละเอียดอีกครั้ง […]

ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System)

มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเคลื่อนที่ได้ ด้วยการทำงานประสานกันของระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ และระบบโครงร่าง ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ของมนุษย์ประกอบด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมดราว 650 มัด ยึดติดกันโดยอาศัยพังผืด กระดูก ข้อต่อ และเส้นเอ็นต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่รองรับอวัยวะภายในและคงร่างกายให้มีรูปร่างอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ ระบบกล้ามเนื้อยังทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับ ระบบโครงร่าง และระบบประสาท เพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในต่าง ๆ ทั้งการเต้นของหัวใจ การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวของปอด ขณะหายใจ รวมไปถึงมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนที่อย่างอิสระของอวัยวะภายนอกอีกด้วย ทั้งการเอียงคอ การผงกศีรษะ และการขยับแขนขาที่ทำให้ร่างกายสามารถทำการเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสม หน้าที่ของระบบกล้ามเนื้อ คงรูปร่างและท่วงท่าต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงรองรับอวัยวะภายในให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ป้องกันกระดูกและยึดข้อต่อเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในและภายนอกร่างกาย สร้างความร้อนและรักษาอุณหภูมิในร่างกาย กล้ามเนื้อในร่างกายสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อลาย หรือกล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeletal Muscle) คือ กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกาย เป็นกล้ามเนื้อส่วนนอกของร่างกายทั้งหมด ประกอบขึ้นจากกลุ่มหรือมัดของเส้นใยกล้ามเนื้อ (Muscle Fiber) จำนวนมาก […]

ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System)

ระบบน้ำเหลือง ในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของระบบต่างๆ โดยเฉพาะ ระบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) คือ หนึ่งในระบบการทำงานย่อยของระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory System) ที่มีหน้าที่ลำเลียงสารและเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสารและก๊าซต่าง ๆ พร้อมทั้งทำงานสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ และช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ภายในร่างกายของมนุษย์ โครงสร้างของระบบน้ำเหลืองประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้ อวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic/Lymphoid Organs) : คือ อวัยวะภายในที่มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) และมีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ตัวอย่างเช่น ● ต่อมไทมัส (Thymus Gland) และไขสันหลัง (Bone Marrow) คือ อวัยวะและเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ก่อนส่งเข้าสู่กระแสเลือด ● ต่อมน้ำเหลือง (Lymph nodes) คือ เนื้อเยื่อขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายตามทางผ่านของหลอดน้ำเหลือง ทำหน้าที่กรองน้ำเหลือง […]

World Update: อาจมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาว เป็นศัตรูมนุษย์ 4 แห่งที่ทางช้างเผือก

อาจมีอารยธรรมเอเลี่ยนที่เป็นศัตรูมนุษย์อยู่ 4 อารยธรรมในทางช้างเผือก สิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘เอเลี่ยน’ ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวอารยธรรมมนุษย์เข้ามากเรื่อย ๆ นับตั้งแต่เราเริ่มสำรวจจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้ นักดาราศาสตร์ระบุถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมี ‘อารยธรรมเอเลี่ยน’ อยู่หลายล้านแห่ง แม้แต่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็อาจมีอยู่กว่า 15,785 อารยธรรม ซึ่งนำคำถามมายังอัลเบอร์โต คาบัลเลโร (Alberto Caballero) ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ ‘พวกเขา’ จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ คาบัลโลไม่ใช่นักฟิสิกส์หรือนักดาราศาสตร์ แต่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการแก้ไขข้อขัดแย้งแห่งมหาวิทยาลัยวีโก (University of Vigo) ประเทศสเปน เขาเผยแพร่บทความผ่านคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ถึงความเป็นไปได้นี้โดยการเริ่มต้นจากการศึกษาความขัดแย้งของมนุษย์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เขานับจำนวนประเทศที่บุกรุกประเทศอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 1915 ถึงปี 2022 และเพิ่มปัจจัยความน่าจะเป็นอื่น ๆ เช่น งบทางการทหาร หรือค่าเฉลี่ยความสามารถในการรุกรานประเทศอื่น ๆ ออกมาเป็น “ความน่าจะเป็นของมนุษย์ในปัจจุบันที่จะบุกรุกอารยธรรมนอกโลก” จากนั้นคำนวณเข้ากับความเป็นไปได้ที่ทางช้างเผือกจะมีดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่ได้และพัฒนาเป็นอารยธรรม คาบัลเลโรสรุปว่าอารยธรรมประเภทที่ 1 ในการจัดกลุ่มของ ‘มาตราวัดคาร์ดาเชฟ (Kardashev Scale) ’ ที่จะเป็นศัตรูกับมนุษย์มีอยู่ราว 0.22 […]

ระบบไหลเวียนโลหิต ของมุนษย์

ระบบไหลเวียนโลหิต เป็นหนึ่งในระบบของร่างกายที่มีความสำคัญในสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด โดยระบบไหลเวียนโลหิตในมนุษย์มีความซับซ้อน และเป็นระบบปิด ซึ่งแตกต่างจากสัตว์บางกลุ่ม เช่น แมลง ที่มีระบบไหลเวียนแบบเปิด ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory System) คือ ระบบภายในของมนุษย์ที่มีหน้าที่ลำเลียงสาร แร่ธาตุ และก๊าซชนิดต่าง ๆ ไปล่อเลี้ยงยังเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วทั้งร่างกาย ระบบหมุนเวียนเลือด ในขณะเดียวก็ทำหน้าที่ลำเลียงของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญและการสันดาปในร่างกาย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กรดยูริก และแอมโมเนีย ไปขับออกจากร่างกายยังอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ระบบไหลเวียนโลหิตยังทำหน้าที่ควบคุมและรักษาดุลของน้ำและอุณหภูมิภายในร่างกายอีกด้วย ระบบไหลเวียนโลหิตทั้งหมดอาศัยการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ดังนี้ 1. เลือด (Blood) : ประกอบด้วยน้ำเลือด (Plasma) ประมาณร้อยละ 55 ซึ่งอยู่ในสถานะของเหลว และเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร ฮอร์โมน ก๊าซ และแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังเซลล์ เม็ดเลือดสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย เกล็ดเลือด (Platelet) คือ […]

ลิ้นและการรับรส

ลิ้นและการรับรส เป็นระบบหนึ่งในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโภชนาการ และระบบย่อยอาหารของมนุษย์ ลิ้นและการรับรส – ลิ้น (Tongue) คือ อวัยวะรับสัมผัสที่พิเศษอย่างยิ่งของมนุษย์ ประกอบขึ้นจากชุดกล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก กล้ามเนื้อลิ้นมีรูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 10 เซนติเมตร ปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) หนาแน่นและเยื่อบุพิเศษหรือเยื่อเมือกสีชมพูที่เรียกว่า “มิวโคซา” (Mucosa) ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นบนพื้นผิวของลิ้น โครงสร้างของลิ้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ ปลายลิ้นและด้านข้างของลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี ด้านหลังของลิ้น : พื้นผิวด้านบนของลิ้น ประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่รับสัมผัสและรับรู้รสชาติต่าง ๆ ฐานหรือโคนลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับฐานของช่องปาก มีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ ทำหน้าที่ยึดลิ้นกับกระดูกไฮออยด์ (Hyoid Bone) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในลำคอ พาพิลลาและตุ่มรับรส บริเวณผิวลิ้นที่มีลักษณะขรุขระประกอบขึ้นจากปุ่มขนาดเล็กที่เรียกว่า “พาพิลลา” (Papillae) กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งลิ้น ทำหน้าที่เพิ่มผิวสัมผัสในการรับความรู้สึกจากอาหารและรับรู้รสชาติต่าง ๆ ผ่าน “ตุ่มรับรส” (Taste […]

การถูกคุกคามของสายพันธุ์

การถูกคุกคามของสายพันธุ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประชากรสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกำลังลดจำนวนลง ยกเว้นสายพันธุ์มนุษย์ ผลจากการลดลงของจำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ย่อมนำมาซึ่งความไม่สมดุลในระบบนิเวศ การถูกคุกคามของสายพันธุ์ (Species Endangerment) คือ ภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด (Species) ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ทั้งที่อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ในแหล่งน้ำหรือในพื้นที่รกร้างต่าง ๆ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตหลายพันล้านชนิดกว่าร้อยละ 99 ที่เกิดขึ้นบนโลกได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้งในอดีต (Mass Extinction) โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งช่วงเวลาที่พืชทะเล และปลาดึกดำบรรพ์ครองโลก หรือในยุคที่ไดโนเสาร์อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ในอดีต การสูญพันธุ์แต่ละครั้งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งภูเขาไฟระเบิด และการพุ่งชนโลกของอุกกาบาตขนาดใหญ่ หรือดาวเคราะห์น้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีอัตราเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นหลายพันหลายหมื่นเท่าจากผลของกิจกรรมมนุษย์     สาเหตุของภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Loss) : จากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและผลจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การขยายตัวเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม การทำเกษตรกรรม และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการตัดถนนผ่านพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างสะพานข้ามแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึกต่าง […]

World Update: พบคลื่นแม่เหล็กปกคลุมใจกลางโลก เผยความลับกระบวนการใต้โลก

พบคลื่นแม่เหล็กปกคลุมใจกลางโลก เคลื่อนไหวทุก 7 ปี ช่วยเผยความลับกระบวนการใต้โลก ภูเขาไฟปะทุ-แผ่นดินไหว ภารกิจสวอร์ม (Swarm) ขององค์กรอวกาศยุโรป (ESA) ใช้ดาวเทียม 3 ดวงคอยบันทึกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของโลกตั้งแต่ปี 2013 ได้เผยข้อมูลคลื่นแม่เหล็กที่มาจากแกนโลก ยืนยันถึงสิ่งที่นักฟิสิกส์ได้ตั้งสมมติฐานมาอย่างยาวนาน โดยทั่วไปแล้วเราจะรู้จักสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องโลกจากรังสีคอสมิกและอนุภาคอันตรายต่างๆ จากอวกาศเหมือนฟองสบู่ที่คอยปกคลุมอยู่ นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าสนามแม่เหล็กนี้เกิดจากแกนกลางภายในโลกที่ให้เป็นแหล่งกำเนิด การบันทึกข้อมูลนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการกำเนิดของสนามแม่เหล็ก รวมไปถึงกระบวนการวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ และได้เปิดเผยถึงสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยพบมาก่อนนั้นคือคลื่นแม่เหล็กชนิดใหม่ ณ ใจกลางโลกที่มีความเข้มข้นสูง นักวิทยาศาสตร์เรียกคลื่นนี้ว่า ‘คลื่นแมกนีโต-โคริโอลิส’(Magneto-Coriolis waves) “นักธรณีฟิสิกส์ได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการมีอยู่ของคลื่นดังกล่าวนี้มายาวนานแล้ว” นิโคลัส กิลเล็ต (Nicolas Gillet) จากมหาวิทยาลัย Université Grenoble Alpes ในฝรั่งเศสกล่าวและเสริมว่า “แต่การวิจัยของเราได้พิสูจน์ให้เห็นเรื่องนี้ แม้จะใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ก็ตาม” ตามรายงานระบุว่าคลื่นนี้มีการสั่นทุก ๆ 7 ปี เมื่อสั่นแล้วคลื่นจะเคลื่อนตัวไปตามแกนการหมุนของโลกด้วยความเร็ว 1,500 กิโลเมตรต่อปี หรือราว 0.16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะมีความเข้มข้นที่สุดในบริเวณใกล้กับเส้นศูนย์สูตร “การวัดสนามแม่เหล็กจากเครื่องมือต่าๆ บนพื้นผิวโลกบ่งบอกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ แต่เราต้องการให้มีการวัดครอบคลุมทั่วโลก จึงใช้การวัดจากอากาศเพื่อเปิดเผยความลับนี้” กิลเล็ตอธิบายพร้อมเสริมว่า […]

การพรางตัวของสัตว์ กลยุทธ์เพื่อหลอกล่อผู้ล่า

การพรางตัวของสัตว์ ซับซ้อนกว่าที่เราคิด มันมาในหลากหลายรูปแบบ และสัตว์บางชนิดใช้การพรางตัวมากกว่าหนึ่งแบบเพื่อหลอกล่อผู้ล่า การพรางตัวของสัตว์ หรือการย้อมสีพรางตัว (Cryptic Coloration) ไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในกองทัพเท่านั้น สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปในสัตว์ต่างๆ สำหรับทำตัวให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่ให้ผู้จ้องโจมตีมองเห็นได้ การพรางตัวตามธรรมชาติเช่นนี้ เป็นหนึ่งในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) ซึ่งเป็นกลไกทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่ทำการปรับเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ สรีรวิทยา รวมถึงพฤติกรรมบางประการ ให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระบบนิเวศ ทั้งเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามหรือผู้ล่า การเลือกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร รวมถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต   กลวิธีการพรางตัวของสัตว์ การพรางตัวมีหลายประเภท และสัตว์บางชนิดใช้มากกว่าหนึ่งแบบในการพรางตัว กลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ การทำตัวให้กลมกลืนกับพื้นหลัง ซึ่งอาจจะเรียบง่ายเหมือนขนสีขาวของสุนัขจิ้งจองที่จับพอดีกับสีของทุนดราอาร์กติก หรือซับซ้อนเหมือนแมลงใบไม้ที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของใบไม้จริง   กลวิธีอีกอย่างคือ การพรางตัวแบบใช้สีให้สับสน เมื่อสัตว์ปลอมตัวตนไปตามตำแหน่งที่อยู่ด้วยการใช้แพทเทิร์นสี เช่น ผีเสื้อนกฮูกมีปีกเหมือนตานกฮูก ทำให้ผู้ล่าหลงคิดว่ากำลังจ้องมองไปที่ใบหน้าของนกฮูกอยู่ แทนที่จะเป็นด้านหลังของปีกผีเสื้อ แทนที่จะปกปิดตัวตนของตัวเอง สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ผีเสื้อจักรพรรดิใช้สีสำหรับการเตือนภัย หรือกลไกที่เรียกว่า Aposematic ซึ่งเป็นวิธีการที่ส่งสัญญาณให้ผู้ล่ารู้ว่าพวกมันมีพิษ และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงต่อการโจมตี การเลียนแบบ (Mimicry) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ เช่น งูคิงสีแดง (Scarlet King […]

World Update: ทำไมมนุษย์และสัตว์ถึง หาว และการหาวติดต่อกันได้จริงหรือ

ทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว แล้วทำไมเราหาวตามคนอื่นได้คล้ายโรคติดต่อ – ไม่ใช่เพิ่มระดับออกซิเจนอย่างที่เคยเชื่อกัน แอนดรูว์ กัลลัป (Andrew Gallup) นักชีววิทยาวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กได้เสนอคำตอบใหม่หลังจากใช้เวลาหลายปีทำงานวิจัยว่าทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว และทำไมการ หาว จึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด เขาพบว่ามีความเป็นไปได้ว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดมีพฤติกรรมการหาวเพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมกระบวนการภายในร่างกายบางอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นตามที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน “แม้จะมีความเชื่อนี้มาอย่างยาวนาน แต่การวิจัยได้ทดสอบสมมติฐานและสรุปอย่างชัดเจนว่าการหาวนั้นไม่ได้ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น” กัลลัปกล่าวพร้อมเสริมตัวอย่างว่า “กรณีที่ชัดเจนนั้นคือการหาวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัตว์นั้นอยู่ใต้น้ำและ (การหาว) ไม่ได้ช่วยในเรื่องการหายใจ” ถ้าเป็นเช่นนั้น การหาวทำอะไรกับร่างกายเราจริงๆ กัลลัปเสนอว่าเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว “มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวเกิดขึ้นพร้อมกับการกระตุ้นของสมองที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการหาวอาจทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว” เขากล่าวและเสริมว่า “ปัจจุบันมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวนั้นเกิดจากอุณหภูมิของสมองสูงขึ้น” กัลลัปกล่าวว่าเขาได้ศึกษาหนู โดยทำให้สมองของหนูมีอุณหภูมิสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการหาวขึ้นมาจริงๆ และหลังจากหาวอุณหภูมิก็ลดลง จึงกลายเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้พวกเขายังได้ศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกมากกว่า 100 สายพันธุ์และพบว่าระยะเวลาการหาวนั้นสัมพันธ์กับขนาดของสมอง ยิ่งสมองมีขนาดใหญ่และซับซ้อน การหาวก็จะนานและถี่กว่า อีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการหาวจึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด และไม่ใช่แค่เพียงในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดียวกันเท่านั้น แต่ยังอาจข้ามสปีชีส์ได้เช่นการหาวของสัตว์เลี้ยงก็ทำให้เจ้าของหาวตามได้ กัลลัปได้เสนอเหตุผลว่าการหาวอาจมีการพัฒนาขึ้นเมื่อเพื่อเพิ่มความระมัดระวังภายในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่สูง “เหตุผลพื้นฐานคือ หากการหาวเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบุคคลหนึ่งกำลังมีการตื่นตัวที่ลดลง ดังนั้นการเห็นอีกคนหาวอาจช่วยเพิ่มความระมัดระวังของผู้ที่มองเห็น การแพร่กระจายอาจทำให้การระมัดระวังเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่ม” กัลลัปกล่าวพร้อมอธิบายถึงการศึกษาหนึ่งของเขาที่ทดสอบว่าคนที่มองเห็นการหาวจะตอบสนองต่อรูปภาพภัยคุกคามเพิ่มขึ้นหรือไม่ “เราแสดงรูปภาพต่างๆ มากมายที่รวมถึงสิ่งเร้าที่คุกคามคือรูปภาพของงู และสิ่งเร้าที่ไม่คุกคามคือรูปภาพของกบ […]

Multiverse – นิยามของ ‘พหุภพ’ และหลักฐานการมีอยู่

Multiverse ยังมีอะไรอยู่นอกเหนือจากขอบเขตจักรวาลที่เรามองเห็น? เป็นไปได้หรือไม่ว่าจักรวาลของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพหุภพที่ใหญ่กว่านี้ เพียงแค่เรื่องราวภาพยนตร์ไม่อาจสำรวจตรวจสอบคำถามเหล่านี้ได้ ตั้งแต่ภาพยนตร์ยอดมนุษย์ฟอร์มยักษ์อย่าง Dr.Strange in the Multiverse of Madness ไปจนถึงภาพยนตร์อินดี้ในดวงใจอย่าง Everything Everywhere All in One เรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์ต่างก็เต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์อันสร้างสรรค์ระหว่างความเป็นจริงทางเลือก ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะถามนักจักรวาลวิทยาคนใด แนวความคิดของ Multiverse หรือพหุภพเป็นมากกว่าจินตนาการล้วนๆ หรือเรื่องเล่าง่ายๆ แนวคิดของมนุษยชาติเกี่ยวกับความเป็นจริงทางเลือกนั้นเก่าแก่และหลากหลาย ในปี 1848 Edgar Allan Poe เขียนบทกวีร้อยแก้วที่เขาจินตนาการถึงการมีอยู่ของ ‘การรับช่วงต่อของจักรวาลไร้ขอบเขต’ หากแต่แนวความคิดของพหุภพเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เมื่อทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่พยายามอธิบายคุณสมบัติของจักรวาลซึ่งทำนายการมีอยู่ของจักรวาลอื่นๆ ที่ซึ่งเกิดขึ้นนอกเหนือจากความเป็นจริงของพวกเรา “การเข้าใจความเป็นจริงของพวกเรายังไม่สมบูรณ์” Andrei Linde นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าว “ความจริงยังคงดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากพวกเรา” แล้วหากมีจริง จักรวาลเหล่านี้จะถูกแบ่งแยกออกจากจักรวาลของเรา เข้าถึงไม่ได้ และตรวจไม่พบโดยมาตราวัดโดยตรงใดๆ (อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้) และนั่นทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งคำถามว่า สามารถเรียกพหุภพว่าเป็นวิทยาศาสตร์แท้ได้หรือไม่?” นักวิทยาศาสตร์จะรู้หรือไม่ว่า จักรวาลของพวกเราเป็นจักรวาลเพียงหนึ่งเดียว? เราแยกย่อยทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับพหุภพที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งรวมถึงจักรวาลอื่นๆ ด้วยกฎฟิสิกส์ของแต่ละแห่ง และเรื่องราวในแบบฉบับของคุณอาจจะอยู่ตรงนั้นด้วย   พหุภพ […]

World Update: ผู้ป่วย ฝีดาษลิง เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก เราต้องป้องกันอย่างไร

ผู้ป่วย ฝีดาษลิง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก รวมถึงประเทศอาเซียนอย่างสิงคโปร์ แล้วเราต้องป้องกันตัวเองอย่างไร จำนวนผู้ป่วยโรค ฝีดาษลิง (Monkeypox) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความกังวลให้แก่องค์การอนามัยโลก ปัจจุบันมีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 309 รายทั่วโลก ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้นมีสัดส่วนจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดคือ 57 ราย อีกทั้งยังมีรายงานว่าพบในประเทศสิงคโปร์ซึ่งใกล้กับประเทศไทย สร้างความตื่นตระหนกท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง แล้วเราควรกังวลมากน้อยเพียงใด? ‘ฝีดาษลิง’ ไม่ใช่โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เคยมีบันทึกว่าระบาดเมื่อปี 1970 ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยเกิดจากไวรัสที่อยู่ในตระกูล ‘Poxviridea’ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิด ‘ไข้ทรพิษ’ แต่การระบาดครั้งนั้นไม่ได้มีความรุนแรง การแพร่เชื้อ แม้จะชื่อ ‘ฝีดาษลิง’ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าลิงไม่ได้เป็นพาหะหลักของโรคและไวรัสจากลิงก็ไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ ปกติแล้วหนูจะเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญมากกว่า โดยไวรัสจะแพร่โดยการสัมผัสมนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อรวมทั้งพื้นผิวที่ปนเปื้อน เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายในส่วนที่เป็นแผล สูดดม เยื่อเมือกในตา จมูก และปาก นักวิจัยเชื่อว่าการติดต่อจากคนสู่คนนั้นเกิดจากการ “สูดดมละอองผ่านการหายใจ” มากกว่าการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายหรือการสัมผัสทางอ้อมเช่นเสื้อผ้า แต่การแพร่ระบาดในปัจจุบันนี้ไม่พบเส้นทางการแพร่ ผู้เชี่ยวชาญจึงเชื่อว่าอาจเป็นการแพร่ในเส้นทางใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก อาการ ฝีดาษลิง จะทำให้เกิดตุ่มใสบนผิวหนังเหมือนไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และจะเกิดผื่นที่แขนขา หัว และลำตัว ซึ่งจะอยู่ได้นาน 2 […]

World Update: คอนแทคเลนส์อัจฉริยะ พร้อมทดสอบในชีวิตจริงแล้ว

คอนแทคเลนส์อัจฉริยะที่มาพร้อมจอแสดงผลข้อมูลที่มองเห็น พร้อมรับการทดสอบในชีวิตจริงแล้ว คอนแทคเลนส์อัจฉริยะ (Smart Contact Lens) จากบริษัทโมโจวิชั่น (Mojo Vison) ในสหรัฐฯ เปิดเผยความคืบหน้าว่าตัวต้นแบบพร้อมสำหรับการทดสอบในโลกแห่งความจริงแล้ว หลังจากใช้เวลาพัฒนา 7 ปีและคาดว่าพร้อมจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ โดยคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้จะมีจอแสดงผลแบบไมโครแอลอีดี (Micro LED) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 มิลลิเมตรและมีความหนาประมาณ 1.8 ไมครอน จะคอยแสดงข้อมูลเนื้อหาต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องการโดยสามารถควบคุมบังคับด้วยสายตา และมาพร้อมแบตเตอรี่ที่เป็นของแข็งแต่ผ่านมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งบริษัทกล่าวว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน “ลองจินตนาการถึงนักดนตรีที่สามารถมองเห็นเนื้อเพลงหรือโน๊ตดนตรีขณะทำการแสดง ผู้กล่าวสุนทรพจน์มองเห็นบทพูดของตนเองได้โดยไม่ต้องก้มหน้าหรือหันเหสายตาไปทางอื่น หรือนักกรีฑามองเห็นข้อมูลชีวภาพของตนเองรวมถึงระยะทางที่เหลือก่อนถึงเส้นชัย” สตีเฟน ซินแคลร์ (Steven Sinclair) รองประธานของโมโจวิชั่น กล่าว “พูดง่ายๆ มันคือการมอบพลังวิเศษให้กับคุณ” แม้ตัวต้นแบบนี้จะพร้อมสำหรับการทดสอบแล้วแต่ซินแคลร์ระบุว่าจะไม่กำหนดวันเปิดตัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์ต้องผ่านตามกฏระเบียบของ FDA (องค์การอาารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ก่อน รวมทั้งการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าของบริษัทเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ซึ่งอาจใช้เวลานาน แต่ทั้งนี้ตัวเลนส์ต้นแบบถูกผลิตเรียบร้อย “คอนแทคเลนส์อัจฉริยะของเราทำงานได้ดีในห้องปฏิบัติการ ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือเราจะทดสอบว่าสามารถใช้งานได้นานแค่ไหนในชีวิตจริง และต้องใช้งานอย่างไรให้ปลอดภัยพร้อมกับมีประสิทธิภาพสูงสุด” ซินแคลร์กล่าวพร้อมเสริมว่า “เราตั้งเป้าหมายว่ามันจะใช้งานได้ตลอดวันโดยไม่ต้องถอดออกมาชาร์จแบตเตอรี่” ตัวเลนส์เองนั้นเป็นเลนส์แบบบางเฉียบ (Scleral lens) […]

World Update: คิดค้น โซลาร์เซลล์ แบบใหม่ที่ผลิตพลังงานได้ตอนกลางคืน

นักวิจัยสร้าง ‘แผงพลังงานแสงอาทิตย์’ หรือ โซลาร์เซลล์ แบบใหม่ที่ผลิตพลังงานได้แม้แต่ในช่วงกลางคืน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลล์ซิดนีย์ (UNSW Sydney) ประเทศออสเตรเลีย ประสบความสำเร็จในการทดสอบอุปกรณ์ที่สามารถแปลงความร้อนจากอินฟราเรดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ซึ่งทำให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์สามารถผลิตพลังงานได้ในตอนกลางคืน  โดยปกติ โซลาร์เซลล์จะผลิตพลังงานโดยความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์ ทำให้ใช้งานได้เพียงแค่ตอนกลางวัน ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่ของพลังงานแสงอาทิตย์ ทีมวิจัยจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า ‘Thermo-radiative diode’ ที่ทำจากปรอทแคดเมียมเทลลูไรด์ (MCT) ทำให้เครื่องมือสามารถดูดซับแสงอินฟราเรดในช่วงระยะกลางและไกลและเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้ โดยแสงอินฟราเรดนั้นเกิดขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกคลายความร้อนในตอนกลางคืนหลังจากดูดซับแสงอาทิตย์ตลอดทั้งช่วงกลางวัน “ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบว่าประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ไอน้ำขึ้นอยู่กับความแตกต่างของอุณหภูมิในเครื่องยนต์ จนเกิดเป็นความรู้ทางเทอร์โมไดนามิกส์” นิโคลาส อีกินส์-ดัวเคส (Nicholas Ekins-Daukes) สมาชิกในทีมวิจัย อธิบาย เขาเสริมว่า “หลักการเดียวกันนี้นำมาใช้กับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ นั่นคือดวงอาทิตย์คือความร้อนและผิวเปลือกโลกคือความเย็น โดยให้แผงโซลาร์เซลล์เป็นดูดซับความแตกต่างนี้ซึ่งช่วยให้ผลิตไฟฟ้าได้” หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เมื่อโลกปล่อยรังสีอินฟราเรดสู่อวกาศ อุปกรณ์นี้จะใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอุณหภูมิสร้างพลังงานขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ในอุปกรณ์ต้นแบบนี้ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.001 ของการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ปกติ แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และจะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์จนสามารถแข่งขันกับพลังงานอื่น ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต  “เรายังไม่มีวัสดุมหัศจรรย์ที่จะทำให้ ‘Thermo-radiative diode’ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เราได้พิสูจน์ในเชิงหลักการแล้ว และเรากระตือรือร้นที่จะเห็นว่าเราจะสามารถปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้นได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า” […]

มนุษย์ไม่เคยไปดวงจันทร์, วัคซีนตัวร้าย, ที่มาความเชื่อวิทยาศาสตร์ลับลวงพราง

ความกังขาในวิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู เช่นเดียวกับการแบ่งขั้วทางความคิด อะไรที่ทำให้คนมีเหตุผลเกิดสงสัยในเหตุผลขึ้นมาได้ ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ตลกชิ้นเอกของผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริก เรื่อง ดร. สเตรนจ์เลิฟ (Dr.Strangelove) เป็นตอนที่แจ็ก ดี. ริปเปอร์ นายพลแตกแถวแห่งกองทัพสหรัฐฯ ผู้สั่งถล่มสหภาพโซเวียตด้วยระเบิดนิวเคลียร์เปิดเผย มุมมองวิตกจริตของเขาเกี่ยวกับแผนสมรู้ร่วมคิดระดับโลก และอธิบายว่าทำไมเขาจึง “ดื่มแต่น้ำกลั่นหรือน้ำฝนและเหล้ากลั่นจากธัญพืชเท่านั้น” ให้แก่ไลโอเนล แมนเดรก นาวาอากาศเอกจากกองทัพอากาศอังกฤษ ผู้กำลังกระวนกระวายสุดขีด ริปเปอร์:  นายรู้ไหมว่า การเติมฟลูออไรด์ในนํ้าคือแผนการร้ายที่สุดและอันตรายที่สุดของพวกคอมมิวนิสต์ที่เราต้องเผชิญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายเมื่อปี 1964  ซึ่งในตอนนั้นผลดีของการเติมฟลูออไรด์ในนํ้าประปาเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว  และทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดว่าด้วยการเติมฟลูออไรด์ก็เหมาะจะเป็นเรื่องตลก ทว่า 50 ปีต่อมา  การเติมฟลูออไรด์ก็ยังก่อให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงได้  เมื่อปี 2013  ชาวเมืองพอร์ตแลนด์  รัฐออริกอน  ซึ่งเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในไม่กี่เมืองของสหรัฐฯ ที่ยังไม่เติมฟลูออไรด์ลงในนํ้าประปา  พากันขัดขวางแผนเติมฟลูออไรด์ของเทศบาลเมืองโดยอ้างว่า  ฟลูออไรด์อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความจริงฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุธรรมชาติ  หากผสมอย่างเจือจางในนํ้าประปาจะช่วยทำให้เคลือบฟันแข็งแรงและป้องกันฟันผุ  นับเป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ประหยัดและปลอดภัยสำหรับทุกคน  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์เห็นพ้องต้องกัน ชาวพอร์ตแลนด์บางคนตอบโต้แนวคิดนี้ด้วยคำพูดทำนองเดียวกับนักต่อต้านการเติมฟลูออไรด์ทั่วโลกว่า เราไม่เชื่อคุณ เราอยู่ในยุคที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  ตั้งแต่เรื่องความปลอดภัยของการเติมฟลูออไรด์  การฉีดวัคซีนและความจริงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเผชิญการต่อต้านอย่างเป็นระบบและมักดุเดือดเผ็ดร้อน  ผู้คลางแคลงสงสัยใช้แหล่งข้อมูลของตนเองและตีความงานวิจัยต่างๆ ด้วยมติหรือมุมมองของตน  พวกเขาประกาศสงครามกับสิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องต้องกัน  และปัจจุบัน  กระแสความแคลงสงสัยนี้ก็เป็นเรื่องฮ็อตฮิตทั้งในหนังสือ  […]

World Update: วิจัยระบุ การเล่นเกมเพิ่มไอคิวให้เด็ก แนะพ่อแม่ให้สื่อเหมาะกับวัย

งานวิจัยล่าสุดระบุ “การเล่นเกมช่วยเพิ่มไอคิว-สติปัญญาให้แก่เด็ก” แนะพ่อแม่ให้สื่อที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับวัย ปัจจุบันมีเด็กมากมายใช้เวลาอยู่หน้าจอเพิ่มขึ้น สร้างความกังวลให้แก่ผู้ปกครองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีผลกระทบอย่างไรต่อพัฒนาการเด็ก คำถามนี้เป็นที่ถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์กันอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดจากสถาบันคาโรลิสกา (Karolinska) จากประเทศสวีเดนได้กล่าวว่า “การเล่นวีดีโอเกมสามารถช่วยเพิ่มสติปัญญาได้จริง” ทีมวิจัยได้ศึกษาเด็กชายและหญิงจำนวนกว่า 9,855 คนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 9-10 ปี ซึ่งระบุว่าเด็กๆ ในขณะนั้นใช้เวลาดูหน้าจอเฉลี่ย 2.5 ชั่วโมงต่อวัน และเล่นวีดีโอเกมเฉลี่ย 1 ชั่วโมง จากนั้นพวกเขาก็ศึกษาเด็กจำนวน 5,000 คน (จาก 9,855 คน) อีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปสองปี ผลลัพธ์ที่ได้ระบุว่าเด็กที่ใช้เวลากับการเล่นวีดีโอเกมมากกว่าค่าเฉลี่ย (1 ชั่วโมง) มีคะแนนไอคิว (IQ) เพิ่มขึ้น 2.5 คะแนนซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามปกติ เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าการเล่นวีดีโอเกมช่วยเพิ่มสติปัญญาให้แก่เด็กได้ และยังบ่งบอกว่าค่าความฉลาดหรือไอคิวนั้นไม่ใช่ค่าคงที่ที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่สภาพแวดล้อมยังมีผลต่อไอคิวด้วยเช่นกัน “สื่อดิจิทัลเข้าถึงเด็กสมัยใหม่ แต่ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบนี้ยังไม่ชัดเจนและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด” ตอร์เกล กลินเบิร์ก (Torkel Klingberg) หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวพร้อมเสริมว่า “ผลลัพธ์ของเราสนับสนุนข้ออ้างที่ว่าเวลาอยู่หน้าจอโดย ‘ทั่วไป’ ไม่ได้บั่นทอนความสามารถในการรับรู้ของเด็ก และการเล่นวีดีโอเกมสามารถช่วยเพิ่มสติปัญญาได้จริง” อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาตรวจสอบผลกระทบในด้านอื่นๆ ที่การเล่นเกมส์และอยู่ต่อหน้าจอนั้นมีผลต่อสุขภาพจิต […]