โฉมหน้าใหม่ครอบครัวไทย - National Geographic Thailand

โฉมหน้าใหม่ครอบครัวไทย

เรื่อง กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

เก้าอี้สิบตัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ด้านหน้าเวทีที่ประดับประดาด้วยผ้าจับจีบสวยงาม เมื่อพิธีกรขานเลขระดับชั้นเรียน ผู้ปกครองซึ่งล้วนอยู่ในเสื้อสีเหลือง ก็ทยอยกันเดินมานั่งประจำเก้าอี้ ยังไม่ทันไร เด็กน้อยต่างวิ่งออกจากแถวมาหาผู้ปกครองของตน มอบดอกพุทธรักษาประดิษฐ์และการ์ดอวยพรทำเอง ก่อนจะหมอบกราบบุคคลตรงหน้า

วันนี้คือวันพ่อแห่งชาติ

โรงเรียนวัดปริวาส เขตยานนาวา จัดงานวันพ่อตามขนบอย่างเช่นทุกปี  ในอดีต ภาพชินตาคือเหล่าคุณพ่อจะมานั่งเรียงแถวให้ลูกกราบ  แต่บ่ายวันนี้ ผู้ปกครองที่มานั่งมีทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่สาว พี่ชาย ปะปนกันไป

เราอดคิดไม่ได้ว่า  พิธีที่จัดขึ้นตามขนบในวันนี้อาจสะท้อนภาพของครอบครัวไทยที่หลากหลายมากขึ้น  และห่างไกลจากคำว่า “ประเพณี” ออกไปทุกที

คุณแม่หลากหลายทางเพศ

สะพานข้ามแยกเกษตรกำลังถูกทุบเพื่อเปิดทางให้รถไฟฟ้า

สี่โมงเย็นของวันจันทร์อันเร่งรีบ รถติดหนักที่แยกรัชโยธิน  “ไปเจอกันที่ป้ายรถเมล์หน้าเมเจอร์ วันนี้ พี่ทำงานที่นั่น” เสียงตามสายนัดแนะสถานที่นัดพบ

“มุ้ย” ทำงานเป็นสายตรวจพิเศษของขสมก. หญิงร่างสูงโปร่งคนนี้มีหน้าที่ตรวจบริการรถเมล์ทั้งของรัฐและเอกชน มุ้ยคอยถ่ายภาพการจราจรอันคับคั่งเพื่อรายงานไปยังสำนักงาน และคอยดูว่ารถเมล์ทำตามกฎระเบียบหรือไม่ หากมีอุบัติเหตุหรือเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เธอจะเป็นคนแรกที่เข้าแก้ปัญหา

หากจะบอกว่ามุ้ยเป็นเหมือน “แม่”  ของเหล่าคนขับและกระเป๋ารถเมล์ก็คงไม่ผิดนัก ในชีวิตนอกงาน มุ้ยก็เป็นคุณแม่  แต่ที่พิเศษคือ เธอเป็นคุณแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ

ในอดีต  มุ้ยเคยแต่งงานกับผู้ชายและมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง  การแต่งงานครั้งนั้นจบลง ต่อมาเมื่อเข้าทำงานที่ ขสมก. มุ้ยพบรักกับเพื่อนร่วมงานเพศหญิง ปัจจุบัน  ทั้งสองอยู่กินกันมาหลายปีแล้ว  และต่างทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของลูกชายวัย 18 ปี

การจะดูแลความเรียบร้อยของรถเมล์นั้น ต้องเป็น “คนจริง” ไม่อ่อนข้อให้กับความคดงอใดๆ ตัวตนของมุ้ย    ก็เช่นกัน เธอไม่เคยปิดบังเรื่องครอบครัว  หญิงสาวผมรวบตึง ตาโต เปิดเผยเรื่องนี้โดยไม่มีความลังเลในสายตา  เธอเปรียบตัวเองเป็นหัวลูกศรที่แหวกอากาศถางทางให้คนที่ตามมา แม้ตัวเองจะเจ็บกว่า เธอว่าไม่เป็นไร  มุ้ยยังใช้ความชัดเจนเรื่องนี้ในการทำงานด้วย เธอเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขสมก. ซึ่งในอดีตมีส่วนผลักดันให้กระเป๋ารถเมล์สามารถเลือกใส่กางเกงได้เพื่อความสะดวกในการทำงาน (สมัยก่อนบังคับให้ใส่กระโปรงเท่านั้น) และเธอยังตั้งใจผลักดันประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงานต่อไป

ครอบครัวดิษยบุตรพาลูกๆ ไปฝึกซ้อมปีนหน้าผาจำลองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบโฮมสคูล (Homeschooling) โดยการศึกษารูปแบบนี้เด็กๆ จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตรและอนาคตของตนเอง โดยผู้ปกครองมีบทบาทเพียงแค่ประคับประคองและสนับสนุน แต่ไม่ใช่การสอน

ครอบครัวโฮมสคูล

ช่วงสายวันเสาร์ แม้ห้างจะเพิ่งเปิด  แต่รถเก๋งขนาดครอบครัวต่างพากันจับจองที่ทางในลานจอดรถของห้างชานเมืองจนเกือบเต็ม

ครอบครัวดิษยบุตรซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกสาวสามคนก็มาที่ห้างนี้เช่นกัน ลูกสาวฝาแฝดวัย 12 ปี มาเข้าชั้นเรียนเต้นแจ๊ส ส่วนพ่อแม่และพี่สาวคนโตวัย  15 ปี มาส่งและรอรับ

ถ้าว่ากันเรื่องโครงสร้าง ครอบครัวนี้เป็นแบบ “ประเพณี”  นั่นคือ ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก ตามขนบแต่ในปัจจุบัน ความหลากหลายของครอบครัว ไม่ได้มีแต่เฉพาะเรื่องโครงสร้าง หากยังเลยไปถึงเรื่องแนวความคิดในการใช้ชีวิตด้วย

ครอบครัวดิษยบุตรเลือกการศึกษาแบบ “โฮมสคูล”

การเรียนเต้นแจ๊สคือหนึ่งในกิจกรรมการเรียนของฝาแฝดในวันนี้

ก่อนมาที่นี่ ฉันเข้าใจว่า โฮมสคูลคือโรงเรียนที่มีพ่อแม่สอนเอง แต่ความเข้าใจนี้ผิด “เราเป็นคนจัดการเรียนรู้  วางตัวเองเป็นครูใหญ่ แล้วก็คุยกับลูก นั่งทำแผนการศึกษาว่า ในแต่ละกลุ่มประสบการณ์ เราจะเรียนอะไรบ้าง”  ธนิดา ผู้เป็นแม่ กล่าว

การเรียนแบบโฮมสคูลมีทั้งการที่ลูกๆ ศึกษาด้วยตัวเองที่บ้าน และการทำกิจกรรมนอกบ้าน หลักใหญ่ใจความคือ การเรียนนั้นต้องขับเคลื่อนด้วยตัวผู้เรียนเอง  ลูกสาวทั้งสามคนของบ้านนี้ลงทะเบียนไว้กับโรงเรียนรุ่งอรุณ  ซึ่งแปลว่า เมื่อจบการศึกษา น้องจะได้รับวุฒิอย่างเป็นทางการจากที่นี่ และโรงเรียนยังทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบหลักสูตรการเรียนที่ทางบ้านออกแบบมาอีกด้วย

การตัดสินใจทำโฮมสคูลนั้นเกิดจากความรู้สึกที่ว่า  เมื่อไปโรงเรียน ลูกๆเริ่มพึ่งพาคนอื่นในการเรียน และเริ่มเรียนเพื่อคนอื่น (เช่น ต้องสอบผ่านเพื่อพ่อแม่)  แต่ครอบครัวรู้สึกว่า ทุกคนจะต้องอยู่และทำเพื่อตนเองก่อน

การศึกษาทางเลือกนี้ ถึงแม้จะอิสระ แต่ต้องใช้แรงใจ และความเชื่อมั่นอย่างมาก

“ถ้าเรียนในระบบ เราจะรู้เลยว่า หนึ่งสองสามสี่ห้า จบปริญญา”  นรรัตน์ ผู้เป็นพ่อกล่าว ส่วนธนิดาเสริมว่า “เหมือนกับว่าเราเห็นยอดเขา ทางนี้ (การเรียนในระบบ) ทุกคนไปเป็นหมู่คณะ เดินทางเรียบ ถนนสบาย แต่เราบอกว่าไม่เอา เราจะไปทางนั้น เราเห็นเป้าหมายอยู่ แต่ลูกต้องถางพงไปด้วยนะ อย่าลากแม่มากนัก ทุกคนต้องช่วยกันทาง ไม่ใช่ให้พ่อแม่ทางทางอย่างเดียว มันไม่ได้”

“มนุษย์ที่เริ่มต้นเดินตามทาง แล้วคิดว่า มีแต่ทางนี้ เราว่าน้อยเกินไป มนุษย์มีศักยภาพมากกว่านั้น แต่เราถูก ครอบงำจากความกลัวสารพัดจนกลายเป็นข้อจำกัด กลัวไม่เหมือนคนอื่น กลัวไม่มั่นคง เราอยากให้ลูกเป็นอิสระ” ธนิดาทิ้งท้าย

เรื่องแนะนำ

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]

ภาพนี้ต้องขยาย : รวมพล คนรักชาติ

ภาพโดย BROWN BROTHERS/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ฝูงชนมารวมตัวกันเพื่อชม “ธงชาติผืนใหญ่ที่สุด” โบกสะบัดเหนือไทมส์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ก แม้ภาพนี้น่าจะถ่ายในช่วงฤดูร้อนปี 1913  แต่กว่าที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะได้รับภาพก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายน ปี 1918 พอถึงตอนนั้น นิตยสารก็ได้อุทิศเนื้อหาทั้งฉบับของเดือนตุลาคม ปี 1917 ให้กับเรื่องธงชาติไปแล้ว  “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่ธงชาติจะเป็นที่ต้องการมากเช่นนี้” คำบรรยายภาพภาพหนึ่งในฉบับดังกล่าวเขียนไว้ “ไม่ใช่เพียงแค่ธงชาติสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธงชาติของประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งสหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อขจัดระบอบอัตตาธิปไตยให้หมดไปจากโลก” — มาร์กาเร็ต จี.  แซ็กโควิตซ์

คลื่นนักท่องเที่ยวมาแล้ว

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ เช้าตรู่วันจันทร์ พระอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า คิวบาปรากฏแก่สายตาเราเป็นครั้งแรก ตัวเกาะมีความยาวจากปลายด้านหนึ่งจรดปลายอีกด้านหนึ่งเกือบ 1,300 กิโลเมตร ขอบฟ้าเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกลายเป็นแนวสันเขาตัดกับท้องฟ้าสีชมพู และปิดท้ายด้วยหลังคาบ้านเรือน ดาดฟ้าเรือชั้นบนสุดคลาคล่ำไปด้วยทีมงานโทรทัศน์ พวกเราที่เหลือยืนเบียดเสียดกันพิงราวบนดาดฟ้าชั้นถัดลงมา บางคนแจกจ่ายธงชาติคิวบาและธงชาติสหรัฐฯผืนเล็กๆ ตอนนี้เราเห็นมาเลกอง (Malecón) หรือแนวกำแพง กันคลื่นและทางเดินที่เป็นเหมือนเฉลียงหน้าบ้านสาธารณะให้ใครก็ได้มาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์หรือผ่อนคลายจากครัวเรือนที่แออัด ช่วงเย็นๆที่อากาศอบอุ่น ชาวคิวบามักมาเที่ยวเล่นกันที่มาเลกอง แต่ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะเพียงเก้าโมงเช้า แต่ดูเหมือนผู้คนมารวมตัวกัน พร้อมกับโบกธงของตนเอง บ้างโบกไม้โบกมือ ส่งเสียงเชียร์ด้วยความยินดี ขณะเราออกจากไมแอมีเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ไม่มีใครรู้ว่าจะพบเจออะไรบ้าง  มีคนคาดว่า  เรือสำราญของสหรัฐฯซึ่งจะเข้าเทียบท่าที่คิวบาเป็นลำแรกในรอบเกือบสี่สิบปีอาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคัสโตร [ทั้งฟิเดล คัสโตร อดีตประธานาธิบดีผู้พี่ และราอุล คัสโตร ผู้น้อง ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน]  หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีบารักโอบามาประกาศเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2014 ว่าจะมีการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต  และแม้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบาของสหรัฐฯ ยังบังคับใช้อยู่ก็ตาม ขณะนี้ เมื่อเราเข้าสู่สถานีผู้โดยสารในท่าเรือของกรุงฮาวานา การเฉลิมฉลองก็จัดอย่างครึกครื้นมากเสียจนพนักงานประจำบูทแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับฉันต้องตะโกนคุยกันด้วยภาษาสเปนผ่านกระจกหน้าต่าง ฉัน: “ในนี้เสียงดังอย่างนี้เสมอหรือคะ” พนักงานแลกเปลี่ยนเงิน: “อะไรนะคะ” ฉัน: […]