นิตยสาร National Geographic Thailand - NGThai.com

Travel

Science

พอลิเมอร์ ในชีวิตประจำวัน

วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ยุคปัจจุบันล้วนเกี่ยวข้องกับ พอลิเมอร์ และมันได้แทรกเข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ถุงพลาสติก ไปจนถึงลิ้นหัวใจเทียมที่ช่วยให้ผู้ป่วยยังมีชีวิตต่อไปได้ พอลิเมอร์ (Polymer) คือ สารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่ประกอบขึ้นจาก “มอนอเมอร์” (Monomer) หรือหน่วยเล็ก ๆ ของสารจำนวนหลายพันหลายหมื่นหน่วยที่มีลักษณะซ้ำ ๆ กันเชื่อมต่ออยู่ภายในโมเลกุลด้วยพันธะโคเวเลนต์ (Covalent Bond) โดยมอนอเมอร์แต่ละชนิดจะเชื่อมต่อกันเป็นสารขนาดใหญ่ได้ ต้องผ่านกระบวนการสร้างสารหรือปฏิกิริยาที่เรียกว่า Polymerization ภายใต้สภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตัวเร่งการเกิดปฏิกิริยา อุณหภูมิ และความดัน เป็นต้น แหล่งกำเนิดพอลิเมอร์ 1. พอลิเมอร์จากธรรมชาติ (Natural Polymer) คือ สารประกอบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งสารอินทรีย์ อย่างแป้ง ไกลโคเจน เซลลูโลส หรือสารอนินทรีย์ อย่างแร่ซิลิเกต หรือทรายซิลิกา 2. พอลิเมอร์จากกระบวนการสังเคราะห์ (Synthetic Polymer) คือ สารประกอบที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ผ่านปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ เช่น พลาสติก ยางสังเคราะห์ และเส้นใยสังเคราะห์ เป็นต้น พอลิเมอร์สามารถจำแนกออกเป็น […]

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้มากขึ้น

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้ ตั้งแต่ลองโควิด ไปจนถึงโรคหัวใจ ซิยาด อัล-อลี (Ziyad Al-Aly) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของศูนย์ดูแลสุขภาพทหารผ่านศึกเซนต์หลุยส์(Veterans Affairs St. Louis Healthcare System) และนักระบาดวิทยาทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ทำการศึกษาฐานข้อมูลเวชระเบียนกว่า 5.6 ล้านรายของกลุ่มทหารผ่านศึกรัฐเวอร์จิเนีย พบว่าการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ใหม่แต่ละครั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ และเพิ่มผลเสียทางสุขภาพเช่นความผิดปกติของหัวใจ เลือด และสมอง โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำจะแตกต่างกันไปตามโรค ซึ่งไม่มีเหตุให้ต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อครั้งที่ 2 เช่นโรคหัด ไข้เหลือง หรือหัดเยอรมัน เนื่องจากโรคหรือวัคซีนเพียงครั้งเดียวก็สามารถให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนาน มันจะป้องกันไม่ให้คุณติดเชื้อซ้ำตั้งแต่แรก หรือนำไปสู่การติดเชื้อที่ไม่รุนแรงจนแทบจะสังเกตไม่เห็น  จากนั้น ก็มีโรคบางโรคที่ภูมิคุ้มกันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งความรุนแรงครั้งหลังนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ไข้หวัดใหญ่ที่ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยครั้งจนสร้างความสับสนให้ระบบภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อซ้ำแต่ละครั้งจึงเหมือนกับการติดเชื้อครั้งแรก อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วการติดเชื้อซ้ำมักจะไม่รุนแรงกว่าครั้งแรก แต่สำหรับโควิด-19 เป็นที่ชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันจากทั้งธรรมชาติและวัคซีนนั้นลดลง จนบางครั้งการติดเชื้อครั้งต่อไปอาจรุนแรงกว่าเดิมและสร้างผลเสียหายต่อร่างกาย มิคาเอล ออสเตอร์โฮล์ม (Michael Osterholm) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนโยบายโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาระบุว่าการติดเชื้อซ้ำของโควิด-19 อาจทำให้เกิดการอักเสบระยะยาวในหลอดเลือด ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นลิ่มเลือด และเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น น้กวิจัยยังคงกังวลกับภาวะลึกลับกับอาการต่าง […]

พฤติกรรมของสัตว์

สัตว์แต่ละชนิดย่อมมีพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกันออกไป โดยมีปัจจัยต่างๆ เป็นสิ่งเร้า การศึกษา พฤติกรรมของสัตว์ จึงเป็นการศึกษาที่ต้องอาศัยการสังเกตและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมของสัตว์ (Animal Behavior) หมายถึง การกระทำและการแสดงออกของสัตว์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และฮอร์โมนภายในร่างกาย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น (Stimulus) ทั้งสิ่งเร้าภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเครียด หรือความต้องการทางเพศ และสิ่งเร้าภายนอก เช่น แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และการสัมผัสโดยตรงจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ โดยการตอบโต้สิ่งเร้าอาจแสดงออกในรูปของพฤติกรรมการกิน การนอน การต่อสู้ หรือแม้แต่การช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างมีแบบแผนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป ทั้งการตอบสนองอย่างเฉียบพลันและการตอบสนองในระยะยาว ซึ่งการแสดงออกหรือพฤติกรรมส่วนใหญ่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอยู่รอดและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ (Fitness) เช่น พฤติกรรมการเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด หรือการเลือกคู่ผสมพันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อให้รุ่นต่อไปมีโอกาสรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปสูงสุด ปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรม สิ่งเร้า (Stimulus) หมายถึง ตัวกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตอบสนองออกมาในเชิงการกระทำ หรือก่อให้เกิดแรงจูงใจต่าง ๆ (Motivation) กลไกการปลดปล่อยพฤติกรรม (Releasing Mechanism) หมายถึง วงจรกระแสประสาทและหน่วยรับความรู้สึกที่ไวต่อตัวกระตุ้น โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความสามารถรับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าที่ต่างกันไปตามวิวัฒนาการทางสรีรวิทยา […]

นักวิทย์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ‘ สำเร็จ ไม่ต้องใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก

นักวิทยาศาสตร์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกโดยไม่ใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก หวังแก้ปัญหาขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมนน์ ประเทศอิสราเอล ได้สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ตัวแรกของโลกที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์ที่ปฏิสนธิโดยไข่และสเปิร์ม หรือต้องการมดลูกในการพัฒนา ซึ่งตัวอ่อนนี้เติบโตในจานเพาะเลี้ยงและพัฒนาโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยลำไส้ สมองขั้นต้นและหัวใจที่เริ่มเต้น จาคอบ ฮันนา (Jacob Hanna) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสผู้นำการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “น่าทึ่งมาก เราได้ทำให้เห็นแล้วว่าเซลล์เหล่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอ่อนสังเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรกและถุงไข่แดงที่อยู่รอบ ๆ ตัวอ่อนด้วย” พร้อมเสริมว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากเกี่ยวกับงานนี้และมันมีความหมายมาก” ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว ทีมเดียวกันนี้ได้สร้างมดลูกเทียมที่สามารถช่วยให้ตัวอ่อนของหนูเติบโตนอกมดลูกจริงในร่างกายได้เป็นเวลาหลายวัน และในครั้งนี้พวกเขาพัฒนาอุปกรณ์เดิมเพื่อใช้มันหล่อเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่กลายเป็นตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ได้กว่า 8.5 วัน ซึ่งเท่ากับเกือบครึ่งนึงของการตั้งครรภ์ของหนู โดยเป็นระยะที่เซลล์สร้างอวัยวะในช่วงแรก ๆ รวมถึงการมีหัวใจที่เต้นและสร้างการไหลเวียนเลือด สมองที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เส้นประสาท หลอดและลำไส้ “เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอ่อนของหนูตามธรรมชาติ แบบจำลองสังเคราะห์แสดงความคล้ายคลึงกันถึงร้อยละ 95 ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของโครงสร้างภายในและรูปแบบการแสดงออกของยีนในเซลล์ประเภทต่าง ๆ อวัยวะที่เห็นในตัวอ่อนสังเคราะห์นี้บ่งชี้ถึงการทำงานทุกอย่าง” ดร.ฮันนากล่าว เคล็ดลับความสำเร็จก็คือการบำบัดด้วยสารเคมีล่วงหน้าซึ่งเปิดทางให้ทีมวิจัยตั้งค่าโปรแกรมพันธุกรรมเซลล์ขึ้นมาใหม่และกระตุ้นให้พัฒนาเป็นอวัยวะ เธอหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตตัวอ่อนสังเคราะห์จะช่วยแก้ปัญหาในการขาดแคลนอวัยวะของมนุษย์เพื่อการปลูกถ่าย อีกทั้งได้เน้นย้ำว่า ‘ตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ไม่ใช่ “ตัวอ่อนของจริง” และไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสัตว์ที่มีชีวิต’ […]

ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร

ในมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่ยังมีความพิศวงมากมายที่อยู่ภายใต้ผืนน้ำสีฟ้าคราม ทั้งแนวปะการังที่ซับซ้อน สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่หลากหลายชนิด และทัศนียภาพใต้น้ำที่ไม่คุ้นตา อย่าง ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร (Hydrothermal vent) คือ ช่องรอยแตกหรือรอยแยกบนแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร (Oceanic Crust) ซึ่งทำให้เกิดการปลดปล่อยความร้อนและแร่ธาตุต่าง ๆ จากใต้พื้นพิภพขึ้นสู่พื้นผิวโลก ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงพบได้ตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทร (Mid Ocean Ridge) และแนวภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่น ซึ่งยังมีการเคลื่อนที่เข้าหาหรือมุดตัวซ้อนกันของแผ่นธรณีภาคจำนวนมาก ช่องรอยแตกทำให้น้ำทะเลไหลลงไปสัมผัสกับหินร้อนหรือหินหนืด (Magma) ที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลก ก่อให้เกิดไอร้อนความดันสูงที่พุ่งตัวขึ้นมา และยังทำให้แร่ธาตุและก๊าซอุณหภูมิสูงใต้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเลกลายเป็น “สารละลายน้ำร้อน” (Hydrothermal Solution) ที่มีฤทธิ์เป็นกรด จากองค์ประกอบของธาตุและสารประกอบต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HS) เป็นต้น โครงสร้างของปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรมีลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นบนภาคพื้นดิน (Hot Spring) โดยก่อตัวขึ้นตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทรที่มีการไหลเวียนของหินหนืดที่เคลื่อนตัวขึ้นมาบนพื้นแผ่นดินตามวัฏจักรการกำเนิดแผ่นเปลือกโลกแผ่นใหม่ โดยน้ำร้อนที่พุ่งขึ้นจากปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเกิดจากน้ำทะเลไหลลึกลงไปในรอยแยกและสัมผัสกับหินหนืดร้อนจัด จนทำให้เกิดก๊าซแรงดันสูงและน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นยังเป็นผลให้แร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ลึกลงไปตามรอยแยกเกิดการละลายและลอยตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเล น้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ […]

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์พบซูเปอร์โนวาตัวแรก

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์พบซูเปอร์โนวาตัวแรกของมัน แม้ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการนี้ เพียงไม่กี่วันหลังจากกล้องโทรทรรศน์เจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) เริ่มภารกิจอย่างเต็มรูปแบบ กล้องอินฟาเรด (NIRCam) ที่ทำงานอยู่ก็ตรวจพบวัตถุสว่างอย่างไม่คาดคิดในจุดกาแล็กซีที่ชื่อว่า SDSS.J141930.11+5251593 ซึ่งห่างจากโลกราว 3 ถึง 4 พันล้านปีแสง สร้างความประหลาดใจแก่นักดาราศาสตร์อย่างมากเนื่องจากเจมส์เวบบ์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตรวจจับวัตถุสว่างเช่นนี้ พวกเขาพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน แสงจากวัตถุนั้นจางลงเล็กน้อยและหลังจากเปรียบเทียบข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเพื่อยืนยันว่าแสงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าเจมส์เวบบ์ได้ค้นพบ “ซูเปอร์โนวา (Supernova)” ตัวแรกของมันแล้ว “เราสงสัยว่ามันเป็นซูเปอร์โนวา” ไมค์ เอนเกสเซอร์ (Mike Engesser) นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ดูแลภารกิจของเจมส์เวบบ์อยู่กล่าว “เราต้องการข้อมูลด้านช่วงเวลามากกว่านี้ในการตัดสินใจ แต่ข้อมูลที่เรามีนั้นตรงกับการเกิดซูเปอร์โนวา ดังนั้นจึงเป็นตัวที่ดีมาก” โดยปกติแล้วมักมีการตรวจสอบและค้นหาซเปอร์โนวาโดยกล้องโทรทรรศน์สำรวจขนาดที่ออกแบบมาเพื่อสแกนพื้นที่กว้างใหญ่บนท้องฟ้า และมองหาจุดแสงที่เกิดขึ้นใหม่ท่ามกลางจุดแสงนับล้านที่มีอยู่แล้ว ทว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์นั้นออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าไปยังจุดพื้นที่เล็ก ๆ ในห้วงอวกาศลึกที่จะมองเห็นรายละเอียดกาแล็กซีอันเก่าแก่และไกลโพ้น และสิ่งที่น่าตื่นเต้นขึ้นไปกว่านั้น คือหากสิ่งที่เวบบ์ตรวจพบนั้นคือซูเปอร์โนวาจริง ๆ นั่นหมายความว่ามันคือซูปเปอร์โนวาเก่าแก่ครั้งแรก ๆ หลังจากเกิดบิ๊กแบง (Big Bang) ได้ไม่นาน เป็นการระเบิดของดาวฤกษ์รุ่นแรก ๆ ที่ทำให้จักรวาลสว่างไสวหลังจากความมืดมิดในช่วงต้นและกระจายแร่ธาตุวัตถุดิบที่จะกลายเป็นดาวฤกษ์รุ่นต่อ ๆ ไปในเอกภพ “เราคิดว่าดาวในช่วง […]

Sustainability

Environment

เกาะชวา อินโดนีเซีย กับชะตากรรมแผ่นดินจมทะเล

ขณะที่ชายฝั่งทางเหนือของ เกาะชวา ในอินโดนีเซีย ค่อยๆ จมหาย ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อปกป้องบ้านเรือนและประวัติศาสตร์ของตนจากชะตากรรมเดียวกัน เกาะชวา – เพื่อฝังศพให้แม่เฒ่ามุกมีนาห์ เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาต้องใช้เรือพายขนดินเข้ามา สุสานจมอยู่ใต้นํ้าในหมู่บ้านติมบุลสโลโก  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตา  เมืองหลวงของอินโดนีเซีย  ไปทางตะวันออก ราว 400 กิโลเมตร  ในแผนที่ หมู่บ้านยังดูเหมือนอยู่บน ชายฝั่งทางเหนือของจังหวัดชวากลาง  แต่ในระยะหลัง  ผืนดินโดยรอบถูกทะเลชวากลืนกินไปแล้ว  และสุสานซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ก็จมอยู่ใต้นํ้า นํ้าขึ้นพรวดๆ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง ชายฝั่งทางเหนือของเกาะชวากำลังจมลง  ขณะที่ระดับทะเลสูงขึ้น  ในจาการ์ตา  ที่ดินมากถึงร้อยละ 40  อยู่ตํ่ากว่าระดับทะเล  แต่เดอมักรีเจนซี  หรืออำเภอเดอมัก ที่หมู่บ้านติมบุลสโลโกตั้งอยู่  เป็นพื้นที่หนึ่งที่เผชิญปัญหาหนักหนาที่สุด ขณะที่ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับทะเลทั่วโลก สูงขึ้นปีละประมาณ 3.5 มิลลิเมตร  ผืนดินที่นี่จมลงมากถึง 10 เซนติเมตร  ในแต่ละปี  เดอมักสูญเสียที่ดินกว่า 2,500 ไร่  หรือราวร้อยละ 0.5 ของที่ดินทั้งหมด ตอนนี้ “แผ่นดินใหญ่” อยู่ห่างออกไปกว่า 1.5 […]

มหากาพย์การเดินทางผ่านภาพถ่าย เผยภาพอดีตกาลนานโพ้นของพื้นพิภพ

ภาพถ่ายเหล่านี้พาเราเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของผืนปฐพี เฉกเช่นหนังสือเล่มโตที่เปิดออก โลกเผยเรื่องราวผ่านกระบวนการทางธรณีฟิสิกส์อันเก่าแก่ที่นำไปสู่กำเนิดชีวิต “การเดินทางผ่านกาลเวลา สถานที่ และความหลากหลายนี้ หวังตอกยํ้าความเชื่อมโยงที่เรามีต่อโลกธรรมชาติให้แข็งแรงขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เราเคารพในผืนพิภพ” โอลิวิเยร์ เกรินวาลด์ ช่างภาพชาวฝรั่งเศส บอก เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่เขาและคู่ชีวิต นักอนุรักษ์และนักเขียน แบร์นาแดต ฌิลแบร์ตาส ตระเวนเดินทางรอบโลกเพื่อบันทึกภาพและเรื่องราวของสถานที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังที่สลักเสลาโลกสุดพิเศษใบนี้ขึ้น นี่คือแนวคิดพื้นฐานของโปรเจ็กต์“ปฐมกาล” หรือ Origins ของทั้งสอง โลกคือดาวเคราะห์หินที่เกิดจากความปั่นป่วนไร้ระเบียบและขับเคลื่อนโดยวิวัฒนาการ เป็นบ้านของถิ่นอาศัยอันหลากหลายและชนิดพันธุ์นับล้านๆ หนึ่งในนั้นคือเผ่าพันธุ์ของเรา โฮโม  เซเปียนส์  ผู้หลงใหลในความมหัศจรรย์ของโลก แต่ก็สามารถทำลายล้างได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยความกังวลในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เกรินวาลด์และฌิลแบร์ตาสจึงทุ่มเทให้กับการถ่ายทอดความอัศจรรย์ของโลกใบนี้ “ดาวเคราะห์ที่ทั้งเขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์ และโอบอุ้มสรรพชีวิตดวงนี้ใช้เวลาก่อร่างถึง 4,500 ล้านปี” เกรินวาลด์บอก “ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันต่อไป จะตั้งหน้าตั้งตาสร้าง วิกฤติทางนิเวศวิทยา หรือตัดสินใจในท้ายที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายที่สุด” ภาพถ่ายในโปรเจ็กต์ปฐมกาลบันทึกความงามและความหลากหลายของพลังทางธรรมชาติ ภูเขาไฟพ่นธารลาวาอันโชติช่วง แสงเหนือใต้ร่ายรำคล้ายภูตผีในคํ่าคืนเย็นเยือก พลังกัดกร่อนสลักเสลาขุนเขาน้อยใหญ่ ชีวิตรูปแบบแรกๆ ดิ้นรนเพื่อแสวงหาที่ทางของตนเอง พืชพรรณแพร่กระจายไปทั่วโลก และสํ่าสัตว์ก็แตกแขนงหลายหลากทั่วถิ่นอาศัย “บางครั้ง ดูเหมือนดิบเถื่อน บางครั้งสงบงาม เคลื่อนที่และเลื่อนไหลไม่หยุดหย่อน ธรรมชาติคือแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจไร้ขีดจำกัด” […]

Cultures

ลมหายใจจากรุ่นสู่รุ่นของชนเผ่าบาจาว ยิปซีแห่งท้องทะเล

ชนเผ่าบาจาว ผู้อาศัยในท้องทะเลตลอดชีวิต จนเกิดลักษณะพิเศษทางกายภาพ พวกเขากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ชนเผ่าบาจาว – ในมหาสมุทรแปซิฟิค มีพื้นที่พิเศษที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า “สามเหลี่ยมปะการัง”    เป็นทะเลที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่างสามประเทศ ด้านบนคือฟิลิปปินส์ ทางตะวันตกเป็นเกาะบอร์เนียวของมาเลเซียจรดอินโดนีเซีย ส่วนด้านตะวันออกคลุมพื้นที่จนสุด ปาปัวนิวกินี      จากการศึกษาบริเวณนี้มีปะการังกว่า 76% ของชนิดที่พบในโลกพบในบริเวณนี้    ปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแหล่งอื่นๆ บนโลก และมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร ด้วยความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนั้นมีชาติพันธุ์พิเศษเร่ร่อนอยู่ในท้องทะเล หลายคนเรียกพวกเขาว่า ‘ยิปซีแห่งท้องทะเล’  หรือ ‘ ชนเผ่าบาจาว ’ นั่นเอง แต่เดิมชนเผ่าบาจาวอาศัยอยู่แต่ในเรือไม่ได้ลงหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่แต่อย่างใด ชนเผ่าพิเศษนี้อาศัยท้องทะเลตลอดทั้งชีวิต  บรรพบุรุษของพวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในท้องทะเล อาศัยตัวเปล่าและการกลั้นลมหายใจโดยไร้อุปกรณ์ดำน้ำจับสัตว์น้ำ  อาศัยเพียงลมหายใจเดียวในการดำน้ำ จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เนื่องจากชาวบาจาวใช้เวลาหลายชั่วโมงของแต่ละวันในการดำน้ำ ทำให้พวกเขามี DNA พิเศษไม่เหมือนผู้คนผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ DNA ที่ว่าส่งผลให้ม้ามของชนเผ่าบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าผู้อาศัยบนบกในพื้นที่ใกล้เคียงกันถึง 50% ชาวบาจาวจึงสามารถดำน้ำได้นานถึง 13 นาที และลงไปได้ลึกกว่า 60 เมตรด้วยตัวเปล่า เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่สามารถกลั้นหายใจได้ราวหนึ่งนาทีเท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพนี้ อาศัยการวิวัฒนาการในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา จากการศึกษาหลักฐานของชนเผ่าบาจาวย้อนกลับไปได้ถึง 15,000 […]

ทำไมการเยือนไต้หวันของสหรัฐสร้างความโกรธแค้นให้กับจีน

ทำไมการเยือนไต้หวันของ ประธานสภาฯ สหรัฐฯ ‘แนนซี เพโลซี’ จึงสร้างความโกรธให้กับจีน แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงไต้หวัน ถือเป็นการแสดงออกว่าจะสนับสนุน “ประชาธิปไตยที่สดใสของไต้หวัน” ตามคำกล่าวของเพโลซี อันเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาสร้างความโกรธเกรี้ยวที่ “ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” ในคำแถลงของกระทรวงต่างประเทศจีนหลังจาการเดินทางถึงของเพโลซี พร้อมเตือนว่า “จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนอย่างเด็ดขาดเพื่อตอบสนองต่อการเยือนของตัวแทนสหรัฐฯ หากสหรัฐยืนกรานที่จะทำตามแนวทางของตนเอง กองทัพจีนจะไม่มีวันนั่งอยู่เฉย ๆ “ เหตุที่ปักกิ่งจึงโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อการเยือนครั้งนี้ของสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงทางประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างจีน-สหรัฐฯ อย่างร้ายแรง เนื่องจากจีนมองว่าการเยือนจากประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ ถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศลำดับที่ 3 ในการสืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ฉันคิดว่าจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก” ซูซาน แอล. เซิร์ก (Susan L. Shirk) ประธานศูนย์จีนแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ซานดิเอโกกล่าว หมายความว่าสหรัฐฯ สนับสนุนที่จะปกป้องเสรีภาพของไต้หวันและประชาธิปไตยทั้งหมดอย่างชัดเจน ซึ่งขัดกับนโยบาย ‘จีนเดียว’ ของทางปักกิ่งที่มองว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของประเทศจีน “แม้จะไม่เคยปกครองมาก่อนและไม่ได้ใช้กำลังในการรวมตัวกับแผ่นดินใหญ่” ก็ตาม บทความของสำนักข่าว CNN ระบุ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ […]

History

ดำดิ่งสำรวจสุสานใต้พีระมิด

แม้พีระมิดในอียิปต์จะโด่งดังมากกว่า แต่พีระมิดในซูดานซุกซ่อนสุสานหลวงไว้ ซึ่งนักโบราณคดีสามารถสํารวจได้ตราบเท่าที่พวกเขาไม่รังเกียจการดําน้ำ ฉันรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก  แต่ละก้าวที่ลงไปตามช่องทางเดินหินดานนำฉันเข้าใกล้สิ่งที่ฉันนึกภาพมานาน  นั่นคือ สระนํ้าสีนํ้าตาลอมเหลืองซึ่งซ่อนอุโมงค์ที่ถูกนํ้าท่วมเอาไว้  และวินาทีที่ฉันเข้าไปสู่ความมืดมิดนั้น  ซากปรักของพีระมิดโอ่อ่า ก็ตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องบน ที่นี่  ณ สุสานโบราณแห่งนูรีในทะเลทรายทางตอนเหนือของซูดาน  เหล่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชาวคูชทอดพระวรกายมานานหลายพันปีในกลุ่มคูหาฝังพระศพใต้ดินเบื้องล่างพีระมิดสูงใหญ่  ปัจจุบัน  คูหาถูกนํ้าใต้ดินที่ไหลซึมมาจากแม่นํ้าไนล์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เอ่อท่วม  นักโบราณคดี  เพียร์ซ  พอล  ครีสแมน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  เป็นผู้นำทีมซึ่งอาจเป็นทีมแรกที่พยายามสำรวจทางโบราณคดีใต้นํ้าข้างใต้พีระมิด  ตอนแรกฉันใจเย็น  แม้ว่าจะ ตื่นเต้นกับการร่วมเดินทางไปถ่ายภาพความพยายามที่ทะเยอทะยานและเสี่ยงอันตรายนี้เมื่อปี 2020  แต่พอฉันเดินลงไปใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ  หัวใจก็เต้นเร็ว  และหายใจแทบไม่ออก ฉันเคยสัมผัสความรู้สึกกระวนกระวายหายใจไม่ทั่วท้องแบบนี้มาก่อน  เมื่อเก้าปีที่แล้วจากการหมอบอยู่ในท่อระบายนํ้าในประเทศลิเบีย  ขณะที่ปืนกลระดมยิงใส่พื้นดินด้านบน  และเจ็ดปีก่อน  ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายอัลชาบับใน ศูนย์การค้าที่กรุงไนโรบี  ล่าสุดเมื่อสี่ปีก่อน  บนหาดไร้ขื่อแปในโซมาเลีย  แต่ที่นี่ ไม่มีศัตรูภายนอก  แต่บางสิ่งในความคิด ของฉันเองกำลังตะโกนใส่ฉันว่า  อย่าลงไป ครีสแมนและไดฟ์มาสเตอร์  จัสติน  ชไนเดอร์  รับรู้ได้ถึงความกังวลของฉัน  “ขอเวลาแป๊บหนึ่งค่ะ”  ฉันบอก  พลางถือกล้องถ่ายภาพไว้แน่น  ฉันคาบเรกูเลเตอร์  ไขว้ขาแล้วทิ้งตัวลงไป  หายใจ  แค่หายใจ […]

เรื่องลับของนักบินสหรัฐฯ ชำระแค้นญี่ปุ่นให้เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 จิมมี่ ดูลิทเทิล คือผู้นำฝูงบินของสหรัฐฯ ในหนึ่งในภารกิจที่ท้ามรณะที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง ในสัปดาห์แรกๆ ของปี 1942 สหรัฐฯ ทั้งโกรธแค้น อับอาย และเสียขวัญ เนื่องจากเรือรบประจำกองเรือแปซิฟิกของพวกเขาจมอยู่ใต้เพิร์ลฮาร์เบอร์หลังตกเป็นเหยื่อการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวโดยฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ในเดือนต่อๆ มา ทั้งประเทศนี้และเหล่าพันธมิตรทำได้เพียงแค่มองดูกองทัพญี่ปุ่นโหมถล่มรุกรานไปทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก และบดขยี้ที่มั่นของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ที่ขวางทาง หลังการโจมตีในเดือนธันวาคม ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลต์ ออกคำสั่งกดดันอย่างเดือดดาลต่อผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ให้พวกเขาหาทางโจมตีโต้ตอบแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น กระนั้น ไม่มีไครทราบว่าจะเอาชนะอุปสรรคทางการขนส่งได้อย่างไร เครื่องบินรบซึ่งประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นเล็กเกินกว่าที่จะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ได้ และยังมีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งสามารถโปรยห่าฝนแห่งการทำล้างได้ก็ถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะบินขึ้นและลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน และแล้ว ในวันหนาวเหน็บวันหนึ่งในเดือนมกราคม ใครคนหนึ่งผุดความคิดว่าเครื่องบินบี-25 “มิตเชลล์” เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลางสองเครื่องยนต์ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการไม่นานนักอาจขึ้นบินจากดาดฟ้าลานบินของเรือบรรทุกเครื่องบินได้ และแม้เครื่องบินเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาลงจอดบนเรือ น้ำมันที่เหลือหลังภารกิจทิ้งระเบิดแผ่นดินญี่ปุ่นเสร็จสิ้นจะช่วยประคองพวกมันไปลงจอดบนลานบินของฝ่ายพันธมิตรในจีน นายพลเฮนรี “เฮพ” แอร์โนลด์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศทัพบกสหรัฐฯ (Army Air Corps) เลือกพันโทเจมส์ “จิมมี” ดูลิทเทิล หนึ่งในนักบินผู้โด่งดังที่สุดในยุคนั้นและเป็นบุรุษที่แอร์โนล์ดทราบว่าเป็น“ผู้กล้าหาญอย่างที่สุด” นักบินกลุ่มเดียวซึ่งผ่านการฝึกฝนจนสามารถขับบี-25 […]