เจมส์ คาเมรอน : โลกความจริงและจินตนาการใน Avatar: The Way of Water อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ

เจมส์ คาเมรอน : โลกความจริงและจินตนาการใน Avatar: The Way of Water อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ

ผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน แบ่งปันมุมมองที่มีต่อมหาสมุทรซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ Avatar: The Way of Water อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ และหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมช่วยอนุรักษ์ปกป้องโลก

เจมส์ คาเมรอน กำลังดำดิ่งสู่ใต้ทะเลลึก  และทะเลลึกนั้นคือมหาสมุทรแห่งโลกต่างดาว

อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ มหากาพย์ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับภาพยนตร์และนักสำรวจมหาสมุทร เจมส์ คาเมรอน ผู้ที่สัญญาว่าจะนำพาผู้ชมไปสู่ระบบนิเวศใต้ทะเลอันมีชีวิตชีวาบนดวงดาวที่อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 40.2336 ล้านล้านกิโลเมตร (25 ล้านล้านไมล์) จากโลกใบนี้ พร้อมด้วยรายละเอียดระดับเดียวกับสารคดี

ภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ต่อขยายเนื้อเรื่องจากอวตาร ภาคแรก ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทำเงินมหาศาลจากปี 2009 เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่มนุษย์อยู่อาศัยได้นามว่า แพนดอรา และสิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ตัวสีฟ้านามว่า นาวี ซึ่งอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ดังกล่าว รวมไปถึงความขัดแย้งที่ประทุขึ้นเมื่อมนุษย์ที่เดินทางออกสู่อวกาศพยายามทำให้มันเป็นอาณานิคมและขุดเจาะทรัพยากรโดยไม่สนใจถึงหายนะทางสิ่งแวดล้อม

ในภาพยนตร์ภาคแรก เหล่าชาวนาวีซึ่งอาศัยอยู่ในป่าฝนของดาวดวงนี้ต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านของตนเอง โดยมีความช่วยเหลือจากเหล่ามนุษย์ผู้เป็นทหารและนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเห็นด้วยกับเหตุผลในการต่อสู้ของพวกเขา

ในภาคนี้ แคเมรอนสำรวจผืนน้ำของแพนดอรา โดยเขานำประสบการณ์จากทั้งชีวิตของเขามาด้วย เจ้าของความคิดสร้างสรรค์เบื้องหลังภาพยนตร์เช่นดิ่งขั้วมฤตยู  (The Abyss) และ ไททานิค และโปรดิวเซอร์บริหารของสารคดีความลับของวาฬ ของเนชันแนล จีโอกราฟฟิก ผู้นี้ยังเป็นนักสำรวจประจำนิตยสารของเรา ในปี 2012 แคเมรอนเป็นคนแรกที่ดำลงสู่ก้นของร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาด้วยตัวคนเดียวในการสำรวจด้วยยานดีปซีแชลเลนเจอร์ (Deepsea Challenger)

เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตใต้ทะเลของแพนดอรา แคเมรอนและทีมงานของเขาจินตนาการถึงสวนสัตว์ป่าที่ทั้งให้ทั้งความรู้สึกแปลกแตกต่างและคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน ฝูงปลาปักเป้าและปลาสิงโตของดาวดวงนี้แหวกว่ายคู่เคียงกับแนวปะการัง สิ่งมีชีวิตที่สามารถแนบกลืนไปกับสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรยุคโบราณของโลก สัตว์พาหนะขับขี่คอยาวเหยียดชั้นยอดนาม อีลู ที่ดูคล้ายคลึงกับ ‘เพลสิโอซอร์’ สัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเลซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว สกิมวิง สัตว์ต่างดาวขนาดยักษ์ซึ่งเปรียบเสมือนลูกผสมระหว่างปลาการ์และปลานกกระจอก เป็นพาหนะสงครามของชาวนาวี และยังมี ‘โทลคูน’ ตัวยักษ์ปักษ์หลั่นที่เฉลียวฉลาดที่เปรียบได้ดั่งปลาวาฬของโลกใบนี้

สิ่งใดกันที่บันดาลใจให้เขาและทีมงานรังสรรค์สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และพวกเขาและเธอสร้างชีวิตให้พวกมันได้อย่างไร? เนชันแนล จีโอกราฟฟิกเพิ่งพูดคุยกับแคเมรอนจากนิวซีแลนด์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเบื้องหลัง อวตาร:วิถีแห่งสายน้ำ (บริษัท วอลต์ ดิสนีย์ คือผู้ถือหุ้นใหญ่ของเนชันแนล จีโอกราฟฟิก พาร์ตเนอร์ และเป็นเจ้าของ 20th เซ็นจูรี่ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ)

เราเริ่มการเดินทางสู่แพนดอราจากผืนดิน และตามที่ชื่อเรื่องของภาคนี้บอก เรากำลังเดินทางไปสู่ชายฝั่งและลงสู่ใต้ทะเลลึก ทำไมต้องต้องเป็นผืนน้ำ?

ในตอนนี้ ผมเป็นนักสำรวจมหาสมุทร ผมเคยเป็นนักดำน้ำสกูบามาหลายปีก่อนหน้า และหลงใหลการสำรวจมหาสมุทรเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ผมมีความรักต่อผืนน้ำมาทั้งชีวิต มันทำให้ผมใช้เวลาหลายพันชั่วโมงอยู่ใต้ผืนน้ำตื้น และอีกหลายร้อยชั่วโมงใต้ผืนน้ำลึก รวมถึงส่วนที่ลึกที่สุดบนโลก และการดำน้ำลงสู่เรือไทเทนิคอีกหลายครั้ง

ผู้คนมักกล่าวว่า ‘ให้เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้’ และผมรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมหาสมุทรมากมายและรักมัน ผมจึงคิดว่า ทำไมถึงไม่เอาสองสิ่งที่ผมรักมาผสมรวมกันล่ะ ผมอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีแห่งผืนน้ำว่าต้นกำเนิดของชีวิตบนโลกแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไร และความน่าอัศจรรย์ที่มันยังคงแสดงให้เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ แม้แต่ในสภาพที่มันเสื่อมทรามลงเพราะน้ำมือของมนุษย์

เราอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป มหาสมุทรที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่มันเคยเป็น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับการแสดงให้เราเห็นว่ามหาสมุทรจาก 300 400 500 ปีก่อนหน้านี้อาจมีสภาพอย่างไร ก่อนที่เราจะวุ่นวายกับการพัฒนาอุตสาหกรรม หากผู้คนได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากเรื่องราวชีวิตของครอบครัวซัลลีย์ [ตัวเอกของเรื่อง] เรื่องความสัมพันธ์ และความขัดแย้งใหญ่ๆ เหล่านี้ ผู้ชมจะชื่นชอบประสบการณ์ใต้ผืนน้ำ รักในความความหลากหลายของชีวิต เวทมนตร์และความลึกลับ ซึ่งอาจเชื่อมต่อพวกเขาให้เข้ากับสิ่งที่เรากำลังสูญเสียไปบนโลกใบนี้

 อะไรคือแรงบันดาลใจของคุณในตอนที่สร้างสรรค์ทั้งระบบนิเวศในทะเลและวัฒนธรรมชาวต่างดาวที่อาศัยอยู่ในนั้น?

ในเรื่องมีมนุุษย์ต่างดาวที่เรียกว่าเมตคายีนา (Metkayina) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่กระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านหลายแห่ง พวกเขาแยกตัวออกจากชาวนาวี [จากภาพยนตร์ภาคแรก] ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าบนบกอาจจะตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อนและมีลักษณะทางกายภาพที่ปรับตัวให้เข้ากับมหาสมุทรมากขึ้น หางของพวกเขาและเธอเหล่านี้ใช้สำหรับการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าขณะว่ายน้ำแบบเดียวกับแมวน้ำและนาก กลั้นหายใจได้นานเนื่องจากพวกเขาต้องใช้อากาศหายใจ และมีเปลือกตาที่สาม (nictitating membrane) คล้ายกับจระเข้และนกฮูกเพื่อป้องกันดวงตาเมื่อมุ่งลงใต้น้ำด้วยความเร็วสูงขณะควบอีลู ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขานำมาเลี้ยงให้เชื่องและมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยต่อกัน

พวกเขาเหล่านี้ยังมีวัฒนธรรมแบบพึ่งพาอาศัยกับสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาซึ่งอาศัยอยู่ในมหาสุมทรและใช้อากาศหายใจ เราอาจเห็นสัตว์ขนาดมหึมาเหล่านี้ดังกล่าวและคิดว่า โอ้ นี่มันเป็นวาฬนิ แต่แน่นอนว่ามันไม่ไช่วาฬ แต่มันคือสัตว์บนดาวแพนดอราที่เรียกว่าโทลคูน ที่จริงแล้ว สัตว์พวกนี้มีสังคมที่ก้าวหน้า แม้มันจะเป็นพัฒนาการทางปัญญาเพียงอย่างเดียวก็ตาม พวกมันไม่มีเทคโนโลยีเพราะพวกมันไม่มีมือที่ใช้ควบคุมและหยิบจับสิ่งของเหมือนพวกเรา สิ่งมีชีวิตเหล่านี้พึ่งพาชาวนาวีสำหรับสิ่งใดก็ตามที่ต้องใช้ร่างกายควบคุม แต่ปัญญาของพวกมันนั้นก้าวหน้าพอควรทีเดียว โทลคูนมีทั้งภาษาที่ซับซ้อน คณิตศาสตร์ ดนตรี และอื่นๆ

การเดินทางผจญภัยเพื่อถ่ายทำสารคดี ความลับของวาฬ  (Secrets of the Whales) ของเนชันแนล จีโอกราฟฟิก นั้นเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับผม เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนมบนโลกใบนี้มันมีวัฒนธรรมที่ก้าวหน้ากว่าที่เราเคยคาดคิดกันไว้ในเชิงของการส่งต่อข้อมูลที่มีความเป็นระบบอย่างมากจากรุ่นสู่รุ่น พวกมันมีดนตรีที่สัตว์ตัวอื่นในสายพันธุ์เดียวกันขับร้อง และดนตรีที่ว่ามันกระจายไปรอบโลกเหมือนกับเพลงสุดฮิต [ที่มนุษย์แต่ง]

 มีชาวพื้นเมืองมากมายในทั่วทุกมุมโลกที่มีความเชื่อมโยงกับผืนน้ำอย่างมากมายและหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ วัฒนธรรมเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเมตคายีนาได้อย่างไร?

เราค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นเมืองในโลกความเป็นจริงที่มีความสัมพันธ์กับมหาสมุทรอย่างลึกซึ้งมามากมาย เราหาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมโพลีนีเซีย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ทำการค้าขายบนเรือแคนู เราตัดสินใจไม่ใช้แคนู นอกจากลำที่ใช้ในพื้นที่ และเราคิดว่าจะนำวัฒนธรรมพื้นเมืองในโลกจริงไปปรับให้มันเข้ากับโลกของแพนดอราได้อย่างไร รวมไปถึงชนเผ่าบาเจา (Bajau) ในอินโดนีเซียซึ่งอาศัยในบ้านยกใต้ถุนและแพ เรามองหาสิ่งแบบนี้เพื่อนำมาปรับใช้

ประสบการณ์ของคุณในการสำรวจมหาสมุทรและเทคโนโลยีเกี่ยวข้องส่งผลอย่างไรกับการถ่ายทำภาพยนตร์ของคุณ และโดยเฉพาะกับวิถีแห่งสายน้ำ?

มันมีความเชื่อมโยงมากมายระหว่างการสำรวจใต้น้ำและการถ่ายทำภาพยนตร์ของผม ทั้งสองสิ่งนั้นใช้ทีมงานเล็กๆ ที่พยายามทำสิ่งที่ยากมากอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งต้องวางแผนอย่างดี ผมค้นพบว่าสองเรื่องนี้เหมือนกันมากๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นการนำยานพาหนะซึ่งควบคุมจากระยะไกลเข้าไปในไททานิกและสำรวจมันในเชิงโบราณคดี หรือการสร้างยานพาหนะซึ่งมีผู้ควบคุมจากภายในและนำมันลงไปสู่จุดที่ลึกที่สุดบนโลก มันคือการใช้ทีมงานเล็กๆ เพื่อทำในสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้

ในการถ่ายทำอวตารตั้งสองภาค เรามีเทคนิคทางวิชวลเอฟเฟกต์ที่ล้ำหน้าเกินขีดจำกัด รวมไปถึงการจับภาพการแสดง นี่เป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น ผมไม่ขอให้ผู้ชมคิดว่านี่เป็นการสาธิตเทคโนโลยี แต่ผมอยากให้คนเหล่านั้นเชื่อว่าเราเดินทางไปแพนดอราและถ่ายทำสารคดีเรื่องใหญ่สักเรื่อง ผมไม่อยากให้ผู้ชมคิดว่าทีมงานสร้างทำมันสำเร็จได้อย่างไร ดังนั้น ความรับผิดชอบด้านการสร้างสรรค์ที่จะทำให้มันแนบเนียนใร้รอยต่อจึงตกอยู่กับเรา ให้สิ่งที่ทุกตัวละครทำ – ทุกฉากแอ็คชั่น ทุกฉากการควบขี่สัตว์ และอื่นๆ – ให้อิงกับฟิสิกส์ในโลกแห่งความเป็นจริง ฟิสิกส์ของน้ำบนดาวดวงอื่นจะเหมือนกันกับน้ำบนดาวโลก และน้ำก็คือน้ำ

เราอุทิศตัวเองให้กับความคิดที่ว่าเราจะนำเหล่านักแสดงลงไปในน้ำ เราสอนวิธีดำน้ำแบบไร้เครื่องช่วยหายใจให้นักแสดงสำหรับการเตรียมตัวรับบทบาท รวมไปถึงสอนการสกูบาด้วยสำหรับการแสดงในฉากต่างๆ

เราสร้างสัตว์จำลองที่สามารถทำในแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์ ทั้งการว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นจากน้ำ โบยบินอยู่เหนือน้ำ และกรีดร้องใต้น้ำ และเราก็หาวิธีว่าจะควบสัตว์เหล่านี้ได้อย่างไร ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม? เหมือนเครื่องบินแฮร์ริเออร์ผสมกับเรือดำน้ำเลย แต่เราก็สร้างมันได้ ผมไม่รู้ว่าคุณเคยเห็นมันตามรีสอร์ตหรือเปล่า พวกเครื่องที่ให้คนขี่ลอยตัว 7 เมตรครึ่งบนอากาศนั่นน่ะ เราใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยเจ็ตที่ว่าสร้างสิ่งที่เหมือนเครื่องบินแฮร์ริเออร์ที่มีคนขับอยู่ด้านในและมีผู้ขับขี่อยู่ด้านบน และสามารถบินเหนือผิวน้ำ ดำลงไปใต้น้ำ ส่งเสียงหวีดหวิว กระโดดขึ้นเหนือน้ำ และทำทุกอย่างที่กล่าวมาได้ซ้ำไปซ้ำมา มันอันตรายมากเลย พวกเราทุกคนสนุกไปกับมันเป็นเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ที่บาฮามาส

เราหาวิธีควบสัตว์เหล่านี้พร้อมกับการใช้หอกหรืออาวุธอื่นๆ ในขณะเดียวกัน เราออกไปหาข้อมูลในเรื่องนี้และถ่ายภาพสำหรับใช้อ้างอิง ก่อนจะนำมันกลับมาที่กองถ่ายและสอนนักแสดง ทำให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน ในเวลาเดียวกัน เราต้องจำลองการคำนวณพลศาสตร์ของไหลทุกรูปแบบเพื่อให้การเคลื่อนไหวของตัวละครต่างดาวพวกนี้มันสมจริง เพราะร่างกายของสิ่งมีชีวิตพวกนี้มันไม่เหมือนกับเรา

คุณพูดถึงความสมจริงที่คุณพยายามสร้างในภาพยนตร์ทั้งสองภาค ในการทำให้แพนดอราดูน่าเชื่อถือและสร้างความมีอารมณ์ร่วมกับผู้ชม ผมนึกถึงภูเขาลอยฟ้าฮัลเลลูยาห์ในภาคแรกและการที่พวกมันได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากภูเขาหวงซานในจีน ในวิถีแห่งสายน้ำ เราจะได้เห็นสถานที่ใดบ้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่จริง?

ความเกี่ยวโยงที่เห็นชัดที่สุดระหว่างในที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในวิถีแห่งสายน้ำ และสิ่งที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้คือแนวปะการังเขตร้อนและเกาะปะการังเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางและตะวันตกของแปซิฟิก ซึ่งมีทิวภูเขาไฟโบราณที่เซาะตัวลงและก่อให้เกิดโซ่หมู่เกาะเหล่านี้ ผมใช้เวลามากมายไปกับการดำน้ำในบริเวณเกาะเหล่านี้ในแปซิฟิกและแนวปะการังในทั่วโลก

เรานำสิ่งมีชีวิตซึ่งเทียบได้กับปะการังและสัตว์ขนาดใหญ่ที่นุ่มแลไม่มีกระดูกสันหลังทุกสายพันธุ์ที่พบได้ในระบบนิเวศปะการังบนโลกไปใส่ไว้ในวิถีแห่งสายน้ำ มันคือการเชิดชูปะการังและเกาะปะการังของเรา และยังเชิดชูวัฒนธรรมโพลีนีเซียที่ถูกเผยแพร่ผ่านการอพยพอันกว้างขวางของผู้คนเหล่านี้สู่เกาะต่างๆในแปซิฟิก มันคือการฉลองต่อความสามารถในการปรับตัวที่ดีเยี่ยมต่อสภาพแวดล้อมใหม่ๆ

ท้ายที่สุด ทุกสิ่งที่คุณเห็นเกี่ยวกับชาวนาวีคือสิ่งที่ดีเยี่ยมและสูงส่งที่สุดของตัวของเราเอง แต่ถูกวาดให้ตัวใหญ่และวาดผ่านมุมมองของนิยายวิทยาศาสตร์ ในทางหนึ่ง ชาวต่างดาวเหล่านี้คือตัวละครที่มีชีวิตอันน่าปรารถนา ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ทำงานตั้งแต่ 9 โมงยัน 5 โมงเย็น ผมมีเรื่องที่ต้องเครียดมากมายไปหมด ทั้งค่าเช่า ภาษี และอื่นๆ อีกบานเลย ผมอยากใช้ชีวิตแบบพวกเขา แต่เราจะมีชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร?

ผมคิดว่าเราต้องมีความเคารพทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งต่อความกลมกลืนและสมดุลของธรรมชาติ แต่เราไม่มีสิ่งนี้อีกแล้ว เราไปถึงจุดนี้ไม่ได้จากจุดที่เราเป็นอยู่ เราต้องเรียนรู้มันอีกครั้ง เราต้องเรียนความรู้สึกที่มนุษยชาติเคยรู้สึกแต่หลงลืมไป หรือถูกบังคับให้หลงลืมไปแล้ว

ย้อนกลับไปถึงเรื่องที่คุณพูดถึงเมื่อตอนต้นว่าวิถีแห่งสายน้ำ ถ่ายทอดในช่วงที่มหาสมุทรของโลกกำลังเสื่อมโทรม จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการประมงเกินขีดจำกัด ในความตื่นตัวอย่างชัดแจ้งต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญ ในห้วงเวลาเช่นนี้ คุณคาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะส่งผลต่อผู้ชมอย่างไร?

เหตุผลที่ผมเลือกทำภาพยนตร์ภาคต่อนี้เป็นเพราะผมคิดว่าผมสามารถสื่อสารในสิ่งตนเองต้องการผ่านงานศิลปะ – เพื่อสื่อสารกับผู้คน – ได้ภายในกรอบนี้ มันชัดเจนว่าการเปลี่ยนจากป่าฝนซึ่งเป็นแกนหลักของภาคแรกมาสู่มหาสมุทร ความหมายที่ซ่อนอยู่คือการเรียกร้องการพิทักษ์ อนุรักษ์ และเชิดชูบรรดามหาสมุทรของเรา ผมหวังว่าเราจะสามารถหันหลังออกจากเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่ นั่นคือเส้นทางที่ทำให้มหาสมุทรเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่เหมาะสม อันที่จริง ผมไม่แม้แต่จะชอบใช้คำว่า “ไม่เหมาะสม” คำนี้ถูกใช้อย่างมากในการสนทนา แต่ถ้าคุณคิดว่ามะเร็งระยะที่สี่นั้น “ไม่เหมาะสม” บางทีคำว่า “ไม่เหมาะสม” นั้นอาจถูกต้องแล้วก็ได้

ในหลายที่บนโลก แนวปะการังจะเป็นสิ่งที่เห็นได้เพียงแค่ในภาพยนตร์ในอีก 50 ถึง 75 ปี ข้างหน้า นี่เป็นเรื่องที่เลวร้าย เมื่อผมเป็นเด็ก ผมอยากเป็นนักประดาน้ำเพื่อที่ผมจะได้เห็นสิ่งสวยงามและน่าอัศจรรย์เหล่านี้ด้วยตนเอง และผมใช้เวลาหลายทศวรรษไปกับการสำรวจและสนุกกับโลกใบนั้น ลูกๆ หลานๆ ของผมจะไม่มีโอกาสทำสิ่งเดียวกัน ดังนั้น การจดจำ การยกย่องมัน และการตกหลุมรักมันใหม่อีกครั้ง รวมไปถึงการจดจำว่าเราต้องปกป้องสิ่งที่เรารัก นี่คือการร้องขอของผมอย่างจริงจัง

เรื่อง MICHAEL GRESHKO

แปล ภาวิต วงษ์นิมมาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Recommend