ในภูมิประเทศขุรขระกันดารที่เป็นรอยต่อระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกา กำแพงกั้นพรมแดนเป็นเพียงอุปสรรคล่าสุดที่ทำให้ถิ่นอาศัยถูกแบ่งแยก และกีดขวางเส้นทางอพยพ นี่คือเรื่องราวของนักอนุรักษ์กลุ่มหนึ่งที่พยายามช่วยให้สัตว์ต่างๆ ยังคงเคลื่อนย้ายถิ่นฐานได้
เพื่อช่วยให้เห็นภาพว่า เหตุใดหมู่เกาะสกายในภูมิภาคมาเดรอัน จึงได้ฉายานี้ คุณต้องลองนึกภาพจากมุมมองของเหยี่ยวที่มองลงมายังพื้นที่ชายแดนแผ่กว้างครอบคลุมรัฐแอริโซนา และนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ และรัฐโซโนรากับชิวาวาของเม็กซิโก คุณจะเห็นทะเลทรายกว้างใหญ่ที่มีเทือกเขาขรุขระหย่อมเล็กหย่อมน้อยมากกว่า 50 หย่อม กระจายอยู่ทั่ว ทำให้ดูเหมือนมีหมู่เกาะเขียวขจีอยู่ทั้งสองฟากพรมแดน
หย่อมโอเอซิสเหล่านี้ช่วยให้ภูมิภาคหมู่เกาะสกายมีความหลากหลายทางชีวภาพน่าทึ่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นสถานที่ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมฝีเท้าไวอาจเตร็ดเตร่ข้ามเขตชีวนิเวศแตกต่างกันถึงห้าแบบภายในวันเดียว ตั้งแต่เขตไม้พุ่มทะเลทรายฝุ่นตลบ ไปจนถึงป่าสนและเฟอร์เขียวชอุ่ม และเป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่สัตว์ป่านานาชนิดทั้งหมูป่าเพ็กคารีและพรองฮอร์น หมาป่าไคโยตีและแมวป่าโอซีลอต หมีดำและเสือจากัวร์ ต่างเดินทางผ่านดินแดนแถบนี้โดยลัดเลาะไปตามแนวสันเขาและทางน้ำ หรือเครือข่ายฉนวนอันชุ่มเย็นที่ซึ่งพืชพรรณเจริญงอกงามได้ดี






คุณจะสังเกตเห็นสิ่งรุกล้ำด้วยอีกหลายอย่าง ทั้งถนนและทางหลวง ทุ่งเกษตรกรรมในระบบชลประทานรั้วฟาร์มปศุสัตว์พาดผ่านทุ่งหญ้าธรรมชาติ ซึ่งการแทะเล็มและการกัดเซาะทำให้หน้าดินเปิดจนโล่งเตียน และตลอดแนวพรมแดนระหว่างประเทศ จะเห็นแนวเส้นประสีดำของกำแพงมหึมาที่ตัดผ่านใจกลางหมู่เกาะสกายไปแล้ว ราว 400 กิโลเมตรนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา
ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคที่อาจตัดขาดเส้นเลือดสายโบราณที่ส่ำสัตว์ใช้ท่องไปทั่วพื้นที่ชายแดน ไฆเม โรโฆ ช่างภาพและนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก รู้จักเส้นทางเหล่านีเป็นอย่างดี เขาใช้เวลาสองปีที่ผ่านมาบันทึกสารพัดวิธีที่การพัฒนาของมนุษย์ส่งผลให้ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าในแถบหมู่เกาะสกายถูกตัดขาดจากกัน รบกวนการเคลื่อนย้ายตามรอบปีและฤดูกาลของส่ำสัตว์ ขัดขวางการเข้าถึงทั้งแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และคู่ผสมพันธุ์
ระหว่างนั้น เขายังเป็นประจักษ์พยานของพันธมิตรอันน่าทึ่งทั้งสองฟากพรมแดนที่มุ่งทำงานเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในภูมิภาค เครือข่ายเหล่านี้มีทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่คอยเฝ้าติดตามทางลอดสำหรับสัตว์ป่าที่มีอยู่จำกัดตามแนวกำแพงชายแดน เจ้าของไร่ปศุสัตว์เอกชนที่นำสัตว์และพืชพรรณพื้นถิ่นกลับมายังที่ดินของตน และผู้นำชนพื้นเมืองที่ลุกขึ้นสวมบทบาทผู้พิทักษ์ดูแลดินแดนศักดิ์สิทธิ์และมาตุภูมิของบรรพบุรุษอีกครั้ง
ในบรรดาผู้พิทักษ์เหล่านี้มีนักบุกเบิกอย่างวาแลร์ คลาร์ก วัย 85 ปี ผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงกำไร เกวนกา- โลสโซโฆส ผู้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการเรียงหินทำฝายตามร่องห้วยแห้งแล้ง ซ่อมแซมพื้นลำธาร และปลูกพืชพรรณ เพื่อฟื้นฟูสภาพที่ดินปศุสัตว์เสื่อมโทรมจากการกัดกร่อน และรวมถึงนักวิจัยอย่างกาเนช มาริน นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผู้ตรากตรำเดินทางไกลในพื้นที่ทุรกันดารเพื่อติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าด้วยเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการเคลื่อนที่ของสัตว์ เช่น หมีดำ หมูป่าเพ็กคารี และเสือจากัวร์ผู้เร้นลับ
“พวกเขาล้วนเป็นนักปฏิบัติและมองโลกตามความเป็นจริง” โรโฆกล่าว “จุดร่วมที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกันก็คือความรักที่ทุกคนมีต่อหมู่เกาะสกาย”
ปัจจุบัน ขณะที่การก่อสร้างกำแพงชายแดนยังคงเดินหน้าจนแบ่งแยกพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดังกล่าวออกเป็นสองซีกแล้ว ภาคีเครือข่ายจำนวนมากพบว่า พวกเขาถูกแยกขาดจากกันยิ่งกว่าครั้งใด และกำลังมองหาหนทางใหม่ๆ ในการร่วมงานกันเพื่อให้มั่นใจได้ว่า การอพยพของส่ำสัตว์อันเก่าแก่ที่สุดจำนวนหนึ่งของทวีปนี้จะไม่สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง
“ประตูสุนัข” ช่วยให้สัตว์ข้ามพรมแดนได้หรือไม่
สัตว์ขนาดเล็กอาจลอดผ่านกำแพงชายแดนโดยอาศัยช่องลอดขนาดประมาณกระดาษมาตรฐานแผ่นหนึ่ง ซึ่งบางคนเปรียบเปรยว่าเหมือนประตูสุนัข เจ้าหน้าที่ชายแดนบอกว่า มีการติดตั้งช่องลอดลักษณะนี้ไว้มากกว่า 50 จุดทั่วรัฐแอริโซนาระหว่างปี 2017 ถึง 2020 และมีการติดตั้งเพิ่มเติมนับจากนั้นเป็นต้นมา เอมอน แฮร์ริตี ผู้เฝ้าติดตามการข้ามพรมแดนของสัตว์ป่าให้กับองค์กรสกายไอแลนด์แอลิแอนซ์ กล่าวว่า องค์กรของเขานับช่องลอดเหล่านี้ได้เพียง 30 จุดตลอดแนวพรมแดนกว่า 240 กิโลเมตรในภูมิภาคหมู่เกาะสกาย
เหล่านักท่องทะเลทรายที่ถูกบันทึกภาพได้ขณะใช้ “ประตูสุนัข” ในพื้นที่รับผิดชอบขององค์กรเกวนกา







ภาพถ่าย ไฆเม โรโฆ
เรื่อง ไบรอัน เควิน
แปล อัครมุนี วรรณประไพ
อ่านเพิ่มเติม : กรณีพิสดารของพยัคฆ์เปลี่ยนลาย
