“ที่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก”
เราได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดว่า ผู้คนที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจร่วมกันในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นกับโลก สามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ และเราก็ยึดมั่นในความเชื่อนี้มาตั้งแต่ปี 1888 เมื่อผู้ก่อตั้ง 33 คนของเรามารวมตัวกันเพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ในการมองและทำความเข้าใจโลกของเรา
และด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้ เราภูมิใจนำเสนอ “33 คนเปลี่ยนโลก” หรือ The National Geographic 33 เพื่อยกย่องเชิดชูกลุ่มบุคคลสุดพิเศษที่ยืนหยัดเผชิญความท้าทายสำคัญที่สุดในยุคสมัยของเรา กลุ่มบุคคลเหล่านี้คือนักคิดผู้กล้าและนักแก้ปัญหาจากทั่วโลกที่เชื่อว่า โลกจำเป็นต้องมีวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการลงมือทำอย่างเร่งด่วน และลุกขึ้นก้าวนำเพื่อจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
คนบันดาลใจ
แฮร์ริสัน ฟอร์ด
ตำนานฮอลลีวูดผู้ทำงานหนักกว่าที่เคยทำมาเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณอาจแปลกใจเมื่อรู้ว่า มีงูชนิดหนึ่งได้ชื่อวิทยาศาสตร์ตามแฮร์ริสัน ฟอร์ด นั่นคือ Tachymenoides harrisonfordi งูหายากที่เป็นสัตว์พื้นถิ่นของเทือกเขาแอนดีส มันมีความยาวแค่ 40 เซนติเมตร และไม่มีพิษ นักวิจัยพบงูชนิดนี้อาบแดดอยู่ในบึงเมื่อปี 2022 ยังมีมดอีกชนิดที่ได้ชื่อตามเขาด้วย (Pheidole harrisonfordi พบในอเมริกากลางเป็นส่วนใหญ่) และแมงมุม (Calponia harrisonfordi ส่วนใหญ่พบในแคลิฟอร์เนีย และกินแมงมุมอื่นเป็นอาหาร) ผีเสื้ออีกชนิดในแทนซาเนียก็เกือบได้ชื่อตามเขาแล้วเช่นกัน แต่เขาปฏิเสธและเสนอให้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามลูกสาวของเขาแทน นั่นคือจอร์เจีย (Mimacraea gelinia georgia)
ฟอร์ดอายุ 83 ปี และถึงตอนนี้ หรือเกือบ 50 ปีหลังโด่งดังจากการรับบทฮาน โซโล ในภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิก สตาร์วอร์ส ตามมาด้วย อินเดียนา โจนส์ ภาพยนตร์แนวแอ็กชันผจญภัยระดับตำนาน แต่เรื่องของเรื่องเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ภาคสนามรู้ว่า ฟอร์ดอุทิศตนเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เขาเป็นใบหน้าสาธารณะขององค์กรอนุรักษ์ระหว่างประเทศ หรือซีไอ (Conservation International: CI) และปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองประธานองค์กรด้วย
แทนที่จะมีความสุขกับการพักผ่อนหลังเกษียณ ฟอร์ดกลับทำงานหนักกว่าคนอายุน้อยกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของปีที่แล้วไปกับการถ่ายทำซีซั่นสามของ Shrinking ละครซิตคอมเกี่ยวกับนักบำบัดที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี เวลาไม่เข้ากองถ่าย เขากับเพื่อนร่วมงานที่ซีไอเข้าห้องประชุมคณะกรรมการบริหารร่วมกับผู้นำระดับสูงของโลก อาทิ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูแอล มาครง เพื่อร้องขอทรัพยากรเร่งด่วนในการดับไฟป่าที่บราซิล เรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณีในกรอบการอนุรักษ์ต่างๆ เช่น สนธิสัญญาทะเลหลวงแห่งสหประชาชาติ และอื่นๆ อิทธิพลระดับซูเปอร์สตาร์ของฟอร์ดช่วยโน้มน้าวผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับรัฐบาลที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายใดๆที่ส่งผลกระทบระดับโลกให้มายังโต๊ะประชุมได้ และความมุ่งมั่นจริงจังในการทำงานของเขา หรือการบอกให้รู้ว่า นี่ไม่ใช่โฆษกคนดังที่มาปรากฏตัวแค่ครั้งเดียว แต่จะกลับมาติดตามผลในอีกหนึ่งปีข้างหน้าด้วย ช่วยให้คนเหล่านี้รับผิดชอบคำพูดของตนเอง
– เดวิน กอร์ดอน –
นักผจญภัย
คีรา ฮอฟฟ์แมน
คนดูแลป่าผู้ใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการบำบัดของไฟ

ตั้งแต่สมัยยังเด็ก คีรา ฮอฟฟ์แมน ก็เข้าใจแล้วว่า ไฟไม่ใช่แค่พลังทำลายล้างเท่านั้น เธอเติบโตขึ้นในเมืองสมิทเทอร์ส รัฐบริติชโคลัมเบีย แคนาดา และช่วยพ่อแม่เผาหญ้าแห้งในฟาร์มของครอบครัวเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน จากนั้น ทันทีที่จบมัธยมปลาย เธอก็เข้าร่วมกับเฮลิแท็ก หรือกลุ่มนักผจญเพลิงด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อดับไฟป่าในพื้นที่ห่างไกลด้วยการทิ้งมวลน้ำขนาดใหญ่ ฮอฟฟ์แมนรักงานนี้ แต่รู้สึกผิดหวังกับแนวทางการทำทุกวิถีทางเพื่อดับไฟของกรมป่าไม้ “ไฟถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างมากและจำเป็นต้องดับให้ได้โดยทันทีค่ะ” เธอบอก “ฉันเห็นเกือบจะในทันทีเลยว่า ถ้าเราเอาแต่ดับไฟพวกนี้ [ด้วยวิธีแบบนั้น] อีกหน่อยเราจะมีไฟจำนวนมากที่ไม่สามารถดับได้”
ทุกวันนี้ ในฐานะนักนิเวศวิทยาด้านไฟชั้นนำคนหนึ่งของโลกและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฮอฟฟ์แมนกำลังช่วยกำหนดนิยามใหม่ให้ไฟป่าในความคิดของเรา โดยเปลี่ยนจากการทำลายล้างสู่การฟื้นฟูชีวิตอย่างล้ำลึก เมื่อสามปีก่อน แคนาดาเผชิญฤดูไฟป่าหนักหนาสาหัสและทำลายล้างมากที่สุดในความทรงจำของผู้คน ซึ่งทำให้คนหลายแสนต้องพลัดที่อยู่ ขณะที่ไฟป่ารุนแรงระดับทำลายสถิติเกิดบ่อยครั้งขึ้นและรุนแรงสุดขั้วเพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและภัยแล้งเพิ่มขึ้น งานวิจัยที่ฮอฟฟ์แมนทำให้ศูนย์การอยู่ร่วมกับไฟป่าของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียชี้ให้เห็นว่า แนวทางดีที่สุดในอนาคตคือการศึกษาอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางเชิงรุกที่เรียกว่า การชิงเผา ที่ชุมชนพื้นเมืองต่างๆใช้กันมาเนิ่นนาน เพื่อปรับปรุงสุขภาวะของระบบนิเวศและดูแลรักษาผืนแผ่นดิน ฮอฟฟ์แมนเชื่อว่า ไฟที่จงใจจุดขึ้นมานี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูป่าไม้ที่ถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง ผลกระทบ และการลุกลามอย่างรวดเร็วของไฟป่าขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้อีกด้วย
– เรเชล มอนโร –
คนบันดาลใจ
รัสเซลล์ เวสต์บรุก
นักบาสเกตบอลผู้ใช้เทคโนโลยีสีเขียวสร้างเมืองที่แกร่งกว่าเดิม

ตอนที่รัสเซลล์ เวสต์บรุก เรียนชั้นมัธยมในเมืองฮอว์ทอร์น ทางชายขอบของเขตเซาท์ลอสแอนเจลิส โดยมุมานะกับการเรียนเพื่อรักษาเกรดเฉลี่ย 3.9 ขณะที่หล่อเลี้ยงความฝันของการเล่นบาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัยไปด้วย เขาเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆเกี่ยวกับความใฝ่ฝันของตน ทำไมไม่ล่ะ ซึ่งก็คือ ทำไมไม่ตั้งเป้าหมายให้สูงส่งเป็นพิเศษล่ะ ทำไมไม่ทำเหมือนว่าเป้าหมายเหล่านั้นสามารถบรรลุได้ล่ะ
ทุกวันนี้ เวสต์บรุกเล่นบาสเกตบอลเอ็นบีเอ 18 ฤดูกาลแล้ว โดยรับตำแหน่งพ็อยนต์การ์ด หรือการ์ดจ่าย ประจำทีมแซคราเมนโตคิงส์และเป็นนักกีฬาลีกอาชีพผู้คร่ำหวอดและโด่งดังจากสไตล์การเล่นที่ดุดัน และตลอดเวลานั้น เขาได้สร้างประวัติความสำเร็จของผู้เล่นเอ็นบีเอในตำนานขึ้น (ในบรรดาเกียรติยศมากมาย ล่าสุดเขาครองตำแหน่งพ็อยนต์การ์ดผู้ทำคะแนนสูงสุดตลอดกาล) เวสต์บรุกนำหลักคิด ทำไมไม่ล่ะ ไปใช้นอกสนามด้วย โดยเขาเชื่อมั่นในแนวคิดว่า เทคโนโลยีสีเขียวที่กำลังมาแรงมีศักยภาพในการยกระดับชุมชนด้อยโอกาส เช่น ย่านต่างๆที่เขาเคยอยู่อาศัย และกระทั่งเปลี่ยนโฉมหน้าบ้านเกิดของเขาไปอย่างพลิกฝ่ามือได้
ดังนั้น ทำไมไม่แก้ปัญหาควันพิษอันอื้อฉาวของลอสแอนเจลิสให้ได้ภายในสองปีข้างหน้าล่ะ โดยเฉลี่ยแล้ว มหานครแห่งนี้มีวันอากาศเป็นพิษต่อสุขภาพสูงกว่าเมืองอื่นใดในสหรัฐฯ และตัวการหลักคือควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เพื่อแก้ปัญหานี้ เวสต์บรุกร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงกำไรลาซี (LACI: Los Angeles Cleantech Incubator) ในการรณรงค์เพื่อระดมทุนและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเปลี่ยนยานยนต์ของเทศบาลและยานยนต์เชิงพาณิชย์เป็นระบบไฟฟ้า รวมถึงการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอื่นๆ เป้าหมายคือการมีอากาศสะอาดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ลอสแอนเจลิสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2028 ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้เมืองอื่นๆในโลกทำตาม ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องมาที่นี่
– โมซี ซีเคร็ต –
ผู้นำวิสัยทัศน์
แคสซันดรา เราเอิร์ต
นักเคมีผู้สร้างห้องปฏิบัติการปลอดพลาสติก

เมื่อหกปีก่อนตอนแคสซันดรา เราเอิร์ต เพิ่งเข้าทำงานตำแหน่งนักเคมีวิเคราะห์ ทำหน้าที่ศึกษาไมโครพลาสติกในเนื้อเยื่อมนุษย์ เธอเกิดความคิดขึ้นมาว่า ฉันน่าจะตรวจเลือดของตัวเองดูนะ แม้นักวิทยาศาสตร์จะรู้มาหลายสิบปีแล้วว่า อนุภาคพลาสติกขนาดจิ๋วปนเปื้อนในดินทั่วโลกและเป็นอันตรายต่อชีวิตสัตว์ทะเล แต่พวกเขาเพิ่งเริ่มเข้าใจว่าไมโครพลาสติกอาจแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้เช่นกัน เราเอิร์ตกับเพื่อนร่วมงานที่พันธมิตรควีนส์แลนด์เพื่อวิทยาศาสตร์สุขภาพสิ่งแวดล้อม หรือคิวเออีเอชเอส (Queensland Alliance for Environmental Health Science: QAEHS) ในบริสเบน ออสเตรเลีย กำลังหาคำตอบนี้
เมื่อผลตรวจชี้ว่าในตัวเธอเต็มไปด้วยพอลิเอทิลีน เราเอิร์ตตกใจ แต่ก็นึกสงสัยด้วย เธอคิดว่า “ดูไม่มีเหตุผลในทางชีววิทยาเลยที่เลือดของเราจะมีพลาสติกสูงขนาดนั้น” ช่วงเวลาแห่งความกังขานี้จุดประกายให้เกิดนวัตกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าในการรับมือกับการแพร่กระจายของไมโครพลาสติก
ในช่วงหลายปีนับจากนั้น พาดหัวข่าวเกียวกับอันตรายของไมโครพลาสติกดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เราบริโภคพลาสติกน้ำหนักเท่าบัตรเครดิตทุกสัปดาห์! แต่จริงๆแล้ว ข้อมูลที่เชื่อถือได้นั้นหายาก ลองนึกภาพการฟังดนตรีจากลำโพงโทรศัพท์ขณะกำลังชมคอนเสิร์ตเพลงร็อกดูก็แล้วกัน เราไม่มีทางแยกเสียงจากโทรศัพท์กับระบบกระจายเสียงของคอนเสิร์ตได้เลย เวลาตรวจหาพลาสติก เสียงฉากหลังก็คือข้าวของเครื่องใช้พลาสติกเก้าพันล้านตันที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และดำรงคงอยู่ในเกือบทุกแง่มุมของชีวิตเรา ถ้าเราไม่สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่ามีพลาสติกมากแค่ไหนในเนื้อปลาหนึ่งชิ้นหรือในเลือดสักหลอด เราจะควบคุมหรือจัดการกับมันได้อย่างไรล่ะ
ไม่กี่เดือนหลังเราเอิร์ตตรวจเลือดตัวเอง ผู้อำนวยการคิวเออีเอชเอสก็เรียกเธอเข้าไปถาม มูลนิธิมินเดอรู องค์กรการกุศลที่สนับสนุนการวิจัยไมโครพลาสติกกับสุขภาพของมนุษย์ ตกลงให้ทุนสร้างห้องปฏิบัติการแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ห้องปฏิบัติการที่แทบปราศจากพลาสติกและสารเติมแต่งทางเคมีที่เป็นพิษของมัน เราเอิร์ตจะช่วยเรื่องการออกแบบและก่อสร้างได้หรือไม่
เธอระดมทีมงานและใช้เวลาหกเดือนหลังจากนั้นตรวจสอบองค์ประกอบพลาสติกในวัสดุก่อสร้างอย่างพิถีพิถัน ผลที่ได้คือห้องปฏิบัติการกันอากาศขนาด 23 ตารางเมตรที่สร้างจากสเตนเลสเกือบทั้งหมด และได้ชื่อเล่นว่า “เรือดำน้ำ” ถึงมันจะให้ความรู้สึกไม่เหมือนเรือดำน้ำ แต่เหมือนยานอวกาศจากดาราจักรที่พลาสติกไม่เคยครอบงำชีวิตสมัยใหม่มากกว่าก็ตาม
ห้องปฏิบัติการนั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ห้องปฏิบัติการพลาสติกกับสุขภาพมนุษย์มินเดอรู (Minderoo Plastics and Human Health Laboratory) และภายใน เราเอิร์ตบอกว่า ระดับพลาสติกที่เปรียบเหมือนเสียงฉากหลังนั้น “ต่ำกว่าอย่างน้อยหนึ่งร้อยเท่า” เมื่อเทียบกับห้องปฏิบัติการทั่วไป นักวิจัยสามารถจัดการตัวอย่างต่างๆได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการปนเปื้อน นั่นหมายความว่า ในที่สุด เราเอิร์ตกับเพื่อนร่วมงานจะสามารถเริ่มค้นหาได้สักทีว่า วิธีตรวจสอบใดมีแนวโน้มให้ผลเป็นบวกเท็จ (false positive) และระบุปริมาณไมโครพลาสติก (หรือกระทั่งนาโนพลาสติกที่เล็กยิ่งกว่า) ในเนื้อเยื่อมนุษย์ผิดพลาดได้ การตรวจสอบที่เชื่อถือได้จะช่วยตอบคำถามสำคัญๆเป็นต้นว่า ไมโครพลาสติกไปลงเอยที่ใดในร่างกายของเรา
– เควิน ดัปซิก –
คนบันดาลใจ
เชลีน วูดลีย์
นักแสดงผู้เป็นแกนนำขับเคลื่อนคลื่นอนุรักษ์ห้วงสมุทรลูกต่อไป

ในยุคแห่งการเคลื่อนไหวผ่านแฮชแท็ก เชลีน วูดลีย์ รู้แน่แก่ใจถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการออกหน้าสนับสนุนเรื่องต่างๆของคนดัง ด้วยเหตุนี้ เมื่อกรีนพีซติดต่อให้เธอร่วมเดินทางไปเก็บตัวอย่างไมโครพลาสติกจากทะเลซาร์กัสโซในปี 2019 เธอจึงชี้แจงข้อวิตกของตัวเองก่อนตกลงเข้าร่วม “นี่ต้องไม่ใช่การทำอะไรแบบฉาบฉวยครั้งเดียวจบ ประมาณว่าให้ ‘เธออยู่บนเรือ ทำท่าเซ็กซี่ แล้วถ่ายรูปโพสต์ลงอินสตาแกรมกันเถอะ’ ” วูดลีย์กลับอยากรู้ว่าแผนปฏิบัติการของกรีนพีซคืออะไร “ถ้าฉันจะใช้พลังงานไปกับอะไรสักอย่าง นั่นเป็นเพราะฉันรู้ว่า ตัวเองสามารถทำอะไรบางอย่างได้จริงๆค่ะ” เธอบอก
และอันที่จริง วูดลีย์ก็ทำมาแล้วหลายอย่าง นักแสดงหญิงผู้โด่งดังจากบทบาทการแสดงสารพัด ตั้งแต่ซีรีส์ Divergent (รับบทวัยรุ่นหัวรั้น) ไปถึงซีรีส์ Big Little Lies ทางเอชบีโอแมกซ์ (รับบทแม่เลี้ยงเดี่ยวที่น่าเห็นใจ) เข้าร่วมภารกิจของกรีนพีซ และรณรงค์สนับสนุนข้อตกลงในการปกป้องมหาสมุทรขององค์การสหประชาชาติฉบับสำคัญที่กลายเป็นกฎหมายระหว่างประเทศไปเมื่อต้นปีนี้อย่างเปิดเผย เธอนำพรสวรรค์ในการแสดงไปใช้ในรายการและสารคดีต่างๆที่มุ่งขับเคลื่อนประเด็นการอนุรักษ์ (และแน่นอนว่าสื่อสังคมบางสื่อด้วย) และเช่นเดียวกับเจน ฟอนดา วูดลีย์จัดสรรเวลาบางส่วนจากอาชีพที่ยุ่งวุ่นวายในฮอลลีวูดไปร่วมกิจกรรมระดับรากหญ้า เช่น การประท้วงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดาโคตาแอ็กเซสไปป์ไลน์เมื่อปี 2016
นอกจากนี้ เธอยืนหยัดอย่างแน่วแน่มากว่าหนึ่งทศวรรษในความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากการใช้รูปลักษณ์ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการอนุรักษ์มหาสมุทร การสำรวจทะเลซาร์กัสโซเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ใหญ่กว่านั้นของกรีนพีซ นั่นคือการสนับสนุนสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) ข้อตกลงระดับโลกที่ใช้เวลายกร่างและให้สัตยาบันนานสองทศวรรษ ซึ่งจะกำหนดกรอบกฎหมายเพื่อปกป้องพื้นที่ทางทะเลระหว่างประเทศ ในฐานะทูตมหาสมุทรของกรีนพีซ วูดลีย์ผลักดันร่างกฎหมายนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “เธอหารือกับผู้กำหนดนโยบาย ปรากฏตัวในบางตอนของภาพยนตร์ที่มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ” อาร์โล เฮมพิลล์ นักเคลื่อนไหวจากกรีนพีซ บอก “เธอทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างมากเลยครับ”
– แคร์รี แบตทัน –
ผู้สร้างสรรค์
ฟรานซิส เคเร
สถาปนิกผู้ออกแบบวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตอนที่ฟรานซิส เคเร เป็นชาวแอฟริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลพริตซ์เกอร์ (Pritzker Prize) อันทรงเกียรติเมื่อปี 2022 คณะกรรมการเบื้องหลัง “รางวัลโนเบลทางสถาปัตยกรรม” ชื่นชมความพยายามของเขาในการ “เปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน” แต่ทุกวันนี้ สถาปนิกผู้เกิดในบูร์กินาฟาโซยอมรับขณะนั่งอยู่ในสตูดิโอของเขาที่เบอร์ลินด้วยการยักไหล่และบอกว่า แนวคิดเรื่องความยั่งยืนคือเรื่องแปลกใหม่ในเส้นทางอาชีพส่วนใหญ่ของเขา
“ผมไม่รู้เลยครับว่ามันคืออะไร” เคเรซึ่งปัจจุบันอายุ 60 บอก “ทุกอย่างที่ผมทำเกิดจากความจำเป็นล้วนๆ”
งานของเคเรได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเขาก็เป็นที่ต้องการอย่างสูงในช่วงหลังๆมานี้ โดยมีโครงการขนาดยักษ์สามโครงการในลาสเวกัส บราซิล และเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ตามที่เขาบอก สิ่งเหล่านี้เข้ามาหลายสิบปีหลังเขาขัดเกลาวิสัยทัศน์ในการทำงานเพื่อตอบสนองความจำเป็นอย่างแท้จริง นั่นคือ การสร้างโรงเรียน คลินิก ห้องสมุด และโครงสร้างอื่นๆทั่วแอฟริกา โครงการเหล่านี้โดดเด่นด้วยการคิดค้นวิธีใหม่ๆในการใช้ประโยชน์จากวัสดุท้องถิ่น เทคนิคสร้างสรรค์เพื่อทำให้อาคารเย็นสบาย และการมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อดึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
– พอล กวินตา –
คนบันดาลใจ
ปริยังกา โจปรา โจนัส
นักแสดงหญิงผู้พลิกบทสนทนาว่าด้วยโรคเบาหวานทั่วโลก

ในฐานะบุตรสาวของสามีภรรยาผู้เป็นแพทย์ประจำกองทัพอินเดียด้วยกันทั้งคู่ ปริยังกา โจปรา โจนัส จึงใช้เวลาไม่น้อยสมัยเป็นเด็กในโรงพยาบาลเวลาพ่อแม่ทำงาน ทว่าอาชีพนี้กลับไม่ใช่เส้นทางของเธอ “ฉันขยะแขยงแม้กระทั่งเวลาเห็นแผลของตัวเองค่ะ” เธอบอก แต่ประสบการณ์ช่วยพ่อแม่ในหมู่บ้านชนบทครั้งหนึ่งฝากรอยประทับที่ยากจะลืมเลือน “มันช่วยให้ฉันตระหนักว่า ภูมิหลังที่มาของเราเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเราได้จริงๆค่ะ”
เส้นทางชีวิตพาเธอจากตำแหน่งนางงามบนเวทีประกวดช่วงวัยรุ่น ไปสู่นักแสดงผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งของโลก สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้หญิงเอเชียใต้คนแรกที่ก้าวสู่บทนำในละครโทรทัศน์อเมริกันเรื่อง Quantico (ผลิตโดยสถานีโทรทัศน์เอบีซี ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก) ตลอดเส้นทางของเธอ โจปรา โจนัส คุ้นเคยเป็นอย่างดีกับวิกฤติทางสาธารณสุขที่ไม่เคยบรรเทาเบาบางในบ้านเกิดของเธอ ซึ่งครอบคลุมชุมชนต่างๆ ตั้งแต่หมู่บ้านที่เธอเคยไปเยือนตอนเด็กๆไปถึงใจกลางเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น อินเดียกำลังเผชิญเบาหวานระบาดที่ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 100 ล้านคน ยิ่งกว่านั้น ชาวอินเดียราวครึ่งหนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตีตราและความเข้าใจผิด ทุกวันนี้ ขณะที่โจปรา โจนัส เตรียมรับบทใน Varanasi ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ที่ทำสถิติภาพยนตร์ต้นทุนสร้างสูงที่สุดเรื่องหนึ่งของอินเดีย เธอก็ร่วมรณรงค์เพื่อสนับสนุนให้ชาวอินเดียรู้จักสัญญาณของโรคเบาหวานและสามารถรับมือโรคนี้ได้ด้วยดี นับเป็นภารกิจถูกที่ถูกเวลาและเกี่ยวข้องกับเธอเป็นการส่วนตัวด้วย
ตอนที่โจปรา โจนัส เริ่มคบหากับนิก โจนัส นักดนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018 เธอรู้จักโรคเบาหวานเพียงผิวเผิน โจนัสได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่อายุ 13 ปี นี่คือภาวะภูมิต้านทานตนเองที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากยีนและปัจจัยกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อม ทำให้จำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยอินซูลินตลอดชีวิต ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากยีนและพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต รวมถึงปัจจัยอื่นๆ โดยมีบางกรณีเท่านั้นที่ต้องใช้อินซูลิน เมื่อทั้งคู่แต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เธอก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่า อะไรคือการเฝ้าระวังอย่างรอบคอบที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 “บางครั้งฉันตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อแอบดูว่าเขายังหายใจอยู่หรือเปล่าค่ะ” โจปรา โจนัส ยอมรับ แต่เธอยังเกิดความเข้าใจด้วยว่า การรู้แต่เนิ่นๆและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมช่วยให้เบาหวานไม่จำเป็นต้องเป็นข้อจำกัดเสมอไป
– มอลลี แลงมิวร์ –
นักผจญภัย
ยวน แมกเกรเกอร์
นักแสดงผู้รักการขี่จักรยานยนต์ชวนคนทั่วโลกออกเดินทาง

ใน Long Way Home ซึ่งเป็นภาคล่าสุดของซีรีส์มหากาพย์การขี่จักรยานยนต์ท่องโลกของยวน แมกเกรเกอร์ นักแสดงหนุ่มผู้นี้อยู่ในสฟาลบาร์ด กลุ่มเกาะของนอร์เวย์ที่อยู่เกือบถึงขั้วโลกเหนือและไม่ใช่จุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยว เหมืองถ่านหินทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนภูมิประเทศ ธารน้ำแข็งใกล้ๆถอยร่น และสุดท้าย การออกจากค่ายพักไปห้องน้ำต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธช่วยคุ้มกันจากหมีขั้วโลก ถึงต้องเจอเรื่องทั้งหมดนั้น แมกเกรเกอร์ก็มองไปยังทุ่งทุนดรารอบตัวด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างแท้จริง
เขาใช้เวลากว่าสองทศวรรษกว่าจะไปถึงสฟาลบาร์ด ย้อนหลังไปเมื่อปี 2004 หลังปิดกล้องภาพยนตร์ไตรภาค สตาร์วอร์ส ที่ยกระดับความเป็นดาราของเขาขึ้นไปอีกขั้น แมกเกรเกอร์ขึ้นจักรยานยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูและเริ่มต้นการเดินทางรอบโลก สัมผัสความงาม ความอัปลักษณ์ และทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างนั้น การเดินทางร่วมกับเพื่อนนักแสดงอย่างชาร์ลีย์ บอร์แมน ครั้งนั้นกลายเป็น Long Way Round ภาคแรกของสารคดีชุดสี่ภาค และเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพที่สองของเขาในฐานะนักผจญภัย ผู้นำเสนอภาพที่ไม่ผ่านการคัดกรองของโลกรอบตัว “เราอยากให้คนออกไปท่องโลกและมองดูมันครับ” แมกเกรเกอร์บอก “โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้ที่ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์มากขึ้นเรื่อยๆ”
Long Way Round ซึ่งแมกเกรเกอร์กับบอร์แมนออกเดินทางจากลอนดอน ข้ามทวีปเอเชีย และต่อไปถึงนิวยอร์กซิตี ตามมาด้วยการเดินทางล่องไปตามแนวยาวของทวีปแอฟริกาใน Long Way Down เมื่อปี 2007 จากนั้น อีก 13 ปีต่อมา ทั้งคู่ขี่จักรยานยนต์จากปาตาโกเนียไปถึงลอสแอนเจลิสใน Long Way Up และใน Long Way Home ทั้งคู่เดินทางราว 11,000 กิโลเมตรผ่าน 17 ประเทศในยุโรป หยุดชมหมู่บ้านไวกิ้งที่บูรณะขึ้นใหม่และศูนย์พาราไกลเดอร์ในเทือกเขาแอลป์
แรงบันดาลใจหนึ่งของแมกเกรเกอร์เบื้องหลัง Long Way Round คือหนังสือ Jupiter Travels เรื่องราวคลาสสิกของการขี่จักรยานยนต์ท่องเที่ยวของเท็ด ไซมอน ผู้เขียนไว้ว่า “ความท้าทายคือการเปิดตัวเองเพื่อรับทุกคนและทุกสิ่งที่เข้ามาหาผม รางวัลคือการเปลี่ยนแปลงและการโตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับโลกทั้งมวล”
นี่คือสารหลักที่แมกเกรเกอร์เผยแพร่ไปถึงคนรุ่นหนึ่ง ในนอร์เวย์ เขากับบอร์แมนพบชายหนุ่มคนหนึ่งที่ออกขี่จักรยานยนต์ท่องเที่ยวตามลำพัง “เขาบอกว่า ‘ผมเคยนอนหนุนตักพ่อดูพวกคุณสองคน และนั่นคือเหตุผลที่ผมซื้อจักรยานยนต์’ ครับ” แมกเกรเกอร์เล่า “นั่นทำให้คุณรู้สึกแก่ชะมัด! แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เจ๋งด้วย”
– เบรตต์ มาร์ติน –
ผู้นำวิสัยทัศน์
อีดริส และ ซาบรีนา เอลบา
คู่รักทรงพลังเจ้าของวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เกาะเชอร์โบร ชุมชนด่านหน้าในเขตร้อนของเกษตรกรและชาวประมง ซุกตัวอยู่ในแนวโค้งริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของเซียร์ราลีโอน เกาะขนาด 600 ตารางกิโลเมตรนี้เป็นบ้านของประชากร 40,000 คน ที่นี่มีไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายน้อยนิด ชาวประมงไม่สามารถนำสัตว์น้ำที่จับได้ไปแช่แข็งนานพอให้ขนไปขายบนแผ่นดินใหญ่ได้ และเกษตรกรมักขาดแคลนทักษะกับอุปกรณ์ช่วยในการเก็บเกี่ยวมากกว่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เกาะเชอร์โบรมีทรัพยากรที่น่าอิจฉาบางอย่าง ซึ่งรวมถึงชายหาดและลากูนอันพิสุทธิ์ ตลอดจนแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำเติมอย่างอุดมสมบูรณ์
สินทรัพย์ล้ำค่าอีกอย่างคือแรงสนับสนุนจากนักแสดงชาวอังกฤษ เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ อีดริส เอลบา กับซาบรีนา เอลบา ภรรยานางแบบชาวแคนาดา ทั้งคู่เห็นว่าที่นั่นมีโอกาสจับคู่ความยั่งยืนเชิงนิเวศกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในลักษณะที่พวกเขาหวังให้เป็นต้นแบบของโครงการพัฒนาทั่วแอฟริกาต่อไป ซึ่งบางทีอาจช่วยเปลี่ยนเรื่องเล่าใหม่ให้ทั้งทวีปได้ พ่อของอีดริสมาจากเซียร์ราลีโอน ขณะที่แม่ของซาบรีนามาจากโซมาเลีย และซาบรีนาบอกว่า ตอนเด็กๆ “การเป็นคนแอฟริกันมักมาพร้อมกับการถูกตราหน้าบางอย่าง” เธอจำได้ว่าเคยเห็นโฆษณาที่ดูเหมือนแสดงภาพคนยากไร้น่าเวทนาแบมือรอรับความช่วยเหลือ “เราอยากเห็นการนำเสนอแอฟริกาในลักษณะที่เรารู้ว่ามันเป็นค่ะ” เธอบอก “เราอยากเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่”
ทั้งคู่ก่อตั้งมูลนิธิเอลบาโฮป (Elba Hope Foundation) ซึ่งเป็นการรวมกิจกรรมการกุศลทั้งหมดของพวกเขาไว้ใต้ร่มเดียวกัน รวมถึงโครงการเสริมพลังให้เกษตรกรรายย่อยบนเกาะเชอร์โบรและทั่วเซียร์ราลีโอนด้วย ในบรรดาโครงการสารพัด มีโครงการเกี่ยวกับการแนะนำวิธีทำเกษตรแบบยั่งยืนและทรัพยากรที่ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้และมะม่วงหิมพานต์จัดตั้งสหกรณ์และเข้าถึงสินเชื่อโดยมีเป้าหมายช่วงแรกที่เน้นการเกษตรเป็นเหมือนส่วนต่อขยายของงานที่ทั้งคู่ทำร่วมกับไอแฟด ซึ่งมอบ “หลักสูตรขั้นสูง” ให้พวกเขาในแง่วิธีสนับสนุน “การทำเกษตรที่ไม่ทำร้ายโลก ปกป้องคนในชนบท และเอื้อให้คนเหล่านั้นมีวิธีการตลอดจนช่องทางในการเกื้อหนุนตัวเองทางเศรษฐกิจ” แต่ขอบเขตความทะเยอทะยานที่ทั้งคู่มีต่อเกาะเชอร์โบรนั้นมีแต่จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปีที่แล้ว พันธกิจที่สองสามีภรรยามีต่อเกาะนี้ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัวโครงการระยะสามปีที่ชื่อ โครงการโฮปพาวเวอร์ เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าและสัญญาณการเชื่อมต่อแบบไร้สายให้ครอบคลุมทั้งเกาะ พวกเขาทำได้ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรธุรกิจเงินหนาจำนวนหนึ่งตัวอย่างเช่น ออกโทพัสเอเนอร์จี ผู้ให้บริการพลังงานใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในสหราชอาณาจักร กำลังสร้างฟาร์มลมและฟาร์มแสงอาทิตย์ ซึ่งรวมถึงกังหันลมห้าตัว พร้อมฝึกให้ชาวเกาะรู้วิธีใช้งาน ส่วนเซอร์วิสนาว บริษัทจัดการระบบงานด้วยเอไอที่อีดริสเป็นโฆษก ก็ให้เงินช่วยเหลือเพื่อจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแสงอาทิตย์และน้ำสะอาด
โครงการโฮปพาวเวอร์จะเปลี่ยนชีวิตของคนบนเกาะ และสองสามีภรรยาเอลบาก็เห็นว่า นี่คือการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะค่อยๆเปลี่ยนให้เชอร์โบรกลายเป็น “เมืองนิเวศ” ที่พึ่งตัวเองได้ด้วยพลังงานหมุนเวียนในที่สุด
– เดวิน กอร์ดอน –
ผู้สร้างสรรค์
อาลิยา ภัฏฏ์
นักแสดงผู้ทำให้สังคมสนใจประเด็นสวัสดิภาพสัตว์

อาลิยา ภัฏฏ์ เติบโตในมุมไบท่ามกลางสารพัดสัตว์ โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะพี่สาวของเธอ ชาฮีน ไม่ยอมหยุดนำลูกแมวข้างถนนกลับบ้าน แมวพวกนั้นมีอยู่หลายล้านตัวในอินเดีย และมักมาถึงบ้านของภัฏฏ์ในสภาพย่ำแย่ ไม่หิวโหยก็ติดเชื้อ “เป็นความจำเป็นแบบกลายๆน่ะค่ะ” ภัฏฏ์บอก “หัวใจของฉันเปิดกว้างตั้งแต่ยังเล็กๆเลย”
ความรักสัตว์ติดตัวเธอไปจนกระทั่งเติบใหญ่ ทุกวันนี้ ในฐานะนักแสดงที่คนจำได้ดีที่สุดคนหนึ่งในบอลลีวูด และมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมเกือบ 90 ล้านคน เธอใช้ช่องทางที่เข้าถึงคนจำนวนมากนี้นำเสนอประเด็นสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการภาพยนตร์ต่างๆ ชุดหนังสือสำหรับเด็ก และการรณรงค์เรียกร้องให้คนลงมือทำ
ภัฏฏ์ใช้กลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ หลากหลาย และบางครั้งก็มีแมวเป็นศูนย์กลาง อีเทอร์นัลซันไชน์ (Eternal Sunshine) บริษัทผลิตรายการที่เธอก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 มีแมวสองตัวอยู่ในโลโก ภัฏฏ์เป็นผู้อำนวยการสร้าง Poacher มินิซีรีส์ยอดฮิตเมื่อปี 2024 ซึ่งมีที่มาจากข่าวสืบสวนเกี่ยวกับการลักลอบล่าช้างในอินเดีย อีเทอร์นัลซันไชน์ยังจับมือกับเทศกาลภาพยนตร์รักษ์โลก ออลลิฟวิงทิงส์ (All Living Things) สนับสนุนให้ผู้สร้างภาพยนตร์หันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วย “เรื่องเล่ามีวิธีที่น่าทึ่งในการส่งผลต่อจิตใจเราค่ะ” ภัฏฏ์บอก “ทันทีที่เราเล่าเรื่องออกมา มันจะอยู่ที่นั่นไปตลอดกาล”
– ลอเรน ลาร์สัน –
สามารถติดตามเรื่องราวของ The National Geographic 33 คนเปลี่ยนโลก ประจำปี 2026 ทั้ง 33 คน ได้ในนิตยสาร National Gepgraphic ฉบับภาษาไทย เดือนเมษายน 2569 สั่งซื้อนิตยสารได้แล้ววันนี้ ที่ร้านหนังสือชั้นนำ หรือสั่งซื้อทางเว็บไซต์ได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/699368
อ่านเพิ่มเติม : จอช เวสต์ นักธรณีวิทยา
ผู้ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของน้ำในผืนป่าแอมะซอน
