ถอดบทเรียน แผ่นดินถล่มในอะแลสกา

ถอดบทเรียน แผ่นดินถล่มในอะแลสกา

จากชะง่อนผาแคบๆ สูงขึ้นไปราว 600 เมตร เรือทัศนาจรที่จุผู้โดยสารได้ 144 คนห็นเป็นจุดเล็กๆ สีขาวตัดกับผืนน้ำสีเขียวหยกของทะเลสาบพอร์เทจในอะแลสกา ขณะแล่นเอื่อยๆ ไปยังหน้าธารน้ำแข็งสูงชันเหนือแนวชายฝั่ง ไกลออกไปอีกสุดขอบของทะเลสาบที่มองไม่เห็น เป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมคอนกรีตดิบในทศวรรษ 1980 เป็นอาคารกระจกและคอนกรีตยื่นออกมาเหนือผิวน้ำ ใต้ชะง่อนผาดังกล่าว แผ่นดินถล่มกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ นี่ไม่ใช่แผ่นดินถล่มแบบที่เราคิดกัน หรือการที่ดินและเศษหินดินทรายไหลทะลักลงมาตามลาดเขาหลังเกิดฝนตกหนัก หากแต่เป็นมวลชั้นหินดานที่เคลื่อนตัวราวปีละสองเมตร และอาจเร่งความเร็วขึ้นจนถล่มลงได้อย่างทันทีทันใด ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สึนามิที่เกิดตามมาในท้องน้ำเบื้องล่างจะทำให้เรือนำเที่ยวพลิกคว่ำ และคลื่นสูงหลายเมตรจะกวาดล้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ท่วมท้นหุบเขา และอาจไหลทะลักเข้าสู่ช่องเขาพอร์เทจซึ่งเป็นช่องเขาแคบๆ ระหว่างทิวเขาชูแกชกับคีไน ทำให้น้ำท่วมลานบินและท่าเทียบเรือสำราญที่อยู่ห่างออกไปหกกิโลเมตร

นักธรณีวิทยา เบรตวูด ฮิกแมน หรือ “ฮิก” ตามที่ทุกคน รวมถึงภรรยา เรียกเขา คาดการณ์ว่า โอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินถล่มในปีใดปีหนึ่งอยู่ที่ 1 ใน 30 เขานำผมและโรบส์ แพร์ริช นักธรณีวิทยาคนใหม่ประจำป่าสงวนแห่งชาติชูแกช ไปลงพื้นที่สำรวจแผ่นดินถล่ม และกว่าจะมาถึงชะง่อนหินตรงนี้ เราต้องปีนป่ายเกือบจะเป็นแนวดิ่งขึ้นไปตามชั้นหินดานหลายสิบเมตรที่ไม่แน่นและเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ฮิกต้องการวิจัยแผ่นดินถล่มตรงจุดนี้ให้เสร็จเร็วที่สุดด้วยเหตุผลที่ชัดแจ้งในตัวเองอยู่แล้ว

ในภาพนี้ เบรตวูด “ฮิก” ฮิกแมน นักธรณีวิทยาอิสระ อยู่ในทะเลสาบพอร์เทจ ขณะทำภารกิจติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับ แผ่นดินถล่มที่ประดิษฐ์เองทั่วอะแลสกา เพื่อปกป้องชาวเมืองและผู้มาเยือน และทำความเข้าใจความเสี่ยงของการเกิดแผ่นดินถล่ม

“นี่คือส่วนที่กำลังฉีกตัวเองออกจากกันครับ” ฮิกบอก ทุ่งทุนดราที่อยู่ข้างหน้าแยกตัวออกเป็นวงกว้าง ทุ่งเฮเทอร์ภูเขาผืนหนึ่งมีหุบเหวลึกอยู่คั่นกลาง เรามองลำธารเกิดจากหิมะละลายใหม่ๆ ไหลผ่านแผ่นหินชนวนที่แตกออกมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ ก่อนจะอันตรธานไปในรอยแตกหลายรอย ฮิกเชื่อว่าลึกลงไปใต้เท้าเรามีชั้นหินดานขนาด 30 ล้านลูกบาศก์เมตรกำลังเคลื่อนตัวไปสู่ธารน้ำแข็งเบื้องล่าง นั่นหมายความว่า ฐานด้านล่างของภูเขากำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วกว่าผิวดินด้านบนที่เรายืนอยู่ ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังยืนอยู่บนผืนดินที่ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่กลางอากาศ “นั่นทำให้ผมกลัว จนหายใจไม่ทั่วท้องเลยครับ” เขาบอก

แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวช้าๆ ใกล้เกลเชียร์วิวทางตอนใต้ของอะแลสกา และห่างจากแองคอริจ 120 กิโลเมตร ปะทะ เข้ากับพงไม้จนขุดรากถอนโคน

ภูเขาลูกนี้อาจยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตลอดหลายสิบปี หรือหากไม่สังเกตให้ดี อาจเร่งเร็วขึ้น จากนั้นก็ถล่มลงในระดับที่สร้างหายนะได้ ดังนั้น ฮิกจึงรูดซิปกระเป๋าเป้เดินป่า และดึงเอาเซนเซอร์ชนิดสั่งทำเป็นพิเศษที่บรรจุในโหลแก้วฝาเกลียวแบบเรียบๆ ออกมา นักธรณีวิทยาของรัฐบาลอย่างแพร์ริชมักต้องเลือกเรื่องที่สำคัญจริงๆ โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับรัฐและรัฐบาลกลางเพื่อระบุจุดสุ่มเสี่ยงตามเทือกเขาเหล่านี้ และจัดทำโครงการวิจัยอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดว่าต้องมีการจับตาดูจุดสุ่มเสี่ยงเหล่านี้ในอนาคตหรือไม่ ฮิกในฐานะนักธรณีวิทยาอิสระ ผู้เชี่ยวชาญการวินิจฉัยแผ่นดินถล่มในระดับลึก (deep-seated landslide) และสึนามิที่อาจเกิดจากแผ่นดินถล่มดังกล่าว คิดค้นเครื่องมือและเทคนิคของตนขึ้นมาเพื่อท้าทายระบบราชการที่อาจฉุดรั้งให้นักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล เช่น คนที่ทำงานกับสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือยูเอสจีเอส (U.S. Geological Survey: USGS) ทำงานช้าลง

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฮิกกลายเป็นที่รู้จักในนามศาลเตี้ยทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียกร้องให้สาธารณชนหันมาสนใจแผ่นดินถล่ม เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลต่างๆ ตอบสนองอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกันก็มุ่งทำงานเพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ได้ดีขึ้นว่า เหตุแผ่นดินถล่มครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไรและที่ไหน การทำงานแข่งกับเวลาเพื่อป้องกันมหันตภัยดังกล่าวไม่เคยเร่งด่วนเท่าในตอนนี้อีกแล้ว เนื่องจากอะแลสกาอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกหลายเท่า และธารน้ำแข็งพอร์เทจกับธารน้ำแข็งอื่นๆ กำลังถอยร่นในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้ผนังหุบเขาไร้ฐานพยุง เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า การสูญเสียแรงค้ำยัน (de-buttressing) ขณะเดียวกัน ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่ช่วยสร้างเสถียรภาพก็กำลังละลาย และฝนยังมีแนวโน้มตกหนักขึ้นและถี่ขึ้น

ในภูมิภาคเทือกเขาอันหนาวเย็น การละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวและการถอยร่นของธารน้ำแข็ง เร่งอัตราการเกิดแผ่นดินถล่มในระดับลึก ในเกลเชียร์วิว ยอดเขาที่มองลงมาเห็นค่ายวิกตอรีไบเบิล กำลังเสี่ยงต่อการพังถล่มมากขึ้นทุกวัน
อุปกรณ์เรดาร์มูลค่า 300 ดอลลาร์สหรัฐของฮิก ซึ่งบรรจุในโหลแก้ว ส่งสัญญาณจากแผ่นสะท้อนสัญญาณใกล้ๆกัน เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของแผ่นดินถล่ม จากนั้น เซนเซอร์จะส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายไปยังคอมพิวเตอร์
ผู้จัดการโครงการด้านความปลอดภัยของกรมป่าไม้ทอดสายตามองทิวทัศน์จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ทะเลสาบ พอร์เทจ หากแผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวช้าในเทือกเขารอบๆ ถล่มลงมาเบื้องล่าง อาจทำให้เกิดสึนามิที่หลากเข้าท่วม แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้
หากอ้างอิงตามฮิก ยอดเขาหลายยอดของอะแลสกาอาจคงสภาพเป็น “เทือกเขา” อยู่ได้เพราะความเยือกแข็งช่วย ยึดเกาะและตรึงไว้กับที่ การเสื่อมสภาพของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้อาจส่งผลกระทบต่อเทือกเขาหิมาลัย แอนดีส หรือเทือกเขาเยือกแข็งอื่นๆ ได้เช่นกัน

สถานที่หลายแห่งทั่วโลกที่มีธารน้ำแข็ง รวมถึงนอร์เวย์ นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ เทือกเขาหิมาลัย และชิลี ล้วนตระหนักว่า แผ่นดินถล่มในระดับลึกเป็นภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป ทว่าในอะแลสกา กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่มใต้ดินเหล่านี้เกิดขึ้นในระดับที่ทำให้ภูมิทัศน์กลายเป็นห้องปฏิบัติการอันล้ำค่า งานวิจัยของฮิกระบุว่า แผ่นดินถล่มที่ก่อสึนามิเกิดเพิ่มขึ้นราวสิบเท่าในระยะแค่สิบปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุแผ่นดินถล่มหลายครั้งที่ย้อน ไปได้ถึงทศวรรษ 1850

ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินถล่มระดับหัวกะทิหลายคนพากันเดินทางมายังอะแลสกา และมักเกาะติดกับฮิก เขาทำงานภาคสนามแบบเรียบง่ายติดดิน และแนวทางนี้ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตของเขาด้วย อย่างการกินอาหารง่ายๆ และสวมรองเท้าวิ่งแบบเทรลที่ผูกด้วยสายเบ็ด อะแลสกาเกิดเหตุแผ่นดินถล่มมาแล้วมากมายหลายครั้ง เอื้อให้นักวิทยาศาสตร์นานาชาติเลือกครั้งที่ตอบโจทย์การวิจัยของตนได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาการถอยร่นของธารน้ำแข็งตามแนวชายฝั่ง ซึ่งทำให้ฟยอร์ดไม่มั่นคง หรือจะเป็นการแกะรอยการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวในแผ่นดิน เพื่อหวังจะเรียนรู้มากขึ้นว่า เหตุใดพื้นที่ลาดชันจึงพังทลาย และจะรับมือเหตุแผ่นดินถล่มครั้งต่อไปอย่างไร


อ่านเพิ่มเติม : ฟื้นคืนชีวิตให้ทะเลอารัล

Recommend