สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของ เกรตา ทูนแบร์ก กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

พวกคุณกล้าดียังไง เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์สะเทือนโลกที่ เกรตา ทูนแบร์ก เยาวชนนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปลุกให้คนทั้งโลกกลับมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แต่บรรดาผู้นำประเทศจะคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่

เกรตา ทูนแบร์ก เด็กสาวชาวสวีเดน วัย 16 ปี นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมาจากการหยุดเรียนทุกวันศุกร์เพื่อประท้วงให้รัฐบาลบ้านเกิดแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างจริงจัง และกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) เดินขบวนเรียกร้องในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา (อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นการต่อสู้เรียกร้องของเธอได้ที่นี่) กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และเนื้อหาที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นเธอ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลก กำลังวิตกกังวลและรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโลกอย่างจริงจัง

ฉันไม่ควรไม่อยู่ที่นี่ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อีกฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณยังให้ความหวังกับเยาวชนอยู่ พวกคุณกล้าดียังไง!

พวกคุณขโมยความฝันและช่วงเวลาวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดกลวงๆ แต่อย่างน้อยฉันเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ยังมีคนอีกมากที่ต้องทรมาน พวกเขากำลังจะตาย ระบบนิเวศกำลังพังทลาย

พวกเรากำลังเริ่มการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พวกคุณเอาแต่พูดเรื่องเงินทอง เล่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเป็นนิรันดร์ คุณกล้าดียังไง!

เกรตา ทูนแบร์ก
ภาพบรรยากาศผู้เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก ในการประชุม UN climate Action Summit 2019 ขอบคุณภาพถ่ายจาก Youtube Channel: Greta Thunberg

นอกจากนี้ เกรตายังพูดถึงการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆ จากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว แต่บรรดานักการเมืองกลับมองไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนเธอไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาได้จริง และมองว่า ผู้ใหญ่เหล่านี้ ล้มเหลวในการแก้ปัญหา

เกรตาชี้ให้เห็นในสุนทรพจน์ของเธออีกว่า ความคิดในการลดการเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งมีโอกาสเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มไม่ถึง 1.5 องศาเซลเซียส และช่วยป้องกันผลกระทบอันรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่าคนรุ่นเธอจะต้องสูดดมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนหลายร้อยพันตันหลังจากนี้

อีกนัยยะหนึ่ง เธอมองว่า แผนการลดโลกร้อนที่บรรดาผู้นำนานาชาติพยายามเสนอมากก่อนหน้าไม่สามารถแก้ปัญหาสิ่งที่คนรุ่นเธอต้องพบเจอต่อจากนี้ได้อย่างแท้จริง

คงไม่มีทางออกหรือแผนการใดๆ ที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ภายในวันนี้ เพราะด้วยจำนวนตัวเลขที่ชวนให้น่าอึดอัด และพวกคุณก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะบอกความจริง

พวกคุณทำให้พวกเราผิดหวัง และเยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจความทรยศของพวกคุณแล้ว ทุกสายตาของคนรุ่นใหม่กำลังจับจ้องไปที่คุณ และถ้าหากคุณเลือกที่จะทำให้เราผิดหวังอีก ฉันอยากจะบอกว่า ‘พวกเราไม่มีทางให้อภัย’

(ชมวิดีโอการพูดสุนทรพจน์แบบเต็มจากสำนักข่าว The Guardian ได้ที่นี่)

พลันเมื่อเธอพูดจบ เสียงปรบมือและโห่ร้องชื่นชมจากผู้เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์นี้ดังกึกก้อง เป็นการตอบแทนเกรตาที่ได้สร้างสรรค์คำพูดที่ทำให้คนทั้งโลกจับตา แค่คำถามที่สำคัญคือ ข้อเรียกร้องที่เธอพยายามกระตุ้น จะได้รับการตอบสนองมากมายแค่ไหน

ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นเป็นขั้วตรงข้ามกับเธอ โดยทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดที่เธอกล่าวสุนทรพจน์ และมีผู้จับภาพที่เกรตาจ้องมองไปที่โดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเดินผ่านหน้าเธอไปด้วยสายตาตำหนิอย่างรุนแรง และภาพดังกล่าวนี้ก็ได้เป็นกระแสในอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงของเกรตาถึงในบัญชีทวิตเตอร์ของเขาหลังจากนั้นว่า “เธอ (เกรตา) ดูเป็นหญิงสาวที่มีความสุขมากซึ่งกำลังรอคอยอนาคตที่สดใสและแสนวิเศษ รู้สึกดีที่ได้พบเธอ” ซึ่งยากที่จะดูออกว่าทรัมป์พูดถึงเธอด้วยน้ำเสียงอันชื่นชมที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการประชดประชัน

โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

ขณะนี้ โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงาน ยานพาหนะ และอาคารที่อาศัย พลังงานฟอสซิล อยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เกล็น ปีเตอร์ (Glen Peter) ผู้อำนวยการวิจัย ศูนย์การวิจัยภูมิอากาศนานาชาติแห่งประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงอันยากลำบากที่จะทำให้อุณหภูมิโลกต่ำกว่า 2 องศา และลืมเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปได้เลย”

พลังงานฟอสซิล
โลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าและโรงงานถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้

นอกจากนี้ ‘การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา’ ที่แสดงถึงโลกร้อนก็ชวนให้เราหวั่นเกรง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 1.1 องศา นับตั้งแต่ช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกลดลงทุกปี และอัตราการละลายเพิ่มมากขึ้นสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขั้นในอัตราเร่ง และต้นทุนคาร์บอนของโลกที่กำลังจะหมดไปในอีก 11 ปีข้างหน้า เป็นต้น

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เกรตาจะกล่าวในสุนทรพจน์ว่า บรรดาพวกผู้นำโลกทั้งหลาย (และผู้ใหญ่ที่เป็นคนธรรมดา) จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดังที่เธอเรียกร้อง

“มันมีความไม่ลงรอยกันระหว่างบรรดาผู้นำทุกคนที่พูดว่า ‘เกรตา ฉันรับฟังเธอ’ กับบรรดาข้อตกลงที่พวกเขาเอามาขึ้นโต๊ะเจรจา” อิซาเบล คาเวลิเยร์ อดีตผู้แทนเจรจาด้านภูมิอากาศของโคลอมเบีย ซึ่งในขณะนี้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของกลุ่มคนด้านสภาพอากาศ Mission 2020 กล่าวและเสริมว่า “ประเทศจีนไม่ได้ทำอะไรใหม่ อินเดียก็กล่าวถึงข้อตกลงที่เคยทำไปแล้วในอดีต สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ไม่ได้อยู่ในการประชุมนี้ เรากำลังเห็นบรรดารัฐบาลกลับไปอย่างมือเปล่า”

(เชิญชมช่วงเวลาที่เกรตามองทรัมป์ด้วยสายตาที่ตำหนิได้ที่นี่)

สุนทรพจน์ของเกรตานั้น “เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และกึกก้องในความเงียบงัน” อัลเดน เมเยอร์ ผู้อำนวยการยุทธศาสตร์ของสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ตระหนักในปัญหา (at the Union of Concerned Scientists) กล่าวว่า “ถ้าผมเป็นผู้นำโลก ผมคงรู้สึกกระอักกระอ่วนไปแล้ว แต่เราไม่ได้เห็นอะไรเลยจากบรรดาผู้นำประเทศใหญ่ๆ เช่นผู้นำในกลุ่มประเทศ G20 ดังนั้นยากที่จะพูดว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงการปล่อยคาร์บอนได้แม้เพียงเล็กน้อย”

และถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดคิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ แต่ทว่าก็มีผู้เห็นเขาในบรรดาผู้เข้าร่วมงานเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ด้านแอนโตนิโอ กูเตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้จัดการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีบรรดาผู้นำเข้าร่วมกว่า 60 ประเทศ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศที่สามารถมีส่วนร่วมเจรจาในการประชุมครั้งนี้คือประเทศที่มีแผนการลดการปล่อยคาร์บอนที่แน่ชัด

กูเตร์เรชกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตอนนี้ภูมิอากาศโลกของเรากำลังมีรูรั่วที่ลึกมาก ดังนั้นจำเป็นต้องมีการมาตรการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“เวลากำลังจะหมดลง แต่ว่าก็ยังไม่สายเกินไป” เขากล่าว

แหล่งอ้างอิง

เกรียตา ทุนแบร์ย นักกิจกรรมหญิงวัย 16 ปี ตำหนิผู้นำโลกในที่ประชุมยูเอ็น ไม่ใส่ใจแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

Greta Thunberg condemns world leaders in emotional speech at UN

Greta Thunberg: ‘Leaders failed us on climate change’

Greta Thunberg stares down Trump as two cross paths at UN


อ่านเพิ่มเติม มนุษยชาติต้องร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าระดับโลก เพื่อช่วยโลกจากภาวะโลกร้อนพื้นที่ป่า, รัสเซีย,

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน : 20% ของอากาศที่เราหายใจมาจากแบคทีเรีย

เมื่อพูดถึงแบคทีเรียคุณอาจนึงถึงเชื้อโรคและความสกปรกของมัน แต่รู้หรือไม่ว่าแบคทีเรียมีส่วนช่วยผลิตอากาศที่คุณกำลังหายใจอยู่ 1 ใน 5 ของลมหายใจถูกผลิตจากแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Prochlorococcus และพวกมันอาศัยอยู่ในทะเล มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่สามารถสังเคราะห์แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นอาหารได้ และคายออกซิเจนออกมา เรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวบนโลกใบนี้ที่สามารถผลิตอาหารได้เอง ซึ่งในหยดน้ำเล็กๆ จากทะเลเพียงหยดเดียวคุณจะพบพวกมันจำนวนหลายล้านตัวอยู่ในนั้น แบคทีเรียตัวจิ๋วเหล่านี้มีความสำคัญนระบบนิเวศอย่างมาก อาจเปรียบได้ว่าการมีอยู่ของดำรงอยู่ของพวกมันคือการมีอยู่ซึ่งพวกเราเหล่ามนุษย์ก็ว่าได้   อ่านเพิ่มเติม : ช้อนกินได้ ทางเลือกใหม่ลดขยะพลาสติก, จะเป็นอย่างไร ถ้าผึ้งน้ำหวานหายไปหมด?

สองสามีภรรยาบริจาคที่ดินให้เป็น อุทยานแห่งชาติ

สองสามีภรรยานักวิสาหกิจชาวอเมริกันมีความฝันอย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาจะซื้อที่ดินหกล้านไร่ในชิลีและอาร์เจนตินา แล้วบริจาคให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ใหม่ๆ ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ดั๊ก ทอมป์กินส์ ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ซื้อบ้านไร่ผุพังในภูมิภาคทะเลสาบของชิลี ประเทศที่เขามาเยือนสมัยยังหนุ่มในฐานะนักสกีและนักปีนเขาพเนจรช่วงต้นทศวรรษ 1960 ต่อมาในทศวรรษเดียวกัน เขากับภรรยาคนแรกเปิดบริษัทนอร์ทเฟซ (The North Face) ซึ่งขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ก่อนจะขายกิจการไปในราคาไม่เท่าไร จากนั้นก็เปิดบริษัทเสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างเอสปรีต์ (Esprit) พอถึงต้นทศวรรษ 1990 เขาก็จัดว่ามีฐานะ หย่ากับภรรยา และเอือมระอากับลัทธิบริโภคนิยมที่ตะกรุมตะกราม ทอมป์กินส์ขายหุ้นที่ถือครองในส่วนของเขาและอำลาโลกธุรกิจ อุทิศชีวิตให้กีฬาสมบุกสมบันอย่างการปีนเขา เล่นสกี และพายเรือคายัก ที่นำพาเขาลงใต้ตั้งแต่ต้น รวมถึงการอนุรักษ์ด้วย แผนการฟื้นฟูพืชพันธุ์พื้นถิ่นในไร่ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดที่ใหญ่โตและบรรเจิดกว่า เขาก่อตั้งมูลนิธิส่วนบุคคลชื่อกองทุนอนุรักษ์ที่ดิน (Conservation Land Trust) และจัดซื้อที่ดินผ่านมูลนิธิเพื่อผนวกที่ผืนใหญ่สองผืนซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าบริสุทธิ์ นั่นคือปูมาลินเหนือและปูมาลินใต้ โดยมีพื้นที่คั่นกลางอย่างอุยเนย์ที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกบัลปาไรโซเป็นเจ้าของและยินดีขายให้ อ่านเเพิ่มเติม: อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ สุดขอบโลก แต่ผลประโยชน์ทางการเมืองที่เข้มข้น รวมทั้งเอดัวร์โด เฟร รูอิซ-ตาเกล ประธานาธิบดีชิลีในขณะนั้น ทำให้การซื้อขายหยุดชะงัก นั่นคือจุดที่คริส แม็กดิวิตต์ […]

จะเป็นอย่างไร? เมื่อทดลองตั้งกล้องถ่ายต้นไม้ไว้ 1 ปี

ลูกหมีขี้สงสัยใคร่รู้ถูตัวของมันเข้ากับเปลือกไม้ตามแม่ กวางตัวหนึ่งเดินเตร็ดเตร่อยู่บนหิมะ ส่วนเจ้าหมาป่าอิตาลีใช้พุ่มไม้แห่งหนึ่งจัดการกับธุระส่วนตัว สัตว์เหล่านี้และช่วงเวลาที่แสดงออกถึงความผูกพันของพวกมันกับผืนป่า ได้ถูกบันทึกไว้โดยกล้องถ่ายวิดีโอตัวหนึ่ง เพื่อถ่ายทอดช่วงเวลา 365 วันที่ผ่านไป ไอเดียโดย Bruno D’Amicis และ Umberto Esposito ช่างภาพ พวกเขาตัดสินใจเลือกต้นไม้ต้นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ Molise ของอิตาลี เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบๆ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2016 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา ตลอด 4 ฤดูที่ผันผ่าน กล้องได้บันทึกความสัมพันธ์อันงดงามของสัตว์น้อยใหญ่และป่าไม้เอาไว้ มีสัตว์มากมายหลายชนิดพากันแวะเวียนมาที่นี่ไม่ว่าจะเป็น หมี, หมาป่า, ตัวแบดเจอร์, กวาง และหมูป่า โดย D’Amicis กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกต้นไม้ต้นนี้ก็เพราะตัวเขาสังเกตเห็นหมีตัวหนึ่งถูตัวของมันเข้ากับเปลือกไม้ เป็นการบ่งบอกอาณาเขต ช่างภาพทั้งสองคาดหวังว่าวิดีโอของพวกเขาจะช่วยให้ผู้คนทั่วไปมองเห็นธรรมชาติในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “ผมดีใจมากที่วิดีโอนี้ช่วยให้ผู็คนเข้าใจถึงความสำคัญของผืนป่า และตระหนักได้ว่าแม้แต่นอิตาลีที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่การอนุรักษ์ไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงมีคุณค่า” D’Amicis กล่าวกับ The Daily Mail เรื่อง คาเซย์ สมิท   อ่านเพิ่มเติม : โลกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? […]

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง […]