สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของ เกรตา ทูนแบร์ก กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

พวกคุณกล้าดียังไง เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์สะเทือนโลกที่ เกรตา ทูนแบร์ก เยาวชนนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปลุกให้คนทั้งโลกกลับมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แต่บรรดาผู้นำประเทศจะคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่

เกรตา ทูนแบร์ก เด็กสาวชาวสวีเดน วัย 16 ปี นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมาจากการหยุดเรียนทุกวันศุกร์เพื่อประท้วงให้รัฐบาลบ้านเกิดแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างจริงจัง และกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) เดินขบวนเรียกร้องในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา (อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นการต่อสู้เรียกร้องของเธอได้ที่นี่) กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และเนื้อหาที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นเธอ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลก กำลังวิตกกังวลและรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโลกอย่างจริงจัง

ฉันไม่ควรไม่อยู่ที่นี่ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อีกฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณยังให้ความหวังกับเยาวชนอยู่ พวกคุณกล้าดียังไง!

พวกคุณขโมยความฝันและช่วงเวลาวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดกลวงๆ แต่อย่างน้อยฉันเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ยังมีคนอีกมากที่ต้องทรมาน พวกเขากำลังจะตาย ระบบนิเวศกำลังพังทลาย

พวกเรากำลังเริ่มการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พวกคุณเอาแต่พูดเรื่องเงินทอง เล่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเป็นนิรันดร์ คุณกล้าดียังไง!

เกรตา ทูนแบร์ก
ภาพบรรยากาศผู้เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก ในการประชุม UN climate Action Summit 2019 ขอบคุณภาพถ่ายจาก Youtube Channel: Greta Thunberg

นอกจากนี้ เกรตายังพูดถึงการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆ จากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว แต่บรรดานักการเมืองกลับมองไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนเธอไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาได้จริง และมองว่า ผู้ใหญ่เหล่านี้ ล้มเหลวในการแก้ปัญหา

เกรตาชี้ให้เห็นในสุนทรพจน์ของเธออีกว่า ความคิดในการลดการเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งมีโอกาสเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มไม่ถึง 1.5 องศาเซลเซียส และช่วยป้องกันผลกระทบอันรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่าคนรุ่นเธอจะต้องสูดดมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนหลายร้อยพันตันหลังจากนี้

อีกนัยยะหนึ่ง เธอมองว่า แผนการลดโลกร้อนที่บรรดาผู้นำนานาชาติพยายามเสนอมากก่อนหน้าไม่สามารถแก้ปัญหาสิ่งที่คนรุ่นเธอต้องพบเจอต่อจากนี้ได้อย่างแท้จริง

คงไม่มีทางออกหรือแผนการใดๆ ที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ภายในวันนี้ เพราะด้วยจำนวนตัวเลขที่ชวนให้น่าอึดอัด และพวกคุณก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะบอกความจริง

พวกคุณทำให้พวกเราผิดหวัง และเยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจความทรยศของพวกคุณแล้ว ทุกสายตาของคนรุ่นใหม่กำลังจับจ้องไปที่คุณ และถ้าหากคุณเลือกที่จะทำให้เราผิดหวังอีก ฉันอยากจะบอกว่า ‘พวกเราไม่มีทางให้อภัย’

(ชมวิดีโอการพูดสุนทรพจน์แบบเต็มจากสำนักข่าว The Guardian ได้ที่นี่)

พลันเมื่อเธอพูดจบ เสียงปรบมือและโห่ร้องชื่นชมจากผู้เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์นี้ดังกึกก้อง เป็นการตอบแทนเกรตาที่ได้สร้างสรรค์คำพูดที่ทำให้คนทั้งโลกจับตา แค่คำถามที่สำคัญคือ ข้อเรียกร้องที่เธอพยายามกระตุ้น จะได้รับการตอบสนองมากมายแค่ไหน

ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นเป็นขั้วตรงข้ามกับเธอ โดยทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดที่เธอกล่าวสุนทรพจน์ และมีผู้จับภาพที่เกรตาจ้องมองไปที่โดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเดินผ่านหน้าเธอไปด้วยสายตาตำหนิอย่างรุนแรง และภาพดังกล่าวนี้ก็ได้เป็นกระแสในอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงของเกรตาถึงในบัญชีทวิตเตอร์ของเขาหลังจากนั้นว่า “เธอ (เกรตา) ดูเป็นหญิงสาวที่มีความสุขมากซึ่งกำลังรอคอยอนาคตที่สดใสและแสนวิเศษ รู้สึกดีที่ได้พบเธอ” ซึ่งยากที่จะดูออกว่าทรัมป์พูดถึงเธอด้วยน้ำเสียงอันชื่นชมที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการประชดประชัน

โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

ขณะนี้ โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงาน ยานพาหนะ และอาคารที่อาศัย พลังงานฟอสซิล อยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เกล็น ปีเตอร์ (Glen Peter) ผู้อำนวยการวิจัย ศูนย์การวิจัยภูมิอากาศนานาชาติแห่งประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงอันยากลำบากที่จะทำให้อุณหภูมิโลกต่ำกว่า 2 องศา และลืมเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปได้เลย”

พลังงานฟอสซิล
โลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าและโรงงานถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้

นอกจากนี้ ‘การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา’ ที่แสดงถึงโลกร้อนก็ชวนให้เราหวั่นเกรง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 1.1 องศา นับตั้งแต่ช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกลดลงทุกปี และอัตราการละลายเพิ่มมากขึ้นสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขั้นในอัตราเร่ง และต้นทุนคาร์บอนของโลกที่กำลังจะหมดไปในอีก 11 ปีข้างหน้า เป็นต้น

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เกรตาจะกล่าวในสุนทรพจน์ว่า บรรดาพวกผู้นำโลกทั้งหลาย (และผู้ใหญ่ที่เป็นคนธรรมดา) จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดังที่เธอเรียกร้อง

“มันมีความไม่ลงรอยกันระหว่างบรรดาผู้นำทุกคนที่พูดว่า ‘เกรตา ฉันรับฟังเธอ’ กับบรรดาข้อตกลงที่พวกเขาเอามาขึ้นโต๊ะเจรจา” อิซาเบล คาเวลิเยร์ อดีตผู้แทนเจรจาด้านภูมิอากาศของโคลอมเบีย ซึ่งในขณะนี้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของกลุ่มคนด้านสภาพอากาศ Mission 2020 กล่าวและเสริมว่า “ประเทศจีนไม่ได้ทำอะไรใหม่ อินเดียก็กล่าวถึงข้อตกลงที่เคยทำไปแล้วในอดีต สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ไม่ได้อยู่ในการประชุมนี้ เรากำลังเห็นบรรดารัฐบาลกลับไปอย่างมือเปล่า”

(เชิญชมช่วงเวลาที่เกรตามองทรัมป์ด้วยสายตาที่ตำหนิได้ที่นี่)

สุนทรพจน์ของเกรตานั้น “เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และกึกก้องในความเงียบงัน” อัลเดน เมเยอร์ ผู้อำนวยการยุทธศาสตร์ของสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ตระหนักในปัญหา (at the Union of Concerned Scientists) กล่าวว่า “ถ้าผมเป็นผู้นำโลก ผมคงรู้สึกกระอักกระอ่วนไปแล้ว แต่เราไม่ได้เห็นอะไรเลยจากบรรดาผู้นำประเทศใหญ่ๆ เช่นผู้นำในกลุ่มประเทศ G20 ดังนั้นยากที่จะพูดว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงการปล่อยคาร์บอนได้แม้เพียงเล็กน้อย”

และถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดคิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ แต่ทว่าก็มีผู้เห็นเขาในบรรดาผู้เข้าร่วมงานเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ด้านแอนโตนิโอ กูเตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้จัดการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีบรรดาผู้นำเข้าร่วมกว่า 60 ประเทศ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศที่สามารถมีส่วนร่วมเจรจาในการประชุมครั้งนี้คือประเทศที่มีแผนการลดการปล่อยคาร์บอนที่แน่ชัด

กูเตร์เรชกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตอนนี้ภูมิอากาศโลกของเรากำลังมีรูรั่วที่ลึกมาก ดังนั้นจำเป็นต้องมีการมาตรการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“เวลากำลังจะหมดลง แต่ว่าก็ยังไม่สายเกินไป” เขากล่าว

แหล่งอ้างอิง

เกรียตา ทุนแบร์ย นักกิจกรรมหญิงวัย 16 ปี ตำหนิผู้นำโลกในที่ประชุมยูเอ็น ไม่ใส่ใจแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

Greta Thunberg condemns world leaders in emotional speech at UN

Greta Thunberg: ‘Leaders failed us on climate change’

Greta Thunberg stares down Trump as two cross paths at UN


อ่านเพิ่มเติม มนุษยชาติต้องร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าระดับโลก เพื่อช่วยโลกจากภาวะโลกร้อนพื้นที่ป่า, รัสเซีย,

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก ทุกครั้งที่คุณซักเสื้อโค้ทที่มีส่วนประกอบของผ้าฟลีซ โปรดจำไว้ว่ามีพลาสติดขนาดเล็กจำนวน 2,000 ชิ้นหลุดลอกออกไปด้วย ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกมันปะปนไปกับน้ำเสียก่อนจะเล็ดรอดออกสู่มหาสมุทร ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ก็เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารเย็นของคุณเอง หรือแม้กระทั่งในแก้วเบียร์ ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังกใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย) ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก, แก้วน้ำ และช้อนส้อม   อ่านเพิ่มเติม พบถุงพลาสติกในส่วนลึกที่สุดของมหาสมุทร

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินของสตีเพิลเจสัน (Steeple Jason) เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไกลในกลุ่มเกาะฟอล์กแลนด์ ผมตื่นตะลึงกับภาพความงามตรงหน้า นกอัลบาทรอสคิ้วดำกว่า 440,000 ตัวซึ่งถือเป็นคอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทำรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน  ถัดลงมาตามแนวชายหาดเบื้องล่าง  เพนกวินร็อกฮอปเปอร์แดนใต้ส่งเสียงร้องอื้ออึง ขณะที่เหยี่ยวคาราคาราคอยสอดส่ายสายตามองหาลูกนกเพนกวินหรือซากสัตว์เป็นอาหาร น่านน้ำเย็นยะเยือกแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของแมวน้ำขนปุยอเมริกาใต้ วาฬเพชฌฆาต โลมาคอมเมอร์สัน โลมาพีล และวาฬเซย์ ลึกลงไปใต้น้ำ ผมแหวกว่ายผ่านดงสาหร่ายเคลป์ที่โอนเอนไปมาในกระแสน้ำ เพนกวินเจนทูพุ่งฉิวอยู่ด้านบน โดยมีสิงโตทะเลแดนใต้ไล่ตามมาติดๆ กุ้งมังกรยืนเรียงรายบนก้นสมุทรพลางชูก้ามขึ้นราวกับพร้อมรบ ภาพกุ้งชูก้ามเตรียมออกศึกดูช่างเหมาะเจาะ เพราะผมอยู่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สงครามเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา 400 กิโลเมตร  ดินแดนของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่รวมกันกว่า 700 เกาะ และมีผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างบางเบาเพียง 3,200 คน  กลุ่มเกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงกรรมสิทธิ์อันยาวนานระหว่างฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร ฟอล์กแลนด์จึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่เห็นได้ชัด ความขัดแย้งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่ออาร์เจนตินารุกรานหมู่เกาะที่พวกเขาเรียกว่า มัลบีนัส (Malvinas) ในปี 1982  ทว่าปิดฉากลงในระยะเวลาอันสั้น หลังการประลองกำลังอย่างดุเดือดกับสหราชอาณาจักร แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และแม้จะมีการทำฟาร์มแกะอย่างกว้างขวาง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ก็ยังคงดูเหมือนแดนสวรรค์ในอุดมคติอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่น่านน้ำอันอุดมไปด้วยสารอาหารไปจนถึงขุนเขาที่สายฝนโปรยปรายตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เป็นช่างภาพ  ผมแทบไม่เคยพบเห็นสถานที่แห่งไหนที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เช่นนี้   […]

พวกลักลอบล่าสัตว์ในแอฟริกาใต้ถูกสิงโตกิน

ขนมปัง, อาวุธ และชิ้นส่วนมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจายรอบๆ เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงชะตากรรมสุดท้ายของกลุ่มคนที่ตั้งใจมาล่านอแรดผิดกฎหมาย

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]