นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา - National Geographic Thailand

นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

โหนกของนกชนหินหรือโครงสร้างคล้ายนอครอบเหนือจะงอยปาก มีลักษณะทึบตันเกือบทั้งชิ้น แตกต่างจากโหนกของนกเงือกชนิดอื่นๆ  ความที่มีเนื้ออ่อนกว่างาช้าง จึงสามารถนำมาแกะสลักเป็นลูกปัด รูปเคารพขนาดเล็ก และฉากเชิงศิลป์ต่างๆ ได้อย่างประณีตงดงาม ในภาพคือของกลางที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐฯ ยึดไว้ได้

 นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

ลักษณะภูมิประเทศในอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีทางภาคใต้ของประเทศไทย บางช่วงลาดชันมาก ทุกก้าวย่างไปตามพื้นดินฉ่ำฝนมีความเสี่ยงที่คุณจะลื่นไถลกลับลงไป แมลงสารพัดบินหึ่งเข้ารูจมูกและหู และหากคุณหยุดอยู่กับที่นานพอจะมองไปรอบตัว คุณจะเห็นกองทัพทากดูดเลือดกำลังกระดืบพาร่างกระหายเลือดร่างน้อยๆตรงมาหาคุณ นกที่ฉันกับสหายร่วมเดินป่าเข้ามาตามหากันอยู่คือ นกชนหิน (Rhinoplax vigil) นกหน้าตาพิสดาร และปัจจุบันหาพบยากขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้ากลุ่มของเราคืออาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ชาวไทยผู้ได้ฉายาว่า “มารดาแห่งนกเงือก” เธอศึกษาวิจัยและทำงานอนุรักษ์นกเงือกมาตั้งแต่ปี 1978 ช่างภาพ ทิม เลแมน ก็อยู่กับเราด้วย เช่นเดียวกับตากล้องวิดีโอ สมาชิกหลายคนจากทีมของอาจารย์พิไล และชาวบ้านจำนวนหนึ่งจากหมู่บ้านย่านเชิงเขาที่มาเป็นลูกหาบ และจะช่วยเราตั้งค่ายพักแรม เรารู้ว่างานนี้เป็นงานหิน นกชนิดนี้มีนิสัยขี้อายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อัตราการลดจำนวนลงที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น ทำให้การค้นหาและพบตัวพวกมันอาจไม่ต่างจากมหากาพย์การเดินทาง

เมื่อไปถึงต้นไม้ที่ตั้งเป้าไว้ในท้ายที่สุด เราก็เข้าไปซ่อนตัวในบังไพรที่ตั้งอยู่ห่างออกมาราว 40 เมตร และประกอบขึ้นจากผ้าลายพราง พุ่มไม้กับกิ่งไม้ ต้นไม้ที่ว่าเป็นไม้เนื้อแข็งเขตร้อนในวงศ์ไม้ยาง สูงราว 55 เมตร ยืนต้นตระหง่านเหนือต้นไม้อื่นๆ ส่วนใหญ่ในป่าแห่งนั้น ที่เห็นเป็นตุ่มยื่นออกมาจากด้านข้างที่ความสูงเลยครึ่งลำต้น ขึ้นไปหน่อย คือโพรงตะปุ่มตะป่ำซึ่งนกเงือกเพศเมียปิดปากโพรงขังตัวเองไว้ข้างในตั้งแต่หลายเดือนก่อนเพื่อวางไข่ จากตำแหน่งของพวกเราบนพื้นดิน เรามองไม่เห็นข้างในโพรง แต่เรารู้ว่าอย่างไรเสียคุณพ่อนกเงือกก็จะต้องบินโฉบเข้ามาเพื่อนำอาหารมาส่ง

หลายชั่วโมงผ่านไประหว่างที่เราเฝ้ารอ กระซิบกระซาบคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่จะพยายามนึกถึงเรื่องอื่น แทนที่จะจดจ่อกับเหล่ามดตะลานยักษ์ปักษ์ใต้ รวมทั้งบรรดาทากผู้มุ่งมั่น และไม้อัดแข็งกระด้างที่เราแปลงเป็นม้านั่ง เมื่อถึงจุดหนึ่ง แมงมุมตัวเท่าหัวแม่โป้งโรยตัวลงมาตรงหน้าฉัน เราจ้องตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะกระโดดใส่หน้าฉัน แต่พลาดไปอย่างเฉียดฉิว ถึงตอนนี้ ความชื้นโอบกอดฉันจนเปียกชุ่มเหนียวเหนอะไปทั้งตัวแล้ว

ฉันไม่ใช่นักดูนก แต่นี่คงเป็นการดูนกครั้งที่ต้องทุ่มเทที่สุดแล้ว

นกชนหิน
ในผืนป่าทางภาคใต้ของประเทศไทย นกชนหินเพศผู้บินเข้าหาต้นไม้ที่คู่ของมันและลูกเก็บตัวอยู่ข้างในตลอดหลายเดือน โดยต้องพึ่งพาอาหารที่พ่อนกนำมาให้

ห้วงความคิดคำนึงของฉันสะดุดหยุดลงโดยเสียงแหวกแทรกอากาศเหนือหัวขึ้นไป ฟึ่บ-ฟึ่บ-ฟึ่บ! ช่องว่างระหว่างเส้นขนด้านในปีกของนกเงือก ทำให้พวกมันเป็นหนึ่งในนักบินที่เสียงดังที่สุดในโลก ฮู ฮู ฮู-ฮู-ฮู ฮาฮาฮาฮา! เสียงหัวเราะบ้าคลั่งของนกชนหินนั่นเอง จากเสียงที่ได้ยิน เจ้าตัวนี้อยู่ห่างออกไปแค่ระยะต้นไม้ไม่กี่ต้น เรากลั้นหายใจ แล้วทันใดนั้น มันก็ปรากฏตัวขึ้น เจ้าไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิต ขนาดตัวยาวมากกว่าหนึ่งเมตร (ไม่นับขนหางเส้นกลางที่ยาวครึ่งเมตร) เกาะอยู่บนตุ่มไม้ที่ยื่นออกมา มีตั๊กแตนกิ่งไม้ตัวใหญ่ห้อยออกมาจากปาก ตากลมนูนเหมือนลูกปัดของมันมองสังเกตการณ์สิ่งแวดล้อมรอบตัว

ทุกสิ่งรอบตัวฉันเงียบเสียงลง ความร้อนแสบคันหายไป ไร้วี่แววของแมลง ไม่มีเสียงกรีดร้องของจักจั่นอีกต่อไป เราจ้องดูหัวขนาดมหึมาของมัน ซึ่งดูโปนหนาเพราะมี “หมวกกันน็อก” สีแดง หรือโหนกครอบอยู่บนท่อนหนึ่งของจะงอยปากสีเหลือง เราพินิจดูลำคอสีแดงยู่ย่นไร้ขน ขนหางเส้นยาวลายแถบดำ-ขาว ขนาดตัวที่ใหญ่โตอย่างสะดุดตาของเจ้านก นับเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเกินจะบรรยาย เจ้านกชนหินก้มลงไปทางโพรงรัง แล้วส่งตั๊กแตนกิ่งไม้เข้าไปให้ลูกของมันทางช่องปากโพรง เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว และพร้อมกับเสียงกระพือปีกฟึ่บฟั่บอีกคำรบ พ่อนกก็บินหายไป มุ่งหน้าไปเสาะหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัวของมันเพิ่มอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

นกชนหิน
คู่นกตรวจตรารังที่อาจใช้ได้ในต้นไม้บนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย เมื่อเลือกรังได้แล้ว แม่นกจะพอกปิดปากโพรงขังตัวอยู่ข้างในหลายเดือนเพื่อกกไข่และเลี้ยงดูลูกนก หากพรานลักลอบล่าสัตว์ฆ่าพ่อนกระหว่างที่แม่นกกับลูกต้องพึ่งพาพ่อนกให้อาหารมาให้ แม่ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะตายตามไปด้วย

นกชนหินซึ่งเป็นหนึ่งในนกเงือกจำนวน 57 ชนิดในแถบแอฟริกาและเอเชีย พบได้เฉพาะในป่าที่ราบต่ำในบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ และภาคใต้ของประเทศไทย นกชนหินมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากนกเงือกชนิดอื่นๆ เพราะมีโหนกซึ่งเกือบทั้งชิ้นทึบตันด้วยชั้นเคราติน (keratin) ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกันกับเล็บ เส้นผม และนอแรด เรายังไม่เข้าใจพฤติกรรมของนกชนหินมากเท่าใดนัก แต่เป็นที่รู้กันว่า พวกมันใช้โหนกพุ่งชนกันขณะบินอยู่ ซึ่งอาจเป็นการต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ทำรัง หรือแย่งไม้ผลยืนต้น

นกชนหินมีนิสัยช่างเลือกเป็นพิเศษ และต้องการต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ที่มีโพรงกลวงเพื่อเข้าไปทำรัง ต้นไม้ประเภทนี้มักเป็นต้นไม้อายุเก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในผืนป่า ดังนั้นจึงถือเป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าสูงในหมู่นักตัดไม้ด้วย นกชนหินขยายพันธุ์ได้ช้า โดยผสมพันธุ์เพียงปีละหนึ่งหน และเลี้ยงลูกแค่ครั้งละหนึ่งตัว เนื่องจากแม่นกกับลูกนกจะอาศัยอยู่ในโพรงรังที่ปิดปากโพรงไว้เป็นเวลาราวห้าเดือนจนกว่าลูกนกจะโตถึงวัยหัดบิน พวกมันจึงต้องพึ่งพ่อนกให้หาอาหารมาเลี้ยง ถ้าพ่อนกถูกฆ่าตาย เช่นถูกยิงโดยพรานลักลอบล่าสัตว์เพื่อเอาโหนก นกที่เหลือในครอบครัวก็มีโอกาสสูงที่จะต้องตายตามไปด้วย

เนื่องจากมีเนื้ออ่อนกว่างาช้างและแกะสลักได้ง่าย โหนกนกชนหินจึงเป็นที่ต้องการสูงในเอเชีย โดยมักนำไปสลักเป็นลูกปัด จี้ห้อยคอ และงานศิลปะละเอียดอ่อน สำหรับชนชั้นเศรษฐีกลุ่มหนึ่งในประเทศจีน ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าหายาก เช่นงานแกะสลักโหนกนกชนหิน งาช้าง และนอแรด คือสัญลักษณ์แห่งเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

นกชนหิน เสือสตัฟฟ์
โหนกนกชนหิน เสือสตัฟฟ์ และสินค้าสัตว์ป่าต้องห้ามอื่นๆ ได้รับการเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บของกลางที่สำนักงานรัฐบาลแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เครือข่ายอาชญากรรมที่บริหารโดยชาวจีน ซึ่งเดิมลักลอบขนส่งชิ้นส่วนเสือและตัวนิ่ม ได้เพิ่มโหนกนกชนหินในรายการซื้อขายเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้สินค้า

นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่ามีนกชนหินเหลืออยู่จำนวนเท่าใด แต่ที่ชัดเจนคือ หากดูจากการศึกษาวิจัยและปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในระยะหลังมานี้ พวกมันกำลังประสบปัญหา เมื่อปี 2016 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 180 ประเทศ อนุมัติข้อเสนอซึ่งเรียกร้องให้ออกกฎหมายคุ้มครองนกชนิดนี้อย่างเข้มงวดขึ้น จากเดิมที่ห้ามทำการซื้อขายระหว่างประเทศมาตั้งแต่ ปี 1975 การตระหนักถึงการลักลอบล่าในระดับอันตรายสะท้อนให้เห็นในสถานะทางการอนุรักษ์ของนกชนหินที่พุ่งจากลำดับเกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการการสูญพันธุ์ ขึ้นมาอยู่ในลำดับมีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ หรือเท่ากับกระโดดข้ามขึ้นมาถึงสามขั้น และอยู่ห่างจากลำดับสูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติเพียงขั้นเดียว

เรื่อง เรเชล เบล

ภาพถ่าย ทิม เลแมน

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2561


อ่านเพิ่มเติม

โปรดรู้จักนกใกล้สูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : ครึ่งหญิงครึ่งชาย

ครึ่งหญิงครึ่งชาย เรื่อง แพทริเซีย เอดมันด์ส โลกธรรมชาติเต็มไปด้วยสัตว์กะเทย (hermaphrodite) หรือสัตว์ที่รูปลักษณ์ภายนอกอาจดูเหมือนเพศผู้หรือเพศเมียแต่มีอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ ญาติของพวกมันที่เราพบเห็นได้น้อยกว่าคือ สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างลักษณะสืบสายพันธุ์ของเพศผู้และเพศเมีย (gynandromorph) เช่นมีขนาดและสีสันของเพศหนึ่ง แต่มีอวัยวะสืบพันธุ์ของอีกเพศ แต่ที่หายากกว่านั้นคือพวกที่มีลักษณะของเพศผู้อยู่ข้างหนึ่งและของเพศเมียอยู่อีกข้างหนึ่ง แบ่งแยกกันตรงกึ่งกลาง เช่นผีเสื้อกะเทย (บน) จอช จอห์เนอร์ นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ อธิบายถึง “สิ่งที่นักวิทยา-ศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งสมมุติฐาน” เกี่ยวกับการเกิดความผิดปกติเหล่านี้ กล่าวคือ โครโมโซมเพศของผีเสื้อกลับกันกับของมนุษย์ เพศผู้มีโครโมโซมเหมือนกันสองตัว (แซดแซด – ZZ) ส่วนเพศเมียมีโครโมโซมต่างกัน (แซดดับเบิลยู – ZW) บางครั้งไข่ของเพศเมียมีสองนิวเคลียส คือ แซดและดับเบิลยู เมื่อไข่ได้รับ “การผสมสองครั้ง” จากสเปิร์มแซดของเพศผู้ เอ็มบริโอที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง จอห์เนอร์บอกและเสริมว่า ผีเสื้อกะเทยในห้องปฏิบัติการของเขาพยายามวางไข่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ น่าจะเป็นเพราะความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นแม้ว่าสายพันธุ์ของพวกมันจะมีส่วนผสมของสีสันอันน่าตื่นตา แต่ก็ไม่อาจตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ P A P I L I O G L A […]

ฟอสซิลปลาโบราณที่ถูกค้นพบโดยเด็กสิบขวบ

ฟอสซิลปลา โบราณที่ถูกค้นพบโดยเด็กสิบขวบ ราวๆ 3 ปีก่อน เด็กน้อยขี้สงสัยวัยสิบขวบที่กำลังอยู่ระหว่างการท่องเที่ยวยังวิหารเก่าแก่ของโคลอมเบีย สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ปลายเท้า เขาสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายปลาอยู่ในหินก้อนแบนที่พื้น ดังนั้นเด็กน้อยจึงถ่ายภาพไว้ และไม่กี่วันต่อมาตัวเขาก็นำภาพถ่ายมายังสถาบันวิจัยบรรพชีวินวิทยาที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันกล่าวว่า เด็กน้อยได้พบเข้ากับฟอสซิลเข้าเสียแล้ว ข่าวดังกล่าวถูกแจ้งไปยังทีมวิจัย มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา และจากการรวบรวมข้อมูล พวกเขาคิดว่าฟอสซิลที่หนูน้อยคนนี้พบน่าจะเป็นสัตว์ในกลุ่มปลาโบราณที่ไม่เคยถูกพบในอเมริกามาก่อน “เราพบว่าเขตร้อนชื้นเป็นภูมิภาคที่พวกมันอาศัยอยู่” Oksana Vernygora นักศึกษาปริญญาเอกผู้นำการวิจัยกล่าว “สิ่งที่เราต้องทำก็คือออกไปสำรวจ” ผลการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Journal of Systematic Palaeontology เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา   หนทางสู่การค้นพบ วิหาร La Candelaria ตั้งอยู่นอกเมือง  Ráquira ของโคลอมเบีย ด้วยระยะเวลาการขับรถไม่กี่ชั่วโมง วิหารที่ก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 นี้ปนะกอบด้วยตัวอาคารซับซ้อน, พิพิธภัณฑ์, ลานอเนกประสงค์ และถ้ำที่เหล่านักบวชออกัสตินอาศัยอยู่ (และทุกวันนี้วิหารบางส่วนยังเปิดเป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักอีกด้วย) ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน การก่อสร้างทางเดินมายังวิหารเริ่มต้นขึ้นด้วยการนำก้อนหินมาจากเหมือง Andean ในจังหวัดโบยากา ซึ่งห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เหมืองแห่งนี้ถูกเปิดขึ้นสำหรับการนำหินมาก่อสร้างยังวิหารโดยเฉพาะ และถูกปิดเมื่อหินถูกขนส่งไปหมดแล้ว ซึ่งทีมนักวิจัยสามารถติตตามที่มาของหินได้จากที่นี่ […]

สำรวจโลก : พิราบตรวจอากาศ

พิราบตรวจอากาศ เช้าอากาศสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นกพิราบสื่อสาร 10 ตัวถูกปล่อยขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือ กรุงลอนดอน บางตัวได้รับการติดอุปกรณ์ ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และโอโซนในอากาศของมหานครแห่งนี้ นี่เป็นภารกิจแรกของโครงการ “พิราบตรวจอากาศ” (Pigeon Air Patrol) นับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนใช้ประโยชน์จากนกที่มีพรสวรรค์ด้านการนำทางนี้ เจงกิสข่านและชาวโรมันใช้พวกมันเป็นผู้ส่งสาร ฝรั่งเศสถึงกับมอบเหรียญกล้าหาญให้นกพิราบสองตัวที่รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นกพิราบถูกฝึกให้นำจรวดไปยังเป้าหมายด้วยการจิกไปที่ เป้าหมายบนจอซึ่งติดตั้งไว้ภายในหัวจรวด (ระบบนำวิถีด้วยวิทยุทำให้พวกมันไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจอสัมผัสหรือทัชสกรีนในปัจจุบัน) โครงการพิราบตรวจอากาศสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการพลูมแลบส์ (Plume Labs) ของโรเมน ลาคอมบ์ เพื่อช่วย สร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเกี่ยวกับอากาศที่ พวกเขาหายใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งประมาณการว่า มลพิษในอากาศของลอนดอนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 9,416 รายในแต่ละปี โครงการพิราบตรวจอากาศได้ผลเกินคาดจนสามารถชักจูงให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์สวมใส่อุปกรณ์แบบเดียวกัน ซึ่งนับแต่นั้นสามารถทำแผนที่คุณภาพอากาศของเส้นทางต่างๆ ในลอนดอนรวมแล้ว 2,100 กิโลเมตร “เราใช้อะไรที่ตรงข้ามกับเทคโนโลยีเพื่อทำ สิ่งที่ลํ้าสมัยเอามาก ๆ” ลาคอมบ์บอก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้านกพิราบช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นอะไรไปเล่า” เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย: DIGITASSLBI; APIC/HULTON ARCHIVE/GETTY IMAGES […]