แค่แตะ มูลค้างคาว อาจถึงตาย - National Geographic Thailand

แค่แตะมูลค้างคาวอาจถึงตาย

แค่แตะ มูลค้างคาว อาจถึงตาย

เมื่อหลายปีก่อน ตอนทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผมเข้าไปผจญภัยในถ้ำแห่งหนึ่งที่ยูกันดาเพื่อถ่ายภาพฝูงค้างคาวผลไม้อียิปต์ราว 100,000 ตัว ค้างคาวเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปทั่วทั้งทวีปแอฟริกา แต่ถ้ำนี้มีความพิเศษ เพราะรูปร่างที่เหมือนซุ้มโค้งและมีแสงส่องสว่างตรงปลายทั้งสองด้าน เพดานหินอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหมายความว่าค้างคาวจะอยู่ใกล้และถ่ายภาพได้ค่อนข้างง่าย

ผมใส่หน้ากากนิรภัยเป็นการป้องกันไว้ก่อน ผมคิดว่า อันตรายที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวจะมาจากงูหลามและงูเห่าที่เลื้อยไปตามพื้นถ้ำเพื่อล่าค้างคาวที่ร่วงลงมาเป็นอาหาร ผมจะปลอดภัยถ้าเดินอย่างระมัดระวัง ผมคิดเช่นนั้น

หลังจากทำงานไม่กี่ชั่วโมง ผมก็ออกจากถ้ำตอนพลบค่ำ ผมเนื้อตัวสกปรกและเหน็ดเหนื่อย แต่ตื่นเต้นเรื่องภาพที่เพิ่งถ่ายและความจริงที่ว่า ค้างคาวดูเหมือนจะไม่สนใจว่าผมอยู่ที่นั่น

ห่างจากถ้ำหนึ่งร้อยก้าว ผมเพิ่งถอดเครื่องช่วยหายใจและแว่นตาออกตอนที่ผมได้ยินเสียงอึกทึกเหมือนเสียงเครื่องจักรขนาดใหญ่อยู่เหนือศีรษะ เมื่อค้างคาวในถ้ำกรูกันออกมาในยามพลบค่ำเพื่อเริ่มออกหาอาหารในเวลากลางคืน

ผมเงยหน้าขึ้นมองเพียงชั่ววินาที และมูลค้างคาวสดๆ ก้อนหนึ่งก็ตกใส่ตาซ้ายของผมตรงๆ มันแสบร้อน ผมรู้ทันทีว่า นี่เป็น “การสัมผัสของเปียก” ซึ่งอาจอันตรายพอๆ กับการกัด

ผมถ่ายภาพสัตว์มาหลายสิบปี และผมรู้ว่าต้องทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่หมีหรือสิงโตหรอกที่เป็นอันตรายต่อคุณ แต่เป็นสิ่งเล็กๆ ต่างหาก ผมเคยถูกตัวอ่อนแมลงวันหนอนเจาะสัตว์ฝังตัวอยู่ในมือและหลังส่วนล่าง ต่อมาเป็นโรคลิชมาเนียที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปรสิตกินเนื้อ โรคนั้นต้องใช้เวลารักษาด้วยเคมีบำบัดนานหนึ่งเดือน

มูลค้างคาว โจเอล ซาร์โทรี
โจเอล ซาร์โทรี ถ่ายภาพค้างคาวผลไม้อียิปต์ในถ้ำที่ยูกันดาสำหรับสารคดีว่าด้วยสัตว์ป่าในแอลเบอร์ทีนริฟต์ของแอฟริกา เมื่อเขาออกจากถ้ำตอนหมดวันและถอดอุปกรณ์ป้องกันออก ชีวิตของเขาก็ตกอยู่ในอันตรายด้วยการชำเลืองมองท้องฟ้าเพียงแวบเดียว

เมื่อกลับมาที่แคมป์ ผมโทรศัพท์หาสำนักงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯในยูกันดาทันที เผื่อทางสำนักงานจะรู้ว่าค้างคาวเหล่านี้อาจเป็นพาหะของโรคอะไรบ้าง ทางปลายสายหยุดนิ่งไปนาน “คุณไม่ควรเข้าไปในนั้นเลย” ชายคนหนึ่งบอก “โรคมาร์บวร์กแพร่กระจายอยู่ในถ้ำนั้น”

เชื้อไวรัสมาร์บวร์กน่ากลัวมากและทำให้ถึงตาย มันก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกซึ่งคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสอีโบลา (เพียงแต่บางครั้งมันอาจฆ่าคุณเร็วกว่าเล็กน้อย) ไม่มีวิธีง่ายๆที่จะทดสอบโรคมาร์บวร์ก ถ้าผมติดเชื้อ อาการจะปรากฏภายในสามวันถึงสามสัปดาห์ ได้แก่ ปวดหัวอย่างรุนแรง การทำงานของอวัยวะล้มเหลว และไข้ขึ้นสูงมากจนเบลอ ถ้าผมยังรอดอยู่ ในการระบาดของโรคบางครั้งอัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึงร้อยละ 90 โอกาสรอดชีวิตของผมอาจจะมากขึ้นในสหรัฐฯ “กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย” ชายคนนั้นบอก “ก่อนที่คุณจะมีโอกาสกลายเป็นคนแพร่เชื้อ”

เมื่อกลับไปเนแบรสกา ผมเข้าไปยังห้องกักกันโรคภายในบ้าน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมคิดเรื่องความตายอย่างไม่หยุดหย่อน ผมจำได้ว่าข้างนอกแดดจ้า นกส่งเสียงร้อง รถเก็บขยะคำรามไปทั่วละแวกบ้าน โลกทั้งใบทำราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติเลย ผมคิดว่า พวกเขาไม่รู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แน่นอนว่าไม่ ถ้าพวกเขารู้ มันจะต้องกลายเป็นข่าวระดับประเทศ

ผมอยู่ห่างจากครอบครัวนานสามสัปดาห์ ผมเฝ้ามองงานเลี้ยงวันเกิดของลูกสาวจากฝั่งตรงข้ามของห้องโถง อาหารของผมอยู่บนถาดที่วางไว้นอกประตู กระนั้น ผมก็กินได้ไม่มาก ผมเอาแต่นั่งคิด ผมตัวร้อนหรือเปล่า ผมปวดศีรษะหรือไม่ ผมวัดอุณหภูมิวันละ 50 ครั้ง ถ้ามีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นไข้แม้เพียงเล็กน้อย ผมจะรีบขับรถไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที ซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่กิโลเมตร ที่นั่นพวกเขามีห้องที่มีแรงดันอากาศต่ำกว่าภายนอก (เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสเล็ดลอดออกไปได้) ทั้งหมดเตรียมพร้อมไว้สำหรับผม ผมวาดภาพว่า ในห้องนั้นมีเต็นท์ที่มีแรงดันอากาศต่ำกว่าภายนอกล้อมอยู่รอบเตียงเพื่อปิดผนึกผมไว้

(ค้างคาวแวมไพร์มีชีวิตด้วยเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?)

จนกระทั่งตอนนี้ งานที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าในแอลเบอร์ทีนริฟต์ของแอฟริกานี้ยังคงเป็นการเดินทางที่น่าหวาดเสียว เราวางกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าไว้บนแอ่งน้ำและซากสัตว์ แล้วจับภาพฮิปโป ไฮยีนา และเสือดาวจากระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตร

แต่นั่นคือในเวลานั้นและในสถานที่ห่างไกลอย่างยิ่ง ทว่าที่นี่ ในเมืองลิงคอล์น รัฐเนแบรสกา เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในห้องเล็กๆ ของผม ผมนึกสงสัยว่าภาพถ่ายของผมดีพอหรือไม่ มีภาพอะไรบ้างไหมที่ผมพลาดไปจากการไม่ได้อยู่ในยูกันดาต่อจนถึงตอนปิดงาน แต่นอกเหนือจากนั้น ผมสงสัยว่าเมื่อผมพ้นจากอันตรายแล้ว ผมจะซาบซึ้งกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้รับหรือไม่ ทั้งครอบครัว ชีวิต และเอกสิทธิ์ในการพยายามรักษาสถานที่ตามธรรมชาติแห่งท้ายๆไว้ด้วยภาพถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยังคงไม่เชื่อว่าสามารถทำเพื่อหาเลี้ยงชีพได้

ในวันที่ 22 เมื่อการกักกันโรคผ่านไปและไม่มีสัญญาณของความเจ็บป่วย ในที่สุดผมก็ออกมาจากห้อง ผมนั่งลงที่โต๊ะอาหารของตัวเองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับจากแอฟริกา แคที ภรรยาของผม และลูกๆ ทั้งสามคนของเราอยู่ที่นั่น เตรียมอาหารมื้อพิเศษเพื่อฉลองการยุติการกักกันโรค จากนั้นใครบางคนก็เปิดเครื่องปั่นอาหาร

เพียงครู่เดียวห้องก็อื้ออึงไปด้วยเสียงค้างคาวนับพันตัวกระพือปีกบิน ผมหลับตาแน่น เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน…

เรื่องและภาพถ่าย โจเอล ซาร์โทรี

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้างคาวโบราณตัวใหญ่กว่าค้าวคาวปัจจุบัน 3 เท่า

เรื่องแนะนำ

จะเป็นอย่างไรเมื่อสัตว์ป่าเห็นตัวเองในกระจก?

จะเป็นอย่างไรเมื่อสัตว์ป่าเห็นตัวเองในกระจก? กิจกรรมเวิร์คช็อปถ่ายภาพสัตว์ป่าภายใต้ชื่อ Untamed นี้ได้ทดลองวางกระจกบานใหญ่เอาไว้ ด้วยความคาดหวังที่จะเข้าใจในสติปัญญาของบรรดาแมวใหญ่ที่อาศัยอยู่ภายในผืนป่าอเมซอนให้ดียิ่งขึ้น ผลการทดลองทั้งแมวใหญ่และสัตว์อื่นๆ มีปฏิกิริยาต่อเงาสะท้อนของตนเองที่หลากหลายต่างกันไป บางตัวหวาดกลัว บางตัวเกิดความสงสัย เป็นเรื่องยากที่จะให้สัตว์แยกแยะ หรือจดจำภาพของตนเองในกระจก ในโลกนี้มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่ทำได้ ส่วนในมนุษย์ก็ต้องรอให้ทารกนั้นๆ มีอายุราว 18 ถึง 24 เดือน ถึงจะสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นในกระจกคืออะไร สำหรับในโลกของสัตว์ โลมา ช้าง และลิงบางสายพันธุ์สามารถรู้ได้ว่าพวกมันกำลังมองตัวเองอยู่ ส่วนสัตว์บางชนิดทำได้แค่ยืนงุนงงอยู่หน้ากระจกเท่านั้น   อ่านเพิ่มเติม ทำไมอัณฑะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดอยู่ในร่างกาย?

นวัตกรรมใหม่ช่วยสัตว์ใต้ทะเลลึกขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย

นวัตกรรมใหม่ช่วยสัตว์ใต้ทะเลลึกขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นผลงานการประดิษฐ์ของสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียร่วมกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ ซึ่งจะช่วยในการเก็บตัวอย่างสัตว์ใต้ทะเลลึกให้พวกมันขึ้นสู่ผิวน้ำได้อย่างปลอดภัย นวัตกรรมใหม่นี้เป็นท่อแรงดันที่มีชื่อสั้นๆ ว่า SubCAS เนื่องจากการที่บรรดาสัตว์น้ำใต้ทะเลลึกเหล่านี้อาศัยอยู่ที่ระดับความลึกมากกว่า 30 เมตร การเปลี่ยนแปลงความดันขณะขึ้นสู่ผิวน้ำเมื่อนักวิทยาศาสตร์เก็บพวกมันไปยังห้องปฏิบัติการอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ ดังนั้นหลักการทำงานของ SubCAS คือช่วยลดการเปลี่ยนแปลงความดันอย่างรวดเร็ว ด้วยฟองอากาศที่ล้อมรอบกระบอกบรรจุตัวอย่าง เมื่อนักดำน้ำดำลงไปยังความลึกราว 55 เมตร พวกเขาจะนำกระบอกบรรจุตัวอย่างสอดเข้าไปในกระบอกที่ใหญ่กว่า และใส่ฟองอากาศเข้าไปให้อยู่ในช่องงว่างระหว่างสองกระบอก เพื่อสร้างห้องปรับความดันขึ้นมา ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกจะถูกบรรจุเข้าไปในกระบอกขนาดเล็ก เมื่อนักดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ ฟองอากาศจะขยายและรักษาความดันภายในกระบอกไว้ และเมื่อนักดำน้ำดำถึงระดับความลึก 30 เมตรจากผิวน้ำ พวกเขาจะค่อยๆ ปล่อยฟองอากาศออกมา กระบวนการนี้ใช้เวลาราว 2 – 3 วัน ตัวอย่างที่ถูกจับมาได้จึงจะสามารถปรับตัวเข้ากับความดันใหม่ใกล้ผิวน้ำ   อ่านเพิ่มเติม ทำไมสัตว์น้ำใต้ทะเลลึกจึงมักมีสีดำ?

พบอุรังอุตัง “เผือก” ในอินโดนีเซีย

เรื่อง ฮีเธอร์ แบรดี เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2017 อุรังอุตังเผือกตัวหนึ่งถูกนำมาจากหมู่บ้านในอินโดนีเซีย ที่ซึ่งมันถูกขังไว้ในกรง อุรังอุตังตัวนี้ มีอายุ 5 ปี ถูกพบในอำเภอกาปูอัสฮูลู บนเกาะบอร์เนียว หลังจากเรานำมันมาดูแล มันมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นราวสิบปอนด์ภายในไม่กี่สัปดาห์ กองทุนเพื่อความอยู่รอดของอุรังอุตังในบอร์เนียว ทำหน้าที่ในการดูแลสัตว์ในตระกูลไพรเมต ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Telegraph กล่าวว่า อุรังอุตังเป็นเอปที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ หมายความว่า พวกมันอยู่ห่างจากคำว่าสูญพันธุ์เพียงก้าวเดียว และตอนนี้ กองทุนฯ กำลังดูแลอุรังอุตังอยู่เกือบห้าร้อยตัว เจ้าหน้าที่กองทุนฯ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งมาตลอด 25 ปี เราไม่เคยดูแลอุรังอุตังเผือกมาก่อนเลย ทางกองทุนฯ ได้เปิดกิจกรรมการตั้งชื่อเจ้าเอปเผือกตัวนี้ โดยเปิดรับชื่อต่างๆ จากทั่วโลก และชื่อที่ถูกเลือกคือ “อัลบา” (Alba) ในภาษาละตินแปลว่า “สีขาว” และยังหมายถึง “รุ่งเช้า” ในภาษาสเปน “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รุ่งอรุณแห่งวันใหม่จะมาเยือนสัตว์ที่มีคุณค่าเหล่านี้” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวกับหนังสือพิมพ์ จาการ์ตาโพสต์ โดยธรรมชาติแล้ว ขนยาวๆ ของอุรังอุตังจะปรากฏสีน้ำตาลส้ม และเป็นที่รู้กันว่าพวกมันเป็นเอปที่ฉลาดมาก การพบอุรังอุตังเผือกเป็นเรื่องที่พบได้น้อยมาก แม้จะมีรายงานว่า พบภาวะเผือกในไพรเมตชนิดอื่น […]

เต่ามะเฟืองนักท่องโลก

เต่ามะเฟือง เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุด และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างไกลที่สุด ยืนหยัดมาได้ถึง 100 ล้านปีแล้ว เรื่อง ทิม แอปเพนเซลเลอร์ ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี เนื้อหาจาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552 เต่ามะเฟือง (leatherback turtle) ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักเอาตัวรอด พวกมันสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าหนึ่งกิโลเมตร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร และทำให้ร่างกายอบอุ่นยามอยู่ในน้ำที่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็ง มันยังชีพด้วยอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดจะทนกินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถปรับตัวได้เสมอ   ขณะที่เต่าทะเลชนิดอื่นๆมักยึดติดกับชายหาดวางไข่และแหล่งหากินเดิมๆ ทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะหล่อแหลมเมื่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์รุกล้ำถิ่นอาศัยมากขึ้น แต่เต่ามะเฟืองกลับยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า โดยฉกฉวยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งพวกมันไปพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นชายหาดวางไข่ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือแหล่งที่มีแมงกะพรุนซึ่งเป็นอาหารหลักชุกชุม เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ได้รับการออกแบบเชิงอุทกพลศาสตร์อย่างดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พวกมันสามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อน เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นซึ่งมีกระดองใหญ่โตยื่นออกมานอกลำตัว กระดองของเต่ามะเฟืองนั้นยืดหยุ่นและพอดีกับลำตัว รวมทั้งผสานจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกับลำคอหนาหนั่นและไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สันนูนตามแนวยาวของกระดองทั้งเจ็ดสันอาจช่วยในการปรับตัวเพื่อบังคับทิศทางและแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำได้อย่างราบรื่น ส่วนหัวของเต่าเปรียบได้กับหัวเรือ ขณะที่กระดองเรียวเล็กลงทางด้านหลังดูคล้ายกับรูปหยดน้ำ นอกจากนี้พวกมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่ (gigantothermy) ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษที่อาจช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของเต่ามะเฟืองให้สูงกว่าอุณหภูมิน้ำที่พวกมันแหวกว่ายอยู่หลายองศา พวกมันจึงสามารถเดินทางในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับวาฬและแมวน้ำมากกว่าเต่าทะเลได้ แม้ว่าพวกมันจะมีความสามารถทางร่างกายที่สูงยิ่ง ซึ่งช่วยให้เอาชีวิตรอดและสืบทอดวงศ์วานมาได้นานร่วม ร้อยล้านปี แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา […]