พบพลาสติกห่อบุหรี่ในตัว แมงกะพรุน - National Geographic

พบพลาสติกห่อบุหรี่ในตัวแมงกะพรุน

พบพลาสติกห่อบุหรี่ในตัว แมงกะพรุน

ถ้าคุณมองเข้าไปใกล้ๆ คุณจะเห็นข้อความพิมพ์ว่า “Philip Morris International” มันคือชื่อของบริษัทยาสูบเจ้าของห่อพลาสติกหุ้มกล่องบุหรี่ชิ้นนี้ที่บังเอิญไปอยู่ในร่างกายของ แมงกะพรุน mauve stinger เข้า ช่างภาพบังเอิญบันทึกภาพถ่ายที่น่าจดจำนี้เอาไว้ได้ขณะที่กำลังว่ายน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

หากให้สรรพสัตว์พยายามใช้ชีวิตหลีกเลี่ยงขยะพลาสติก คงไม่ต่างอะไรกับการเดินในดงทุ่นระเบิด ทุกวันนี้มีขยะปริมาณ 18 พันล้านตันถูกทิ้งลงในมหาสมุทรแต่ละปี แน่นอนว่าปริมาณที่มากมายมหาศาลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง เช่นเดียวกับแมงกะพรุนตัวนี้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา งานวิจัยที่เผยแพร่ลงในวารสาร Scientific Reports ตีพิมพ์การค้นพบครั้งแรกของขยะพลาสติกในตัวแมงกะพรุน มันคือแมงกะพรุนจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกเช่นกัน ค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Aquatilis Expedition เมื่อปี 2016 พวกเขาระบุว่าจากการสำรวจพบแมงกะพรุน Mauve Stinger จำนวนหนึ่งมีขยะพลาสติกติดอยู่บริเวณหนวดส่วนที่เชื่อมต่อกับร่างกาย

และเมื่อพิจารณาดูแมงกะพรุนจำนวน 20 ตัวอย่างใกล้ชิด พบว่ามีสี่ตัวที่มีขยะพลาสติกในระบบย่อยอาหาร บ่งชี้ว่าแมงกะพรุนเหล่านี้เข้าใจผิดว่าขยะพลาสติกคืออาหาร “ดูเหมือนพวกมันจะชอบพลาสติกเอามากๆ” Armando Macali นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัย Tuscia ในอิตาลี หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว ตัวเขาและเพื่อนร่วมงานค่อยข้างมั่นใจว่าแมงกะพรุนตั้งใจหิ้วพลาสติกไปไหนมาไหนด้วย เนื่องจากมันพยายาที่จะกินขยะเหล่านั้น

แตกต่างจากในงานวิจัยก่อนหน้าที่ระบุว่าบรรดาสัตว์น้ำบังเอิญกินขยะพลาสติกเข้าไปด้วยความเข้าใจผิด เช่น เต่าทะเลที่กินถุงพลาสติก เพราะมันดูคล้ายกบัแมงกะพรุน หรือปลาทะเลที่กินพลาสติกชิ้นเล็กๆ เท่าเมล็ดข้าว เนื่องจากคิดว่าเป็นอาหาร รายงานจากปี 2016 ชี้ว่าหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามเป็นวงกว้างก็เพราะ เมื่อพลาสติกทำปฏิกิริยากับน้ำทะเล มันจะปลดปล่อยสาร Dimethyl Sulfide (DMS) ที่มีกลิ่นคล้ายกับสาหร่ายทะเลออกมา

พลาสติกห่อกล่องบุหรี่ Philip Morris ในตัวแมงกะพรุนยังคงอ่านชื่อยี่ห้อได้ชัดเจน
ภาพถ่ายโดย Alexander Semenov

ด้าน Macali ชี้ว่าขณะนี้พวกเขายังไม่ได้คำตอบชัดเจนว่าทำไมแมงกะพรุนจึงสนใจขยะพลาสติก เมื่อขยะพลาสติกหลุดลงสู่ทะเล มันจะเผชิญกับน้ำ แสงแดด และสภาพอากาศจนแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ตัวเขาตั้งข้อสังเกตว่าชั้นไบโอฟิล์มที่เคลือบพลาสติก หรือโมเลกุลเล็กๆ จากการแตกตัวอาจไปดึงดูดความสนใจของแมงกะพรุนเข้า

ในการทดลองครั้งหน้า Macali มีแผนที่จะศึกษาชนิดของพลาสติกที่พบในตัวแมงกะพรุน หากนักวิทยาศาสตร์ได้คำตอบว่าพลาสติกชนิดใดที่ล่อตาล่อใจสัตว์นั้นๆ เป็นพิเศษ พวกเขาอาจร่วมมือกับหน่วยงานผู้ผลิต เพื่อแก้ไขมันตั้งแต่ต้นทางได้

เท่านั้นยังไม่พอ การที่แมงกะพรุนพยายามกินขยะพลาสติกนี้ กำลังเป็นสัญญาณอันตราย ปกติแล้วแมงกะพรุน Mauve Stingers สามารถบริโภคอาหารได้มากถึง 50% ของน้ำหนักตัว การกินขยะพลาสติกปริมาณมากๆ จะทำให้พวกมันเคลื่อนไหวได้ช้าลง และตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าได้ง่ายขึ้น เช่น ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน หนึ่งในปลาที่ผู้นิยมนำมาบริโภค นั่นหมายความว่าไมโครพลาสติกจากแมงกะพรุนจะเดินทางมาถึงเราด้วย ในท้ายที่สุด

นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง และการทำความเข้าใจว่าแมงกะพรุนมีปฏิสัมพันธ์กับขยะพลาสติกในมหาสมุทรอย่างไร เป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ในปริศนาขนาดมโหฬารเท่านั้น รายงานจาก Macali “แต่หากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเดินทางของพลาสติกในมหาสมุทรทั้งหมด ก็ต้องเริ่มจากจุดล่างสุดของห่วงโซ่อาหารนี่แหละครับ” เขากล่าว

เรื่อง Sarah Gibbens

 

อ่านเพิ่มเติม

แมงกะพรุนทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีสมอง

เรื่องแนะนำ

ปลากระเบน ในทุกวันนี้ยังสบายดีอยู่หรือไม่

ปลากระเบน สัตว์น้ำในทะเลที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่การดำรงอยู่ของมันก็สามารถชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำได้ดี ลองมาดูกันว่าชีวิตของเหล่ากระเบนเป็นอย่างไรบ้างในปัจจุบัน แม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับการรับประทานสัตว์น้ำหลากชนิด แต่ในชีวิตประจำวันเราคงไม่มีโอกาสได้รับประทาน หรือแม้กระทั่งพบเจอสัตว์น้ำหน้าตาประหลาด และมีรูปร่างน่าเกรงขามอย่าง ปลากระเบน มากนัก แต่ด้วยกระแสการรับประทานอาหารที่ปรุงจากสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เริ่มพูดถึงในกันสังคม อาจทำให้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยว่าในทุกวันนี้ปลากระเบนมีสถานะเช่นไรในท้องทะเล ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ทีมนักวิจัยเก็บข้อมูลร่างกายของปลากระเบนราหูน้ำจืด (Urogymnus polylepis) ที่ติดเบ็ดของนักตกปลาในแม่น้ำแม่กลอง บริเวณอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยการที่ประชากรของปลากระเบนชนิดนี้ในประเทศไทยถูกจัดสถานะว่ามีความเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered) โดย IUCN ด้วยลักษณะทางชีววิทยาที่ออกลูกจำนวนน้อยและเจริญเติบโตช้ามากประกอบกับภัยคุกคามจากการที่แหล่งที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรม นักวิจัยจึงพยายามศึกษาปลากระเบนเหล่านี้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ประชากรของพวกมันให้คงอยู่ในสายน้ำของเมืองไทย ปลากระเบนจัดเป็นปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่งที่มีบรรพบุรุษร่วมกันกับปลาฉลาม สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และทะเล ส่วนใหญ่จะหากินบริเวณพื้นท้องน้ำ และแพร่กระจายทั่วไปตามเขตอุบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลก ลักษณะที่โดดเด่นของกระเบนคือการมีรูปร่างลำตัวแบนราบ อาจมีปุ่มกระดูกหรือหนามเล็ก ๆ ในบางบริเวณ และมีครีบอกที่แผ่ขยายคลุมส่วนหัวและบางส่วนของลำตัว หรืออาจจะคลุมลำตัวทั้งหมด บางชนิดอาจมีพิษที่เงี่ยง ขยายพันธุ์โดยออกลูกเป็นตัวหรือเป็นไข่แล้วแต่สายพันธุ์ ปลากระเบนพบเจอได้ที่ไหนในประเทศไทย ปลากระเบนที่พบทั่วโลกมีมากกว่า 600 ชนิด สำหรับในประเทศไทย ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2017 พบปลากระเบน 84 ชนิดทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในแหล่งน้ำจืด ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จัก กระเบนเจ้าพระยา […]

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า ไม่เอา ไม่ร้องนะ เดี๋ยวเค้าซับน้ำตาให้เอง ผีเสื้อในคลิปนี้กำลังดูดดื่มกับน้ำตาเต่า จริงๆนะ สัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ และสิงโต ได้โซเดียมหรือเกลือแร่จากเนื้อสัตว์ที่มันกิน แต่สัตว์กินพืช เช่น แมลงอย่างผีเสื้อ ต้องหาโซเดียมจากแหล่งอื่นๆ ถ้าเป็นกลางป่าดิบแอมะซอนล่ะ จะหาแหล่งโซเดียมจากที่ไหนได้นะ คำตอบคือก็น้ำตาเต่าไงล่ะ ผีเสื้อตัวเบาแสนเบาใช้ตัวจับหรือเซนเซอร์ที่เท้าและขาในการลิ้มรสอาหารกระบวนการนี้จึงไม่ทำอันตรายเต่าแม้แต่น้อย ช่างอ่อนหวาน (และเค็ม) เสียนี่กระไร   อ่านเพิ่มเติม : เหตุใดวาฬสเปิร์มจึงยืนในน้ำ, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

ค้างคาวแฝดตัวติดกันถูกพบในป่าของบราซิล

เรื่อง เชียนา มอนทานารี ในบางครั้งสองหัวก็ไม่ได้ดีกว่าหัวเดียวเสมอไป ค้างคาวฝาแฝดตัวติดกันนี้ทั้งสองเป็นเพศผู้ ถูกพบใต้ต้นมะม่วง ภายในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล เมื่อปี 2001 ผู้ที่พบมันเล่าว่าเจ้าค้างคาวตัวนี้เสียชีวิตแล้วในตอนนั้น เขาจึงบริจาคมันให้กับมหาวิทยาลัยรีโอเดจาเนโรเพื่อทำการศึกษา และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาได้ถูกเผยแพร่โดย Marcelo Nogueira “เราเชื่อว่าแม่ของค้างคาวแฝดตัวนี้ห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ ในตอนที่ให้กำเนิดลูกทั้งสอง” Nogueira อธิบาย น่าประหลาดใจที่ตัวอย่างของค้างคาวตัวติดกันที่ถูกพบนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ 3 แล้ว แต่ปรากฏการณ์เกิดฝาแฝดตัวติดกันในสัตว์ยังคงนับเป็นเรื่องหาได้ยาก เมื่อเทียบกับในมนุษย์ เนื่องจากมีสัตว์จำนวนน้อยที่จะรอดชีวิต ในมนุษย์การเกิดกรณีของแฝดตัวติดกันมีความเสี่ยงถึง 80% ต่อชีวิต ส่วนในสัตว์เมื่อปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้วอัตราความเสี่ยงจึงสูงกว่านี้ ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของฝาแฝดตัวติดกัน พบว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 200,000 คน ด้านนักวิจัยเชื่อว่า ลูกแฝดค้างคาวคู่นี้เป็นค้างคาวที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยดูจากลักษณะทางกายภาพ พวกเขาสันนิษฐานว่าพวกมันอาจตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หรือตายขณะคลอด จากรกที่ยังคงติดอยู่กับตัวพวกมัน ผลเอ็กซเรย์แสดงให้เห็นว่า พวกมันมีคอและหัวแยกออกจากกัน แต่ใช้กระดูกสันหลังร่วมกัน ร่างกายของทั้งคู่มีขนาดๆ เท่ากัน และแต่ละตัวมีหัวใจของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นอกเหนือจากเป็นเรื่องแปลกประหลาดแล้ว Nogueria อธิบายว่า การศึกษาพวกมันจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาของตัวอ่อนค้างคาวมากขึ้น “พวกเราหวังว่ากรณีนี้จะช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ค้างคาวมากขึ้น […]