แมลง : ทำไมจำนวนประชากรของพวกมันถึงลดลง แล้วสาเหตุมาจากอะไร

สาเหตุของการลดลงของจำนวนประชากร แมลง

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นการลดลงของประชากรแมลงเป็นจำนวนมาก ว่าแต่สาเหตุมาจากอะไร แล้วหาก แมลง สูญพันธุ์ จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา

ครั้งหนึ่ง หมู่ตั๊กแตนภูเขาหินเคยมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากจนแสงพระอาทิตย์ถูกบดบัง ทำให้พื้นที่แถบ Great Plains ต้องเผชิญกับความมืดมิด แต่ในทศวรรษต่อมา เจ้าของฟาร์มในแถบนั้นได้ทำการพัฒนาพื้นที่ที่พวกมันใช้ในการสืบพันธุ์มาใช้ทำการเกษตร หลังจากนั้นได้ไม่นาน พวกมันก็สูญพันธุ์หายไปจากพื้นที่ และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก เพราะพวกมันเป็นแหล่งอาหารของแมลงในพื้นท้องถิ่นจำนวนมาก

ผลการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า “การลดลงของประชากรแมลงไม่ใช่เรื่องสมมติอีกต่อไป” และอาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่เราคิดไว้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Biological Conservation พาดหัวว่า ร้อยละ 40 ของแมลงทุกชนิดกำลังมีจำนวนประชากรลดลง และอาจสูญพันธุ์หายไปจากโลกทั้งหมดในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

“หากเราไม่ยับยั้งเหตุการณ์เช่นนี้ ระบบนิเวศทั้งหมดจะพังลง เนื่องจากแมลงอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสัตว์หลายชนิด” Franciso Sanchez-Bayo คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในประเทศออสเตอร์เลียพูดถึงเหตุการณ์การลดลงของจำนวนประชากรแมลงครั้งนี้

ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นถึงการลดลงของจำนวนประชากรแมลงอย่างน่าตกใจ กลุ่มนักวิจัยชาวยุโรปพบว่า ประชากรแมลงลดลงมากกว่าร้อยละ 75 ภายในพื้นที่คุ้มครอของประเทศเยอรมนีกว่า 63 แห่ง ในระยะเวลาเพียง 27 ปี

แมลง
การลดลงของประชากรแมลง ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคงหนีไปไม่พ้นภาคการเกษตร

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ครึ่งหนึ่งของผีเสือและผีเสื้อกลางคืน มีจำนวนประชากรลดลง และมีโอกาสถึง 1 ใน 3 สำหรับการสูญพันธุ์ โดยตามรายงาน ดูเหมือนว่าด้วงก็น่าจะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน ในขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของผึ้งและมดที่มีการศึกษา ต่างประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยแมลงหนอนปลอกน้ำ (Caddisfly) เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด จำนวนกว่าร้อยละ 63 ของสายพันธุ์ทั้งหมด ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งนี้อาจมาจากการพฤติกรรมการวางไข่ในน้ำ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงจากมลพิษทางน้ำ

แมลง
Dung Bettle (แมลงที่กินมูลสัตว์) มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยย่อยสลายมูลสัตว์

เหตุผลในการลดจำนวนลงของประชากรแมลง 

มีสาเหตุหลายประการที่คาดว่าทำให้แมลงตกอยู่ในสภาวะเลี่ยงต่อการสูญพันธุ์เช่นนี้ ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการลดลงของประชากรแมลง ได้แก่ การรุกล้ำพื้นที่อาศัยโดยมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า พร้อมกับภาคการเกษตรที่หันมาใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งหมดนี้ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องในการลดลงของประชากรแมลงทั่วโลก อีกทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศถือเป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของแมลงด้วย โดยเฉพาะสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง เช่น ภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรง และความถี่ในการเกิดขึ้นต่อไปในอนาตต

ทั้งนี้ยังได้มีปัจจัยอื่นๆ อยู่ในเบื้องหลังของการลดลงของจำนวนประชากรแมลงครั้งนี้ อย่างเช่น การรุกรานของสัตว์ต่างถิ่น ปรสิต และโรคระบาด

ผลกระทบจากการลดลงของจำนวนประชากรแมลง

แมลงจัดว่าเป็นสัตว์ที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร สัตว์ทุกประเภทที่เป็นผู้บริโภคลำดับถัดไป ตั้งแต่นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ตลอดไปจนถึงปลา ต่างก็กินแมลงเป็นอาหารหลักทั้งสิ้น หากจำนวนประชากรแมลงลดลง ทุกๆ อย่างก็จะได้รับผลกระทบและมีจำนวนลดลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ แมลงยังทำหน้าที่ “ผสมเกสรพืช” อีกด้วย John Losey นักกีฏวิทยาจาก Cornell University ระบุว่า ประมาณ 3 ใน 4 ของพืชดอกทั้งหมดต่างได้รับการผสมเกสรโดยแมลง เช่นเดียวกับพืชที่ผลิตอาหารในปริมาณที่มากกว่า 1 ใน 3 ของแหล่งอาหารทั้งหมด ทั้งหมดนี้ต่างได้รับการช่วยเหลือในการช่วยผสมเกษรจากแมลงทั้งสิ้น

“หากไม่มีแมลง ก็เท่ากับว่าไม่มีอาหาร และหากไม่มีอาหาร แล้วมนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อย่างไร?” Dino Martins นักกีฏวิทยาจากศูนย์วิจัย Mpala จากประเทศเคนยา กล่าว

ผีเสื้อ ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องของการช่วยผสมเกสร

นอกจากนี้แมลงยังมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดของเสียอีกด้วย

ดังนั้นคำถามที่ว่า “เหตุการณ์การลดลงของจำนวนประชากรแมลงอยู่ในขั้นวิกฤตแล้วหรือยัง” ก็ยังเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบอีกต่อไป เนื่องจากยังขาดการศึกษาในระยะยาว เพราะการศึกษาเรื่องแมลงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ข่าวดีก็คือหลังจากได้ทำการศึกษาวิจัยไปครั้งก่อน กลับมีผู้คนให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ทำให้มีเงินทุนสำหรับการวิจัยในอนาคตเพิ่มขึ้น จากความสนใจลักษณธนี้ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยป้องกันและยับยั้งไม่ให้มีแมลงชนิดไหนต้องเผชิญชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกับตั๊กแตนภูเขาหิน

แม้กระทั่งแมลงที่ดูเหมือนว่ามีอยู่มากมายทั่วโลก ก็สามารถหายไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ และหากไม่มีใครมาช่วยกันดูแลในปัญหาของส่วนนี้ การสูญพันธุ์ของแมลงอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้..

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : การเรืองแสงทางชีวภาพ : ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง

การเรืองแสงทางชีวภาพ

เรื่องแนะนำ

การท่องเที่ยวสัตว์ป่ากำลังทำร้ายสัตว์

ธุรกิจการท่องเที่ยวสัตว์ป่ากำลังเติบโตขึ้นในแอมะซอน พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนปอดของโลกและบ้านของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ บรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังได้สัมผัสกับสัตว์ป่าแบบใกล้ชิดอีกด้วย หลังชาวบ้านท้องถิ่นอาศัยความหละหลวมของเจ้าหน้าที่เป็นช่องทางในการเข้าป่า เพื่อจับสัตว์มาจัดแสดงสำหรับการท่องเที่ยว ทุกวันนี้ถ้าคุณมาเที่ยว คุณจะได้อุ้มสลอธหรือตัวกินมด ตลอดจนสัมผัสกับจระเข้และงูอนาคอนดาตัวเป็นๆ แม้แต่การว่ายน้ำกับโลมาแม่น้ำแอมะซอนก็ทำได้ การท่องเที่ยวลักษณะนี้กำลังทำร้ายสัตว์ป่าอย่างช้าๆ การให้อาหารพวกมันกำลังกระตุ้นความก้าวร้าว และการสัมผัสพวกมันอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจของพวกมันได้ และสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมองไม่เห็น เบื้องหลังของการเยี่ยมชมสัตว์ป่าอันน่าตื่นเต้นนี้ บรรดาสัตว์ทุกตัวล้วนต้องทนทุกข์จากการถูกกักขังซึ่งธรรมชาติของพวกมันนั้นควรที่จะได้อยู่ในป่า ไม่ใช่ในกรงเพื่อรอให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว   อ่านเพิ่มเติม : ศึกชิงบ่อน้ำระหว่างช้างและหมาป่าแอฟริกา, เจน กูดดอลล์ กับการค้นพบที่ปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชิมแปนซีไปตลอดกาล

นักวิทยาศาสตร์บันทึกภาพพฤติกรรมวาฬที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

เรื่อง :  แครี อาร์โนล นักวิทยาศาสตร์จับภาพวาฬหลังค่อมใช้ครีบข้าง (flipper) พัดโบกน้ำคล้ายปีกของนกเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อบังคับทิศทางอย่างที่เข้าใจกันมา เปาโล เซเกร นักชีววิทยาและนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านกลศาสตร์ชีวภาพของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ต ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการติดตั้งกล้องวิดีโอขนาดเท่าแฮมเบอร์เกอร์ที่หลังวาฬหลังค่อมขนาด 60 ตันเพื่อศึกษาชีวิตลับใต้ผิวน้ำของวาฬหลังค่อม  เขาต้องทรงตัวบนเรือบดขนาดเล็กกลางทะเลปั่นป่วนของแอฟริกาใต้ โดยต้องหลบหลีกหางของวาฬที่อาจจมเรือได้เมื่อมันสะบัดหางเพียงหนเดียว วาฬสองตัวถูกบันทึกภาพเมื่อมันใช้ครีบข้างพัดโบกเพื่อพุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าเพื่อกินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนเกี่ยวกับวาฬชนิดพันธุ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในโลก  นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่ามันใช้ครีบข้างเพื่อบังคับทิศทางขณะเคลื่อนไหว  “มันเหมือนนกใช้ปีกบิน” เซเกรกล่าว  งานของเขาเพิ่งถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมในวารสาร Current Biology ในฐานะงานวิจัยที่บันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ครั้งแรก วาฬหลังค่อมยาว 14 เมตรใช้พลังงานมหาศาลในการพุ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นร้อยๆ ครั้งในหนึ่งวัน  มันกินสัตว์จิ๋วอย่างเคยและแพลงก์ตอนพืชสัตว์ด้วยการอ้าปากขนาดยักษ์งาบน้ำทะเลเข้าไปในปากและพ่นน้ำให้ไหลผ่านซี่บาลีนหรือแผ่นกรองออกมา  ก่อนหน้าการค้นพบหนนี้ นักชีววิทยาเคยคิดว่าครีบข้างของวาฬทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบิน ส่วนหางมีไว้โบกเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเหมือนเครื่องบินเจ็ต  แต่ในความเป็นจริง มันใช้ครีบข้างกระพือเข้ามาที่ออกก่อนจะแผ่กางออกอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับนก สิงโตทะเล และเต่าทะเล จากการวิเคราะห์ทางอุทกพลศาตร์ในห้องวิจัย การเคลื่อนที่ของวาฬหลังค่อยยืนยันว่าการขยับขึ้นขยับลงของครีบข้างทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า  น่าเสียดายที่กล้องไม่ได้บันทึกภาพการเคลื่อนไหวของปลายครีบหางเอาไว้ด้วย   อ่านเพิ่มเติม : โอ้ยก็มันคันอ่า!, เผชิญหน้ากับฉลามหัวค้อนแบบ 360 องศา

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงสามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง สามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์ ตามแหล่งน้ำในมณฑลยูนนาน ทีมนักอนุรักษ์หวังว่าจะหา ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง ที่อุดมสเปิร์มให้พบสักตัว  ตะพาบยักษ์ดังกล่าวเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติที่สุด  ขณะนี้ทั้งโลกเหลืออยู่เพียงสามตัว  สองตัวเพศผู้และเพศเมียอยู่ในสวนสัตว์ซูโจว  ส่วนที่เหลืออีกตัว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพศผู้ อาศัยอยู่ในทะเลสาบดองโม ในประเทศเวียดนาม ที่จริง เคยมีตะพาบยักษ์ชนิดนี้เหลืออยู่ในโลกสี่ตัว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตะพาบอีกตัวซึ่งคาดว่าอายุเกือบ 100 ปี ตายลงในสวนสัตว์ที่เวียดนาม ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ เต่าแม่น้ำแดง (Red River Turtle) เป็นสัตว์ประเภทเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยืนเป็นศตวรรษและน้ำหนักราว 90 กิโลกรัม ตะพาบน้ำชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำแดงของจีนทำลายถิ่นอาศัยของตะพาบชนิดนี้ลงเกือบหมด  ยิ่งจีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เขื่อนยิ่งถูกสร้างมากขึ้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และทำให้แหล่งอาศัยของพรรณพืชและสัตว์ป่าตัดขาดจากกันเป็นเสี่ยงๆ  ตะพาบยักษ์ชนิดนี้ต้องการน้ำสะอาดและหาดสำหรับหาอาหาร เต่าทะเลเกือบทุกชนิดพันธุ์กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับพี่น้องเต่าน้ำจืดของมัน  ไข่ เนื้อ และหนังทำให้พวกมันเปราะบางต่อการล่าและแหล่งอาศัยก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่เหลืออยู่ในโลกเพียงสามตัวจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  นักอนุรักษ์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืชกำลังเสาะหาตะพาบยักษ์ชนิดเดียวกันที่เชื่อกันว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในมณฑลยูนนาน หวังอ้ายหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายของสมาคมฯ และผู้รับทุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกกล่าวว่า ชาวบ้านแถบยูนนานบอกว่าเคยเห็นตะพาบชนิดนี้ แต่ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน “เท่าที่คนท้องถิ่นเคยเห็น น่าจะมีหนึ่งหรือสองตัว” หวังกล่าวว่าตะพาบยักษ์เพศผู้ของจีนอายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่เพศเมียยังอยู่ในวัยสาว  […]

ช่วยสมเสร็จตกบ่อ

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดสุมาตราตะวันตก ของอินโดนีเซีย ช่วยกันนำตัวของสมเสร็จขึ้นมาจากบ่อน้ำหลังมันพลัดตกลงไป สมเสร็จตัวนี้กำลังถูกย้ายไปยังศูนย์อนุรักษ์ของจังหวัด แต่ระหว่างทางมันหนีออกมา เมื่อเจ้าหน้าที่ออกตามหาก็มาพบมันในสภาพนี้เข้า สมเสร็จที่มีงวงสั้นๆ คล้ายช้างนี้ แท้จริงแล้วเป็นญาติของม้าและแรด พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินพืชที่มีขนาดใหญ่เมื่อโตเต็มที่อาจหนักถึง 800 ปอนด์ ทั้งนี้มันได้รับบาดเจ็บที่ขาและบั้นท้ายจากอุบัติเหตุดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่จะส่งตัวมันไปยังศูนย์ฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าหลังพักรักษาตัว 1 – 2 เดือน มันจะถูกปล่อยตัวกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง   อ่านเพิ่มเติม : แจกความสดใสด้วยความร่าเริงของควอกก้าน้อย, ลิงหายากจากป่าแอมะซอน ถูกพบอีกครั้งในรอบ 80 ปี