จิงโจ้ : เมื่อสัตว์สัญลักษณ์อันเป็นที่รัก กลายมาเป็นสัตว์รบกวน - National Geographic Thailand

จิงโจ้ : เมื่อสัตว์สัญลักษณ์อันเป็นที่รัก กลายมาเป็นสัตว์รบกวน

จิงโจ้ : สัตว์สัญลักษณ์หรือสัตว์รบกวน

ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับการตัดสินใจอันยากลำบากในการจัดการกับสัตว์สัญลักษณ์อันเป็นที่รักอย่าง จิงโจ้ ขณะที่มีชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยมองว่า พวกมันก่อปัญหาและเป็นสัตว์รบกวน

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน

ภาพถ่าย สเตฟาโน อุนแตร์ทีแนร์

แม่ จิงโจ้ และลูก กระโดดข้ามถนนเมนสตรีตไปเล็มหญ้าในพงหญ้ารกๆใกล้ปั๊มน้ำมัน ตอนนั้นเป็นช่วงโพล้เพล้ของฤดูใบไม้ผลิที่อากาศเย็นสบายในไวต์คลิฟส์ เมืองพิลึกพิลั่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเหมืองโอปอหรือโอปอลในรัฐนิวเซาท์เวลส์  คนท้องถิ่นใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนพวกฮอบบิต กล่าวคืออาศัยอยู่ในโพรงที่มีระบบระบายอากาศ ปล่องเหมืองหลายพันปล่องกระจายทั่วพื้นดินที่แห้งแล้ง แต่จิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันออกสองตัวเป็นภาพที่แปลกตาที่สุด

“ผมไม่เคยเห็นพวกมันเข้ามาในเมืองอย่างนี้เลยครับ” จอร์จ วิลสัน ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยา ผู้ศึกษาจิงโจ้มานานห้าทศวรรษ กล่าวและเสริมว่า “ผมสงสัยว่าพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงของใครหรือเปล่า”

 

นักท่องเที่ยวชี้ชวนกันมองอย่างประหลาดใจ เด็กๆส่งเสียงอื้ออึง พอดวงอาทิตย์เริ่มตก จิงโจ้ หรือที่ชาวออสเตรเลียเรียกสัตว์จอมกระโดดนี้สั้นๆว่า “รู” (roo) ก็ออกไปจากเมือง

จิงโจ้
จิงโจ้หนุ่มสองตัวดวลหมัดกันใกล้อุทยานแห่งชาติแกรมเปียนส์ในรัฐวิกตอเรีย  ภาพจิงโจ้ “ต่อยมวย” ซึ่งปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง ปรากฏครั้งแรกในการ์ตูนเมื่อปี 1891 โดยได้แรงบันดาลใจจากการแสดงคนต่อยกับจิงโจ้

ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับสัญลักษณ์ประจำชาติ จิงโจ้เป็นชนิดพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและมีเสน่ห์ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์กระโดดได้และยังมีชีวิตอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย จิงโจ้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิวัฒนาการ พวกมันเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ประเภทเดียวที่กระโดด

และชาวออสเตรเลียภาคภูมิใจในจิงโจ้อย่างเห็นได้ชัด จิงโจ้เป็นดาวเด่นในภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ บทกวี และหนังสือเด็ก ภาพของพวกมันปรากฏบนเงินตรา ตราสัญลักษณ์และโล่ สายการบินพาณิชย์ เรือของกองทัพเรือ แมสคอตกีฬาโอลิมปิก และชุดนักกีฬา คงไม่มีสัตว์ชนิดใดและประเทศใดในโลกที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกันและกันมากกว่านี้อีกแล้ว

แต่จากสถิติอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ออสเตรเลียมีประชากรจิงโจ้มากกว่าคนสองเท่า และชาวออสเตรเลียจำนวนมากมองว่าจิงโจ้เป็นสัตว์รบกวน ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ซึ่งมีที่ดินของตนเองบอกว่า จิงโจ้ที่ประเมินว่ามีราว 50 ล้านตัวในประเทศสร้างความเสียหายแก่พืชผล และแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยกับปศุสัตว์

จิงโจ้
จิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันออกหากินบนสนามหญ้าที่หมู่บ้านนอร์ทเดอร์รัสในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ฝูงจิงโจ้ซึ่งถูกภัยแล้งกดดัน เข้ามาใกล้มนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมประกันภัยของออสเตรเลียชี้ว่า จิงโจ้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุรถยนต์ชนสัตว์มากกว่าร้อยละ 80 จากที่มีรายงานปีละกว่า 20,000 ครั้ง ในแถบตอนในของประเทศที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางและแห้งแล้ง มีความเชื่อร่วมกันว่า จำนวนจิงโจ้เพิ่มขึ้นจนถึง “ขั้นโรคระบาด” เมื่อไม่มีนักล่าประจำถิ่น เช่น สุนัขป่าดิงโกและพรานชาวอะบอริจิน จึงเกิดแนวคิดว่า การฆ่าจิงโจ้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยา

 

 

เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท อุตสาหกรรมผลิตเนื้อและหนังจิงโจ้เชิงพาณิชย์ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนและควบคุมดูแล ส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่า 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2017 และจ้างแรงงานประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ปัจจุบันมีการส่งออกเนื้อ ผืนหนัง และเครื่องหนังจากจิงโจ้ชนิดพันธุ์ที่ไม่ถูกคุกคามสี่ชนิด ได้แก่ จิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันออก จิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันตก จิงโจ้แดง และจิงโจ้วอลลารูธรรมดา ไปยัง 56 ประเทศ แบรนด์ระดับโลก เช่น ไนกี้ พูมา และอาดิดาส ซื้อหนังจิงโจ้ “เค-เลเทอร์” [ย่อมาจาก kangaroo leather] ที่ยืดหยุ่นและทนทานไปผลิตอุปกรณ์กีฬา ส่วนเนื้อซึ่งเคยขายเป็นอาหารสัตว์เป็นหลัก มีจำหน่ายในร้านขายของชำและภัตตาคารหรูมากแห่งขึ้นเรื่อยๆ

ิจิงโจ้
พรานอาชีพ ปีเตอร์ แอบซาลอม ตัดแต่งซากจิงโจ้แดงเพศผู้ที่เขาล่าได้ใกล้สถานีมุลยุนการีในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพของลูกจิงโจ้กำพร้าเพราะแม่ถูกยิงตาย เมื่อปี 2013 อุตสาหกรรมนี้จึงเปลี่ยนไปล่าจิงโจ้เพศผู้เท่านั้น

สี่ในแปดรัฐและดินแดนของออสเตรเลียบริหารการล่าจิงโจ้ตามโควตาในแต่ละปีสำหรับป้อนสู่อุตสาหกรรมนี้ ผู้สนับสนุนชี้ว่า เนื้อจิงโจ้ที่มีไขมันต่ำและโปรตีนสูงได้จากสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแกะและปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก จอห์น เคลลี อดีตผู้อำนวยการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมจิงโจ้แห่งออสเตรเลีย กล่าวและเสริมว่า “การผลิตอาหารและเส้นใยจากสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับทุ่งหญ้าอันเปราะบางของออสเตรเลียเป็นความฉลาดอย่างเด่นชัดและยั่งยืน นักนิเวศวิทยาหลายคนจะบอกคุณว่า ไม่มีวิธีผลิตเนื้อแดงที่ถูกหลักมนุษยธรรมมากกว่านี้อีกแล้ว”

ผู้คัดค้านอุตสาหกรรมนี้เป็นคนกลุ่มน้อยที่เสียงดัง องค์กรสวัสดิภาพสัตว์ ผู้มีชื่อเสียงในสังคม และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆระบุว่า การฆ่าจิงโจ้นั้นไม่เพียงไร้มนุษยธรรม แต่ยังไม่ยั่งยืน และไม่จำเป็น พวกเขาบอกว่า แม้จะมีการถกเถียงกันมากเรื่องการประเมินประชากร แต่ “ขั้นโรคระบาด” ในทางชีววิทยาไม่น่าเป็นไปได้ ลูกจิงโจ้โตช้าและตายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ประชากรจิงโจ้จึงขยายตัวได้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 ต่อปี และต้องอยู่ภายใต้สภาวะเหมาะสมที่สุด เท่านั้น

ดเวย์น แบนนอน-แฮร์ริสัน ชาวยูอินซึ่งเป็นชาวอะบอริจินกลุ่มหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า แนวคิดที่ว่าจิงโจ้ กำลังทำลายประเทศนั้นช่างน่าขำ “พวกมันท่องไปบนแผ่นดินนี้มานานกว่าคนมาก” เขาบอกและเสริมว่า “สิ่งที่อยู่ที่นี่เป็นพันๆปีแล้วจะ ‘ทำลาย’ ประเทศได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจเหตุผลในเรื่องที่ว่ามานั้นเลยครับ”

จิงโจ้
จิงโจ้เป็นสัตว์สัญลักษณ์จอมกระโดดของออสเตรเลีย ทว่าพวกมันยังทำลายพืชผล และเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกด้วย

 

ชาวออสเตรเลียจะประนีประนอมทัศนคติที่ขัดแย้งกันเรื่องจิงโจ้ได้ไหม  แนวคิดหนึ่งมีอยู่ว่า  ถ้าฟาร์มปศุสัตว์หรือไร่ของเอกชนเป็นเจ้าของจิงโจ้ได้  พวกเขาจะปกป้องจิงโจ้โดยปฏิบัติต่อพวกมันในฐานะสินทรัพย์ สามารถให้อาหาร ให้เช่า เพาะพันธุ์ และคิดเงินพรานที่เข้ามาล่า พวกเขาแค่ต้องการสิ่งจูงใจที่จะทำ

“ถ้าคุณอยากอนุรักษ์อะไร คุณต้องสร้างมูลค่าให้มัน สัตว์ที่จัดเป็นสัตว์รบกวนไม่มีมูลค่าหรอกครับ” เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์รายหนึ่งกล่าว

การถ่ายโอนให้เอกชนยังช่วยลดแรงกดดันเรื่องปริมาณหญ้า ถ้าจิงโจ้มีมูลค่าสูงกว่าวัวหรือแกะ ชาวไร่จะเลี้ยงปศุสัตว์น้อยลง ซึ่งอาจดีต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แผนนี้ เจ้าของที่ดินจะร่วมมือกับอุตสาหกรรมจิงโจ้ในการสร้างแบรนด์ ทำตลาด และควบคุมคุณภาพ รัฐบาลจะมีบทบาทในการควบคุมดูแลและออกกฎระเบียบ

อีกด้านหนึ่ง ลุงแมกซ์ “ดูลูมุนมุน” แฮร์ริสัน ผู้เฒ่าชาวอะบอริจินวัย 82 ปี อธิบายความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองมีกับจิงโจ้ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่นับย้อนกลับไปอย่างน้อย 50,000 ปี

ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองกินจิงโจ้มาโดยตลอด แต่พวกเขาทำตามระเบียบที่เข้มงวด ลุงแมกซ์กล่าวว่า กฎหมายชนพื้นเมืองอนุญาตให้ล่าได้ แต่ตามฤดูกาลเท่านั้นและไม่ใช่ช่วงผสมพันธุ์ หรือทิ้งส่วนไหนให้เสียเปล่า ทุกส่วนของจิงโจ้ควรถูกใช้ประโยชน์  เนื้อสำหรับกินและแบ่งปัน  เอ็นใช้ทำเส้นด้าย  หนังใช้ทำเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่นและกันน้ำ ส่วนขนใช้ทำกระเป๋าและเสื้อผ้า

 

ทั้งที่มีความสัมพันธ์กับจิงโจ้มายาวนาน ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองกลับแทบไม่มีสิทธิออกความเห็นในเรื่องที่ประเทศของพวกเขาปฏิบัติต่อสัญลักษณ์ประจำชาติ แม้ชนพื้นเมืองจะไม่มีทัศนคติร่วมกัน เนื่องจากแต่ละเผ่ามีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมมากเกินไป แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การฆ่าจิงโจ้เป็นความกังวลใหญ่หลวง

จิงโจ้
จิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันตกและลูกชายของช่างภาพสำรวจกันและกันที่บ้านพักในอุทยานแห่งชาติสเติร์ต สัตว์น้อยชนิดนักที่เรียกความสนใจได้อย่างที่จิงโจ้ทำ แฟลนเนอรี นักสัตววิทยา เขียนไว้ว่า “จิงโจ้มีความแตกต่างอย่างน่าทึ่ง จนถ้าไม่มีมันอยู่ เราจะนึกภาพมันไม่ออกเลย”

ขณะนั่งอยู่ในสำนักงานที่มหาวิทยาลัยแมกควอรีในซิดนีย์ ผู้เฒ่ารูปร่างล่ำสันชาวโกเมอรอยชื่อ ฟิล ดังคัน บอกว่า ออสเตรเลียเป็นสถานที่ประหลาด เพราะเป็น “ประเทศเดียวที่กินตราแผ่นดินของตัวเอง”

เช่นเดียวกับลุงแมกซ์ เขาตกตะลึงกับการปฏิบัติต่อจิงโจ้ เขาบอกว่า “การกำจัดจิงโจ้กำลังขัดขวางความสามารถของเราในการสอนคนรุ่นต่อไปเรื่องความเชื่อมโยงกับประเทศของเรา กับสัตว์สัญลักษณ์ของเรา” ทางออกของเขานั้นเรียบง่าย นั่นคือ ให้คนกลุ่มแรกของออสเตรเลียตัดสินใจเรื่องการจัดการจิงโจ้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ทำสำเร็จมานับพันปีแล้ว “ถ้าคุณจะฆ่าจิงโจ้” ดังคันกล่าวและเสริมว่า “ก็ควรมีอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมนั้นควรเป็นเอกสิทธิ์ของชาวอะบอริจิน เราล่าจิงโจ้อย่างมีมนุษยธรรม ให้ใบอนุญาตเรา ให้เราทำเอง”

จิงโจ้
นักท่องเที่ยวทุกวัยจ้องมองจิงโจ้เทาพันธุ์ตะวันออกที่หาดเคปฮิลส์เบอโรในเมืองแมกไคย์ รัฐควีนส์แลนด์ ชายหาดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและเป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจท้องถิ่น ออสเตรเลียเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่มีจิงโจ้ให้ชมในธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน ดังคันมีสารที่ตรงประเด็นกว่า “เมื่อนักท่องเที่ยวมาออสเตรเลีย พวกเขาต้องการกอดจิงโจ้ อุ้มโคอาลา และกระทบไหล่ชาวอะบอริจิน ทั้งสามอย่างเชื่อมโยงถึงกันในตำนานของเรา จงเข้าใจความเชื่อมโยงนั้น อย่ามาที่นี่เพื่อฆ่า ขอจงมาที่นี่เพื่อโอบอุ้ม”


อ่านเพิ่มเติม

แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

เรื่องแนะนำ

เจน กูดดอลล์ กับการค้นพบที่ปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชิมแปนซีไปตลอดกาล

นี่คือบางตอนของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1965 (เสียงในภาพยนตร์เป็นเสียงบรรยายของเธอเอง) เจน กูดดอลล์ ในวัยไม่ถึง 30 ปีทำงานวิจัยชิมแปนซีในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game Reserve) ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศแทนซาเนีย ด้วยการสนับสนุนและผลักดันของหลุยส์ ลีคีย์ นักมานุษยบรรพกาลวิทยาในตำนาน นี่คือเรื่องราวการค้นพบสำคัญที่สุดประการหนึ่งของเจน กูดดอลล์ ที่สะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ และไม่เคยมีใครบันทึกภาพไว้ได้ เจนสังเกตเห็นชิมแปนซีตัวหนึ่งซึ่งเธอตั้งชื่อให้ว่า เดวิด เกรย์เบียร์ด (เพราะมันมีเคราแพะสีเทาโดดเด่นเป็นที่จดจำ)  นั่งยองๆข้างจอมปลวก มันเด็ดใบหญ้าขึ้นมาใบหนึ่ง แหย่ลงในโพรง แล้วดึงใบหญ้าที่เต็มไปด้วยปลวกออกมา ก่อนจะรูดเข้าปาก ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เจนเห็นมันหักกิ่งไม้แล้วรูดใบทิ้งก่อนจะใช้กิ่งไม้นั้นแย่เข้าไปในจอมปลวก เดวิด เกรย์เบียร์ด แสดงการใช้และการสร้างเครื่องมือเบื้องต้น (Object modification) อันเป็นคุณลักษณะที่เคยเชื่อกันว่า มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ดังคำกล่าวที่ว่า  “Man, the Tool Maker” การค้นพบนี้เท่ากับเป็นการท้าทายความพิเศษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อเจนส่งโทรเลขแจ้งข่าวนี้แก่หลุยส์ […]

พบซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์ใหม่

พบ ซาลาแมนเดอร์ สายพันธุ์ใหม่ ซาลาแมนเดอร์ที่เห็นในคลิปนี้ เชื่อกันว่าน่าจะเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา มันคือซาลาแมนเดอร์ยักษ์จีน ที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวมากถึง 6 ฟุต และหนักมากกว่า 65 กิโลกรัม ล่าสุดทีมวิจัยในจีนประกาศการค้นพบซาลาแมนเดอร์ยักษ์สายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่สายพันธุ์เดียว แต่มากถึง 5 สายพันธุ์ และอาจมีแนวโน้มว่าจะเป็น 8 สายพันธุ์เสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามข่าวดีนี้มาพร้อมกับข่าวร้ายก็คือ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้กำลังเผชิญกับการคุกคามโดยมนุษย์ พวกมันถูกจับในฐานะอาหารชั้นเลิศ ซึ่งขายให้แก่บรรดาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน นั่นทำให้นักวิจัยกังวลว่าบางสายพันธุ์ของซาลาแมนเดอร์ที่พวกเขาค้นพบใหม่นี้ พวกมันอาจสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ และตอนนี้ประเด็นสำคัญก็คือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้พวกเขาทราบว่าซาลาแมนเดอร์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมเราจึงต้องอนุรักษ์พวกมัน   อ่านเพิ่มเติม ภาพถ่ายอันน่าทึ่ง! เมื่องูพยายามหนีออกจากปากกบ

เอเลี่ยนสปีชีส์เดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยขยะพลาสติก

บรรดาสัตว์ต่างถิ่นพากันเดินทางจากญี่ปุ่นมายังสหรัฐอเมริกา ด้วยการโดยสารมากับขยะพลาสติก ที่น่าทึ่งก็คือพวกมันมีชีวิตรอดได้อย่างไรเป็นปี?

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.