ลิงจมูกเชิดสีทอง : ทำไมพวกมันถึงชอบไปช่วยเลี้ยงลูกลิงของตัวอื่น

ทำไมลิงพวกนี้ถึงไปช่วยดูแลลูกลิงวัยแรกเกิดให้ลิงตัวอื่น

การให้น้ำนมและการเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมาก แต่ ลิงจมูกเชิดสีทอง กลับไม่คิดแบบนั้น พร้อมกับช่วยลิงตัวอื่นเลี้ยงลูกอีกด้วย

เดิมทีการเลี้ยงลูกของตัวเองก็ว่ายากและลำบากแล้ว แต่ “ลิงจมูกเชิดสีทอง” กลับไม่คิดเช่นนั้น จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances กล่าวว่า จำนวนกว่าร้อยละ 87 ของลิงจมูกเชิดสีทองวัยแรกเกิด (Infant) ต่างได้รับการเลี้ยงดูจากลิงตัวอื่นที่ไม่ใช่แม่ของตัวเอง โดยปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Allonursing หรือ “การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด”

แม้ว่าการร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด (Allonursing) จะถูกบันทึกว่าเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในสัตว์จำพวกหนู สัตว์กินเนื้อ รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เช่น มนุษย์ แต่การกระทำเหล่านี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่มากๆ ในกลุ่มลิงโลกเก่า (Old World Monkeys)

ลิงจมูกเชิดสีทอง
สีขนอันโดดเด่นของลิงจมูกเชิดขนทองดึงดูดใจบรรดานักบันทึกโบราณ
ภาพถ่ายโดย Joel Sartore

การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด

มีการบันทึกไว้ว่า การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิดนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสัตว์ลูกด้วยนมเพียงแค่ประมาณ 40 สายพันธุ์เท่านั้น โดยนักวิจัยไม่ได้คาดหวังว่าจะพบพฤติกรรมเช่นนี้ในลิง

การสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มลิงในเสิ่นหนงเจี้ย ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งชาติของประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2555 Zuofu Ziang ศาสตราจารย์ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าประจำมหาวิทยาลัยป่าไม้และเทคโนโลยี (CSUFT) ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำการศึกษาครั้งนี้ ยอมรับว่าตอนแรกพวกเขาแทบจะไม่ได้สังเกตเลยว่าเหล่าพวกลิงจะมีพฤติกรรมช่วยเลี้ยงดูลูกๆ ของลิงตัวอื่น จนกระทั่งพวกเขาเห็นลิงเพศเมียตัวหนึ่งให้นมลูกลิงวัยแรกเกิดสองตัวพร้อมกัน ทำให้พวกเขาฉุกคิดถึงไอเดียการร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิดของลิงตัวอื่นขึ้นมา

“ตอนเริ่มสังเกตพฤติกรรมลิงแรกเกิด พวกเราเกิดความประหลาดใจอย่างมากที่พบว่าการร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิดนั้นถือเป็นเรื่องปกติช่วงสามเดือนแรกของเหล่าลูกลิง” Xiang เปิดใจกับปรากฏการณ์ประหลาดครั้งนี้

โดยลูกลิงวัยแรกเกิดจำนวนกว่าร้อยะ 87 ต่างได้รับการเลี้ยงดูจากลิงตัวอื่นที่ไม่ใช่แม่ของตัวเอง

ลิงจมูกเชิดสีทอง
นักวิจัยในประเทศจีนได้ทำการสำรวจพฤติกรรมของลิงจมูกเชิดสีทองอยู่หลายปี จนกระทั่งได้มาทราบว่า การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด ถือเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติในฝูงลิง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการแสดงออกพฤติกรรมนี้คือ ความสัมพันธ์ทางสายเลือด (Relatedness) โดยคุณย่าหรือคุณป้ามักจะมีแนวโน้มที่จะไปช่วยแม่ลิงเลี้ยงลูก การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฝูงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักของการเกิดพฤติกรรมช่วยเลี้ยงลูกในครั้งนี้

ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเป็นปัจจัยสำคัญ  โดยทั้งคุณย่าหรือคุณป้ามีแนวโน้มที่จะได้รับสารอาหารเสริม การแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันดูเหมือนว่าจะมีบทบาทเช่นกัน เพราะแม่ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกของผู้หญิงอีกคนหนึ่งหากผู้หญิงคนนั้นเคยดูแลลูกของตัวเอง

ป้าๆ ขอกินนมหน่อย

เหตุผลหลักของความประหลาดใจเกิดขึ้นมา เนื่องจากน้ำนมถือเป็นอาหารที่จำเป็นอย่างมากของลูกลิงวัยแรกเกิด แต่ทำไมแม่ลิงส่วนใหญ่ถึงเลือกที่จะยอมให้น้ำนมอันมีค่าของตัวเองให้ลิงตัวอื่น แทนที่จะเก็บไว้ให้ลูกของตัวเองล่ะ?

“การให้น้ำนมถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่ามากที่สุดที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถทำได้ นอกเหนือไปจากการตั้งท้อง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศเมียจำเป็นต้องสร้างแร่ธาตุ สารอาหารโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในร่างกายของพวกเธอเองในการสร้างน้ำนมแต่ละหยด ถือเป็นขั้นตอนที่ยากลำบากมากๆ” เคิร์สตี้ แมคลีออด นักนิเวศวิทยาที่มหาวิทยาลัยลุนด์ในประเทศสวีเดน กล่าว

“การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิดนี้สามารถพบเห็นได้บ่อยในฝูงครอบครัวสัตว์ที่มีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก หรือในสัตว์ที่มักจะออกลูกทีละหลายๆ ตัวในครั้งเดียว ทำให้การไปช่วยเลี้ยงดูลูกนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าลูกหลานเหล่านั้นเป็นสายเลือดเดียวกันอยู่ดี” เคิร์สตี้ กล่าวเสริม

“สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างลิง โดยปกติแล้วจะไม่มีพฤติกรรมช่วยเลี้ยงลูกในทำนองที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้การค้นพบว่าลิงจมูกเชิดสีทองมีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่ามีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไปเป็นอย่างมาก”

ว่าแต่ทำไมเหล่าลิงจมูกเชิดสีทองถึงใจดีกันจังเลยล่ะ?

สาเหตุของพฤติกรรมการร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิดในลิงจมูกเชิดสีทอง มาจากการที่ลิงเหล่านี้มีถิ่นอาศัยอยู่ในป่าที่มีฤดูหนาวที่หนาวเย็นและมีความยาวนานมาก (ในตอนกลางคืน อุณหภูมิมักจะลดลงต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสเป็นประจำ) อีกทั้งอาหารที่ลิงส่วนใหญ่บริโภคมักจะขาดแคลนในบางช่วงฤดูกาล ทำให้การช่วยเหลือเลี้ยงดูลูกลิงตัวอื่น จะช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดให้แก่ลูกลิงเหล่านั้น ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้

ลิงจมูกเชิดสีทอง
การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด มีประโยชน์อย่างมากสำหรับลูกลิงวัยแรกเกิด เนื่องจากจะเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของลูกลิงวัยแรกเกิดในฤดูหนาวอันแสนโหดได้

ในการศึกษาครั้งนี้ Xiang และผู้ร่วมวิจัย ได้ทำการบันทึกและติดตามลูกลิงวัยแรกเกิดจำนวน 6 ตัว ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับการดูแลจากแม่ลิงตัวอื่นๆ ผลปรากฏว่ามีเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้นที่มีชีวิตรอดในการเผชิญหน้ากับฤดูหนาวอันโหดร้าย ในขณะที่มีลูกลิงเพียง 6 ตัวที่ตายลง จากลูกทั้งหมด 40 ตัว ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูจากลิงตัวอื่นๆ ในฝูง (ซึ่งในหกตัวนั้น มีสองตัวที่ถูกฆ่าตาย เนื่องจากมีลิงตัวใหม่เข้ามายึดครองฝูง)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฆ่าทารก (Infanticide)

การร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูลูกวัยแรกเกิด มีส่วนช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของลูกลิงวัยแรกเกิด ทั้งในเรื่องของการได้รับสารอาหารเพิ่มเติม และเข้าไปเพิ่มชุดภูมิคุ้มกันที่หลากหลายเพื่อที่จะไปต้านทานโรคภัยไข้เจ็บและปรสิตต่างๆ ต่อไป

ทั้งนี้พฤติกรรมเหล่านี้อาจจะเป็นผลประโยชน์ต่อตัวแม่ลิงเองด้วย เนื่องจากการที่มีลิงตัวอื่นมาช่วยเลี้ยงดูหรือให้น้ำนมลูกลิง ทำให้ภาระหน้าที่ไม่ตกอยู่ที่แม่ลิงเพียงแค่ตัวเดียว

แม้ว่าสัตว์บางสายพันธุ์ที่มีโครงสร้างทางสังคมที่คล้ายคลึงกับลิงจมูกเชิดสีทอง แต่ก็ไม่เสมอไปที่สัตว์พวกนั้นจะมีพฤติกรรมช่วยเลี้ยงลูกแบบนี้

แต่ในสำหรับลิงจมูกเชิดสีทองแล้ว การแบ่งหน้าที่ช่วยเลี้ยงดูลูกลิงวัยแรกเกิดกันในฝูง ไม่ถือเป็นที่เรื่องที่น่าแปลกใจกันแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวสายเลือดเดียวกัน ถ้าไม่ช่วยกันแล้วใครจะมาช่วยล่ะ จริงไหม..

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : บันทึกอายุ 2,000 ปี บ่งชี้ถึงจำนวนลิงจมูกเชิดสีทองในอดีต

ลิงจมูกเชิดสีทอง

เรื่องแนะนำ

ทำไมมนุษย์จึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อ เซลฟี่ กับสัตว์

ในสวนสัตว์และสวนสาธารณะ ผู้คนมักเข้าหาสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ทางจิตวิทยามีคำอธิบายว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่มักพูดว่า มันเป็นความคิดอันเลวร้ายมาก หากเราเข้าใกล้กับสัตว์ป่าที่ดุร้าย แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหญิงคนหนึ่งได้ปีนข้ามกำแพงคอนกรีตของกรงเสือจากัวร์ ในสวนสัตว์ Wildlife World Zoo นอกเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา เสือจากัวร์ตะครุบแขนเสื้อของเธอจนขาดวิ่น กรงเล็บแหลมคมบาดแขนของเธอจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ มีผู้บันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ก่อนจะเผยแพร่ออกไป ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยดึงเธอออกมาก่อนที่เสือจากัวร์จะทำร้ายเธอ เธอปลอดภัยและเสือจากัวร์ก็เช่นกัน จากสิ่งที่เกิดขึ้นเธอยอมรับผิดจากการกระทำครั้งนี้แต่โดยดี เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกอินเทอร์เน็ต และเกิดการตั้งคำถามร่วมกันว่า ทำไมต้องทำอะไรเสี่ยงแบบนั้นล่ะ? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับความประมาทของคนที่พยายามเข้าใกล้สัตว์ป่าจนเกิดเป็นกระแสพาดหัวข่าว เมื่อปีที่ผ่านมา ชายมึนเมากระโดดเข้าไปในกรงสิงโต ณ สวนสัตว์อินเดีย โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเห็นสิงโตตัวใหญ่อย่างใกล้ชิด สวนสัตว์แห่งหนึ่งในประเทศจีนคนวิ่งกรูเข้าไปบริเวณกรงสัตว์ เพื่อจะเซลฟี่ก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจากตัววอลรัส เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ถูกวัวไบซันทำร้ายเมื่อพวกเขาพยายามถ่ายภาพเซลฟี่ ซึ่งเกิดจากความประมาทมากจนเกินไป เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรเข้าใกล้สัตว์ป่าที่ดุร้ายเพราะอาจทำให้คุณเสี่ยงอันตราย สวนสัตว์จึงมีวิธีการป้องกันมากมาย ทั้งกำแพงกั้นล้อมรอบเพื่อให้ผู้คนอยู่ห่างจากสัตว์ และป้ายเตือนให้นำมือของคุณออกห่างจากกรง แต่ถึงกระนั้นแรงกระตุ้นของผู้คนที่ต้องการเข้าใกล้สัตว์ป่าก็ยังมีมากพอที่จะทำให้ใครหลายๆ คนเพิกเฉยต่อคำเตือน คนมักคิดว่าสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของสวนสัตว์จะมีนิสัยไม่ดุร้าย คนส่วนใหญ่จึงเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่พวกมันแสดงออกมา มีเหตุผลทางวัฒนธรรมหลายประการ ประการแรก สื่อมักเป็นตัวกลางกระตุ้นให้คนอยากเซลฟี่กับสัตว์ดุร้ายเพื่อเรียกกระแส ซูซาน เคลย์ตัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว ซึ่งปกติรายการโทรทัศน์ หรือวิดีโอใน YouTube มักทำสื่อให้คนดูเห็นถึงความดุร้ายของสัตว์ป่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การถอดเขี้ยวเล็บของสัตว์” คือการเห็นชายอย่าง […]

ราชาลมกรดโลกสีคราม

ฉลามมาโกครีบสั้นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นนักสู้ในหมู่นักตกปลา พอๆกับคุณภาพเนื้อของมัน ฉลามมาโกครีบสั้นซึ่งจำแนกจากญาติที่หายากกว่าคือฉลามมาโกครีบยาวด้วยครีบอกที่สั้นกว่าและลักษณะอื่นๆ (ในสารคดีเรื่องนี้ “มาโก” จะหมายถึงฉลามมาโกครีบสั้น) ตกเป็นเป้าของนักตกปลาเพื่อนันทนาการอย่างมาก และบ่อยครั้งยังถูกจับเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) ในการประมงเบ็ดราวเชิงพาณิชย์ เนื้อของมันมีคุณภาพสูสีกับเนื้อปลากระโทงแทงดาบ และในเอเชีย ครีบของมันมีราคาสูงลิ่วสำหรับนำมาปรุงซุปหูฉลาม ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันทำให้ฉลามมาโกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าแรงกดดันมีมากเพียงใด และนำไปสู่ผลอะไรในท้ายที่สุด ฤดูร้อนปี 2015 ผมได้รับเชิญไปร่วมการติดแถบสัญญาณดาวเทียมให้ฉลามมาโกนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาตำตอบให้คำถามข้างต้น ผมติดสอยห้อยตามนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยกายฮาร์วีย์ (Guy Harvey Research Institute) ซึ่งออกติดแถบสัญญาณและติดตามฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติกและอ่าวเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของฉลามชนิดนี้ ฉลามมาโกทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออพยพย้ายถิ่นเป็นระยะทางไกล โดยเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือในช่วงเดือนที่อบอุ่น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้เมื่อฤดูหนาวใกล้จะมาถึง การออกเรือนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์ในเดือนพฤษภาคมประสบความสำเร็จด้วยดี กล่าวคือในระยะเวลาสองสัปดาห์ ฉลามมาโกได้รับการติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม 12 ตัว ในทางกลับกัน การออกเรือที่โรดไอแลนด์ในเดือนสิงหาคมประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ เราไม่ได้ฉลามมาโกเลยสักตัว แต่ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นเบาะแสที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติก ในการศึกษาเบาะแสดังกล่าว คุณต้องรู้เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องแรกๆที่คุณจะได้เรียนรู้จากการจับฉลามมาโก นั่นคือ พวกมันอยู่ร่วมอาณาเขตกับฉลามสีน้ำเงิน ฉลามสองชนิดนี้เป็นเหมือนสิงโตกับไฮยีนาซึ่งอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่ใช้กลยุทธ์หาอาหารแตกต่างกัน ฉลามมาโกครีบสั้นเป็นฉลามที่ว่องไวที่สุดในมหาสมุทร สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะไล่ล่าเหยื่อที่มีความเร็วสูง เช่น ปลาบลูฟิชและปลาทูน่า นักกีฬาตกปลาจึงชื่นชอบพละกำลังของมัน ในทางกลับกัน […]

นกพัฟฟินขี้สงสัย ผูกมิตรกับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวจากหมู่เกาะเชตแลนด์ ในสกอตแลนด์ บังเอิญได้เพื่อนใหม่สุดพิเศษระหว่างการเดินทางนั่นคือ “นกพัฟฟิน” ปกติแล้วนกพัฟฟินแอตแลนติกเหล่านี้ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเล และจะขึ้นบกมาเพื่อผสมพันธุ์เท่านั้น ประชากร 60% ของนกพัฟฟิน จากทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์ จากประวัติศาสตร์นกชนิดนี้ถูกล่ามนานหลายชั่วอายุคน เพื่อล่าเอาขนและเนื้อของพวกมัน แต่น่าแปลกตรงที่ เจ้านกพัฟฟินตัวนี้กลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวคนเลย ทั้งยังเดินเข้าไปใกล้กับขาของนักท่องเที่ยวคนนี้ด้วยซ้ำ และหลังจากสำรวจอยู่ไม่กี่นาที นกพัฟฟินก็เดินจากไป ทิ้งเอาไว้แต่ความประทับใจไม่รู้ลืม   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายจากสารคดีเรื่องนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, ชมความงามของ นก จากทั่วโลก ผ่านภาพถ่ายอันน่าเหลือเชื่อ