5 สัตว์นำโชค จากทั่วทุกมุมโลก - National Geographic Thailand

5 สัตว์นำโชคจากทั่วทุกมุมโลก

ในประเทศสหรัฐอเมริกา แมลงเต่าทองได้รับการกล่าวขานว่า เป็นแมลงที่สามารถนำโชคดีมาให้ หากยามใดที่พวกมันบินเข้ามาหาเรา

ภาพถ่าย RICH REID, NAT GEO IMAGE COLLECTION

5 สัตว์นำโชค จากทั่วทุกมุมโลก

ประเทศไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่มีสัตว์ป่าเป็นตัวละครในนิทานพื้นบ้าน

ในวันที่ 17 มีนาคมของทุกปีคือวัน เซนต์ แพทริก เดย์ (St. Patrick’s Day) ซึ่งเป็นเทศกาลงานฉลองของชาวไอริช โดยมีภูติ หรือหม้อทองคำอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะสัญลักษณ์ที่สร้างเสริมความมงคลนั้นยังมีอยู่อีกมากมาย รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ ที่ถูกพิจารณาให้เป็นสัตว์นำโชคในวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกันจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีทั้งประเทศอินเดีย อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา

ปลา

ณ ประเทศกัมพูชา ปลา เป็นสัตว์ที่สร้างเสริมความมงคลในเรื่องของสุขภาพ ความผาสุก และโชคลาภ โดยสายพันธุ์ปลาที่เรียกว่า ปลานำโชค (kantrop) เป็นปลาที่นำมาซึ่งความโชคดีโดยเฉพาะ – แบร์รี คอฟกินส์, นักคติชนวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เคนทักกี้ กล่าว

ต่อมา สายพันธุ์นี้จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง โดยย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คริสโตเฟอร์ ชาร์ลส์ นายแพทย์ชาวแคนาดา ได้ทำการวิจัยปัญหาสุขภาพ ณ ประเทศกัมพูชา เขาจึงได้สังเกตเห็นว่าปลานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แถมเขายังเคยลองทานปลานำโชค หรือที่ชาวกัมพูชาเรียกกันว่า kantrop อีกด้วย

และการทานปลาในครั้งนั้นจึงส่งผลให้เขาเกิดความคิดที่จะวางแท่งเหล็กรูปปลาลงในหม้อ และให้น้ำเดือดเป็นตัวปลดปล่อยธาตุเหล็กลงไปในอาหารโดยไม่มีผลกระทบต่อรสชาติใดๆ ทั้งสิ้น และปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ปลาเหล็กนำโชค เป็นวัตถุขนาดเล็กที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และสามารถรักษาภาวะขาดธาตุเหล็กช่วงระยะสั้นได้

สัตว์นำโชค
ชาวกัมพูชาบริโภคปลาเหล็กนำโชคเพื่อรักษาโรคโลหิตจาง
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://board.postjung.com/928571

 

จิ้งหรีด

จิ้งหรีด เป็นเครื่องหมายแห่งโชคลาภ ในทั่วทวีปเอเชียและยุโรป – จีนน์ เอเวิร์ต, ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาคติชนวิทยา ณ มหาวิทยาลัยฟลอริดา กล่าว

แถมพวกมันยังสามารถเก็บไว้เป็นสัตว์เลี้ยงได้ เช่นเดียวกับในนิทานที่มีชื่อว่า The Cricket on the Hearth” ของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์

“การฆ่าจิ้งหรีดนำมาซึ่งโชคร้าย เพราะจิ้งหรีดนั้นไม่เคยทำร้ายใครอย่างแน่นอน” – เอเวิร์ต กล่าว

สัตว์นำโชค
จิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงอยู่ท่ามกลางต้นไม้เตี้ยในทุ่ง จัดว่าเป็นแมลงที่นำมาซึ่งสิริมงคล PHOTOGRAPH BY CISCA CASTELIJNS, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

 

แมลงปีกแข็ง (ด้วงและเต่าทอง)

ช่วงยุคอียิปต์โบราณ เครื่องรางที่ทรงอานุภาพที่สุดคือแมลงปีกแข็ง ซึ่งถอดแบบมาจากด้วงมูลสัตว์ในอียิปต์ที่มีชื่อว่า Scarabaeus sacer

“แมลงชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวอียิปต์ อันเปรียบเสมือนไม้กางเขนสำหรับผู้นับถือศาสนาคริสต์”

ในวัฒนธรรมต่างๆ แมลงเต่าทองที่มีปีกสีแดงอันโดดเด่น เป็นสัตว์ที่นำมาซึ่งความมงคล ในประเทศสหรัฐอเมริกา หากแมลงเต่าทองเข้ามาหาคุณ แสดงว่าสิ่งดีๆ กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้า นอกจากนี้ แมลงเต่าทองยังเชื่อมโยงกับพระเจ้าในหลากหลายภาษาอีกด้วย เช่น ภาษาสันสกฤต ชื่อของแมลงปีกแข็ง หมายถึง “คนเลี้ยงแกะของพระอินทร์ เพราะพระอินทร์เป็นเทวราชตามคติในศาสนาฮินดู

สัตว์นำโชค
ด้วงมูลสัตว์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแมลงสการับ (Scarab) นับว่าเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์ในยุคอียิปต์โบราณ PHOTOGRAPH BY RONAN DONOVAN, NAT GEO IMAGE COLLECTION

 

นกกระเรียน

ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น ผู้คนมักมองว่า นกกระเรียนมงกุฎแดง เป็นสัตว์เสริมสิริมงคล ซึ่งส่งผลให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาว

โดยทั่วไปนั้น นกกระเรียนถือว่าเป็นสัตว์นำโชคในเกือบๆ ทุกประเทศจากทั่วโลก – เอเวิร์ต กล่าว อาจเป็นเพราะลักษณะนกของสายพันธุ์นี้มีความสง่างาม มักอยู่เป็นคู่ผัวตัวเมียกันตราบนานเท่านาน จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายลงไป (บ่งบอกถึงความมั่นคง)

“เหล่านกกระเรียนเป็นสัตว์ที่แสดงให้เห็นถึงความสุขที่แท้จริง” – เอเวิร์ต กล่าว

สัตว์นำโชค
คู่รักนกกระเรียนมงกุฎแดง ขณะกำลังเกี้ยวพาราสีกันด้วยการร่ายรำ บนเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น PHOTOGRAPH BY ROY TOFT, NAT GEO IMAGE COLLECTION

 

ช้าง

ช้าง เป็นสัตว์นำโชคของประเทศจีน และประเทศอินเดียอันนับถือพระพิฆเนศในศาสนาฮินดู

ศาสนาฮินดู พระพิฆเณศเป็นผู้ที่คอยช่วยขจัดอุปสรรคหลายต่อหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของความมุมานะ หรือความพยายามที่จะฝ่าฟันสิ่งต่างๆ ไปให้ได้

ศาสนาพุทธ ช้างตัวสีเทามักเป็นสัญลักษณ์ของความคิดที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ปั่นป่วน และเป็นอันตราย แต่หลังจากที่ได้รับการปฏิบัติธรรมแล้ว จิตใจของเราก็จะแข็งแกร่งและเข้าถึงความสงบสุขได้ และช้างสีเทาตัวนั้นก็กลับกลายเป็นช้างเผือกในเวลาต่อมา

สัตว์นำโชค
ช้างคือสัญลักษณ์อันเป็นมงคลแห่งการบำเพ็ญบารมี ดังปรากฏในชาดกเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอขอบคุณรูปภาพจาก วิกิพีเดีย

 

สิ่งนำโชคของชาวไอริช

ประเทศไอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ไม่มีสัตว์นำโชค

มันเป็น“ วัฒนธรรมที่น่าทึ่ง” ที่สัตว์ไม่ได้เป็นหนึ่งในรูปแบบของนิทานพื้นบ้านหรือเป็นสิ่งสร้างเสริมสิริมงคลให้กับชาวไอริช ขนาดที่ว่า เครื่องรางนำโชคของทีมรักบี้ยังเป็นต้นแชมร็อก (Shamrock) เลย –  แดน มีเลีย, ศาสตราจารย์สาขาวิชา Celtology ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าว

สัตว์นำโชค
ใบโคลเวอร์ (Clover) คือใบของต้นแชมร็อก (Shamrock) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีของชาวไอริช ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://rockawaycc.com/not-just-st-pattys-day/

 

***แปลและเรียบเรียงโดย กุลธิดา ปัญญาเชษฐานนท์
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม

เซลฟี่

ทำไมมนุษย์จึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อ เซลฟี่ กับสัตว์

เรื่องแนะนำ

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ว่าเหตุใดเราจึงกลัวฉลาม

แท้จริงแล้ว ฉลามหาใช่สัตว์ที่น่ากลัวอย่างที่มนุษย์จินตนาการ ฉลาม โดยเฉพาะฉลามขาว กลายเป็นสัตว์ที่น่ากลัวหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส (Jaws) เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในช่วงฤดูร้อน ปี 1975 จอว์ส เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฉลามขาวขนาดยักษ์ที่คุกคามชาวบ้านในชุมชนริมทะเล นับจากนั้นก็เริ่มมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่วางบทบาทให้ฉลามเป็นผู้ร้าย แต่เมื่อใดกันที่มนุษย์เราเริ่มกลัวฉลาม ทำไมมนุษย์ถึงกลัวฉลาม เบลก แช็ปแมน (Blake Chapman) นักชีววิทยาทางทะเล และผู้เชี่ยวชาญด้านฉลามของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า การกลัวฉลาม หรือ Galeophobia ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะปลาที่เป็นสัตว์ผู้ล่า เช่นฉลามขาว ก็มีภาพลักษณ์ที่น่ากลัวอยู่แล้ว และภาพยนตร์ฮอลลีวูดก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของฉลามให้เป็นสัตว์นักฆ่าไร้จิตใจที่มีฟันแหลมคมนับร้อยซึ่งพร้อมจมเขี้ยวใส่เหยื่อ ให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวฉลาม เพราะในบรรดาสัตว์มีความหลากหลาย ฉลามก็เช่นเดียวกัน ในโลกนี้มีฉลามถึง 465 สายพันธุ์ ตั้งแต่ฉลามแคระที่มีขนาดลำตัว 18 เซนติเมตร ไปจนถึงฉลามวาฬที่มีขนาด 15 เมตร โดยสัตว์จำพวกฉลามกินปลา สัตว์จำพวกกุ้งกั้งปู มอลลัสกา (หรือสัตว์จำพวกหอย) แพลงก์ตอน เคย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และฉลามตัวอื่นๆ กล่าวโดยสรุป คือ มนุษย์ไม่ได้เป็นหนึ่งในเมนูอาหารของฉลาม […]

หนูสองตัวกลายมาเป็น 15,000 ตัวในหนึ่งปี

หนูสองตัวกลายมาเป็น 15,000 ตัวในหนึ่งปี หนูไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรังเกียจ แต่หากคุณเกิดเป็นหนูที่อินเดีย ชีวิตคุณจะมีความสุขกว่าหนูในประเทศอื่นๆ เพราะผู้คนที่นั่นมีความเชื่อว่าหนูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ อันเนื่องมาจากประชากรชาวอินเดียราว 80% นั้นนับถือศาสนาฮินดู ตามความเชื่อของพวกเขาหนูคือบริวารของพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งศิลปวิทยา ว่าแต่ว่าหากหนูสามารถขยายเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้ตามใจชอบโดยปราศจากผู้ล่าเช่นในวัดบางแห่งของอินเดีย พวกมันจะสามารถผลิตลูกหลานได้มากแค่ไหน? เฉลี่ยแล้วแม่หนูจะให้กำเนิดลูกหนู 12 ตัวต่อเดือน นั่นหมายความว่าในหนึ่งปีแม่หนูจะมีลูกประมาณ 144 ตัวต่อปี ลูกๆ ของพวกมันจะสามารถเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และมีหลานให้แม่ได้ทันที เมื่ออายุได้ 2 เดือน เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าจากหนูเพียงคู่เดียว ภายในหนึ่งปีพวกมันสามารถให้กำเนิดหนูได้มากถึง 15,000 ตัวเลยทีเดียว ทีนี้คุณผู้อ่านพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่าเหตุใดหนูจึงมีอยู่ทุกที่ทั่วโลก!   อ่านเพิ่มเติม : ฮิปโปเลียจระเข้เล่น, ท่าฉี่สุดแปลกของหมาใน

หมีขาว กับช่างภาพ และช็อตเด็ดที่เกือบหลุดมือไป

หมีขาว กับช่างภาพ และช็อตเด็ดที่เกือบหลุดมือไป : เอาดุน ริคาร์ดเซน คิดว่าเขาคงสูญเสียกล้องถ่ายภาพคู่ใจไปตลอดกาล เมื่อหมีขาวตัวหนึ่งกัดและทึ้งกล้องที่เขาติดตั้งไว้บนช่องเปิดในน้ำแข็งเพื่อหวังถ่ายภาพระยะใกล้ของแมวน้ำที่โผล่ขึ้นมาหายใจ ทว่าเขาไม่ยอมแพ้ และกลับไปกู้กล้องถ่ายภาพนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง เขาจะทำสำเร็จหรือไม่

ชีวิตต้องสู้! ลูกสัตว์เหล่านี้เติบโตโดยปราศจากความช่วยเหลือจากพ่อแม่

โดย ลิซ แลงเลย์ “มีแม่นกไล่ลูกตนเองออกจากรังหรือไม่?” คำถามแปลกๆ เกี่ยวกับสัตว์ประจำสัปดาห์นี้ โดย ฮันน่า ผู้อ่านจากทางบ้าน เดเนียล โรบี้ ผู้ศึกษานกวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐโอเรกอนตอบคำถามนี้โดยระบุว่าตัวเขาไม่เคยเห็นพฤติกรรม หรือบันทึกใดๆ ว่านกทำแบบนั้น “บรรดานักพ่อแม่จะเรียกลูกๆ ของมันมาเกลี้ยกล่อมให้พวกมันออกไปจากรังเสีย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” คำถามดังกล่าวสร้างความสงสัยคาใจ “อะไรผลักดันให้ลูกสัตว์ออกไปเผชิญโลกภายนอก ก่อนที่พวกมันจะพร้อมเสียอีก?”   นกเมกาพอด (Megapodes) นกส่วนใหญ่ได้รับการดูแลจากพ่อแม่เมื่อมันยังมีอายุน้อย แต่สำหรับนกในกลุ่มเมกาพอด สัตว์ประเภทไก่ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ทางตะวันออกของออสเตรเลีย, นิวกินี, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เหล่านี้ เป็นข้อยกเว้น “นกพวกนี้ไม่แม้แต่ฟักไข่ของพวกมัน” โรบี้กล่าว ตรงกันข้ามพวกมันสร้างเนินดินจากเศษไม้ และนำไข่เข้าไปวางไว้ในนั้น ซึ่งข้อมูลจากคู่มือชีววิทยานกนั้นกล่าวไว้ว่า เนินของพวกมันมีขนาดใหญ่เท่าๆ กับรถยนต์เลยทีเดียว พ่อแม่นกจะควบคุมอุณหภูมิด้วยการเปลี่ยนพืชที่ปกคลุมเนิน และเมื่อไข่ฟักเป็นตัวพวกมันจะขุดออกมาจากเนินและวิ่งตรงเข้าไปในพงหญ้า โดยไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อแม่ของพวกมัน จากนั้นใน 24 ชั่วโมง ลูกนกก็จะบินได้   กิ้งก่าเวสเทิร์นเฟนซ์ ในทางตรงกันข้ามกิ้งก่าส่วนใหญ่ “วางไข่ กลบซ่อนไข่ของมันและจากไป” Nassima Bouzid นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าว เนื่องจากว่าพวกมันมี Cloaca ช่องเปิดที่เป็นท่อรวมกันของระบบสืบพันธุ์และระบบขับถ่ายของเสีย […]