เซลฟี่ ในทางจิตวิทยามีคำอธิบายอย่างไรต่อพฤติกรรมเสี่ยงชีวิตเพื่อถ่ายภาพกับสัตว์ที่ดุร้าย

ทำไมมนุษย์จึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อ เซลฟี่ กับสัตว์

ในสวนสัตว์และสวนสาธารณะ ผู้คนมักเข้าหาสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ทางจิตวิทยามีคำอธิบายว่าอย่างไร

คนส่วนใหญ่มักพูดว่า มันเป็นความคิดอันเลวร้ายมาก หากเราเข้าใกล้กับสัตว์ป่าที่ดุร้าย

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหญิงคนหนึ่งได้ปีนข้ามกำแพงคอนกรีตของกรงเสือจากัวร์ ในสวนสัตว์ Wildlife World Zoo นอกเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา เสือจากัวร์ตะครุบแขนเสื้อของเธอจนขาดวิ่น กรงเล็บแหลมคมบาดแขนของเธอจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ มีผู้บันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ก่อนจะเผยแพร่ออกไป ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยดึงเธอออกมาก่อนที่เสือจากัวร์จะทำร้ายเธอ เธอปลอดภัยและเสือจากัวร์ก็เช่นกัน จากสิ่งที่เกิดขึ้นเธอยอมรับผิดจากการกระทำครั้งนี้แต่โดยดี

เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกอินเทอร์เน็ต และเกิดการตั้งคำถามร่วมกันว่า ทำไมต้องทำอะไรเสี่ยงแบบนั้นล่ะ?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับความประมาทของคนที่พยายามเข้าใกล้สัตว์ป่าจนเกิดเป็นกระแสพาดหัวข่าว เมื่อปีที่ผ่านมา ชายมึนเมากระโดดเข้าไปในกรงสิงโต ณ สวนสัตว์อินเดีย โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเห็นสิงโตตัวใหญ่อย่างใกล้ชิด สวนสัตว์แห่งหนึ่งในประเทศจีนคนวิ่งกรูเข้าไปบริเวณกรงสัตว์ เพื่อจะเซลฟี่ก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจากตัววอลรัส เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ถูกวัวไบซันทำร้ายเมื่อพวกเขาพยายามถ่ายภาพเซลฟี่ ซึ่งเกิดจากความประมาทมากจนเกินไป

เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรเข้าใกล้สัตว์ป่าที่ดุร้ายเพราะอาจทำให้คุณเสี่ยงอันตราย สวนสัตว์จึงมีวิธีการป้องกันมากมาย ทั้งกำแพงกั้นล้อมรอบเพื่อให้ผู้คนอยู่ห่างจากสัตว์ และป้ายเตือนให้นำมือของคุณออกห่างจากกรง

แต่ถึงกระนั้นแรงกระตุ้นของผู้คนที่ต้องการเข้าใกล้สัตว์ป่าก็ยังมีมากพอที่จะทำให้ใครหลายๆ คนเพิกเฉยต่อคำเตือน คนมักคิดว่าสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของสวนสัตว์จะมีนิสัยไม่ดุร้าย คนส่วนใหญ่จึงเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่พวกมันแสดงออกมา

เซลฟี่
หญิงสาวถ่ายรูปสิงโตที่กำลังหลับอยู่ในกรงของพวกมัน ณ สวนสัตว์ลิทัวเนีย บนโทรทัศน์และสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยวิดีโอของคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิงโตตัวใหญ่อย่างใกล้ชิด ซึ่งการโต้เถียงเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่านักล่าขนาดใหญ่ไม่ได้มีนิสัยดุร้ายและไม่เป็นอันตรายต่อคน

มีเหตุผลทางวัฒนธรรมหลายประการ ประการแรก สื่อมักเป็นตัวกลางกระตุ้นให้คนอยากเซลฟี่กับสัตว์ดุร้ายเพื่อเรียกกระแส ซูซาน เคลย์ตัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว ซึ่งปกติรายการโทรทัศน์ หรือวิดีโอใน YouTube มักทำสื่อให้คนดูเห็นถึงความดุร้ายของสัตว์ป่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การถอดเขี้ยวเล็บของสัตว์” คือการเห็นชายอย่าง เควิน ริชาร์ดสัน ได้รับฉายาว่า “Lion Whisperer” ทั้งหยอกล้อ ขับเคี่ยว และคลอเคลียกับสัตว์อย่างสิงโต เสือจากัวร์ หรือไฮยีน่าอยู่เป็นประจำ เพื่อต้องการสื่อสารออกไปว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด ริชาร์ดสัน มีผู้ติดตามบนช่อง YouTube: LionWhispererTV กว่าล้านคน ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติบางกลุ่มว่าการสนับสนุนให้คนอยู่ใกล้ชิดกับสิงโตนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง โดย ริชาร์ดสัน กล่าวว่าเขาไม่ผิด และจะไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้

การเซลฟี่กับสัตว์ป่าถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างของโลกสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และทัวร์แนวผจญภัยรอบโลกอีกมากมายได้นำเสนอประสบการณ์ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าแก่ส่วนรวม เช่น การเดินเล่นกับสิงโต การโพสท่ากับเสือที่โตเต็มวัย และการดำน้ำในกรงกับฉลาม ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์

แรงกระตุ้นในการถ่ายภาพเซลฟี่

สังคมออนไลน์ เปรียบเสมือนตัวกลางอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้คนอยากเซลฟี่กับสัตว์เพื่อเรียกยอดกดถูกใจ อีริน โวเกล นักศึกษาโครงการทุนวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานฟรานซิสโก กล่าวว่า การได้รับยอดกดถูกใจและความคิดเห็นมักทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกพึงพอใจ ซึ่งเธอยังบอกถึงผลการศึกษาพบว่า เมื่อคุณโพสต์สิ่งใดก็ตามลงบนสังคมออนไลน์ คุณจะรู้สึกมั่นใจในตนเองขึ้นมาแบบฉับพลัน นั่นถือเป็นแรงกระตุ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

กระนั้นเองแม้จิตใต้สำนึกลึกๆ “มนุษย์ยอมที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้ภาพถ่าย” เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ที่ดุร้ายจริงๆ โวเกล กล่าวอีกว่า การถ่ายภาพสัตว์ดุร้ายเมื่อคุณอยู่นอกกรงขังมันอาจไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับการ เซลฟี่ ตัวเองกับสัตว์เพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณอยู่ในประสบการณ์นั้น

เซลฟี่
ผู้เข้าชมหมีขั้วโลกที่สวนสัตว์ ในฝรั่งเศส เป็นการชมแบบใกล้ชิดผ่านตู้กระจกขนาดใหญ่ ที่อุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง รวมไปถึงอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ผู้คนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อที่จะใกล้ชิดกับหมีและสัตว์ป่าอื่นๆ เพื่อถ่ายภาพเซลฟี่ ทางอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน จึงออกแนวทาง “การเซลฟี่อย่างปลอดภัย” เพื่อพยายามยับยั้งพฤติกรรมที่ประมาทจนเกินไป

ไม่ใช่แค่สัตว์ป่าดุร้ายที่ทำให้คนเสี่ยงอันตราย แต่ยังรวมไปถึงการถ่ายเซลฟี่ทำให้ผู้คนมีความเสี่ยงกับชีวิตอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเซลฟี่แบบสุดโต่ง เช่น การยืนบนรางรถไฟ การเดินเซไปมาบนริมผา หรือแม้แต่การเล่นยิงปืนที่ภายในมีกระสุนบรรจุอยู่ จากการศึกษาเมื่อปี 2018 เป็นผลลัพธ์อันน่าสลดใจ เมื่อพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการเซลฟี่จำนวน 259 ราย ระหว่างปี 2011 ถึงปี 2017 เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมความเสี่ยงและผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นชายอายุราว 20 ต้น ๆ

“ธรรมชาติของคนมักชอบทำสิ่งที่เสี่ยงอันตรายอยู่เสมอ” โวเกลกล่าว ตั้งแต่ก่อนที่สื่อสังคมออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทในสังคม “โดยปกติคนมักมีพฤติกรรมแบบหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมปกติที่พวกเขาทำอยู่เป็นประจำ”

เราควรตระหนักว่าอะไรควรทำ

เมื่อพูดถึงการเผชิญหน้ากับสัตว์ การตัดสินใจอย่างไม่รอบคอบสามารถทำให้สัตว์มีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายด้วยเช่นกัน สิ่งที่ทุกคนตระหนักเป็นอย่างดี คือสัตว์จะถูกฆ่าเพื่อปกป้องคนที่รุกล้ำเข้าไปในเขตของสัตว์ เช่น ฮารัมบี กอริลลาอายุ 17 ปี ถูกยิงในปี 2015 ณ สวนสัตว์ซินซินเนติ เมื่อมีเด็กเล็กตกลงไปในกรงของมัน

บ่อยครั้งที่ผู้คนต่างมองหาความท้าทาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของสัตว์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีวิดีโอบันทึกภาพชายคนหนึ่งกระโดดลงจากท่าเรือฟลอริดากำลังพยายามขี่หลังนกกระทุง วิดีโอบันทึกภาพนกกระทุงดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากกลุ่มคนที่ยืนหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อปี 2015 มีวิดีโอบันทึกภาพที่เป็นกระแส คือภาพชายคนหนึ่งพยายามขี่หลังกวางมูสตัวเมีย ขณะที่มันกำลังว่ายน้ำข้ามทะเลสาบ บริติชโคลัมเบีย ในประเทศแคนาดา

“โดยปกติคนมักคิดว่าสัตว์ไม่มีความรู้สึกเหมือนกันกับเรา” เคลย์ตันกล่าว และเสริมว่าปัจจัยทั่วไปที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เหล่านี้ คือผู้คนต่างไม่เคารพต่อความรู้สึกของสัตว์

ในช่วงวัยเด็ก คือช่วงที่เราเริ่มเรียนรู้ว่าควรปฏิบัติต่อสัตว์อย่างไร เธอกล่าวว่านั่นขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่พวกเขามีต่อสัตว์ การมาเที่ยวสวนสัตว์ผู้ปกครองสามารถใช้ประสบการณ์เหล่านี้ปลูกฝังนิสัยของเด็กว่าควรปฏิบัติต่อสัตว์อย่างไร

แรงกระตุ้นเกี่ยวกับการเซลฟี่ถือเป็นเรื่องอันตราย ยกตัวอย่างกรณีที่คุณอยู่ในกรงเสือ โวเกลแนะนำว่า แรงกระตุ้นในการ เซลฟี่ กับสัตว์เป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเกินไป “ซึ่งสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่คุณไม่จำเป็นต้องทำมันถึงขนาดนั้น”

***แปลและเรียบเรียงโดย ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม:

ระยะเวลาทั้งหมดกว่าหนึ่งปี ช่างภาพคนนี้ได้อะไรบ้างจากการติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของเหล่าเสือพูม่า

เสือพูม่า

เรื่องแนะนำ

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงสามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง สามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์ ตามแหล่งน้ำในมณฑลยูนนาน ทีมนักอนุรักษ์หวังว่าจะหา ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง ที่อุดมสเปิร์มให้พบสักตัว  ตะพาบยักษ์ดังกล่าวเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติที่สุด  ขณะนี้ทั้งโลกเหลืออยู่เพียงสามตัว  สองตัวเพศผู้และเพศเมียอยู่ในสวนสัตว์ซูโจว  ส่วนที่เหลืออีกตัว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพศผู้ อาศัยอยู่ในทะเลสาบดองโม ในประเทศเวียดนาม ที่จริง เคยมีตะพาบยักษ์ชนิดนี้เหลืออยู่ในโลกสี่ตัว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตะพาบอีกตัวซึ่งคาดว่าอายุเกือบ 100 ปี ตายลงในสวนสัตว์ที่เวียดนาม ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ เต่าแม่น้ำแดง (Red River Turtle) เป็นสัตว์ประเภทเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยืนเป็นศตวรรษและน้ำหนักราว 90 กิโลกรัม ตะพาบน้ำชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำแดงของจีนทำลายถิ่นอาศัยของตะพาบชนิดนี้ลงเกือบหมด  ยิ่งจีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เขื่อนยิ่งถูกสร้างมากขึ้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และทำให้แหล่งอาศัยของพรรณพืชและสัตว์ป่าตัดขาดจากกันเป็นเสี่ยงๆ  ตะพาบยักษ์ชนิดนี้ต้องการน้ำสะอาดและหาดสำหรับหาอาหาร เต่าทะเลเกือบทุกชนิดพันธุ์กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับพี่น้องเต่าน้ำจืดของมัน  ไข่ เนื้อ และหนังทำให้พวกมันเปราะบางต่อการล่าและแหล่งอาศัยก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่เหลืออยู่ในโลกเพียงสามตัวจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  นักอนุรักษ์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืชกำลังเสาะหาตะพาบยักษ์ชนิดเดียวกันที่เชื่อกันว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในมณฑลยูนนาน หวังอ้ายหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายของสมาคมฯ และผู้รับทุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกกล่าวว่า ชาวบ้านแถบยูนนานบอกว่าเคยเห็นตะพาบชนิดนี้ แต่ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน “เท่าที่คนท้องถิ่นเคยเห็น น่าจะมีหนึ่งหรือสองตัว” หวังกล่าวว่าตะพาบยักษ์เพศผู้ของจีนอายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่เพศเมียยังอยู่ในวัยสาว  […]

มนุษย์ค้นพบความหวังในภารกิจช่วย ชิมแปนซี

ณ ศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่าแห่งหนึ่งในแอฟริกากลาง ชิมแปนซี ที่จิตใจบอบช้ำเป็นแบบอย่างของการฟื้นตัวให้ผู้ช่วยชีวิตพวกมัน อิตซาโซ เวเลซ เดล เบอร์โก อุ้มลูก ชิมแปนซี ไว้ในอ้อมแขน เอปเพศเมียตัวอ่อนปวกเปียกและไม่ได้สติตัวนี้มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ามือมนุษย์ ร่างกายเล็กจิ๋วและฟันที่ยังไม่ขึ้นชี้ว่า มันน่าจะอายุแค่เพียงราวหนึ่งเดือนเท่านั้น และกำลังต่อสู้กับภาวะ ตัวเย็นเกินและการขาดน้ำ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างโดยเร่งด่วน หัวใจของมันจะหยุดเต้น “มันเป็นชิมแปนซีอายุน้อยที่สุดที่เราเคยรับมาดูแลค่ะ” เวเลซ เดล เบอร์โก ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของศูนย์ฟื้นฟูไพรเมตลวีโร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กล่าว วันนั้นเป็นวันที่ 16 มิถุนายน ปี 2017 เวเลซ เดล เบอร์โกช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้การเดินทางอันทรหด ที่ใช้เวลาห้าวันโดยมอเตอร์ไซค์ เรือเร็ว และรถยนต์ เพื่อนำลูกชิมแปนซีมายังหมู่บ้านลวีโรอย่างปลอดภัย สายข่าวจากกลุ่มต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์พบลูกชิมแปนซีตัวนี้อยู่กับพรานสองสามคนในป่าทึบใกล้เมืองพินกา ที่อยู่ห่างไกลออกไป 300 กิโลเมตร หลังจากส่งมอบลูกลิง พรานเหล่านั้นเผยว่า น้องสาวฝาแฝดของมันตายลง ไม่นานหลังจากพวกเขายิงแม่ลิง ที่ศูนย์ฟื้นฟูไพรเมต การต่อสู้เพื่อกู้ชีวิตชิมแปนซีตัวนี้เพิ่งเริ่มต้น เวเลซ เดล เบอร์โกรีบคลุมร่างอันโรยแรงของมันด้วยผ้าห่มอุ่นๆ และให้น้ำเกลือ ในที่สุด ลูกลิงก็ขยับตัวและลืมตา “ฉันให้มันนอนแนบอกจะได้อบอุ่นค่ะ” ซาวาดี […]