ขยะพลาสติก : พบพลาสติกในท้องของซากวาฬกว่า 40 กิโลกรัม

ขยะพลาสติกจำนวนกว่า 40 กิโลกรัมในท้องของซากวาฬ

พบวาฬตายบริเวณน่านน้ำประเทศฟิลิปปินส์ สาเหตุการตายมาจาก ขยะพลาสติก ที่เข้าไปติดอยู่ในกระเพาะของมันเป็นจำนวนมากจนทำให้มันขาดสารอาหารพร้อมกับเสียชีวิตไปในที่สุด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หน่วยงานทางทะเลท้องถิ่นโทรศัพท์หาภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองดาเวา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อมาวินิจฉัยวาฬตัวหนึ่งที่มีลักษณะผอมแห้ง พร้อมกับมีอาการอาเจียนเป็นเลือด และคาดการณ์ว่าจะตายลงไปในไม่ช้า โดยทางหน่วยงานต้องการให้ทางพิพิธภัณฑ์นำร่างของวาฬไปตรวจหาสาเหตุของการตายอีกครั้ง

ทันทีที่ดาร์เรล แบลทช์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล และภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ D’Bone Collector นำร่างของวาฬตัวดังกล่าวมาพิสูจน์ตรวจหาสาเหตุการตาย เขาก็พบกับสิ่งที่น่าตกใจ คือขยะพลาสติกกว่า 40 กิโลกรัมในท้องวาฬ

“พลาสติกจำนวนมากอยู่ในกระเพาะของมัน” เขากล่าว “พวกเราหยิบพลาสติกใบแรกออกมา จากนั้นก็ใบที่สอง จนกระทั่งใบที่ 16 โดยมีทั้งถุงพลาสติก ถุงขนม หรือแม้กระทั่งเชือกไนล่อน” เขากล่าวและเสริม “ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย”

แม้กระทั่งลูกชายของเขา ที่เข้าร่วมการชันสูตรซากวาฬยังต้องตกตะลึงพร้อมกับตั้งคำถามว่า “พ่อครับ ทำไมมันถึงมีชีวิตอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้?”

เศษซากพลาสติกอัดแน่นอยู่ในกระเพาะของวาฬจนมีความหนาและแข็งราวกับเป็น “ลูกเบสบอล” เพียงแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่ามาก ขนาดใหญ่พอๆ กับลูกบาสเกตบอลสองลูกรวมกัน จำนวนพลาสติกที่อยู่ในท้องของวาฬเทียบได้เป็นจำนวนกว่าร้อยละ 8 ของน้ำหนักตัวทั้งหมดเลยทีเดียว พลาสติกบางส่วนติดอยู่ในกระเพาะวาฬนานจนเริ่มแข็งเป็นหินไปแล้ว

วาฬชนิดดังกล่าวคือวาฬคูเวียร์ มีขนาดความยาวประมาณ 4.5 เมตรและหนัก 500 กิโลกรัม ในส่วนของสาเหตุการตาย น่าจะเป็นเพราะอดอาหารและขาดน้ำ ซึ่งเกิดจากพลาสติกอุดตันในทางเดินอาหาร ปกติแล้ววาฬจะดูดซับน้ำจากอาหารที่กินเข้าไป แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า ไม่มีอาหารใดๆ ผ่านเข้าไปในลำไส้ของมันเลยเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ร่างกายเริ่มกระบวนการทำลายตัวมันเอง เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยพลาสติกได้ ส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย

วาฬตัวนี้ไม่ใช่ตัวแรก และอาจไม่ใช่ตัวสุดท้าย ที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะพลาสติกครั้งนี้

ในภาวะที่ขยะพลาสติกกำลังเพิ่มขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแบบนี้ สัตว์อย่าง โลมา นก และปลากว่าหลายชนิด ต่างต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร พร้อมกับจำนวนพลาสติกมหาศาลในกระเพาะของพวกมัน ในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ร้อยละ 90 ของนกทะเลทั้งหมด ต่างบริโภคพลาสติกเข้าไปไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลจำนวนกว่าแสนตัวที่ต้องตายเพราะขยะพลาสติกในทุกๆ ปี ตามการคาดการณ์ขององค์การยูเนสโก

ขยะพลาสติก
แม้ว่าปลาฉลามวาฬจะเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ยังตกเป็นเหยื่อของขยะพลาสติกด้วยเช่นกัน

ในส่วนของสาเหตุของการตายเกิดขึ้นได้หลายสาเหคุ อย่างในกรณีนี้ พลาสติกจำนวนมากไปขัดขวางการดูดซึมอาหารในกระเพาะและลำไส้ ทำให้วาฬเกิดภาวะอดอาหาร บางครั้งขอบของพลาสติกได้บาดอวัยวะภายในของระบบทางเดินอาหาร

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปริมาณพลาสติกที่สัตว์บริโภคเข้าไปนั้นไม่เพียงพอที่จะเป็นสาเหตุเดี่ยวๆ ที่ทำให้เกิดการล้มตายได้ แมทธิว ซาโวกา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวาฬจากสแตนฟอร์ด กล่าวและเสริมว่า แต่ผลกระทบหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะยิ่งบริโภคพลาสติกเยอะเท่าไหร่ พื้นที่ว่างในกระเพาะก็จะลดน้อยลงเช่นนั้น “หากคุณกินแคลอรี่น้อยกว่าเพื่อนบ้านของคุณเป็นจำนวนร้อยละ 10 ประจำทุกวัน คุณจะเห็นข้อแตกต่างเอง”

“ทุกครั้งที่เราต้องหาพลาสติกในกระเพาะของสัตว์ เรามักพบเจอได้ตลอด” ซาโวกากล่าว “ขณะนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า แม้แต่ในสถานที่ที่มนุษย์ยังไม่เคยเข้าไป พวกเราก็เจอขยะพลาสติกแล้ว และไม่ได้เจอแค่นั้นนะ เรายังเห็นสัตว์กำลังกินพวกขยะเหล่านั้นอยู่ด้วย”

น่านน้ำรอบๆ ประเทศฟิลิปปินส์ถือว่ามีความอันตรายต่อสัตว์ทะเลจำนวนมาก ประเทศนี้เป็นหนึ่งในผู้ก่อมลภาวะพลาสติกที่มากที่สุดในโลก โดยแหล่งน้ำหลายแห่งของประเทศต่างเต็มไปด้วยขยะมากมาย

แม้ว่าฟิลิปปินส์จะมีกฎหมายจำนวนมากที่มุ่งมั่นที่จะลดมลภาวะพลาสติก แต่การบังคับใช้ยังถือว่ายังไม่เข้มงวดมากพอ และยังมีพลาสติกจำนวนมากที่ใช้ห่อผลิตภัณฑ์ทั่วประเทศตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

แบลทช์ลีย์ได้นำซากวาฬกว่า 61 ตัวที่ตายบริเวณอ่าวดาเวา เขาประเมินว่าพลาสติกเป็นสาเหตุของการตายของวาฬทั้งหมด 45 ตัวจากทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวยังมีความรุนแรงขึ้นโดยการประมงในพื้นที่บริเวณนั้น การตกปลาทำให้อาหารของวาฬมีจำนวนที่น้อยลง ส่งผลให้พวกมันมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะบริโภคเศษพลาสติกที่ลอยอยู่บนทะเลเข้าไป

“มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว (วาฬตายจากพลาสติก)” เขาเปิดใจ “พวกเราสูญเสียพวกวาฬไปในจำนวนที่มากและเร็วกว่าที่พวกมันจะปรับตัวพร้อมกับตระหนักได้ว่าพลาสติกไม่ใช่อาหารที่ควรบริโภคเข้าไป”

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติก

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

อาณาจักรที่หดหายของ เสือจากัวร์ ศิษย์ของอาจารย์ฮวน ฟลอเรส  ถือถ้วยพลาสติกใบเล็กที่มีใบผ่านเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของ เสือจากัวร์ มาให้ผม ในนั้นมี “ลา เมดีซีนา” สมุนไพรสีน้ำตาลข้นที่เคี่ยวจากใบชากรูนาและเถาอะยาวัสกานานสองวันและกรอกใส่ขวดน้ำเก่าๆไว้  ตอนเริ่มพิธี อาจารย์ฮวนปลุกเสกยาหม้อนี้ด้วยการพ่นควัน มาปาโช หรือใบยาสูบป่าของแอมะซอน จากนั้นก็เริ่มรินยาปริมาณเล็กน้อยใส่จอกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน พวกเรา 28 คน ซึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเปรู  ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง ณ ค่ายพักห่างไกลแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอนในเปรู บางคนหวังจะพบหนทางรักษาโรคร้าย บางคนแสวงหาเส้นทางชีวิต บางคนแค่อยากแย้มมองอีกโลกหนึ่งอันเป็นซอกมุมสุดลี้ลับของบริเวณที่อลัน ราบิโนวิตช์ เรียกรวมๆว่า “ฉนวนวัฒนธรรมจากัวร์” พื้นที่นี้ครอบคลุมถิ่นอาศัยและเส้นทางอพยพซึ่งแพนเทอรา (Panthera) องค์กรอนุรักษ์ของเขา  กำลังพยายามปกป้องเพื่ออนุรักษ์เสือจากัวร์ที่คาดว่ามีอยู่ราว 100,000 ตัว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันเอาไว้ สมุนไพรถูกส่งไปเงียบๆท่ามกลางเสียงรินไหลของสายน้ำที่มีไอจางๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเย็นยามค่ำคืน เมื่อศิษย์ของอาจารย์ฮวนเดินมาหยุดข้างหน้า ผมก็คุกเข่าลง ศิษย์คนหนึ่งส่งจอกให้ อีกคนยืนถือแก้วน้ำเปล่ารออยู่ ผมลังเล นึกถึงคำพูดที่ กูรันเดโร หรือหมอผีชื่อดังนามดอน โฮเซ กัมโปส บอกผมในปูกัลล์ปา เมืองท่าอันวุ่นวายของเปรู ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น […]

ไทม์แลปส์นกฟลามิงโกออกจากไข่

ไทม์แลปส์นกฟลามิงโกออกจากไข่ ทุกการถือกำเนิดคือเรื่องน่ายินดี! ชีวิตน้อยๆ นี้เริ่มต้นด้วยการเจาะเปลือกไข่ทีละน้อย จนในที่สุดก็ออกมาสู่โลกภายนอกได้ วิดีโอไทม์แลปส์ที่บันทึกเหตุการณ์ฟักออกจากไข่ของลูกนกฟลามิงโกตัวนี้ ถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2018 ภายในสวนสัตว์และอควาเรียมโคลัมบัส และต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่ามันจะทำสำเร็จ ทางสวนสัตว์ตัดสินใจปกป้องไข่นกฟลามิงโกจากผู้ล่าอื่นๆ ด้วยการนำมันออกจากรังและใส่ตู้อบ เมื่อเวลาผ่านไป 28 วัน ก็ได้เวลาที่ลูกนกจะออกจากไข่ ซึ่งจากจำนวนไข่ 12 ใบในตู้อบ มีเพียงลูกนกแค่ 5 ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิต และเจ้าตัวในวิดีโอนี้คือลูกนกที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด มันหนักเพียงแค่ 85 กรัมเท่านั้น และสัตวแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยให้มันรอดเติบโตต่อไป   อ่านเพิ่มเติม นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก

สลอธถึงจะช้าแต่ไม่ได้โง่

ความเชื่องช้าไม่ได้หมายถึงสติปัญญาน้อยเสมอไป Becky Cliffe ผู้เขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับสลอธ จะมาเล่าให้ฟังว่าแท้จริงแล้วสัตว์ชนิดนี้เอาตัวรอดเก่งแค่ไหน

แมลงเม่า ทำไมชอบบินเข้าหาแสงไฟ

แมลงเม่าคือระยะที่มีปีกของวงจรชีวิตปลวก เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เช่นช่วงเปลี่ยนจากฤดูร้อนสู่ฤดูฝน เรามักพบ แมลงเม่า นับร้อยนับพันออกมาบินว่อนรอบดวงไฟ และเมื่อแมลงเม่าออกมาจากจอมปลวก สัตว์อื่นๆ ที่กินแมลงเป็นอาหารอย่าง จิ้งจก ตุ๊กแก และคางคก ต่างออกมาชุมชนคล้ายงานเลี้ยงมื้อใหญ่ แมลงเม่าคือปลวกในระยะสืบพันธุ์ เป็นแมลงที่มีการเปลี่ยนรูปร่างไม่สมบูรณ์แบบ โดยตัวอ่อนจะมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัยแต่ยังไม่มีปีกหรืออวัยวะสืบพันธุ์ วงจรชีวิตของปลวกเริ่มจากไข่ที่ฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อน และตัวอ่อนนี้สามารถเจริญเป็นสามวรรณะ คือ วรรณะปลวกงาน วรรณะปลวกทหาร และวรรณะสืบพันธุ์ วรรณะปลวกงานเป็นแรงงานของรังปลวก ทำหน้าที่ในการสร้างรัง และหาอาหารให้แก่ปลวกในวรรณะอื่นๆ วรรณะปลวกทหาร มีหัวกะโหลกแข็งและใหญ่ มีกรามขนาดใหญ่เป็นเหมือนคีมใช้ต่อสู้ วรรณะปลวกงานและทหารไม่มีการเปลี่ยนรูปหรือพัฒนาการต่อไปอีกเหมือนกับปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ ปลวกในวรรณะสืบพันธุ์เมื่อโตเต็มวัยจะมีปีก การมองเห็นที่ดีและมีระบบสืบพันธุ์ที่สมบูรณ์ เรียกปลวกในระยะนี้ว่า “แมลงเม่า” แมลงเม่าออกจากรังเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนหรือมีความชื้นสูง แมลงเม่าจะออกจากรังและบินไปรวมกันในบริเวณที่มีแสงสว่างจ้า เช่น หลอดไฟ เพื่อกระตุ้นการตกไข่ โดยร่างกายของปลวกมีการพัฒนาให้มีความแข็งและมีสีเข้ม เพื่อให้ทนต่อแสงไฟและความชื้นของอากาศ เมื่อผสมพันธุ์แล้ว แมลงเม่าจะสลัดปปีกออกและหาสถานที่สร้างรังและวางไข่ โดยแมลงเม่าตัวเมียจะกลายเป็นราชินีปลวก แมลงเม่าคือปลวกระยะตัวเต็มวัยที่มีปีก ปัจจุบัน ปลวกกระจายตัวอยู่ทุกทวีปทั่วโลกประมาณสองพันชนิด จอมปลวกหนึ่งจอมมีสมาชิกปลวกประมาณหนึ่งพันตัว ส่วนใหญ่ปลวกสร้างรังจากดินและมีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน เมื่อปลวกตัวเมียถึงช่วงสืบพันธุ์ มันมักจะออกจากจอมปลวกเดิมเพื่อหาคู่ผสมพันธ์ และหาสถานที่สำหรับสร้างอาณาจักรใหม่ ตัวเมีย (หรือราชินีปลวก) จะเริ่มผลิตไข่จำนวนหลายร้อยใบ ตัวอ่อนส่วนใหญ่ที่มาจากไข่นางพญาปลวกจะเจริญไปเป็นปลวกงาน […]