วาฬหลังค่อม : มวลน้ำทะเลอุ่นเป็นวงกว้างอาจส่งผลกระทบทำให้ประชากรลดลง

ปรากฏการณ์น้ำทะเลอุ่นเป็นวงกว้าง ปริศนาที่อาจเป็นสาเหตุของปริมาณการออกลูกของวาฬหลังค่อมน้อยลง

มวลน้ำทะเลอุ่นเป็นวงกว้างที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติกแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ภาวะโลกร้อนอาจส่งผลต่อ วาฬหลังค่อม

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจำนวนประชากรวาฬหลังค่อมในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

การลดลงของปริมาณน้ำแข็งในทะเลอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อหมีขั้วโลกและสัตว์ป่าอื่นๆ แต่ทำให้ฤดูหากินของวาฬในฤดูร้อนลำบากมากขึ้น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจว่าจะถอดรายชื่อออกจากรายการสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อความร้อนของน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปลายปี 2013 มวลของน้ำทะเลอุ่นเป็นวงกว้าง หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “the blob” ที่เกิดขึ้นบริเวณอ่าวอลาสกา ได้แพร่กระจายอย่างช้าๆ ไปทางใต้ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกของทวีปอเมริกาเหนือ การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์นี้ทำให้ความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา รวมไปถึงปรากฏการณ์ที่มนุษย์โลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอย่าง เอลนีโญ

ปรากฏการณ์ลึกลับดังกล่าวคงอยู่ในบริเวณนั้นเป็นเวลากว่า 6 ปี ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบางแห่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียส และได้ฆ่าประชากรของเคยและสัตว์อื่นๆ ที่เป็นอาหารหลักของวาฬหลังค่อม

ดังนั้น ผลการศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นว่า มีจำนวนวาฬหลังค่อมตัวเมียย้ายถิ่นอาศัยในช่วงฤดูร้อนปีละ 4,800 กิโลเมตรจากอลาสกาไปฮาวายเพื่อที่จะออกลูกและเลี้ยงลูกพวกมันน้อยลง “ในฮาวาย สัตว์ต่างอดอยาก เนื่องจากความหนาแน่นของอาหารต่ำมากๆ” Rachel Cartwright ผู้นำการศึกษาครั้งนี้ และนักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เกาะแชนเนล กล่าว

ในปี 2013 และ 2014 Cartwright เห็นแม่และลูกวาฬคู่หนึ่งในการสำรวจมหาสมุทรประมาณ 3 กิโลเมตร ตามการวิจัยครั้งใหม่ของเธอซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 19 มีนาคมในวารสาร Royal Society Open Science “ในปี 2017 และ 2018 พวกเราต้องสำรวจมากกว่า 12 กิโลเมตรเพื่อที่จะได้เห็นแม่และลูกวาฬ”

เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

วาฬตัวเมียส่วนใหญ่จะเดินทางไปผสมพันธุ์ทางใต้ก็ต่อเมื่อพวกมันสามารถเก็บไขมันได้มากพอสำหรับการตกไข่ในช่วงฤดูร้อน Cartwright อธิบาย “เซลล์ไขมันผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า เลปติน ซึ่งช่วยกระตุ้นการตกไข่ หากพวกมันไม่มีเซลล์ไขมันที่เพียงพอ การตกไข่จะไม่มีทางเกิดขึ้น”

Stephanie Stack หัวหน้านักชีววิทยาของมูลนิธิไม่หวังผลกำไรด้านวาฬ ได้ออกมายืนยันว่านักวิจัยท่านอื่นที่ทำงานบริเวณดังกล่าวก็ได้ทำการสังเกตการณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกัน “ชุดข้อมูลของเราสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่คล้ายกันในการลดลงของการพบเห็นแม่และลูกวาฬในช่วงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา” Stack อธิบาย

นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ได้ยังสอดคล้องกับข้อมูลของพื้นที่หากินของวาฬหลังค่อมในมลรัฐอลาสกาในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา Alison Craig นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัย Edinburgh Napier กล่าวเสริม ในพื้นที่อย่างอ่าวกลาเซียร์ ประชากรวาฬหลังค่อมมีจำนวนลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วาฬหลังค่อม
วาฬหลังค่อมถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ ประชากรลดลงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งมาตรการห้ามล่าเมื่อปี 1966 ช่วยให้ชนิดพันธุ์นี้ฟื้นตัวขึ้น (ภาพถ่าย: MAURICIO HANDLER, NAT GEO IMAGE COLLECTION)

นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนสังเกตเห็นการลดลงของจำนวนลูกวาฬอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแม่และลูกวาฬมักจะว่ายไปที่บริเวณน่านน้ำที่ไกลออกไปในปี 2017 และ 2018 “มีพื้นที่ใกล้เคียงหลายแห่งที่วาฬตัวเมียอาจจะผสมพันธุ์ได้ ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา โดยพวกเราควรจับตามองสถานที่เหล่านั้นไว้อย่างใกล้ชิด” เธอกล่าว “แต่จากประสบการณ์ของฉัน วาฬหลังค่อมเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างหัวโบราณ พวกมันมักจะออกลูกและเลี้ยงลูกในสถานที่เดิมๆ มานานกว่าหลายทศวรรษ”

อย่าเพิ่งดีใจไป

ตอนนี้ the blob ได้กระจายตัวออกไปแล้วและ Cartwright ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า วาฬหลังค่อมก็กลับมาแล้วเช่นกันในปีนี้ “ฉันเพิ่งกลับมาจากฮาวาย จำนวนแม่ลูกวาฬก็กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับในปี 2014 แล้ว” เธอกล่าวเพิ่ม

แต่ถึงแม้ว่าข่าวครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เธอเองก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมองโลกในแง่ดีเกินไป

ผลกระทบจาก the blob ต่อการอพยพของวาฬนั้นมีความผันผวน แต่เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นอีกเป็นประจำบ่อยครั้งในมหาสมุทรแปซิฟิก เธอเสริม และนั่นเองทำให้ประชากรที่เปราะบางอยู่แล้วของวาฬหลังค่อมตกอยู่ในความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

“เหตุการณ์ครั้งนี้มันสอนให้เรารู้ว่าการอนุรักษ์พันธุ์วาฬหลังค่อมนั้นมีความหละหลวมมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะไปลดมาตรการการป้องกันแต่อย่างใด”

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : พบ วาฬเพชฌฆาต ที่คาดว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่นอกจากฝั่งประเทศชิลี

วาฬเพชฌฆาต

เรื่องแนะนำ

สิ่งที่น่าประหลาดใจที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับแมวของคุณ

สำหรับบรรดาผู้เลี้ยงมือใหม่ รู้หรือไม่ว่า ลักษณะนิสัยเฉพาะของแมวแต่ละตัวเกี่ยวข้องกับสีของมัน มาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวแปลกๆ ของนายทาสสุดที่รัก โดย แกรี ไวทซ์แมน สัตวแพทย์และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "พูดภาษาแมวอย่างไร" กัน

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]

แหล่งน้ำจืด : ชีวิตเปราะบางในแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ

ช่างภาพใต้น้ำจำนวนมากชื่นชอบการถ่ายภาพวาฬ ฉลาม และแนวปะการังอันน่าตื่นตาในท้องทะเลและมหาสมุทร แต่ช่างภาพอย่างเดวิด เฮราซิมต์ชุค กลับเลือกถ่ายภาพชนิดพันธุ์ธรรมดาๆ ในแหล่งน้ำจืดอย่างแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ ด้วยความเชื่อว่า “ชีวิตมากมายเหล่านี้กำลังล้มหายตายจากไป” และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]